Masuk[เช้าวันถัดมา]
"คุณไม่ใช่คนที่ผมต้องการ"
"ครับ?"
มารุตเอียงคอทำสีหน้าฉงน วันนี้แม่ให้เขาเข้ามาคุยรายละเอียดงานที่บ้านของผู้ว่าจ้าง แต่เข้ามายังไม่ทันได้หย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยซ้ำก็โดนปฏิเสธแล้ว
"แม่บ้านรุ่งรัตน์บอกว่าวันนี้จะมีคนมาสมัครงาน คือคุณใช่ไหม ถ้าใช่ ผมไม่รับ"
"ทำไมล่ะครับ เรายังไม่ได้คุยรายละเอียดอะไรเลยนะ"
"ผมต้องการพี่เลี้ยงที่เป็นผู้หญิงไม่ใช่ผู้ชาย แค่นี้คุณสมบัติคุณก็ไม่ตรงแล้ว"
มารุตขมวดคิ้วเป็นปม ได้แต่กระพริบตาปริบ ๆ มองตามเจ้าของบ้านที่กำลังเปิดประตูเชื้อเชิญให้เขาออกไป สรุปที่เขาตัดสินใจและพร่ำบอกตัวเองทั้งคืนให้พยายามสู้กับงานนี้ก็ต้องสูญเปล่าเพราะเขาไม่ใช่ผู้หญิงอย่างนั้นเหรอ
"คุณด่วนตัดสินใจไปหรือเปล่าครับ ผมยังไม่ได้ทดลองงานเลยนะ"
"ไม่"
กฤษณะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกำลังไม่พอใจ เขาอุตส่าห์ยอมเสียเวลาลางานอีกวันเพียงเพื่อจะได้จัดการเรื่องพี่เลี้ยงคนใหม่ให้เรียบร้อย แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่ตามที่คิด ตอนแรกเขานึกว่าผู้ชายคนนี้จะเป็นคนที่มาคุยเรื่องหาพี่เลี้ยงคนใหม่ให้กับลูกเขาเสียอีกถึงได้เชิญเข้าบ้าน แต่คงมีใครเข้าใจอะไรผิดอยู่แน่ ๆ กฤษณะจ้องตามารุตเขม็งกดดันให้อีกฝ่ายรีบออกไปพื้นที่ส่วนตัวของเขา
"คุณไม่รับผมทำงาน เพราะแค่ผมเป็นผู้ชายเนี่ยนะ"
"ลูกสาวผมเป็นเด็กผู้หญิง ผมจะไม่ปล่อยให้ผู้ชายหน้าไหนมาแตะต้องลูกผมเด็ดขาด อีกอย่างผมไม่คิดว่าคุณจะทำงานนี้ได้หรอก"
มารุตขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม เรื่องหวงลูกสาวนั้นเป็นเหตุผลที่พอจะเข้าใจได้ แต่การที่มาบอกว่าเขาทำไม่ได้นั่นมันดูถูกกันชัด ๆ นี่แม่เขาไปเห็นใจคนปากแบบนี้ได้ยังไงกัน
"ผมสงสารลูกสาวคุณจริง ๆ ที่มีพ่อแบบนี้ คุณตัดสินคนอื่นโดยที่ไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ ไม่มีเหตุผลเลย"
ไม่รู้ว่าคำพูดนั้นแทงใจดำคนฟังแค่ไหน รู้แต่ว่าทันทีที่เขาพูดจบ มารุตก็ถูกผลักติดกับประตู ไหล่เขาถูกบีบแน่นเหมือนกระดูกภายในจะหักลงให้ได้
"ทำอะไรของคุณ ปล่อยผม"
"แงงงงงงงง"
ท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังปะทุดุเดือด เสียงร้องไห้ก็ดังขึ้นจนทั้งคู่ต้องหันไปมองหาที่มาของเสียง กฤษณะรีบปล่อยมือจากคนตรงหน้าก่อน ออกปากไล่มารุตอีกครั้งก่อนจะหันหลังเดินเข้าห้อง ๆ หนึ่งที่อยู่ไม่ไกลไปอย่างหัวเสีย เสียงร้องที่ผิดแปลกไปจากปกตินั่นทำให้เขาใจไม่ดีเอาเสียเลย มารุตเองก็ดูจะตกใจไม่น้อย เขาเลือกเดินตามเข้าไปโดยไม่สนใจว่าเจ้าของบ้านจะอนุญาตหรือไม่
กฤษณะอุ้มลูกขึ้นมาไว้แนบอก ท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ ของชายคนตรงหน้ารวมถึงสภาพของหนูน้อยบ่งบอกได้ดีถึงอะไรหลาย ๆ อย่างทำให้มารุตเริ่มจะเข้าใจอะไรได้มากยิ่งขึ้น
"ร้องทำไม"
ดูเหมือนว่าคนเป็นพ่อจะไม่เข้าใจวิธีการปลอบเด็ก ด้วยน้ำเสียงและแววตาที่ใช้ทำให้ลูกน้อยให้อ้อมกอดของเขาตกใจกลัวจนร้องไห้หนักกว่าเดิม
"คุณกำลังทำให้เด็กกลัว"
"ผมบอกให้คุณออกไปไง"
กฤษณะเริ่มขึ้นเสียงเมื่อเห็นว่าแขกที่ไม่ได้ตั้งใจรับเชิญเดินตามเขาเข้ามาในห้องลูก ยิ่งพูดเสียงดังมากเท่าไร ลูกเขาก็ร้องไห้เสียงดังมากเท่านั้น แต่พออีกฝ่ายพูด ยัยหนูของเขากลับมีท่าทีชะงักงันและพยายามเอี้ยวตัวกลับไปหาต้นตอของน้ำเสียงนุ่ม ๆ ที่อยู่ใกล้ ๆ
ไม่รู้ว่ามันบังเอิญหรือเป็นแค่ปฏิกิริยาตอบสนองตามปกติของเด็กอายุเท่านี้ แต่มันก็ทำให้ร่างสูงที่มีอารมณ์คุกรุ่นเริ่มจะนิ่งลงด้วยความสนอกสนใจและรอดูว่าเจ้าตัวเล็กจะทำอะไรต่อ
"แอ๊"
ใบหน้าจิ้มลิ้มเหลียวมองไปทางด้านหลังพร้อมกับเสียงเล็กแหลมที่เปล่งออกมา ร่างกายนุ่มนิ่มนิ่งงันไปเล็กน้อยก่อนจะเริ่มขยับตัวอีกครั้งและเอื้อมสองมือเข้าหาผู้มาใหม่ แต่กฤษณะกลับกระชับกอดแน่นขึ้นจนลูกเขาส่งเสียงงอแงอีกรอบถึงได้ยอมคลายมือออก
มารุตอ้าแขนรับเด็กน้อยมาไว้ในอ้อมกอดด้วยสีหน้างุนงงไม่ต่างไปจากพ่อเด็ก แต่มันก็เป็นที่น่าพอใจที่อย่างน้อยจะได้ทำให้คนตัวสูงใหญ่ตรงหน้านี้รู้สึกตัวเสียทีว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ไม่ใช่เรื่องที่สมควร
"แอ๊…"
"ว่าไงครับ"
"แอะ…แอ๊…"
"หืม..อายัยงับ"
สองคนคุยกันราวกับอยู่ในโลกที่คนอื่นเข้าไม่ถึง มารุตเอื้อมมือขึ้นลูบแก้มยุ้ยนั่นเบา ๆ เด็กคนนี้น่ารักเหมือนที่แม่เขาบอกไว้ไม่มีผิด ส่วนกฤษณะได้แต่ยืนมองดูลูกตัวเองกำลังทำเสียงอ้อแอ้คุยกับคนแปลกหน้าอย่างที่เขาเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อน พอเห็นภาพนั้นในใจก็เกิดสับสนขึ้นมา
"พอได้แล้ว"
พอกฤษณะเอ่ยขัดและเอื้อมมือไปอุ้มลูกกลับคืน เจ้าตัวเล็กก็ร้องเสียงดังขึ้นมาอีก แม้จะไม่ชอบใจที่เห็นคนแปลกหน้าทำแบบนี้กับลูกตัวเองแทนที่แม่ตัวจริง แต่ภาพของทั้งสองคนที่คุยกันเมื่อครู่ก็ยังคงติดตาและสร้างความรู้สึกแง่บวกให้เกิดขึ้นภายในจิตใจของเขาได้ไม่น้อย
เสียงร้องทักท้วงที่ฟังไม่ได้ศัพท์นั้นทำให้กฤษณะยอมปล่อยลูกให้มารุตอุ้มดังเดิม สิ่งที่เห็นทำให้เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังมองอะไรพลาดไปหรือเปล่า หรือสิ่งที่เขาคิดมาตลอดมันผิด
"คุณอยากจะทำงานนี้จริง ๆ ใช่ไหม"
มารุตได้ยินคำถามก็พยักหน้าตอบอัตโนมัติ เขาตอบตกลงแม่ตัวเองไปแล้วและไม่คิดจะคืนคำ ดูเหมือนว่าตอนนี้เขาเองก็ถูกชะตากับเด็กคนนี้ไม่น้อย
"ผมจะให้คุณทดลองงานก็ได้ ถ้าคุณยอมรับข้อตกลงของผมได้"
"เรื่องนั้นเราคุยกันได้ครับ"
"ดี ถ้าคุณมั่นใจขนาดนั้นผมจะรอดู ขนาดพี่เลี้ยงมืออาชีพยังทนอยู่ไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับคุณ"
กฤษณะยังคงใช้วาจาดูแคลนอีกฝ่ายไม่เลิก ผู้ชายตรงหน้าแม้จะพูดจาฉะฉานชัดเจนเหมือนผู้ใหญ่กร้านโลก แต่ดูก็รู้ว่าอายุอานามน่าจะน้อยกว่าเขาหลายปี ใบหน้าที่ไร้ริ้วรอยแลดูสดใสกับท่าทางมั่นอกมั่นใจนั่นค่อนข้างขวางหูขวางตาเขามากทีเดียว แต่แม้จะยังขุ่นใจอยู่บ้างที่โดนเด็กที่ไหนไม่รู้หาว่าไม่มีเหตุผล แต่ก็ต้องยอมรับว่าตอนนี้ตัวเขาไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้แล้ว เขาต้องทำงานและยัยหนูต้องการพี่เลี้ยงโดยด่วน ดังนั้นลองดูก็คงไม่เสียหาย
ส่วนมารุตได้ยินประโยคสุดท้ายถึงกับต้องข่มใจเอาไว้ ว่าที่นายจ้างอุตส่าห์ใจอ่อนยอมทำข้อตกลงด้วยแล้ว จึงคิดว่าไม่ควรต่อปากต่อคำให้เสียบรรยากาศดีกว่า อีกอย่างมาปรามาสกันแบบนี้มันยอมได้ที่ไหน นายหมอก มารุตคนนี้จะพิสูจน์ให้ดูเองว่าเขามีคุณสมบัติในการเป็นพี่เลี้ยงอย่างครบถ้วนแบบที่หาใครมาแทนไม่ได้อีกเลยล่ะ
"หมอก""ครับ""มานี่หน่อย""คุณกฤษมีอะไรหรือเปล่าครับ""เปล่า แค่อยากเห็นหน้า""เล่นอะไรของคุณเนี่ย...ถ้าไม่มีไร ผมไปทำความสะอาดครัวต่อละ""มานี่ก่อน"มารุตจิ๊ปากแต่ก็เดินเข้าไปหา ในมือยังคงถือผ้าเช็ดโต๊ะไม่ยอมวาง พอไปถึงเขาก็ถูกรวบตัวจับให้นั่งลงบนตัก"ทำไมต้องให้ผมนั่งบนตักคุณด้วย ตัวผมไม่ใช่เบา ๆ นะ""ไว้ตัวใหญ่กว่าฉันก็ค่อยให้ฉันนั่งตักนายแทนก็ได้""ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ผมหมายถึผมนั่งข้าง ๆ คุณก็ได้ต่างหาก"มารุตกลอกตาไปมาก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงฮัดฮัด แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ระคายหูคนฟังนัก กฤษณะกอดคนตรงหน้าแน่นขึ้น เขาเกยคางลงบนบ่าอีกฝ่าย เลื่อนกรอบหน้าเข้าไปใกล้หูที่กำลังเริ่มขึ้นสีระเรื่อจนแนบชิด"ปีนี้นายอายุเท่าไหร่""ปีนี้ผม 26 แล้ว คุณถามทำไมครับ""ปีนี้ฉัน 33""ครับ ผมรู้อยู่แล้ว คุณห่างกับผมตั้ง 7 ปี เป็นพี่ผมได้สบาย ๆ ""ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่เรียกฉันพี่ซะล่ะ""ได้ไงล่ะครับ คุณโตกว่าผมมากแถมยังเป็นเจ้านายผมกับแม่ด้วย""แต่ฉันว่ามันฟังดูห่างเหิน เรื่องว่าจ้างก็ปล่อยให้เป็นเรื่องว่าจ้าง แต่เรื่องความสัมพันธ์นายก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามที่ควรเป็นสิ""เอ่อ ผม""ฉันขอมากไปงั
"คุณกฤษครับ แป้งน้อยไม่สบาย ผมพาไปหาหมอมาแล้ว....ครับ....มีไข้แต่ตอนนี้ไข้เริ่มลดแล้ว...ครับ...เจอกันตอนเย็นครับ"มารุตวางสายก่อนจะหันมาดูเจ้าตัวเล็กที่นอนกระสับกระส่ายอยู่บนที่นอนของตัวเองอย่างน่าสงสาร หลายวันที่ผ่านมาพวกเขาคงจะพาไปตากแดดตากลมมากไปหน่อยจึงทำให้ล้มป่วย"หายไว ๆ นะเด็กดี"เมื่อเห็นว่าถุงแป้งหลับสนิทแล้วร่างโปร่งก็เดินออกมาด้านนอกเพื่อเตรียมอุปกรณ์เช็ดตัว ปกติแล้วมารุตไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการดูแลเด็กสักเท่าไหร่ หากเรื่องไหนเขาไม่แน่ใจก็มักจะโทรถามแม่ตัวเองอยู่ตลอด แต่กับเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วย แม่เขาจะบอกให้เขาจำใส่ใจไว้เสมอว่าอันดับแรกที่ควรทำก็คือพาเด็กส่งถึงมือหมอให้เร็วที่สุด และนั่นก็เป็นคำแนะนำที่ดีมากสำหรับเขาระหว่างนั้นมารุตก็แวะเข้าไปดูถุงแป้งอยู่ตลอด เธอจะร้องงอแงบ้างเมื่อรู้สึกไม่สบายตัว ทำให้มารุตต้องคอยอยู่ปลอบจนสงบเป็นระยะ ๆ"ยัยหนูเป็นยังไงบ้าง""คุณกฤษ ทำไมรีบกลับล่ะครับ แล้วงานล่ะ"จู่ ๆ กฤษณะก็เดินทางกลับมาถึงบ้านหลังจากที่วางสายจากมารุตไปได้ไม่ถึงชั่วโมง"ฉันเป็นห่วงลูก เลยลางานครึ่งวันน่ะ"กฤษณะเดินเข้ามาในห้องของลูก เขายังไม่ทันจะวางสัมภาระที่พกติดตัวม
ถึงวันฟังคำตัดสิน กฤษณะขอลางานเดินทางไปศาลพร้อมกับลูกและมารุต หลายอาทิตย์ที่ผ่านมาพวกเขามีชีวิตที่ค่อนข้างกดดันเพราะต้องแบกรับเรื่องต่าง ๆ เอาไว้กับตัวทั้งหมด แม้แต่แม่บ้านรุ่งรัตน์ มารุตเองก็ไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังเพราะไม่อยากให้แม่ไม่สบายใจ"ตาาาาาาา พ่อจ๋า ตาาา"คำเรียกที่จากปากเจ้าตัวเล็กหลังจากที่ยกมือไหว้ตามคนเป็นพ่อและพี่เลี้ยงทำให้นพพลถึงกับหยุดชะงัก นี่หลานเขาโตจนพูดได้ขนาดนี้แล้วเชียวหรือ สุดท้ายแม้ไม่อยากจะรับไหว้แต่ก็ต้องจำยอมพยักหน้าให้ครอบครัวเจ้าตัวน้อย เพียงเพราะอยากเห็นรอยยิ้มของหลาน"ไป ไป หม่ามา ไป ไป"เจ้าตัวเล็ก ส่งเสียงเป็นนกแก้วนกขุนทอง เธอเรียกคนนั้นทีคนนี้ทีแล้วโบกไม้โบกมือทักทายคนไปทั่ว แถมยังเดินคล่องขึ้นกว่าเดิมมาก ไม่เหมือนตอนเล็ก ๆ ที่ไม่ว่าใครก็เข้าใกล้ไม่ได้ส่วนอภิญญาพอได้เห็นหน้าหลานก็ถึงกับน้ำตาซึม เพราะระหว่างที่ฟ้องร้องกันอยู่ เธอไม่มีโอกาสจะได้เจอหลานเลย จะแอบติดต่อก็ลำบาก แต่พอได้เห็นถุงแป้งถือของเล่นที่เคยซื้อให้มาด้วยก็แอบดีใจอยู่ลึก ๆการทักทายดูจะจบลงแค่นั้นก่อนที่พวกเขาจะเดินแยกจากกันไป ส่วนกฤษณะไม่ได้รีรออะไร เขาเดินไปติดต่อเจ้าหน้าที่ศาลเพื่อ
เวลาล่วงเลยมากว่าสองเดือนหลังจากได้หมายศาล แม้กฤษณะจะไม่ได้มีคนรอบข้างในชีวิตมากนัก แต่เขายังโชคดีที่ได้ทนายฝืมือดีเป็นรุ่นพี่จากที่ทำงานเก่า ตามจริงเขารู้สึกแค่เพียงว่าการต่อสู้เพื่อแย่งชิงสายเลือดเดียวกันมันเป็นเรื่องที่สูญเปล่า แต่หากว่ามันจำเป็นที่จะต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเขาดีพอที่จะได้เลี้ยงดูลูกต่อไปหรือไม่ เขาก็พร้อมที่จะทำวันนี้ทนายเดินทางมาหาเขาที่บ้าน พร้อมกับสอบถามข้อมูลและหาหลักฐานอื่น ๆ ประกอบเพิ่มเติม"วันที่ศาลนัดไกล่เกลี่ย โจทย์ส่งเพียงทนายมาเจรจา ซึ่งจากที่เราได้พยายามหาข้อตกลงร่วมกัน มันไม่เป็นผลสำเร็จ ดังนั้นเราต้องเตรียมข้อมูลหลักฐานไปสู้กันต่อ ศาลนัดสืบพยานในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้า กฤษ นายยังโชคดีนะที่ได้จดทะเบียนสมรส ถ้าว่าตามข้อนี้นายได้เปรียบแน่นอนเพราะเป็นพ่อที่ชอบด้วยกฏหมาย""ผมมีโอกาสที่จะเสียลูกมากน้อยแค่ไหนครับพี่เอก"กฤษณะพูดพลางหันไปมองมารุตที่นั่งอยู่ไม่ไกลกันนัก สิ่งที่เขากังวลใจอีกเรื่องก็คือเรื่องของคนข้าง ๆ เพราะเรื่องของพวกเขาสองคนก็เป็นข้อเท็จจริงอีกข้อที่อีกฝ่ายจะยกข้อนี้ขึ้นมาอ้างได้"ว่ากันตามหลักกฏหมาย ไม่มีข้อไหนที่ห้ามผู้ปกครองที่คบหาเพศเดียวกั
วันนี้กฤษณะพาลูกมาเยี่ยมคุณตาคุณยายอย่างเคย สายตาหลายคู่ที่เคยมองเขาด้วยความเป็นกันเองได้แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและเพิกเฉย ซึ่งกฤษณะไม่ได้สนใจเท่าไหร่นัก มีก็แต่มารุตที่ยังไม่ชินและรู้สึกอึดอัดตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่กฤษณะยกมือขึ้นตบบ่าคนตรงหน้าเบา ๆ เป็นการให้กำลังใจ แต่ก็ไม่พ้นสายตาคนรอบข้างที่คอยจ้องจับผิดพวกเขาอยู่แทบจะทุกวินาที"ไม่เป็นไรนะ""ครับ"มารุตส่งยิ้มตอบ ตามจริงคนที่อยากได้กำลังใจมากที่สุดควรจะเป็นกฤษณะมากกว่า แต่คนตัวโตกลับไม่เผยความรู้สึกให้ใครรู้ นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมคนรอบข้างถึงเข้าใจผิดคิดว่าเขาไร้ความรู้สึก ทั้ง ๆ ที่หากได้ใกล้ชิดกันจริง ๆ กฤษณะคือคนที่เอาใจใส่คนอื่นดีมากคนหนึ่ง"เห็นอกเห็นใจกันเหลือเกินนะ"นพพลพูดขึ้นอย่างไม่มีอ้อมค้อม เขานึกว่าหากอภิญญาได้เกลี้ยกล่อมให้กฤษณะยอมเลิกจ้างมารุตตามที่ร้องขอ อาจจะทำให้เขาใจอ่อนขึ้นมาบ้าง แต่กฤษณะกลับเพิกเฉย มิหนำซ้ำยังพามารุตมาด้วยราวกับไม่เห็นหัวเขา"ฉันไม่คิดว่าแกจะกล้าหักหลังลูกสาวฉัน ถึงขั้นเอาลูกจ้างมาแทนที่ แถมยังเป็นผู้ชายด้วยกันอีก"คำพูดขอพ่อตาทำให้ทุกคนที่อยู่ในบ้านเงียบไปตาม ๆ กัน"แกเงียบแบบนี้ แสดงว่าแก
หลังจากที่กฤษณะขอมารุตคบอย่างจริงจัง ดูเหมือนว่าพี่เลี้ยงคนที่มั่นใจในตัวเองสูง คนที่กล้าเดินหน้าบอกความรู้สึกก่อน จะกลายเป็นคนละคนไปแล้ว มารุตไม่ยอมสบตาตอนคุย เขาพูดน้อยลงกว่าเดิมมาก แถมยังออกอาการเขินอายยิ่งกว่าเดิมเสียอีก กฤษณะจึงปล่อยให้เขาได้ปรับตัว ไม่เร่งรีบอะไร พวกเขากลับไปเตรียมตัวที่ห้องอีกครั้งและกลับมานั่งพักผ่อนที่ริมชายหาดกันเงียบ ๆ"อ๊าย! จา จ้าาา"ถุงแป้งส่งเสียงร้องดังลั่น เมื่อถูกปล่อยให้คลานเล่นบนชายหายเม็ดเนียนละเอียด ชุดว่ายน้ำสีแดงสดลายก้อนเมฆเด่นสะดุดตา เรียกได้ว่าคลานไปไหนก็หาเจอส่วนผู้ใหญ่ทั้งสองคนอยู่ในชุดกางเกงว่ายน้ำกับเสื้อเชิ้ตแขนสั้นทั้งคู่ คนเป็นพี่เลี้ยงพาเจ้าตัวเล็กนั่งก่อปราสาททรายอยู่ใต่ร่มไม้ ส่วนกฤษณะก็นอนดูมารุตกับลูกอยู่บนเก้าอี้ชายหาด ลมยามบ่ายแก่ ๆ กับกลิ่นของทะเลชวนให้รู้สึกดีทีเดียว"ดูนั่นสิ พวกเขาพาลูกน้อยมาเที่ยวล่ะ""ใช่เหรอ ฉันว่าเด็กอาจจะเป็นญาติกันกับสองคนนั้นก็ได้นะ""ไม่รู้สิ ถ้าอย่างนั้นแล้วแม่เด็กไปไหน ปกติแม่จะหวงลูกอย่างกับอะไรดี ตัวแค่นี้ไม่น่าปล่อยให้ออกมาเล่นแบบนี้กับคนอื่นได้นะ""อืม น่าคิด"บทสนทนาที่ดังอยู่ด้านหลัง ทำให้ก
"หมอก เสร็จหรือยัง"วันนี้เป็นวันที่กฤษณะจะพาลูกสาวไปเยี่ยมญาติฝ่ายหญิง ตั้งแต่เช้าดูมารุตจะเป็นคนที่ตื่นเต้นที่สุดเพราะเขากลัวว่าจะโดนตำหนิหากพลั้งเผลอดูแลหลานสาวตัวเล็กของพวกเขาไม่ดี"มาแล้วคร้าบ"มารุตตรวจตราสิ่งของจำเป็นสำหรับเจ้าตัวเล็กที่ต้องพกติดเสมอยามที่ต้องออกไปข้างนอก เมื่อเห็นว่าทุกอย่า
"อือออออ"เสียงครางของคนที่นอนบนเตียงดังขึ้นทำลายความเงียบเชียบภายให้ห้อง ความเมื่อยล้าจากการนอนท่าเดิมมาหลายชั่วโมงทำให้เขาต้องบิดขี้เกียจกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่อย่างนั้น มันทั้งนุ่มทั้งกว้างดีจริง ๆ-- เฮือก! –คนที่ยังไม่ลืมตาตื่นดีกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่ง เขาต้องไปเตรียมมื้อเช้าให้สองพ่อลูกนี่นา มารุตห
คืนนี้เป็นคืนแรกในรอบหลายอาทิตย์ที่ทำเอากฤษณะนอนแทบไม่หลับ เป็นความกระวนกระวายใจที่ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับลูกและภรรยา แต่กลับเป็นเรื่องความรู้สึกส่วนตัวของเขาเองหลังจากที่นอนกระสับกระส่ายอยู่นานร่างสูงก็ลุกขึ้นนั่งก่อนจะเดินออกมาด้านนอก เขาแวะไปดูเจ้าตัวเล็กนิดหน่อย เมื่อเห็นว่าลูกหลับสนิทดีก็เดินออ
"ม่า ๆๆๆๆๆ หม่าม่า ๆ ""หมอก ลูกฉันร้องแบบนี้หมายความว่าไง""เอ่อ…ก็"มารุตกระอักกระอ่วน ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี ที่ผ่านมาเขาพยายามจะสอนให้ถุงแป้งหัดพูดชื่อเขาให้ได้ แต่ด้วยความที่ตัวอักษรเริ่มต้นมันดันเป็น ม ม้า เหมือนกันและตัวเด็กเองยังหัดออกเสียงไม่เป็นทำให้ถุงแป้งพูดได้แค่นี้ ที่จริงถือว่าเป็นพัฒ

![นายบำเรอของมาเฟีย [Mpreg]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





