Home / มาเฟีย / สะดุดรักคุณหมอ / บทที่ 8 สงครามประสาท

Share

บทที่ 8 สงครามประสาท

Author: suyuesui
last update Last Updated: 2026-01-01 21:52:49

หลังจากเวกัสออกจากคอนโดไป น้ำอิงก็ถอนหายใจเฮือกหนึ่งอย่างโล่งอก ในที่สุดก็มีเวลาได้หายใจสะดวกบ้างเสียที ไม่มีหมอปากหมาเดินตามจิกกัดใส่หน้าตาเฉยอยู่ใกล้ ๆ ให้เสียอารมณ์

เธอค่อย ๆ ก้าวเดินสำรวจพื้นที่ภายในห้องพักอย่างไม่รีบร้อน มือเรียวแตะขอบโซฟาหนังแท้สีน้ำตาลเข้มอย่างเผลอตัว แค่โซนห้องนั่งเล่นก็กว้างขวางและตกแต่งแบบทันสมัยเกินกว่าที่เธอเคยจินตนาการถึง ตรงผนังติดจอทีวีขนาดใหญ่แบบฝังผนัง มีชั้นวางหนังสือแบบลอยตัว และไฟวอร์มไลท์ส่องเหนือภาพวาดแนวมินิมัลที่ประดับไว้อย่างมีรสนิยม ทุกมุมของคอนโดนี้บ่งบอกความรวยเงียบ ๆ ที่ไม่ต้องอวด แต่ก็ไม่อาจมองข้ามได้

ข้างหนึ่งของห้องเป็นโซนครัวแบบเปิด มีเคาน์เตอร์บาร์หินอ่อนสีดำลายขาวตัดกับเก้าอี้สูงเบาะหนังสีเทาเข้ม ชั้นวางแก้วไวน์เรียงรายติดผนัง แค่เห็นก็รู้ว่าคนอยู่คงไม่ใช่สายเข้าครัว แต่อุปกรณ์ครบครันเสียจนเชฟมืออาชีพยังอาจอิจฉา น้ำอิงเดินเลยเข้าไปยังส่วนที่แบ่งเป็นห้องนอนบานประตูทึบ มือของเธอแตะลูกบิดอย่างลังเล ก่อนจะผลักเข้าไปเบา ๆ แล้วก้าวเข้าไป

ภายในห้องนอนเงียบสงบ ตกแต่งในโทนสีเทาเข้มแบบเรียบหรู เตียงขนาดคิงไซส์วางอยู่กลางห้อง ผ้าปูที่นอนและผ้านวมเป็นสีเทาเนื้อแมตต์แบบโรงแรมหรู หมอนหลายใบวางเรียงกันเป็นระเบียบตัดกับพนักหัวเตียงบุหนังสีดำหรูหรา พื้นไม้ลามิเนตสีเข้มสะท้อนแสงไฟวอร์มไลท์อ่อน ๆ ที่ซ่อนอยู่ตามขอบเพดาน บานหน้าต่างขนาดใหญ่เปิดให้เห็นทิวทัศน์เมืองจากชั้น 15 ที่ทั้งสูงและไกลสุดสายตา

เธอถอนหายใจอีกครั้ง ยืนนิ่งอยู่ปลายเตียง ขณะที่ในใจคิดวนเวียนไปมา

‘นี่ฉันต้องนอนเตียงเดียวกับหมอนั่นจริงๆ สินะ พระเจ้าเล่นตลกอะไรกับชีวิตฉันอีกแล้ววะเนี่ย’

สีหน้าเธอขมวดคิ้วอย่างขัดใจ ยิ่งเห็นความเรียบร้อยของห้อง ก็ยิ่งนึกหมั่นไส้เจ้าของห้องที่ดูจะเพอร์เฟกต์ไปเสียหมด ยกเว้น “ปาก” ที่เธออยากเอาเทปกาวไปแปะไว้ให้รู้แล้วรู้รอด

เธอหันหลังเดินออกจากห้องนอนแล้วไปยังห้องทำงานที่อยู่ติดกัน ประตูไม้สีเข้มเปิดออก เผยให้เห็นพื้นที่ทำงานขนาดพอดี มีโต๊ะทำงานตัวใหญ่สำหรับเวกัสวางอยู่ข้างหนึ่ง บนโต๊ะเรียงรายด้วยแฟ้มเอกสาร เครื่องมือแพทย์จำลอง และแท่นวางโน้ตบุ๊กอย่างเป็นระเบียบ

อีกมุมหนึ่งของห้องกลับทำให้เธอชะงักฝีเท้าเล็กน้อย โต๊ะทำงานไม้สีอ่อนวางอยู่ริมหน้าต่าง มีเก้าอี้นั่งบุผ้าเรียบง่าย ตรงมุมวางกระดาษเปล่า สมุดจด และลิ้นชักเก็บของ ข้างโต๊ะมีชั้นวางหนังสือเปล่าอยู่ใบหนึ่ง ดูจากสภาพแล้ว โต๊ะนี้น่าจะจัดเตรียมไว้ให้เธอสำหรับเขียนนิยายโดยเฉพาะ

แต่ไม่มีข้อความ ไม่มีการ์ด ไม่มีอะไรบ่งบอกว่าเจ้าของห้องเป็นคนเตรียมไว้ให้มันดูเหมือนสิ่งที่แม่บ้านจัดตามคำสั่งมากกว่า น้ำอิงถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเก้าอี้อย่างหมดแรง มองออกไปนอกหน้าต่างที่เห็นท้องฟ้าค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีทองจากแสงอาทิตย์ยามเย็นที่กำลังลับขอบฟ้า

“นี่แค่เริ่มต้นสินะ…”

เธอก้มหน้ามองมือตัวเองที่ประสานอยู่บนตัก สัมผัสวงแหวนโลหะบาง ๆ ที่ยังอยู่บนนิ้วนางข้างซ้าย

ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าชีวิตจะต้องมาจบลงที่การแต่งงานแบบนี้… แถมยังเป็นการแต่งกับคนที่เธอไม่เคยแม้แต่จะคิดว่าคุยกันรู้เรื่องด้วยซ้ำ

“เฮ้อ…” เธอถอนหายใจครั้งที่ร้อยของวัน พลางมองโต๊ะเปล่าตรงหน้า

‘แต่ก็เอาเถอะ… อย่างน้อยฉันก็ยังมีที่เขียนนิยายอยู่…’ เธอบ่นในใจ กลอกตาอย่างเหนื่อยใจ ก่อนจะลุกขึ้นไปหยิบสมุดโน้ตของตัวเองจากกระเป๋า แล้วนั่งลงใหม่ที่โต๊ะตัวนั้นอีกครั้งอย่างจำยอม

เวลาสามทุ่มตรง

ไฟสีวอร์มไลต์ในห้องทำงานยังคงส่องสว่างเป็นจุดเดียวท่ามกลางความมืดบางส่วนของคอนโดสุดหรูชั้น 15

น้ำอิงนั่งเขียนนิยายเรื่องใหม่มาเกือบสองชั่วโมงเต็ม เสียงพิมพ์แป้นเบา ๆ สลับกับจังหวะการหาวแบบกลั้นไว้ไม่อยู่ เธอขยับตัวเล็กน้อยแล้วเงยหน้ามองนาฬิกาดิจิทัลตรงมุมโต๊ะที่ขึ้นเลข “21:00” พอดีเป๊ะ

“สามทุ่มแล้วเหรอ…” เสียงพึมพำเบา ๆ หลุดออกมาจากริมฝีปาก เธอเอื้อมมือไปกดเซฟงาน จากนั้นก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นบิดขี้เกียจ

ผ้าพลิ้วจากเสื้ออยู่บ้านสีขาวเรียบ ๆ ที่เธอใส่ สะท้อนแสงไฟอ่อน ๆ ยามเธอก้าวออกจากห้องทำงานเล็ก ๆ ซึ่งอยู่มุมหนึ่งของห้องชุด ตั้งใจว่าจะเดินเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำสักที แต่อีกไม่กี่ก้าวก่อนจะพ้นประตู

เสียง ‘ติ๊ด’ จากเครื่องแสกนคีย์การ์ดหน้าประตูหน้าห้องก็ดังขึ้นเบา ๆ เสียงฝีเท้าเข้ามาพร้อมแรงลมจากการเปิดประตูบานใหญ่

น้ำอิงชะงักฝีเท้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นและสิ่งที่เธอเห็น…ก็คือร่างสูงในชุดเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินกรม กางเกงสแลคเข้ารูป ที่เจ้าของคอนโดผู้เพิ่งกลับเข้ามาสวมอยู่ ‘คุณหมอเวกัส เวทัศน์ วิวัฒนกุลชัย’ ชายหนุ่มผู้ที่เธอเพิ่งเซ็นทะเบียนสมรสร่วมกันไปเมื่อเช้า

ทั้งสองคนสบตากันกลางทางเดินหน้าห้องทำงาน น้ำอิงยืนตัวตรงเล็กน้อยในจังหวะที่เวกัสเดินผ่านหน้าประตูเข้ามา แต่แทนที่เขาจะเอ่ยอะไร… เขากลับปรายตามองเธอเล็กน้อย แล้วเดินตรงไปยังโซฟากลางห้องนั่งเล่นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

น้ำอิงเม้มปากแน่นนิด ๆ หันหน้ากลับไปยังทางห้องทำงาน กึ่งอยากพูดกึ่งไม่อยากมีปากเสียงอีกแล้ว เธอได้แต่พึมพำในใจ…

‘เหอะ กลับมาก็ไม่ทัก’ เสียงฝีเท้าของน้ำอิงหยุดลงตรงขอบประตูห้องทำงานพอดี ขณะที่เธอกำลังจะหันหลังกลับไปเข้าห้องนอน เสียงทุ้ม ๆ แบบกวนประสาทก็ดังขึ้นมาจากโซฟากลางห้อง

“ไง… เขียนนิยายขายฝันมาเหรอ” น้ำเสียงของเวกัสเต็มไปด้วยแววกวนประสาท ปลายเสียงลากยาวอย่างยียวน ขณะที่มุมปากกระตุกยิ้มบาง ๆ แบบที่เธออยากจะเดินเข้าไปเอามือสัมผัสที่ปากนั้นแรงๆ สักที

น้ำอิงชะงักไปชั่วครู่ หันขวับกลับไปมองต้นเสียงทันที คิ้วเรียวขมวดแน่น ปากเม้มเป็นเส้นตรง ขณะที่สายตาแทบจะจุดไฟเผาเขาให้มอดเป็นเถ้าถ่าน

“นี่คุณ… แน่ใจว่านั่นคือปาก?” น้ำเสียงหงุดหงิดของเธอดังขึ้นทันที มือเรียวยกขึ้นมากอดอก ขณะที่ยืนอยู่กลางห้องในชุดเสื้ออยู่บ้านเรียบง่ายกับกางเกงผ้าขายาว ดูแล้วไม่น่ากลัวแต่บรรยากาศรอบตัวกลับเริ่มมาคุขึ้นเรื่อยๆ

เวกัสยังคงเอนหลังบนพนักโซฟาอย่างสบาย ๆ ขาข้างหนึ่งพาดทับอีกข้าง ใบหน้าคมโน้มเล็กน้อยเท้าแขนกับพนัก เท้าแขนด้วยฝ่ามือและนิ้วเรียวขยับเคาะเบา ๆ ที่ขมับราวกับกำลังเลือกคำพูดถัดไป

“แล้วฉันพูดอะไรผิดล่ะ” เขาพูดพลางเลิกคิ้ว

“นักเขียนนิยายขายฝันไม่ใช่เหรอ เพ้อเจ้อไปเรื่อย โลกสวย สร้างแฟนหนุ่มในฝัน อะไรแบบนั้นน่ะ” น้ำเสียงและท่าทางของเขาราวกับกำลังดูถูกทั้งอาชีพและความฝันของเธออย่างจงใจ ใบหน้าคมจัดยังคงแตะแววยียวนในแววตา

น้ำอิงถึงกับถลึงตาใส่ ไม่รู้ว่าความโกรธขึ้นก่อนหรือความน้อยใจ เธอหมุนตัวกลับมาทั้งตัว ยกมือเท้าเอวเต็มที่ ราวกับพร้อมเปิดศึกกลางคอนโด

“ทำไมต้องดูถูกความชอบของคนอื่นด้วยอ่ะ!” เสียงของเธอดังขึ้นมา น้ำเสียงจริงจังผสานกับความขุ่นเคือง “คิดว่าตัวเองเก่ง ฉลาด เพอร์เฟกต์อยู่คนเดียว หรือไง? สิ่งที่คนอื่นทำมันเลยดูไร้สาระไปหมดเลยใช่มั้ย!”

แววตาน้ำอิงสั่นคลอน น้ำเริ่มเอ่อคลอเบ้า เธอพยายามกลั้นไว้เต็มที่มือเรียวกำแน่นจนข้อขาว แผ่นอกเล็ก ๆ สะท้อนจังหวะหายใจแรงจากอารมณ์ที่ระเบิดจนแทบควบคุมไม่อยู่

เวกัสเห็นท่าทีเปลี่ยนไปของเธอ เขานิ่งไปเล็กน้อย สีหน้ายียวนหายไป เหลือแค่ใบหน้าเรียบนิ่ง สายตาเริ่มมีแววรู้สึกผิดที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ ‘เชี่ยเอ๊ย ปากไวอีกแล้วกู’

“ฉันไม่ได้จะหมายความแบบนั้น…” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วลงกว่าทุกที แต่ยังไม่ทันพูดจบ

“เป็นหมอ รักษาแต่คนอื่น หันมารักษาจิตใจตัวเองด้วยนะ!” น้ำอิงสวนกลับทันควัน เสียงเธอสั่นแต่ชัดถ้อยชัดคำ “ให้มันรู้จักให้เกียรติคนอื่นบ้าง!”

เวกัสอ้าปากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่น้ำอิงหมุนตัวกลับแทบจะทันทีเธอก้าวเท้าฉับ ๆ ตรงไปที่ประตูห้องนอน มือจับลูกบิดแล้วดันประตูเข้าไปพร้อมแรงปิดดัง “ปัง!”เสียงประตูที่ปิดสนิทดังก้องอยู่ในห้องนั่งเล่นหรูหราที่บัดนี้กลับเงียบลงราวกับถูกแช่แข็งไว้

เวกัสยังคงนั่งอยู่ที่เดิม แต่แววตากลับจ้องไปยังประตูห้องนอนนิ่งๆ นิ้วเรียวข้างที่เคยเท้าคางตอนแรกค่อย ๆ ขยับเคาะกับปลายจมูก มุมปากที่เคยเย้ยหยันพลันจางหาย เหลือเพียงแววคิดอะไรบางอย่างอยู่เงียบ ๆ เขาเพิ่งจะรู้ว่าปากเสีย ๆ ของตัวเอง… มันเริ่มทำร้ายจิตใจของใครบางคนเข้าจริง ๆ แล้ว

หลังจากใช้เวลานานพอสมควรกับการระบายอารมณ์ลงในไดอารี่ชีวิต น้ำอิงก็จัดการปิดโน้ตบุ๊ก พาร่างเล็ก ๆ เข้าห้องน้ำไปอาบน้ำชำระความเหนื่อยล้าทั้งกายใจ จนกระทั่งสามทุ่มกว่า ร่างบางก็เดินออกจากห้องน้ำด้วยชุดอยู่บ้านธรรมดาแต่ดันให้ความรู้สึกน่ารักเกินธรรมดา เสื้อยืดคอกลมสีขาวตัวโคร่งที่คลุมสะโพก กับกางเกงผ้าขายาวสีเทาเข้มที่ดูจะไม่เน้นรูปร่างอะไรทั้งสิ้น ผมยาวเปียกหมาดถูกเสยขึ้นลวก ๆ ก่อนเธอจะนั่งลงที่เก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้งในโซนห้องแต่งตัวข้างห้องนอน

เสียงเครื่องเป่าผมดังอื้ออึงไปทั่วห้องเล็ก ๆ ที่มีแสงไฟสีวอร์มไลท์ส่องสว่างทั่วบริเวณ เธอก้มหน้าเป่าผมอย่างใจลอย สะท้อนภาพเงาในกระจกที่ดูอ่อนล้าแต่ก็ยังมีเสน่ห์แบบเด็กสาวใส ๆ

แล้วจู่ ๆ ประตูห้องก็ถูกผลักเข้ามาเบา ๆ เวกัสเดินเข้ามาด้วยสีหน้าปกติ ร่างสูงโปร่งในเสื้อเชิ้ตสีเข้มและกางเกงสแลค เขาหยุดยืนครู่หนึ่ง มองเด็กหญิงตรงหน้าแวบเดียวก่อนจะหันไปยังตู้เสื้อผ้า

น้ำอิงเหลือบมองเขาผ่านกระจก ก่อนจะรีบหลบตาทำเป็นสนใจปลายผมตัวเองแทน เธอจะเมินให้ถึงที่สุดเท่าที่จะทำได้เธอคิดในใจ เวกัสก็ทำเหมือนไม่ได้สนใจเช่นกัน แต่พอเดินมาหยุดตรงหน้าตู้เสื้อเชิ้ต มือหนาก็เริ่มค่อย ๆ ปลดกระดุมทีละเม็ดอย่างไม่รีบร้อน

“เห้ย! นี่คุณจะทำอะไร!” น้ำอิงแทบจะกระโดดลุกขึ้นจากเก้าอี้ ผมเปียกยังเป่าค้างอยู่ สีหน้าเธอแดงวาบตาเบิกกว้างอย่างตกใจสุดขีด เมื่อสายตาเธอเหลือบไปเห็นคนตัวสูงที่กำลังปลดกระดุมเสื้ออยู่ เวกัสเลิกคิ้วอย่างงุนงง แต่ในสายตาเจ้าเล่ห์ก็มีแววสนุก

“อะไรของเธอ?” เขาพูดเสียงเรียบ แต่แอบขมวดคิ้วนิด ๆ ก่อนจะหันกลับมาจ้องเธอ น้ำอิงยืนเท้าเปล่าอยู่กับพื้นไม้เรียบเนียน ใบหน้าเล็กแดงซ่านจนเห็นชัด ผมยาวเปียกแนบแก้ม เธอเหมือนลูกแมวเปียกน้ำที่กำลังตั้งการ์ดใส่สิงโต

“จะมาถอดเสื้อผ้าอะไรตรงนี้!” เธอย้ำอีกครั้ง สีหน้าเริ่มแดงระเรื่อ คิ้วขมวดเป็นปม แต่ก็พยายามทำเสียงดุให้ดูน่าเกรงขาม

“ก็ฉันจะไปอาบน้ำ จะให้ฉันใส่เสื้อผ้าอาบรึไงยัยเด็กบ้า” เขาเอือมใส่ด้วยน้ำเสียงเหมือนพูดกับลูกแมว แล้วคิดได้ว่าจังหวะนี้มันน่าแกล้งที่สุด เขาโน้มหน้าเข้ามาเล็กน้อย แกล้งลดเสียงลงแบบมีเลศนัย พร้อมรอยยิ้มที่ดูเจ้าเล่ห์ที่สุดในรอบวัน

“หรือว่าาาาา… เขิน?” เขาพูดเบา ๆ แต่น้ำเสียงติดเย้า

“กลัวเห็นฉันถอดเสื้อแล้วจะอดใจไม่ไหวเหรอ?” น้ำอิงแทบจะสำลักลมหายใจตัวเอง หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ หน้าร้อนผ่าวจนหูแดงเพราะเลือดที่มันสูบฉีดมากเกินไป

“เหอะ! หลงตัวเอง มั่นหน้าเกินไปรึเปล่าคะ” เธอรีบเบือนหน้าหนี พลางเบะปากใส่แบบขัดใจที่สุด ก่อนจะคว้าเครื่องเป่าผมแล้วพุ่งออกจากห้องแต่งตัวราวกับมีคนวิ่งไล่ตาม

ปัง! ประตูปิดเบา ๆ แต่แน่นหนา ทิ้งให้เวกัสยืนหัวเราะในลำคอเบา ๆ อยู่คนเดียวในห้องเขาไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเขาถึงอยากแกล้งเธอขนาดนี้ หรือเพราะยัยเด็กหมากระเป๋านี่มันขยันทำหน้าเหมือนจะร้องไห้สลับกับทำหน้างอนเป็นแมวทุกห้านาที เขาชักเริ่มจะติดนิสัย…อยากเห็นเธอหน้าแดงบ่อยๆ สะแล้วสิ

เสียงประตูห้องแต่งตัวเปิดออกในความเงียบของห้องนอนที่มีเพียงแสงไฟจากโคมข้างเตียงให้บรรยากาศอบอุ่นและนุ่มนวล เวกัสเดินออกมาในสภาพที่… อาจเรียกได้ว่าเกินกว่าคำว่า “สบาย ๆ” ไปไกล

เขาสวมเพียงกางเกงวอร์มขายาวตัวเดียว เนื้อผ้าสีเทาเข้มขับผิวขาวแบบผู้ชายสุขภาพดี ผิวที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จหมาด ๆ ยังเปล่งประกายภายใต้แสงไฟนวล ๆ นั่น กล้ามเนื้อท่อนบนแน่นกระชับทุกสัดส่วน กล้ามอกได้รูป ซิกแพคเรียงตัวสวยอย่างพอดีเหมือนถูกแกะสลักไว้โดยประติมากรชั้นครู

เหนือขอบกางเกง เผยให้เห็นรอยสักสีดำเข้มบริเวณเอวด้านซ้าย ลวดลายเรียบคมลากผ่านแนวกล้ามหน้าท้องเฉียงลงไปจนเกือบหายเข้าไปในขอบกางเกงบริเวณ V-line อย่างพอดิบพอดี

เส้นผมสีน้ำตาลเข้มของเขายังคงเปียกเล็กน้อยจากการเพิ่งสระเสร็จ หยาดน้ำเล็ก ๆ ไหลผ่านไรผมลงมาตามข้างกรอบหน้า ก่อนจะหยดลงบนไหล่กว้าง…เซ็กซี่ชนิดที่ไม่ควรมีใครเดินผ่านห้องนอนในสภาพแบบนี้ในโลกใบนี้

กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากครีมอาบน้ำที่เขาใช้แตะจมูกพอดี กลิ่นสะอาดแบบผู้ชายทันสมัย ชวนให้รู้สึกถึงความแพง หรู และ…น่ากอดจนอยากจะฝังหน้าเข้าอกซะเดี๋ยวนั้นเลย

แต่…ทันทีที่เวกัสเดินถึงขอบเตียง เขาก็ต้องชะงักสายตาคมกริบเบิกขึ้นเล็กน้อยอย่างประหลาดใจ เพราะสิ่งที่เขาเห็นคือ?????

สิ่งที่เวกัสเห็นเมื่อเดินออกมาจากห้องแต่งตัว…ไม่ใช่น้ำอิงในชุดเสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงผ้าธรรมดาแบบก่อนหน้าแต่กลับเป็น… ยัยเด็กหมากระเป๋าที่ห่อตัวเองเหมือนแหนมห่อใบตองสิบๆ ชั้น

เธอใส่เสื้อฮู้ดสีดำตัวใหญ่ รูดเชือกตรงหมวกคลุมหัวแน่นจนเหลือให้เห็นแค่หน้าเล็ก ๆ โผล่มาเหมือนชานมไข่มุกในแก้วปิดฝา แถมยังสวมกางเกงวอร์มขายาวรัดเชือกแน่นราวกับกลัวว่ากางเกงจะหลุดหนีออกไปเดินเล่น

และที่เห็นเป็นก้อนตุง ๆ นั่น… มันคือเลเยอร์กางเกงที่ใส่ทับซ้อนกันอย่างน้อยสามชั้นแน่ ๆ!

เวกัสชะงักไปหนึ่งจังหวะก่อนจะขมวดคิ้ว ขาที่ยังเปียกหมาด ๆ จากห้องน้ำเดินตรงเข้ามาหยุดข้างเตียง คิ้วเข้มขมวดมุ่นอย่างใช้ความคิดสุดฤทธิ์

“นี่ยัยหมากระเป๋า… เธอแต่งตัวอะไรเนี่ย?” เสียงทุ้มถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจ แถมมีความขำเจืออยู่ในน้ำเสียงแบบปิดไม่มิด เวกัสโน้มตัวเข้ามาใกล้ ดวงตาคมสแกนชุดแสนจะประหลาดประหนึ่งกำลังดูมนุษย์จากดาวดวงอื่น

กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากครีมอาบน้ำที่ติดผิวเขาลอยมาแตะจมูกเธอในระยะประชิด และนั่นยิ่งทำให้น้ำอิงพยายามไม่หายใจแรง เพราะกลัวว่าจะเผลอสูดกลิ่นเขาเข้าปอดมากเกินความจำเป็น

“ฉันก็…ใส่นอนแบบนี้ทุกวัน ฉันขี้หนาว” เธอตอบพลางเบี่ยงหน้าหนีแบบคนแถสุดลิ่มทิ่มประตู หูแดงแจ๋ สายตาเหลือบไปทางผนังห้องอย่างตั้งใจสุดฤทธิ์ที่จะไม่สบตาเขาโดยตรง ไม่งั้นได้เสียอาการแน่ๆ เธอต้องฮึบไว้ๆ

เวกัสขยับตัวยืนตรง มือเท้าเอว กอดอกอย่างคนจะไม่ยอมปล่อยผ่าน

“หนาวบ้าอะไร ไปถอดออกเดี๋ยวนี้”น้ำเสียงสั่งการแบบหัวหน้าศัลยแพทย์ประหนึ่งจะลากคนไข้ไปขึ้นเตียงผ่าตัด

“ไม่!!!…. ฉันไม่ถอด” น้ำอิงพูดพร้อมกับคว้าผ้าห่มมาพันตัวไว้อย่างกับซูชิไส้แน่น แล้วก็ม้วนตัวลงบนเตียงอย่างมิดชิดแน่นหนาเหมือนผีเสื้อดักแด้ เวกัสเบิกตานิด ๆ แล้วเดินมาข้างเตียง ดึงปลายผ้าห่มอย่างแรง

“ฉันบอกให้ไปถอด อยากขาดอากาศหายใจตายรึไง อากาศร้อนขนาดนี้”เสียงเขาเข้มขึ้นนิด รำคาญมากขึ้นหน่อย… แต่ในดวงตากลับมีประกายขำเจืออยู่เต็มเปี่ยม

“ไม่เอาาาาาา~!” น้ำอิงคร่ำครวญ พร้อมใช้ทั้งแขนทั้งขาทับผ้าห่มเอาไว้แน่น ราวกับมันคือเกราะพิทักษ์โลก

เธอกัดฟันแน่น ไม่ยอมแพ้แม้แต่นิด เธอมันเป็นเด็กดื้อเอาเรื่องจริง ๆ เวกัสถอนหายใจเฮือกแล้วกระชากผ้าห่มสุดแรง

พรึ่บบบบ!

เสียงผ้าห่มหลุดออกจากเตียงในชั่วพริบตา

ตุ้บ!

เสียงเนื้อตัวเล็ก ๆ ของน้ำอิงร่วงลงกระแทกพื้นดัง “แอ่กกก!”

“โอ้ยยยยยยยยยยยย เจ็บนะเว้ยยย!” น้ำอิงครวญครางพลางขมวดคิ้ว กอดตัวเองแล้วทำหน้ายู่แบบจะร้องไห้ก็ไม่ร้อง ใบหน้าแดงเพราะความโกรธ หน้าผากกระทบพื้นพรมหน่อย ๆ ผมยุ่ง หน้ายู่ เสื้อฮู้ดยับยู่ยี่เหมือนลูกแมวโดนเหวี่ยงตกจากหลังคา

เวกัสยืนมองภาพนั้นก่อนจะหลุดหัวเราะในลำคอเบา ๆ ใบหน้าหล่อ ๆ ฉายรอยยิ้มขำเจ้าเล่ห์ ริมฝีปากยกขึ้นนิด ๆ พลางพูดอย่างผู้ชนะ

“สมแล้ว… ห่อเอง ตกเอง เจ็บเอง”แล้วเขาก็หันหลังเดินเข้ามุมห้องไปด้วยสีหน้าพอใจสุด ๆ

เวกัสยืนมองเด็กสาวที่ม้วนตัวอยู่กับพื้น พอโดนดึงผ้าห่มแรง ๆ แล้วกลิ้งตกจากเตียงลงมากองแอ่งกับพื้นพรม

ภาพนั้นมันขำในสายตาเขาเกินต้าน ยิ่งเห็นเธอทำหน้ายู่ คิ้วขมวด ปากเบะเล็ก ๆ แบบคนจะร้องไห้ก็ร้องไม่ออกแบบนั้น เขายิ่งต้องหันหน้าหนีเพราะกลั้นหัวเราะแทบไม่อยู่

“ยัยเด็กบ้านี่… คงคิดว่าเขาจะหน้ามืดทำอะไรเธอแน่ ๆ ถึงได้ห่อร่างเหมือนไข่ม้วนแบบนี้”เขาคิดในใจ พลางยิ้มมุมปากบาง ๆ อย่างคนเจ้าเล่ห์ แววตาคมกริบสบกับเธอครู่หนึ่งอย่างพอใจเป็นอย่างมาก แกล้งเธอนิดเดียว หน้าแดงหน้าเดือดขนาดนี้ สนุกจริง ๆ

เวกัสส่ายหน้าเบา ๆ แล้วเอ่ยเสียงดุแต่ติดขำเล็กน้อยในลำคอ

“ไปเปลี่ยนเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ฉันจะโยนเธอออกนอกหน้าต่าง”

น้ำอิงทำหน้าหงอยทันที เหมือนลูกแมวโดนแม่แมวตวาดเธอลุกขึ้นมายืนอย่างเชื่องช้า ปัดกางเกงที่ยับยุ่งเพราะการกลิ้งบนพื้น แล้วส่งสายตาขุ่นเคืองให้เขาอย่างแรง ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ปากเบะนิด ๆ แก้มพองเหมือนจะร้องไห้แต่ยังฝืนไว้

“แล้วทำไมคุณไม่ใส่เสื้อ…แต่งตัวให้มันเรียบร้อยหน่อยดิ”น้ำอิงโพล่งถามเสียงแข็ง ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอีกกับภาพตรงหน้า เวกัสยืนใส่แค่กางเกงวอร์มขายาวตัวเดียว เผยให้เห็นซิกแพคแน่น ๆ กล้ามอกชัดเป๊ะ ผิวขาวแต่มีเลือดฝาด กลิ่นหอมจากครีมอาบน้ำยังอวลอยู่ในอากาศผมเปียกหมาด ๆ สีน้ำตาลเข้มลู่ไปตามกรอบหน้า ทำให้เขาดูหล่ออันตรายจนเธอแทบอยากวิ่งหนี

เวกัสเลิกคิ้วนิด ๆ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่เต็มไปด้วยความยียวน

“ฉันใส่แบบนี้นอนมาจนอายุสามสิบ ทำไมฉันต้องเปลี่ยน?”น้ำเสียงนิ่งเรียบแบบนี้แหละที่ทำให้เธออยากเอาเท้าสะกิดเขาจริง ๆ น้ำอิงสูดลมหายใจลึกแล้วพูดสวนกลับทันควัน

“ก็ตอนนี้คุณไม่ได้นอนคนเดียวนี่… มีฉันนอนอยู่ด้วยอีกคน ก็ต้องเกรงใจกันบ้างสิ”เธอพูดเสียงสูงนิด ๆ แฝงความอึดอัดใจจนเจ้าตัวไม่ทันรู้ตัวว่าหน้าตัวเองแดงแค่ไหนแล้ว มือเล็กกำชายฮู้ดแน่น พยายามไม่มองตรงหน้าท้องล่ำ ๆ ที่กำลังอยู่ตรงหน้าเธอในระยะอันตราย

เวกัสกระตุกยิ้มตรงมุมปาก ดวงตาคมกริบจ้องเธออย่างรู้ทันยัยนี่ไม่ชินกับการนอนข้างๆ ผู้ชายหล่อๆ แบบเขาสินะ แค่เห็นกล้ามนิดหน่อยก็ตาโต หน้าแดง หายใจไม่ทั่วท้องแล้ว เขาเบือนสายตาไปทางเตียง ก่อนจะพูดเสียงเรียบ

“รีบไปเปลี่ยนชุดแล้วมานอน… พรุ่งนี้ฉันต้องตื่นแต่เช้า มันดึกแล้ว อย่าให้ฉันเสียเวลาในการนอน”น้ำเสียงฟังดูรำคาญ แต่ในแววตานั่นยังเต็มไปด้วยรอยขำเจืออยู่ เขาหยิบหมอนข้างโยนลงกลางเตียงอย่างไม่ใส่ใจ

น้ำอิงยืนนิ่งงันอยู่แป๊บ ก่อนจะหน้าหงิกแล้วเบะปากอีกครั้ง

“เอาแต่ใจสุดๆ “ เธอบ่นพึมพำ แล้วหมุนตัวเดินปึงปังเข้าไปในห้องแต่งตัว เสียงเท้าเปล่ากระทบพื้นห้องเบา ๆ ตามด้วยเสียงปิดประตูอย่างแรง

เวกัสหลุดหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะนั่งลงข้างเตียงแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กงาน ปล่อยให้ยัยเด็กดื้อในห้องแต่งตัวได้สงบสติอารมณ์ก่อนจะกลับมาเจอเขาอีกครั้ง

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • สะดุดรักคุณหมอ   บทที่ 10 ชีวิตหลังมีทะเบียน

    แสงแดดยามสายเริ่มสาดลอดผ่านผ้าม่านโปร่งบางในห้องรับประทานอาหาร ทอแสงอุ่นละมุนเข้ามาทาบไล้บนโต๊ะไม้สีอ่อนที่ยังคงเหลือซากศึกอาหารเช้าอยู่บ้าง ถ้วยชามที่ใช้แล้วขวดนมถั่วเหลืองเปิดฝาไว้ครึ่งหนึ่ง และทิชชู่ที่ยับย่นจากการเช็ดมุมปากของใครบางคน น้ำอิงเดินกลับออกมาจากในห้องแต่งตัวด้วยชุดอยู่บ้านแสนสบาย เสื้อยืดโอเวอร์ไซส์สีขาวและกางเกงวอร์มสีเทาอ่อน ผมยาวยังปล่อยลงอย่างเป็นธรรมชาติ เธอเดินตรงไปยังโต๊ะอาหาร ใช้สองมือลวก ๆ เก็บถ้วยชามลงถาดโดยอัตโนมัติทั้งที่รู้ดีว่า อีกไม่กี่ชั่วโมงแม่บ้านของคอนโดจะเข้ามาจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยตามปกติ แต่สำหรับเธอ ผู้หญิงที่โตมากับการทำอะไรเองทุกอย่าง การนั่งรอให้คนอื่นเก็บกวาดให้ไม่ใช่นิสัยของเธอ “แค่ล้างจานไม่กี่ใบเอง… ไม่เห็นจะยากตรงไหน” เธอบ่นพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะยกถาดเดินเข้าครัว ร่างบางยืนล้างจานอย่างคล่องแคล่ว เคลื่อนไหวเหมือนเคยชินกับอ่างล้างจานและน้ำอุ่นมากกว่าห้องหรูหราที่เธออยู่ตอนนี้เสียอีก เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย น้ำอิงก็เดินกลับเข้าห้องทำงานอย่างตั้งใจ เสียงฝีเท้าเบาๆ บนพื้นไม้เงาวับหยุดลงเมื่อถึงหน้าโต๊ะเขียนนิยายที่ตั้งอยู่ริม

  • สะดุดรักคุณหมอ   บทที่ 9 เริ่มต้น

    แสงแดดยามเช้าทอดผ่านกระจกบานใหญ่ ผ่านผ้าม่านบางๆ ของห้องนอนหรูบนชั้น 15 ของคอนโดสุดหรู ห้องทั้งห้องยังคงเงียบสงบ มีเพียงเสียงแอร์ทำความเย็นเบาๆ และเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของใครบางคนที่ยังคงหลับไหล อยู่บนเตียงขนาดคิงไซซ์กลางห้อง เวกัสที่นอนหงายอยู่ เริ่มรู้สึกตัวเพราะเริ่มรู้สึกถึงบางอย่างสิ่งบางอย่างที่ไม่ปกติ…บนร่างกายก่อนจะเห็นสิ่งผิดปกตินั้นคือ… แขนเรียว ๆ หนึ่งพาดข้ามหน้าอกของเขา ส่วนขาเล็ก ๆ อีกข้าง ก็เหยียดยาวพาดมาที่หน้าท้องเขาพอดิบพอดี! ไม่ต้องเดาให้เสียเวลา มันคือยัยหมากระเป๋าที่ตอนนี้ทั้งตัวแนบชิดติดเขาเหมือนปาท่องโก๋ไม่มีผิด เวกัสเบิกตาขึ้นช้า ๆ พร้อมกับถอนหายใจหนัก ๆ ในใจ…ให้ตายสิ นอนดิ้นอะไรขนาดนี้วะยัยเด็กบ้า เขากลอกตามองเพดานอย่างระอา แต่ก็ไม่กล้าขยับแรง กลัวจะปลุกให้ยัยเด็กนี่ตื่น เพราะถ้าตื่นแล้วบ่นขึ้นมา เขาเองนั่นแหละที่จะปวดหัวแต่เช้า เขาเลื่อนสายตามองยัยเด็กตัวแสบที่นอนอยู่ข้างๆ ใบหน้ารูปไข่ที่ไร้เครื่องสำอางค์ ริมฝีปากอวบอิ่มที่ชมพูระเรื่อไร้ลิปสติกแต่งแต้ม ต่างจากพวกผู้หญิงที่เขาเคยนอนด้วยอย่างสิ้นเชิง ผู้หญิงพวกนั้นใช้ลิปสติกราคาแพง แต่ยัยเด็กนี่รู้จั

  • สะดุดรักคุณหมอ   บทที่ 8 สงครามประสาท

    หลังจากเวกัสออกจากคอนโดไป น้ำอิงก็ถอนหายใจเฮือกหนึ่งอย่างโล่งอก ในที่สุดก็มีเวลาได้หายใจสะดวกบ้างเสียที ไม่มีหมอปากหมาเดินตามจิกกัดใส่หน้าตาเฉยอยู่ใกล้ ๆ ให้เสียอารมณ์ เธอค่อย ๆ ก้าวเดินสำรวจพื้นที่ภายในห้องพักอย่างไม่รีบร้อน มือเรียวแตะขอบโซฟาหนังแท้สีน้ำตาลเข้มอย่างเผลอตัว แค่โซนห้องนั่งเล่นก็กว้างขวางและตกแต่งแบบทันสมัยเกินกว่าที่เธอเคยจินตนาการถึง ตรงผนังติดจอทีวีขนาดใหญ่แบบฝังผนัง มีชั้นวางหนังสือแบบลอยตัว และไฟวอร์มไลท์ส่องเหนือภาพวาดแนวมินิมัลที่ประดับไว้อย่างมีรสนิยม ทุกมุมของคอนโดนี้บ่งบอกความรวยเงียบ ๆ ที่ไม่ต้องอวด แต่ก็ไม่อาจมองข้ามได้ ข้างหนึ่งของห้องเป็นโซนครัวแบบเปิด มีเคาน์เตอร์บาร์หินอ่อนสีดำลายขาวตัดกับเก้าอี้สูงเบาะหนังสีเทาเข้ม ชั้นวางแก้วไวน์เรียงรายติดผนัง แค่เห็นก็รู้ว่าคนอยู่คงไม่ใช่สายเข้าครัว แต่อุปกรณ์ครบครันเสียจนเชฟมืออาชีพยังอาจอิจฉา น้ำอิงเดินเลยเข้าไปยังส่วนที่แบ่งเป็นห้องนอนบานประตูทึบ มือของเธอแตะลูกบิดอย่างลังเล ก่อนจะผลักเข้าไปเบา ๆ แล้วก้าวเข้าไป ภายในห้องนอนเงียบสงบ ตกแต่งในโทนสีเทาเข้มแบบเรียบหรู เตียงขนาดคิงไซส์วางอยู่กลางห้อง ผ้าปูที่นอ

  • สะดุดรักคุณหมอ   บทที่ 7 ยัยหมากระเป๋า

    หลังจากรับประทานอาหารร่วมกันเรียบร้อย บรรยากาศในคฤหาสน์วิวัฒนกุลชัยยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของอาหารและเสียงหัวเราะที่อบอุ่น น้ำอิงลุกขึ้นช่วยเก็บจานกับสาว ๆ อย่างเต็มใจ แม้จะมีแม่บ้านคอยดูแลอยู่แล้วก็ตาม ก่อนจะกลับ เธอก็ไม่ลืมยกมือไหว้ลาแม่บ้านทุกคนอย่างอ่อนน้อม จนทุกคนเอ็นดูในความสุภาพและเรียบร้อยของเธอ เมื่อมาถึงหน้าประตูทางออกของคฤหาสน์ บรรยากาศกลับกลายเป็นอบอุ่นและเงียบลงเล็กน้อย ราวกับทุกคนต่างรู้ดีว่าจากนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตบทใหม่ของเด็กสาวตัวเล็กคนหนึ่ง ที่ไม่เคยมีครอบครัวใหญ่แบบนี้มาก่อน ปู่วิเชียรก้าวเข้ามาใกล้ ก่อนจะยกมือขึ้นลูบศีรษะของน้ำอิงเบา ๆ ด้วยความรักเอ็นดู ปลายนิ้วที่เคยแข็งจากการใช้ชีวิตผ่านศึกหนัก กลับแตะลงบนหัวหลานสะใภ้อย่างอ่อนโยนเหมือนผู้เป็นปู่แท้ ๆ “หลังจากนี้… ก็จะเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของหนูแล้วนะน้ำอิง” น้ำเสียงของปู่เปี่ยมด้วยความหมาย ความห่วงใยซ่อนอยู่ในทุกคำที่เปล่งออกมา ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้อาวุโสของตระกูล แต่ในฐานะคนที่ไว้ใจเธอ ว่าจะเป็นคนที่ดูแลหัวใจของหลานชายที่เขารักที่สุดได้ น้ำอิงยิ้มรับคำพูดนั้น แม้หัวใจจะเต้นแรงเพราะไม่แน่ใจในสิ

  • สะดุดรักคุณหมอ   บทที่ 6 ทะเบียนสมรส

    หนึ่งเดือนผ่านไปนับจากวันนั้น… หลังจากกลับจากสนามยิงปืนในบ่ายวันเบื่อโลก เวกัสก็สั่งให้ธนิน คนสนิทที่คอยดูแลทั้งความปลอดภัยและเรื่องส่วนตัว สืบหาข้อมูลของหญิงสาวที่ปู่บอกว่าจะให้แต่งงานด้วย “ชื่อ น้ำอิง ธารารินทร์ นิลรัตน์ ครับ อยู่ในทะเบียนบ้านของคุณพิเชษฐ์ คนนั้นเสียไปเมื่อสามเดือนก่อน ไม่มีพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ไม่มีข้อมูลในระบบอื่นครับ” ธนินรายงานด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนทุกครั้ง และนั่นทำให้เวกัสเงียบไปชั่วครู่ ขมวดคิ้วแน่น ผู้หญิงอะไร… ไม่มีประวัติ ไม่มีร่องรอย ไม่มีใครอยู่รอบตัว มันน่าสงสัยเกินไปสำหรับคนที่กำลังจะเข้ามาเป็น “เมียถูกกฎหมาย” ของเขา แต่นั่นแหละ… ปู่ของเขาทำอะไรไม่เคยพลาด เวกัสรู้ดี หนึ่งเดือนที่ผ่านมา เวกัสใช้ชีวิตตามเดิม เหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงยังทำงานหนัก ยังออกไปใช้ชีวิตอิสระในยามค่ำคืน แต่ทุกคืนก่อนหลับตา เขากลับนึกถึงคำพูดของปู่ในวันนั้น “เจ้าเวย์ แกต้องมีครอบครัว มีลูกสืบสกุล” จนกระทั่ง…วันนี้ก็มาถึง วันที่จะต้องเปลี่ยนสถานะจาก “หมอหนุ่มโสดรักอิสระ” ไปเป็น “สามีในทะเบียนสมรส” และเรื่องที่น่าเซ็งที่สุดคือ… เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ‘เจ้าสาวในทะเบี

  • สะดุดรักคุณหมอ   บทที่ 5 จุดตัดชะตา

    “เพราะมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย” เสียงของปู่วิเชียรดังขึ้นในห้องรับรองหลังมื้ออาหาร บรรยากาศโดยรอบเงียบลงในทันที เหลือเพียงเสียงเข็มนาฬิกาที่เดินอย่างช้า ๆ และสายลมแผ่วเบาจากเครื่องปรับอากาศ “ครับ?” เวกัสเอ่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงขึงขัง ใบหน้าคมเข้มหันมามองปู่ด้วยสายตาจริงจังเต็มเปี่ยมไปด้วยความสงสัย ปู่วิเชียรเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดออกมาช้า ๆ “แกต้องแต่งงาน… เวกัส” คำพูดนั้นดังก้องอยู่ในหัวของทั้งเวกัสและไวน์ จนคนฟังถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ “แต่งงาน?!” สองเสียงประสานกันขึ้นโดยไม่ได้นัดหมาย ทั้งเวกัสและไวน์ขมวดคิ้วทันที หันไปมองปู่เป็นตาเดียวกัน “กับใครครับ?” เวกัสถามกลับทันที เสียงเต็มไปด้วยความประหลาดใจปนไม่พอใจเล็กน้อย เพราะเขาไม่เคยคิดว่าจะต้องมานั่งฟังเรื่องคลุมถุงชนในยุคนี้ แถมยังไม่มีการบอกล่วงหน้าด้วยซ้ำ “เด็กสาวธรรมดาคนหนึ่ง” ปู่ตอบเรียบ ๆ ดวงตานิ่งสงบแต่มีแววอบอุ่นซ่อนอยู่ ราวกับนึกถึงรอยยิ้มสดใสของใครบางคน “ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เธอเป็นเด็กที่ดี เติบโตมาอย่างเรียบง่าย” “ปฏิเสธได้มั้ยครับ?” เวกัสเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ แต่ท่าทีจริงจังชัดเจน เขาไม่เคยชอบเรื่องคลุมถุงชน ไม่ชอบให้ใค

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status