เข้าสู่ระบบยามเหม่าท้องฟ้าที่มืดมิดเริ่มมีความสว่างเล็กน้อย สองเด็กน้อยกับม้าอีก 5 ตัววิ่งฝ่าความมืดออกไปทางตะวันตกเฉียงเหนือที่เป็นป่ารกทึบ เพื่อทะลุป่าออกไปยังหมู่บ้านหลัวไห่ในอำเภอเหอหลัว เพราะหากวิ่งผ่านไปยังกำแพงเมืองที่ทางออกใกล้กว่า นอกจากมีแม่น้ำและยังต้องข้ามสะพานแล้ว ยังต้องผ่านประตูเมือง และต้องใช้ป้ายประจำตัวของตระกูลเพื่อเข้าออกเมืองหลวงอีกด้วย
จงเช่อเชี่ยวชาญมานาน เพราะหลายครั้งเขาเป็นผู้นำพาท่านแม่ทัพหลบหลีกความพลุกพล่าน เพื่อเข้าป่าไปทำภารกิจสำคัญ ดังนั้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ทหารใช้ในงานสำคัญชาวบ้านทั่วไปไม่ใช้ และนอกจากไม่ใช้แล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกสัตว์ป่าทำร้ายเอาด้วย ไม่สู้เดินทางตามถนนที่ปลอดภัยกว่า
สองร่างเด็กน้อยบนหลังม้าฟุบหลับไปแล้ว เขาน่าจะเพลียจงเช่อและสหายม้าอีกสี่ตัวจึงชะลอความเร็ว เพราะจะถึงชายป่าตะวันตกเฉียงเหนือแล้ว และตรงนี้มีแหล่งน้ำเขาและสหายจะได้กินน้ำและกินหญ้าเพื่อเพิ่มกำลัง
“นายน้อย...นายน้อย...ฮรี่!!!” เสียงจงเช่อปลุกนายน้อยของตนเอง เพราะน่าจะเพลียจึงหลับไปพร้อมกับนายหญิงน้อยทั้งกอดแพงม้าเขาไว้แน่น
ใบหน้างัวเงียของผิงหยางค่อย ๆ รู้สึกตัวจากที่ได้ยินเสียงเรียกของจงเช่อสหายม้าของเขา จึงขยับขึ้นเห็นน้องสาวคอพับไปแล้วจึงค่อย ๆ อุ้มลงจากหลังม้าที่จงเช่อย่อขาหน้าให้เขาลงได้อย่างง่ายดาย
เขาวางน้องสาวที่ยังหลับสนิทบนพื้นหญ้าแห้งก่อนจะล้วงเอาในกระเป๋าที่มีเสื่อสนามกับถุงนอนอยู่ด้วย เขากางเสื่อออกแล้วรูดเอาถุงนอนให้มันกลายเป็นผ้าห่ม มองหาท่อนไม้ที่ไม่สูงมากนักทำเป็นหมอนให้น้องสาวนอนหนุนไปก่อน
“ถึงไหนแล้วจงเช่อ” เสียงเด็กน้อยถามสหายม้าของตัวเอง
“พ้นป่าด้านนี้สิบลี้ก็จะไปเจอหมู่บ้านหลัวไห่ อำเภอเหอหลัวขอรับ” จงเช่อเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้มามาก เขาจดจำเส้นทางได้หมด แม้ว่าที่ไม่รู้ก็พาไปได้ เพียงถามเหล่าสัตว์ก็ไปได้แล้ว
“เห้อ...ข้าไม่รู้จักแคว้นนี้เลย...น่าเสียดายหากมีแผนที่” เด็กน้อยพูดเปรย ๆ ขณะเดินไปใช้มือวักน้ำในลำธารขึ้นล้างหน้า มองดูเหล่าสหายม้าของเขาและอีกสี่ตัวเล็มหญ้า แต่ทว่ามีแค่จงเช่อผู้เดียวที่เดินไปคาบกิ่งไม้มา เหมือนต้องการจะทำอะไรบางอย่าง
ผิงหยางเดินตามสหายม้าไปที่เนินดินที่เป็นฝุ่น เห็นจงเช่อค่อย ๆ ใช้ไม้ที่คาบในปากวาด ๆ ลายเส้นขยุกขยิก ทำให้ผิงหยางคาดเดาได้ทันทีว่าจงเช่อคงจะวาดแผนที่ให้เขา ดูกระมัง
“จงเช่อ...วาดแผนที่ใช่หรือไม่” เขาถามอย่างตื่นเต้น เพราะโลกคู่ขนานี้ไม่มีกูเกิลเมพ อย่างไรก็ต้องพึ่งพิงแผนที่
เหมือนเขารับรู้มาว่าสมัยโบราณแผนที่ถือเป็นของต้องห้าม นอกจากกองทัพกับฝ่าบาทแล้ว ผู้ใดครอบครองถือว่าเป็นกบฏ เพราะแผนนั้นสำคัญด้านการทหารและเสี่ยงต่อนำไปให้ไส้ศึก จะสูญเสียยุทธศาสตร์การรบ
“ขอรับนายน้อย” จงเช่อวาดอำเภอตามที่คิดว่านายน้อยน่าจะไปคือ อ.ชุนเรียกได้ว่าเป็นอำเภอชายแดนของตงเป่ยติดกับนอกด่าน เป็นบ้านเดิมของนายหญิง
“นายน้อย...ผ่านอำเภอเหอหนาน แล้วก็จะไปที่อำเภอซีเป่ย แล้วก็เข้าหมู่บ้านโม๋หลัว ที่อำเภอชุน เป็นบ้านเดิมนายหญิง ที่นั่นมีบ้านท่านยายของนายน้อย แต่น่าจะทรุดโทรมมากแล้ว อย่างไรเราไปตั้งหลักที่นั่นก่อน ตอนนี้นายท่านน่าจะไปค้าขายที่แคว้นตงหนาน เป็นเมืองติดชายทะเลน่าจะอีกสองสามเดือนถึงจะกลับ เพราะคาราวานพ่อค้าจะเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ นำสินค้าไปขายตามหัวเมืองต่าง ๆ นานแรมปีกว่าจะกลับ ถึงเวลานั้นส่งข่าวไปบอกนายท่านกับนายหญิงให้มาอยู่ตั้งหลักเสียที่นี่ก่อนขอรับ”
จงเช่อแนะนำเด็กน้อย เพราะเพียงอายุ 10 ขวบคงทำอะไรมากไม่ได้
“แล้วคนเหล่านั้นจะให้ข้าอาศัยร่วมบ้านหรือ” เขา 10 ขวบ แต่ความทรงจำบ้านเดิมมารดาไม่หลงเหลืออยู่ในสมองเลย นั่นก็เดาได้แล้วว่ามารดาไม่เคยกลับไปเยี่ยมบ้านนั่นเอง หากเขากลับไปจะมีใครเชื่อเขาหรือไม่
อิงเถาไม่ตอบออกมาแต่ส่ายหน้าน้อย ๆ พร้อมกับก้มหน้างุดหลบสายตาเร่าร้อนของบุรุษตรงหน้า แต่กลับทำให้ผิงหยางใบหน้าเศร้าคิดว่าเขาเดาใจนางไม่ถูก “ทำไมเจ้าไม่ชอบปิ่นนี้” ผิงหยางพูดด้วยเสียงผิดหวัง แต่เมื่อขยับจะถอยห่างตัวนางอิงเถากลับมาขยับเข้ามาใกล้แล้วเขย่งขึ้นกระซิบที่ใบหูของชายหนุ่มแทน “ข้าชอบท่านเจ้าค่ะ” อิงเถากระซิบเบา ๆ แต่ชายหนุ่มได้ยินชัดเจนเสียจนใบหน้าเบิกบาน แล้วเขาก็ดึงนางเข้ามากอดเอาไว้ “ข้าก็ชอบเจ้า ชอบทุกอย่างที่เป็นเจ้า” ผิงหยางสารภาพรักกับอิงเถาแล้วก็ฉวยโอกาสหอมแก้มนางอีกหลายฟอด กว่าจะปล่อยให้นางเป็นอิสระ อิงเถาเดินออกมาจากห้องของผิงหยางด้วยใบหน้ายิ้มแย้มสร้างความเอ็นดูให้กับหลันฮุ้ยเจิน ‘บุตรชายนางก้าวหน้าไปอีกขั้นแล้วสินะ’ ยามเมื่อนางสาว ๆ สามีนางก็กว่าจะเกี้ยวนาง แม้ช่วยเหลือนางแล้วก็ยังไม่สารภาพ จนท่านแม่เกือบให้แต่งงานล้างอายกับคนอื่นไปแล้วถึงยอมมาคุยกับท่านแม่แต่งนางโดยที่ไม่ได้บอกทางบ้านด้วยซ้ำ แต่นางก็นับถือความรักของสามีทำให้นางอดทนจนมีทุกวันนี้ เมื่อถึงเวลาอาหารค่ำ ฉินชินอ๋องนอกจากจะพาไท่ซ่างหวงม
“ท่านแม่ พี่ใหญ่มีความลับกับข้า” ผิงเหยาฟ้องมารดาไม่พอใจที่พี่ใหญ่ไม่ให้ตนเข้าไปด้วย “เอาเถอะ...ไม่ใช่ว่าลูกก็มีความลับกับพี่ใหญ่หรอกรึ” เมื่อมารดากล่าวเช่นนี้ผิงเหยาก็อมยิ้มทันที นางยังไม่กล้าบอกพี่ใหญ่เรื่องคุณชายฉิน แต่ว่านางเป็นสตรีจะให้เอ่ยเรื่องเช่นนี้ก่อนได้อย่างไรกัน “ท่านแม่...อย่าล้อข้า” ผิงเหยารีบหนีมารดาเข้าห้องไปทันที นางไปขโมยหยกของฉินชินอ๋องขณะเขาอาบน้ำที่ลำธารเมื่อหลายปีก่อน แล้วอย่างไรนะหรือ โดนเขาจับได้ตีก้นนางเสียแดงไปหมด แต่เมื่อนางนอนในห้องเปิดก้นรอให้สาวใช้ทายาให้ เขากลับกระโดดเขาห้องมา แล้วนางก็โวยวายหาว่าเขาแอบดูก้นนางต้องรับผิดชอบแต่งงานกับนาง เรื่องนั้นเพียงพูดไปเท่านั้น เพราะรู้ว่าเขาเป็นสุภาพบุรุษพอไม่ยอมแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปแน่ แต่ว่าเมื่อไม่นานมานี้ จู่ ๆ เขาก็พูดว่านางปักปิ่นเมื่อใด จะให้ไท่ซ่างหวงมาสู่ขอ เล่นเอานางอึ้งไปจนพูดไม่ออก และที่สำคัญเขาเลือกพูดขณะที่ท่านแม่กำลังเดินเข้ามา แล้วนางก็มั่นใจว่าท่านแม่ได้ยินเต็มสองหู หลังจากนั้นนางก็ฝันถึงฉินชินอ๋องทุกคืน ทำเอานางไม่อยากตื่น เพียงแต่ปีนี
“สตรีชอบสิ่งใดกันนะ” เขานั่งบ่นอยู่บนหลังม้าแล้วก็เหลือบไปเห็นฉินชินอ๋องที่เดินออกมาจากโรงยาหนิงเจี้ยน เขาหลบหน้าเพราะช่วงนี้ยังหาสมุนไพรมาขายไม่ได้ และสหายจงเช่อของเขายังขี้เกียจแล้วเขาก็คิดว่าปล่อยให้เห็ดหลินจือมันโตอีกหน่อยแล้วกัน จะได้ราคาดี ทั้งที่จริงเขาก็ขี้เกียจไม่ต่างจากเจ้าม้า กำลังหาวิธีปลูกมันอยู่ หากได้วิธีปลูกเห็ดหลินจือ เขาก็ไม่ต้องขึ้นเขาอีกแล้ว “อาหยางนั่นเจ้าจะไปที่ใด” ฉินชินอ๋องร้องเรียกสหายต่างวัยที่ทำเหมือนไม่เห็นเขา แต่เขารับรู้ว่าเจ้านั่นเห็นเขาแน่ เพียงแต่ไม่ทักแล้วมาในตัวอำเภอเช่นนี้เพื่ออันใด “คุณชายฉิน” ไม่ว่าผ่านมานานเพียงใด ผิงหยางก็ได้รับอนุญาตให้เรียกคุณชายฉิน เพราะว่าไม่ต้องการให้ชาวบ้านแตกตื่นเรื่องยศตำแหน่ง ใบหน้ายิ้มเจื่อนบนหลังม้าหันไปมองแล้วก็กระโดดลงมา ตอนนี้ในเมืองอำเภอชุนคึกคักนัก ได้ข่าวว่าจะมีการรวมอำเภอขึ้นเป็นมณฑลปกครองใต้อำนาจฉินชินอ๋อง เนื่องจากฝ่าบาทเห็นว่าไท่ซ่างหวงก็เสด็จประทับอยู่ชายแดน การเดินทางทางต่าง ๆ และงบประมาณชายแดนจะได้สร้างสิ่งต่าง ๆ ให้ทางนี้เยอะขึ้น “เจ้ามาหาสิ่งใดให้ข้าช่วยหรือไม่” ฉ
ห้าปีผ่านไปก็ถึงวัยที่อิงเถาปักปิ่น หลันฮุ้ยเจินคิดจัดงานยิ่งใหญ่ให้คนในหมู่บ้านมาดื่มกิน รวมทั้งสหายการค้าและไท่ซ่างหวงก็ยังไม่พลาดรับเชิญในงานนี้ แต่มีคนหนึ่งกำลังกลัดกลุ้มใจด้วยเรื่องไม่รู้จะหาอันใดเป็นของขวัญให้ว่าที่ภรรยาในอนาคตนะสิ เขาเดินไปที่คอกม้าพอเห็นครอบครัวของจงเช่อที่ยืนคลอเคลียกันอย่างน่าเอ็นดู มีเจ้าม้าตัวน้อยสองตัว แล้วจงเช่อก็ยืนไม่ห่างจินจูดูเป็นคู่ที่น่าอิจฉาเสียจนเขาถอนหายใจเกาะคอกม้าดูครอบครัวสหายม้ารักใคร่ปรองดองกันดี “จงเช่อ...ไม่ว่างรึ” เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะทำอะไรจะเรียกไปแบบเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว จงเช่อก็มีเมียและลูกคอยดูแล แต่เขาไม่เห็นว่าจะต้องดูแลอะไร ก็แค่ยืนพลอดรักให้เขาอิจฉาเท่านั้น “นายน้อยเป็นอันใด” จงเช่อกำลังเกี้ยวภรรยา แต่ว่านายน้อยกลับมายืนหน้าเศร้าเกาะคอกม้าท่าทางน่าสงสารสงสัยคงมีเรื่องอะไรแล้วกระมัง และสหายที่ดีอย่างจงเช่อจะยอมให้นายน้อยทุกข์ใจได้เช่นไรจึงบอกภรรยา แล้วปลีกตัวมาหานายของตน ผิงหยางเดินไปนั่งที่ชิงช้าริมน้ำที่ทำไว้ให้อิงเถากับเหยาเหยาได้มานั่งผ่อนคลาย โดยมีจงเช่อเดินตามมาติด ๆ “ข้าคิดไม่ตก”
คราวนี้ผิงหยางถึงกับหัวเราะท้องแข็ง นั่งหัวเราะไม่พอลงไปกลิ้งหัวเราะกับพื้นไปมา จนเข้าใจที่มาของคำว่าขำกลิ้งเป็นเช่นไร “ฮรี้....!!!! นายน้อยจงเช่อไม่ขำนะขอรับ” ม้าหนุ่มถึงกับงอนเลยทีเดียว เพราะเจ้านายของตนนอกจากจะไม่ปลอบใจยังเอาแต่หัวเราะเยาะอีก “ฮึก...ฮึก...ฮึก...ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ผิงหยางพยายามกลั้นแล้วจริง ๆ แต่ทว่ามันกลั้นไม่ได้ มันขำหนักมากจนหยุดไม่อยู่ กว่าจะเลิกหัวเราะได้ก็ทำเอาเจ้าม้างอนยิ่งกว่าสตรี “ขอโทษ...เช่นนั้นตอนนี้เจ้าก็ว่างแล้วใช่หรือไม่ ข้าไม่ได้เข้าป่านานแล้วนะ ตั้งแต่เจ้ามีเมีย ไม่ได้หาหลินจือ หาโสมให้องค์ชายสามเลย ตอนนี้มีอยู่บ้างหรือไม่เล่าบนเขา” ผิงหยางตั้งแต่มั่งคั่งก็ไม่ได้ไปเก็บสมุนไพรล้ำค่าอีกเลย เขามีหน้าที่ตรวจโรงงานต่าง ๆ การทำการค้ากับกลุ่มพันธมิตรที่คิดมาร่วมค้าด้วย โดยทำร่วมกับองค์ชายสามหรือฉินชินอ๋องในตอนนี้ “ยังไม่ออกตอนนี้หรอก ท่านเทพไป๋หู่จะให้พบแค่ปีละครั้งเท่านั้น เพราะท่านร่ำรวยมากแล้ว” จงเช่อกล่าว แต่ก่อนที่พบบ่อยเพราะท่านเทพไป๋หู่อยากให้เจ้าเด็กน้อยนี้ตั้งตัวได้เร็ว ๆ แผ่นดินจะได้ผาสุกชาวบ้านอยู่ดีกินดีโดยเร็
ครบสามปีฝ่าบาทสละราชบัลลังก์ให้กับองค์ชายห้าขึ้นครองราชย์ แล้วมาเป็นไท่ซ่างหวงอยู่ริมชายแดนคุมเหมืองทองเสียเอง และนั่นคือข้ออ้าง แท้ที่จริงเบื่อราชสำนักที่วุ่นวายตั้งแต่ตัวเองขึ้นครองราชย์แล้ว จึงโยนภาระให้กับบุตรชายคนที่ห้าแทน “ท่านพ่อ...ท่านทำอันใด” เมื่ออยู่ชายแดนไท่ซ่างหวงทิ้งหัวโขน อำนาจแล้วก็ตำแหน่งขอเป็นตาแก่อยู่บ้านเอาแต่ใจบ้าง และที่สำคัญของกินบ้านผิงหยางถูกส่งมาเท่าไหร่ไท่ซ่านหวงก็กินจนเต็มท้อง จนหมอหลวงติดตามมาขอให้องค์ชายสามช่วย “ก็กินขนม” เหยาถังเกานั่งจิ้มกินขนมอย่างสบายใจ หลังกำจัดอดีตฮองเฮาที่วางแผนจะลอบฆ่าตนเองที่ไม่ยกบัลลังก์ให้บุตรชายคนแรก แล้วก็จัดการยึดอำนาจขององค์ชายใหญ่ส่งกำลังทหารให้ฮ่องเต้องค์ใหม่จัดการควบคุม เพื่อให้บ้านเมืองสงบสุข “ท่านกินขนมไม่ได้แล้วนะขอรับ” ฉินหวงหมิ่นต้องส่งจดหมายไปเรียกมารดาให้มาช่วยดูแลท่านพ่อของตน แล้วฉินกุ้ยเฟยก็เบื่อหน่ายวังหลวงเดินทางมาถึงหลังจากสามีหนีมาก่อน เพราะว่านางบ่นเรื่องการกินของหวานเกินไปจนทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง ตั้งแต่บุตรชายของตนร่วมตั้งโรงน้ำตาลอ้อย สารพัดของหวานแสนอร่อยก็ถูกคิดค
ม้าทั้ง 5 ตัวออกเดินทางในป่าเพื่อทะลุไปยังหมู่บ้านหลัวไห่อำเภอหลัวเหอ สองพี่น้องขึ้นม้าไปด้วยกันโดยที่จงเช่อเป็นผู้นำทางไปเพื่อจะได้ผ่านดงผลไม้ป่า ที่เขาเองชอบแวะเล็มกินบ่อยครั้งเมื่อเจ้านายไม่เร่งรีบนักเฉ่าเหมย(สตอเบอรีป่า) ลูกสีแดง ๆ กับหลันเหมย(บลูเบอร์รีป่า) เป็นสิ่งที่มันชื่นชอบนัก และอยากให้
เมื่อเสื้อผ้าที่บิดจนหมาดถูกผิงไฟราวสองเค่อ กับอากาศที่ค่อนข้างแห้งเล็กน้อย ทำให้เสื้อผ้าของทั้งสองแห้งเร็ว ผิงหยางใส่เสื้อผ้าเสร็จก็หยิบเสื้อผ้าให้น้องสาวใส่ แล้วเด็กสาวตัวน้อยก็ม้วนเสื่อกลับมาด้วย นำไปปูนั่งใกล้พี่ชายของตนเอง ที่เริ่มเทข้าวสวยร้อน ๆ ลงบนใบบัว “หิวแล้วใช่หรือไม่ กินให้เย
“อาบน้ำตรงที่ใดเจ้าคะท่านพี่ใหญ่” ผิงเหยาเพิ่งเคยออกจากจวนสกุลผิงครั้งแรก ปกติอาบน้ำหรือทำธุระในบ้านเท่านั้น แต่นี่ต้องมากลางป่านางจึงถามท่านพี่ใหญ่ “เข้าไปตรงนี้แล้วอาบน้ำให้ดี เอาสบู่ถูตัวแล้วก็ล้างหน้าแบบนี้” คนเป็นพี่สาธิตให้น้องสาวดู เขาไม่มั่นใจว่าในโลกนี้ใช้สบู่แบบใดกัน นี่เป็นก้อน
“เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วง บ้านท่านยายท่านเก่าแล้ว ตอนนี้ไม่มีคนอยู่ อ้างชื่อท่านพ่อและท่านแม่แล้วก็ไปคุยกับท่านผู้ใหญ่บ้านให้ทำเรื่อง เล่าความเป็นมาให้ฟังที่เหลือคนจะสงสารท่านทั้งสองเอง” เรื่องราวชีวิตของเด็กน้อยทั้งสอง ต่อไปคงเป็นที่กล่าวขานอีกนาน ดังนั้นเขาย่อมต้องช่วยเหลือเด็กสองคนนี้ให้ปลอดภัย







