หลังจากรับประทานอาหารร่วมกันเรียบร้อย บรรยากาศในคฤหาสน์วิวัฒนกุลชัยยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของอาหารและเสียงหัวเราะที่อบอุ่น น้ำอิงลุกขึ้นช่วยเก็บจานกับสาว ๆ อย่างเต็มใจ แม้จะมีแม่บ้านคอยดูแลอยู่แล้วก็ตาม ก่อนจะกลับ เธอก็ไม่ลืมยกมือไหว้ลาแม่บ้านทุกคนอย่างอ่อนน้อม จนทุกคนเอ็นดูในความสุภาพและเรียบร้อยของเธอ
เมื่อมาถึงหน้าประตูทางออกของคฤหาสน์ บรรยากาศกลับกลายเป็นอบอุ่นและเงียบลงเล็กน้อย ราวกับทุกคนต่างรู้ดีว่าจากนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตบทใหม่ของเด็กสาวตัวเล็กคนหนึ่ง ที่ไม่เคยมีครอบครัวใหญ่แบบนี้มาก่อน
ปู่วิเชียรก้าวเข้ามาใกล้ ก่อนจะยกมือขึ้นลูบศีรษะของน้ำอิงเบา ๆ ด้วยความรักเอ็นดู ปลายนิ้วที่เคยแข็งจากการใช้ชีวิตผ่านศึกหนัก กลับแตะลงบนหัวหลานสะใภ้อย่างอ่อนโยนเหมือนผู้เป็นปู่แท้ ๆ
“หลังจากนี้… ก็จะเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของหนูแล้วนะน้ำอิง” น้ำเสียงของปู่เปี่ยมด้วยความหมาย ความห่วงใยซ่อนอยู่ในทุกคำที่เปล่งออกมา ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้อาวุโสของตระกูล แต่ในฐานะคนที่ไว้ใจเธอ ว่าจะเป็นคนที่ดูแลหัวใจของหลานชายที่เขารักที่สุดได้
น้ำอิงยิ้มรับคำพูดนั้น แม้หัวใจจะเต้นแรงเพราะไม่แน่ใจในสิ่งที่กำลังจะเผชิญ แต่แววตาของเธอกลับแน่วแน่และกล้าหาญ
“ค่ะคุณปู่” เธอตอบเสียงใส รอยยิ้มจริงใจบนใบหน้าทำให้ลักยิ้มสองข้างแก้มปรากฏอีกครั้ง
ถัดมาเป็นย่าจินตนา ที่เข้ามาจับมือน้ำอิงเบา ๆ สายตาของย่าเต็มไปด้วยความเมตตาและอบอุ่น ริมฝีปากคลี่ยิ้มอ่อนโยนก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงอ่อนหวาน
“มีอะไรก็ค่อย ๆ คุยกันนะลูก ไม่เข้าใจกันตรงไหนก็บอกกัน… อย่าทะเลาะกันข้ามคืนนะ”
น้ำอิงพยักหน้า ขณะเวกัสที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็หลุบตามองพื้นหน้านิ่ง แล้วตอบพร้อมกันกับเธอ
“ครับย่า”
“ค่ะย่า”
น้ำเสียงที่ประสานกันราวกับซ้อมมา ทำให้ย่ายิ้มกว้างออกมาอย่างพอใจ ราวกับเห็นภาพของสามีภรรยาคู่หนึ่งที่แม้จะยังไม่รู้จักกันดี แต่ก็เริ่มต้นจากความเคารพและมีผู้ใหญ่คอยประคองอยู่ข้างหลัง
แม่พัชราภาเดินเข้ามาหาน้ำอิง ยื่นมือไปแตะแขนเบา ๆ แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มอย่างคนเป็นแม่ที่เอ็นดูลูกสะใภ้
“แล้ววันหยุด แวะมาทานข้าวด้วยกันอีกนะลูก อยากให้บ้านหลังนี้มีเสียงหัวเราะของหนูบ่อย ๆ”
คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่กลับแตะลึกถึงหัวใจของน้ำอิง… หญิงสาวยิ้มกว้าง ลักยิ้มบนแก้มขึ้นชัดจนทำให้ทุกคนที่มองต้องยิ้มตาม
“ได้เลยค่ะคุณแม่ ขอบคุณนะคะ” เธอตอบรับอย่างอ่อนโยน
“ผมกลับแล้วครับ” เสียงทุ้มต่ำของเวกัสดังขึ้นเรียบ ๆ พร้อมกับโค้งศีรษะเบา ๆ ร่ำลาผู้ใหญ่ทุกคน ก่อนเขาจะหมุนตัวเดินตรงไปยังรถหรูที่จอดอยู่บริเวณลานหน้าคฤหาสน์อย่างสง่างาม โดยมี ‘ธนิน’ คนสนิทยืนเปิดประตูรถรออยู่แล้ว
น้ำอิงหันกลับไปยกมือไหว้ทุกคนอีกครั้ง ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งอบอุ่น อาลัย และตื่นเต้นกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น เธอก้าวออกจากบ้านหลังใหญ่ เดินตามร่างสูงของเวกัสไปอย่างเงียบ ๆ
เสียงรองเท้าสองคู่ที่ก้าวไปบนพื้นหินแกรนิตดังก้องเบา ๆ บรรยากาศของบ้านเงียบลงอีกครั้ง แต่ในหัวใจของทุกคนยังคงอบอุ่น… โดยเฉพาะหัวใจของเด็กสาวคนหนึ่ง ที่พึ่งเข้าใจว่า บ้าน ที่แท้จริง… ไม่ใช่แค่สถานที่
แต่คือผู้คนที่เต็มใจต้อนรับเธอให้เป็นส่วนหนึ่งของมันต่างหาก
ภายในรถยนต์ SUV สีดำเงาวาวที่แล่นลัดเลาะไปบนถนนใหญ่ บรรยากาศภายในห้องโดยสารหรูหราเงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจเบา ๆ จากทั้งสองคน
ธนินนั่งประจำตำแหน่งคนขับอย่างเงียบสงบ มองถนนเบื้องหน้าอย่างมีสมาธิ ขณะที่เบาะหลัง เวกัส เวทัศน์ วิวัฒนกุลชัย เอนกายพิงพนักเบาะอย่างเจ้าของโลก ขายาวไขว่ห้างตามสไตล์คนมั่นใจ มือข้างหนึ่งเท้าคางเหม่อลอย สายตาคมทอดมองออกไปนอกกระจกอย่างครุ่นคิด ราวกับกำลังกลืนความรู้สึกทั้งหมดไว้ในอก
ข้างกายเขา คือน้ำอิง หญิงสาวตัวเล็กในชุดกระโปรงสีสุภาพที่นั่งตัวตรงเรียบร้อย ใบหน้าเนียนใสมองออกไปนอกหน้าต่างบานใสอย่างสงบ ไม่เอ่ยอะไรเลยนับตั้งแต่ก้าวขึ้นรถมา
เงียบ…
เงียบจนได้ยินเสียงเครื่องยนต์
เงียบ… จนกระทั่ง
“นี่ ยัยหมากระเป๋า” เสียงเรียกกวนประสาทดังขึ้นกลางความนิ่งสงบ พร้อมน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ที่เจ้าตัวจงใจใช้เรียก ‘ฉายา’ ที่ตั้งให้เธอตั้งแต่แรกเห็น น้ำอิงหันขวับ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่หูได้ยิน
“…ห๊ะ คุณเรียกฉันว่าไงนะคะ?” เสียงของเธอขึ้นสูงเล็กน้อยตามอารมณ์ ใบหน้าสวยหวานเริ่มบูดเบี้ยวอย่างหงุดหงิด ทั้งยู่ปาก ทั้งกอดอก สีหน้าไม่พอใจฉายชัด ราวกับต้องข่มใจอย่างหนักไม่ให้กระโดดถีบคนข้าง ๆ ซะตอนนี้
เวกัสหันมองเธอเล็กน้อย รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้า หล่อเหลาราวรูปสลัก แต่ปากร้ายไม่ต่างจากปีศาจ
“หมากระเป๋าไง” เขาย้ำคำเดิมเสียงนิ่ง
“ก็เธอเตี้ย… สูงถึง 160 หรือยังก็ไม่รู้ แล้วก็ตากลม ๆ โต ๆ แบบหมาปอมเปอเรเนียนเลย เหมาะดีออก” พูดจบก็ยักคิ้วให้แบบกวนประสาทสุดขีด
น้ำอิงแทบอยากลุกขึ้นมาบีบคอเขาให้รู้แล้วรู้รอด หน้าสวย ๆ บึ้งตึงจัดจนแทบระเบิด มือบางกำแน่นอยู่บนตักอย่างข่มใจสุดฤทธิ์ เธอเคยโดนใครเรียกแบบนี้ที่ไหนกันในชีวิต! ให้ตายสิ
หมากระเป๋า….งั้นเหรอ?! ผู้ชายอะไรปากหมาสุด ๆ!เธอพยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พลางคิดในใจอย่างโกรธจัด หน้าตาก็ดีมาก… แต่นิสัยกับปากนี่มันสวนทางกันสุดๆ!
เธอหันขวับไปจ้องหน้าเขา ก่อนจะเอ่ยเสียงเย็น
“คุณนี่นอกจากหน้าตาดีมากแล้ว…” เวกัสยกยิ้มมุมปากทันที แววตาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ปลายนิ้วเรียวยกขึ้นลูบปลายคางตัวเองอย่างคนหลงตัวเองเงียบ ๆ แค่นั้นก็พอรู้ว่าเขากำลัง เคลิ้ม กับคำชมแต่แล้ว…
“…ปากก็ดีมากเหมือนกันนะคะ” เสียงหวานพูดต่อหน้าตายใบหน้าสวยเรียบเฉย แต่คำพูดนั้นเหมือนค้อนทุบเข้าที่หน้าคนฟังอย่างแรง จบประโยคนั้น ธนินที่กำลังขับรถอยู่ ถึงกับกลั้นขำแทบไม่อยู่ กล้ามเนื้อบริเวณมุมปากกระตุกน้อย ๆ อย่างห้ามไม่ไหว หัวเราะเบา ๆ ผ่านจมูกแบบคนเก็บอาการสุดชีวิต
เวกัสหันขวับทันที ใบหน้าเปลี่ยนจากยิ้มภูมิใจเป็นขมวดคิ้วขุ่นเคือง
“ขำมากมั้ย ธนิน?” เสียงเรียบต่ำเปล่งออกมาด้วยโทนเย็นยะเยือก เล่นเอาอุณหภูมิในรถลดฮวบ
“ไม่ครับ” ธนินตอบสั้น ๆ พยายามกลั้นขำสุดชีวิต แต่ริมฝีปากยังแอบกระตุกเล็กน้อย รอยยิ้มจาง ๆ ที่ซ่อนอยู่ดูยังไงก็ไม่เนียนเอาซะเลย
เวกัสถอนหายใจเฮือก ก่อนจะหันกลับมามองยัยเด็กข้างกายที่ยังคงกอดอก ทำหน้าทำตาไม่พอใจ แววตาเธอเหมือนลูกแมวขู่ฟ่อ ๆ พร้อมจะตะปบเขาได้ทุกเมื่อ…แต่นั่นแหละ ยิ่งน่ารำคาญ ยิ่งน่าแกล้ง เขาเอนหลังพิงเบาะอีกครั้ง สายตาเหยียดมองเธอด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ซ่อนแผนการ
“เอาเถอะ… ต่อไปเราก็ต้องอยู่ด้วยกันแล้วนี่นะ ยัยหมากระเป๋า” เสียงของเขาเน้นคำสุดท้ายด้วยเจตนาเต็มเปี่ยม น้ำอิงเบือนหน้าหนี หยิบมือถือขึ้นมากดเล่นอย่างหงุดหงิดปากเธอเม้มแน่น มือเล็กสัมผัสหน้าจอกดไอจีไปเรื่อย ๆ เพื่อหลบสายตาเขา แต่ใจนี่อยากกระโดดไปเอาหมัดอุดปากหมอปากหมาซะจริง ๆ!
รถยนต์สีดำเคลื่อนตัวช้า ๆ เข้ามาจอดที่หน้าอาคารสูงระฟ้าใจกลางเมืองใหญ่…
คอนโดมิเนียมหรูระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ ที่แม้เพียงเห็นจากภายนอก ก็สามารถสัมผัสได้ถึงความรวยที่แทบจะพุ่งทะลุออกมานอกตัวตึก
ป้ายโลหะสีดำด้านตัดด้วยตัวอักษรทองคำ “LUCENT RESIDENCE” ติดแน่นอยู่บนกำแพงหินอ่อนสีเทานวลอย่างมีรสนิยม ประตูทางเข้าบานใหญ่เป็นกระจกใสขอบทองแดงขัดมัน เปิดต้อนรับทุกคนด้วยพนักงานยกมือไหว้อย่างสุภาพ พร้อมระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนาระดับโรงแรม 6 ดาว
ธนินจอดรถที่ชั้นใต้ดิน ก่อนจะกดลิฟต์พาทั้งสองขึ้นไปยังชั้น 15 ชั้นบนสุดของอาคาร ห้อง 1501
เวกัสควักคีย์การ์ดจากกระเป๋ากางเกงสแลคออกมาแตะเบา ๆ บริเวณประตูไม้โอ๊คเรียบหรู ก่อนเสียง “ติ๊ด” ดังขึ้นตามด้วยเสียงปลดล็อกอัตโนมัติ ประตูเปิดออกช้า ๆ … และทันทีที่น้ำอิงก้าวเข้าไป เธอก็รู้สึกเหมือนตัวเองหลุดเข้าไปในโลกอีกใบ
สายตากลมโตมองรอบตัวอย่างตะลึง…ภายในห้อง 1501 มีพื้นที่กว้างขวางกว่า 150 ตารางเมตร ตกแต่งในสไตล์ Modern Luxury ทุกตารางนิ้วดูเรียบหรู นิ่งสงบ แต่แฝงด้วยพลังของความมั่นคงและรสนิยมเฉพาะตัวของเจ้าของห้อง พื้นไม้โอ๊คสีเข้มถูกขัดจนเงาเรียบดูอบอุ่น ผนังด้านหนึ่งเป็นกระจกใสบานใหญ่จากพื้นจรดเพดาน เผยให้เห็นวิวเมืองด้านล่างที่ทอดยาวไกลไปจนถึงเส้นขอบฟ้า
ห้องนั่งเล่น
โซฟาหนังแท้สีน้ำตาลช็อกโกแลตขนาดใหญ่จัดวางอยู่ตรงกลาง พร้อมโต๊ะกลางหินอ่อนสีดำตัดเส้นทองวางอย่างมีศิลป์ ใกล้กันคือจอทีวีจอโค้งขนาดใหญ่ติดผนัง ล้อมกรอบด้วยชั้นวางของบิลต์อินที่อัดแน่นไปด้วยหนังสือแพทย์และงานดีไซน์ระดับโลก
โซนครัวเปิด
ครัวทันสมัยเคียงข้างกันอย่างกลมกลืนกับห้องนั่งเล่น ด้านหน้าเป็นเคาน์เตอร์บาร์หินอ่อนสีขาวลายเทา ตัดด้วยเก้าอี้บาร์เบาะหนังสีน้ำตาลทองสามตัวเรียงกันอย่างเนี้ยบเรียบ ด้านหลังคือตู้เย็นบิลต์อิน เตาอบ เตาไฟฟ้า และซิงค์ล้างจานจากแบรนด์หรูทั้งเซ็ต มีทั้งเครื่องทำกาแฟอัตโนมัติ เครื่องปั่นน้ำผลไม้ และชั้นวางไวน์ที่ฝังอยู่ในผนัง
ห้องทำงาน
ประตูเลื่อนบานใหญ่เปิดไปยังห้องทำงานส่วนตัว โต๊ะไม้สีเข้มตั้งอยู่กลางห้อง พร้อมเก้าอี้หนังสีดำทรงผู้บริหาร ด้านหลังคือชั้นวางเอกสารและหนังสือการแพทย์นับร้อยเล่มที่เรียงกันอย่างเป็นระเบียบเป๊ะ
ห้องนอน
บานประตูอีกฝั่งเปิดเข้าสู่ห้องนอนหลัก ขนาดใหญ่เกินกว่าห้องนอนทั่วไป เตียงคิงไซซ์หัวเตียงบุผ้านุ่มสีเทาดีไซน์โมเดิร์นถูกปูด้วยผ้าปูเตียงสีเทา เครื่องนอนเรียงตัวเป็นชั้นอย่างไร้ที่ติ โคมไฟหัวเตียงดีไซน์เรียบแต่หรูถูกเปิดให้แสงสีเหลืองนวลอบอุ่นทั่วทั้งห้อง
ห้องน้ำ
ห้องน้ำกว้างขวางในโทนสีขาวครีมตัดกับหินอ่อนสีเทาอ่อน แสงไฟนวลสบายตาถูกซ่อนไว้หลังขอบฝ้าเพดานและขอบกระจกอย่างบรรจง ทำให้ทั้งห้องสว่างอย่างละมุนราวกับอยู่ในสปาหรู
แนวเคาน์เตอร์ยาวเต็มผนังด้านหนึ่ง ถูกปูด้วยหินอ่อนแท้ลวดลายเรียบหรู พื้นผิวมันวาวสะท้อนเงาได้ราง ๆ ซิงค์ล้างหน้าทรงสี่เหลี่ยมสีขาวสะอาดฝังเรียบอยู่ในแผ่นเคาน์เตอร์ โดยมีสองอ่างแยกฝั่งซ้ายขวา พร้อมก๊อกน้ำดีไซน์เรียบหรูสีโรสโกลด์หรือโครเมียมเงางาม
ด้านหลังเคาน์เตอร์คือกระจกบานใหญ่เต็มความยาวผนัง สูงจากเคาน์เตอร์จรดเกือบเพดาน ไร้รอยต่อหรือกรอบใด ๆ มาขวางสายตา ให้ภาพสะท้อนเต็มตัวในมุมมองที่ไร้ที่ติ ชวนให้รู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในห้องแต่งตัวของโรงแรมระดับห้าดาว ด้านล่างของเคาน์เตอร์เป็นบานตู้เก็บของบิวต์อินไม้ลายเรียบ ปิดผิวด้วยลามิเนตสีอ่อนหรือวัสดุเงามันวาว ช่องลิ้นชักต่าง ๆ ถูกออกแบบให้ไร้มือจับ เน้นเส้นสายที่สะอาดตา เงียบกริบทุกครั้งที่เปิดปิด
พื้นห้องเป็นกระเบื้องหินแกรนิตขัดเงาลายอ่อน สะอาดจนเหมือนเดินอยู่บนผิวกระจก ทุกมุมของห้องถูกออกแบบอย่างมีจังหวะ ไล่เฉดสีและวัสดุให้ต่อเนื่องกันอย่างประณีต ให้ความรู้สึกหรูหราโดยไม่ต้องอวดอ้าง
ห้องน้ำในตัวที่มีทั้งอ่างอาบน้ำจากุซซี่ และฝักบัวเรนชาวเวอร์แยกส่วนเปียกแห้งอย่างหรูหรา
น้ำอิงยืนนิ่งอยู่กลางห้องนั่งเล่น ดวงตาเบิกกว้าง ตื่นตะลึงกับทุกอย่างรอบตัวไม่ว่าจะมองไปทางไหน ทุกมุมล้วนเต็มไปด้วยความสมบูรณ์แบบ ทั้งหรู ทั้งแพง และสะท้อนความเป็น “เวกัส เวทัศน์” ออกมาได้อย่างชัดเจน
เธอหันไปมองเจ้าของห้องที่เดินเข้ามาถอดสูทวางไว้บนโซฟา ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงกวนประสาทเช่นเคย
“ห้องฉันเรียบร้อยแบบนี้เพราะฉันอยู่คนเดียวมาตลอด… หวังว่าเธอจะไม่ทำมันรกจนดูเหมือนกรงหมานะ ยัยหมากระเป๋า” น้ำอิงถอนหายใจทันทีที่ได้ยินฉายานั้นอีกครั้ง สีหน้าเธอแสดงออกชัดเจนว่าเซ็งมากกับฉายานี้
“ของใช้ของเธอแม่บ้านจัดเข้าตู้เรียบร้อยแล้ว”
เวกัสเอ่ยบอกเสียงนิ่งพลางปรายตามองหญิงสาวที่ยืนทำหน้างง ๆ อยู่กลางห้องนั่งเล่นหรูหราอย่างไม่ยี่หระ เขาวางแขนพาดพนักโซฟาหนังแท้สีเข้ม ขาข้างหนึ่งไขว่ห้าง ดูสบาย ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นรอบตัว
“แล้วฉันนอนห้องไหน” น้ำอิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย เธอไม่อยากยืนอยู่กับผู้ชายปากหมาคนนี้นานเกินความจำเป็น เดี๋ยวได้มีเรื่องกันอีกแน่
“ห้องเดียวกับฉัน” เสียงเรียบนิ่งของเขาทำเอาน้ำอิงหันขวับ ตาเบิกกว้างราวกับเพิ่งโดนสายฟ้าฟาดลงกลางหัว
“ห๊ะ นอนห้องเดียวกับคุณเนี่ยนะ!” เสียงหลงของหญิงสาวเรียกความสนใจจากชายหนุ่มทันที เวกัสหันมองหน้าเธอด้วยสายตาเอือมระอาเหมือนเธอพูดเรื่องไร้สาระที่สุดในโลก
“ก็ใช่สิ ถามแปลก ๆ” เขาตอบพลางเอนหลังพิงโซฟาต่ออย่างสบายใจเฉิบ ไม่มีแม้แต่จะสะทกสะท้านกับอาการช็อกของเธอ
“คอนโดคุณตั้งใหญ่มีห้องนอนห้องเดียวเองหรอ?” น้ำอิงถามกลับพยายามจะหาทางรอด เธอไม่อยากนอนร่วมเตียงเดียวกับหมอปากหมาที่พูดจาแทงใจดำตั้งแต่วินาทีแรกที่เจอหน้าหรอกนะ
“มีสองห้อง แต่เธอต้องนอนห้องเดียวกับฉัน… เธอคิดว่าปู่ฉันจะไม่รู้เหรอถ้าเรานอนแยกห้องกัน แม่บ้านมาทำความสะอาดทุกวัน เธอคิดว่าปู่ฉันจะรู้มั้ยล่ะ” เขาพูดพลางหรี่ตา มองหน้าคนตรงหน้าอย่างจับผิด ขณะเดียวกันก็แอบสนุกกับสีหน้าเซ็งๆ ของเธอที่ตอนนี้งอเหมือนแมวถูกขโมยปลาทู
“ใช้สมองอันน้อยนิดของเธอคิดหน่อยสิ” เวกัสยังไม่หยุดแหย่ให้เธอโมโห พร้อมทิ้งรอยยิ้มกวนประสาทเข้าให้อีกดอก
“นี่คุณ!” น้ำอิงยืนกอดอกแน่น ดวงตาวาวโรจน์ เธอแทบจะเอารองเท้าปาใส่หน้าเขาแล้วตอนนี้ ถ้าไม่ติดว่าเขาคือ ‘สามีตามกฎหมาย’ ของเธอ!
“แล้วไม่ต้องกลัวว่าฉันจะหน้ามืดทำอะไรเธอนะ เธอไม่ใช่สเปคฉัน” เวกัสพูดหน้าตาย ก่อนจะกวาดสายตามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วส่งรอยยิ้มเหยียดเบา ๆ อย่างน่าหมั่นไส้
น้ำอิงกลอกตาแรงจนเกือบหลุด เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามข่มความหงุดหงิด และเชิดหน้าอย่างไม่ยอมแพ้
“งั้นเหรอคะ? …..แล้วคุณถามฉันรึยังว่าคุณใช่สเปคฉันรึป่าว”
น้ำเสียงของเธอประชดประชันแบบสุด ๆ เธอเบะปากใส่เขาพร้อมสายตาที่เต็มไปด้วยความเหนือกว่า
เวกัสนิ่งไปครู่หนึ่ง… เขาไม่คิดว่าจะโดนย้อนแบบไม่มีที่ให้แทรกแบบนี้ ผู้หญิงคนแรกในชีวิตที่กล้าบอกว่าเขา “ไม่ใช่สเปค” ได้แบบหน้าตาเฉยแถมยังทำท่าทีไม่สนใจในความหล่อของเขาแม้แต่นิด เขาขยับริมฝีปากเหมือนจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็เงียบไป…
น้ำอิงยืนกอดอกมองเวกัสแบบไม่กลัวเกรง แม้จะรู้ดีว่าเขาคือใคร แต่เธอก็ไม่ใช่ผู้หญิงที่จะยอมให้ใครมาเหยียบหัวง่าย ๆ ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ ก่อนธนินจะก้าวเข้ามา พร้อมกับถือแท็บเล็ตในมือ
“คุณเวย์ครับ ทีมงานจากรพ.แจ้งว่าเคสผู้ป่วยที่วางแผนผ่าตัดไว้ มีอาการแทรกซ้อนนิดหน่อย คุณหมอพัชรินทร์เลยให้ผมเรียนว่าถ้าเป็นไปได้ คุณเวย์ควรเข้าไปดูด้วยตัวเองครับ”
เวกัสถอนหายใจยาว มือหนายกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูเวลา ก่อนจะผุดลุกจากโซฟา
“โอเค บอกให้จัดห้องประชุมไว้ด้วย เดี๋ยวฉันเข้าไปดูเอง” เขาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบขรึม แล้วคว้าเสื้อจากพนักโซฟามาสะบัดพาดบ่าแบบไม่ตั้งใจ แต่ดันดูดีชะมัด
เขาหันไปมองน้ำอิงที่ยังยืนกอดอกมองเขาอย่างเอาเรื่อง หน้ายู่ แก้มป่อง ทำท่าเหมือนจะกระโดกัดคอเขาอยู่ตรงกลางห้อง
“ฉันออกไปทำงาน กลับดึก ไม่ต้องรอ” เวกัสพูดจบก็หันหลังเดินออกไปทันที ทิ้งให้เด็กสาวได้แต่เบะปากใส่แผ่นหลังกว้างอย่างหมั่นไส้ในความมั่นหน้า
น้ำอิงก้าวกลับเข้าไปในห้องนอนอีกครั้ง ก่อนจะเดินเลี้ยวเข้าโซนห้องแต่งตัวที่อยู่ฝั่งติดผนังด้านในสุด มือเล็กเปิดบานตู้ไม้เนื้อดีที่แม่บ้านจัดเสื้อผ้าของเธอไว้เรียบร้อยแล้วอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะย่อตัวลงช้า ๆ มองหากล่องผ้าสีครีมที่เธอระบุชื่อไว้ด้วยลายมือของตัวเอง
“อยู่ไหนนะ…” เธอบ่นพึมพำ กวาดตามองไปทีละช่องอย่างมีจุดหมาย กระทั่งสายตาหยุดลงที่กล่องหนึ่งในมุมล่างสุด มือเล็กดึงมันออกมา ก่อนจะเปิดฝาอย่างแผ่วเบา และทันทีที่เห็นของด้านใน รอยยิ้มบางบนใบหน้าเล็กก็ผุดขึ้นทันควัน
“ในที่สุดก็เจอกันแล้วนะ เจ้าหมีเน่า…”
ตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลซีดตัวเล็ก ถูกเธอยกขึ้นมากอดแน่นอย่างอ่อนโยน มันไม่ได้สวย ไม่ได้ใหม่ และไม่ได้นุ่มเหมือนวันแรกที่เธอได้มันมา ทว่ามันกลับเต็มไปด้วยความทรงจำและความผูกพันลึกซึ้งในใจของเธอ
น้ำอิงเดินกลับออกไปที่ห้องทำงานอย่างเงียบ ๆ โดยไม่พูดอะไร มือหนึ่งกอดเจ้าหมีไว้แน่น ส่วนอีกมือวางโน้ตบุ๊กลงบนโต๊ะไม้สีอ่อนตัวใหม่ที่ถูกจัดไว้ให้เธออย่างลงตัว ใกล้หน้าต่างบานกว้างที่เปิดรับแสงแดดยามบ่ายอย่างนุ่มนวล
หญิงสาวทรุดตัวลงบนเก้าอี้ ผ่อนลมหายใจเบา ๆ ก่อนจะเอาตุ๊กตาหมีไปวางบนตัก แล้วเปิดโน้ตบุ๊กขึ้นมา มือเริ่มพิมพ์อะไรบางอย่างช้า ๆ โดยที่ใบหน้านั้นยังมีรอยยิ้มบาง ๆ แฝงความรู้สึกประหลาดใจอยู่ในที่
แม้จะยังรู้สึกแปลกแยกและหงุดหงิดกับเจ้าของห้องผู้ปากเสียคนนั้น…แต่เธอก็รู้ดีว่า อย่างน้อยมุมเล็ก ๆ นี้… มันก็เป็นพื้นที่ของเธอจริง ๆ เธอไม่รู้หรอกว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเวกัสจะจบลงยังไง จะอยู่กันไปแบบนี้นานแค่ไหน