“เพราะมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย”
เสียงของปู่วิเชียรดังขึ้นในห้องรับรองหลังมื้ออาหาร บรรยากาศโดยรอบเงียบลงในทันที เหลือเพียงเสียงเข็มนาฬิกาที่เดินอย่างช้า ๆ และสายลมแผ่วเบาจากเครื่องปรับอากาศ
“ครับ?” เวกัสเอ่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงขึงขัง ใบหน้าคมเข้มหันมามองปู่ด้วยสายตาจริงจังเต็มเปี่ยมไปด้วยความสงสัย
ปู่วิเชียรเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดออกมาช้า ๆ
“แกต้องแต่งงาน… เวกัส” คำพูดนั้นดังก้องอยู่ในหัวของทั้งเวกัสและไวน์ จนคนฟังถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ
“แต่งงาน?!” สองเสียงประสานกันขึ้นโดยไม่ได้นัดหมาย ทั้งเวกัสและไวน์ขมวดคิ้วทันที หันไปมองปู่เป็นตาเดียวกัน
“กับใครครับ?” เวกัสถามกลับทันที เสียงเต็มไปด้วยความประหลาดใจปนไม่พอใจเล็กน้อย เพราะเขาไม่เคยคิดว่าจะต้องมานั่งฟังเรื่องคลุมถุงชนในยุคนี้ แถมยังไม่มีการบอกล่วงหน้าด้วยซ้ำ
“เด็กสาวธรรมดาคนหนึ่ง” ปู่ตอบเรียบ ๆ ดวงตานิ่งสงบแต่มีแววอบอุ่นซ่อนอยู่ ราวกับนึกถึงรอยยิ้มสดใสของใครบางคน
“ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เธอเป็นเด็กที่ดี เติบโตมาอย่างเรียบง่าย”
“ปฏิเสธได้มั้ยครับ?” เวกัสเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ แต่ท่าทีจริงจังชัดเจน เขาไม่เคยชอบเรื่องคลุมถุงชน ไม่ชอบให้ใครมาจัดการชีวิต ไม่ว่าจะเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว โดยเฉพาะเรื่องชีวิตคู่
“ไม่ได้” ปู่วิเชียรพูดตัดบท ดวงตาที่เคยมองหลานชายอย่างเมตตาเริ่มแข็งขึ้นในชั่วพริบตา
เวกัสหันขวับไปมองย่าอย่างขอความเห็นใจ
“ย่าค้าบบบบ…” เสียงลากยาวอย่างอ้อนวอน สายตาแพรวพราวส่งไปให้ย่าที่กำลังจะอ้าปากช่วย แต่ยังไม่ทันที่ย่าจะได้พูดอะไร เสียงปู่ก็ดังแทรกเข้ามาก่อน
“เจ้าเวย์ แกจะใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ แบบนี้ไม่ได้”
“…….”
“แกสามสิบแล้ว ต้องมีครอบครัว มีลูก มีคนดูแล มีทายาทสืบสายตระกูล… แกจะเจ้าชู้เป็นปลาไหลแบบนี้ไปตลอดไม่ได้!” น้ำเสียงปู่หนักแน่น บอกชัดว่าไม่ใช่คำขอ แต่คือคำสั่ง
เวกัสถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนทำหน้าเบ้ใส่ทุกคนในห้อง
“แบบนี้ผมก็เสียยอดเอนเกจหมดสิครับ… แม่ค้าบบบบ” เขาเบ้ปากหันไปขอความช่วยเหลือจากแม่อีกราย คุณหญิงพัชราภาทำท่าจะพูด แต่ก็ต้องถอนหายใจอย่างจนใจ
ดร.วรุฒม์ ที่นั่งนิ่งอยู่ข้าง ๆ เอ่ยขึ้นแทน
“ถ้าแกไม่แต่ง พ่อจะยึดแบล็กการ์ด คอนโด รถ ตัดเงินเดือนหมอทุกช่องทาง” เวกัสถึงกับสะดุ้งเฮือก หันขวับไปมองหน้าพ่อ
“ทุกคนใจร้ายอ่ะ… ไม่รักผมกันแล้วดิ” เขาตัดพ้อเสียงอ่อย ราวกับเด็กโดนริบของเล่น
“เจ้าเวย์… หลานเป็นหลานที่ทุกคนรัก เป็นหมอที่เก่งที่สุดในโรงพยาบาลของเรา แต่หลานไม่รักปู่บ้างหรอ?” ประโยคของปู่ทำให้ทุกอย่างในตัวเวกัสชะงัก เขากลืนน้ำลายลงคอช้า ๆ เหมือนคำพูดนั้นกระแทกใส่กลางอก
เขารักปู่… รู้ว่าทุกอย่างที่ปู่ทำเพราะหวังดี แต่เรื่องแต่งงานนี่มัน
“แล้วผมปฏิเสธไงล่ะทีนี้…” เวกัสพูดเสียงเบา ยอมจำนนให้กับสถานการณ์แบบไม่มีทางเลือก ทำเอาทุกคนในห้องหลุดยิ้มกับท่าทีตัดพ้อของเขา
ไวน์ที่นั่งข้างปู่เอื้อมมือไปลูบแขนพี่ชายเบา ๆ
“โอ๋ ๆ ๆ ไม่ร้องนะเวย์ แกจะได้มีเมียเป็นของตัวเองแล้ว” เธอพูดพร้อมกลั้นหัวเราะ เวกัสหันไปมองตาเขียว “แทนที่จะช่วย ดันซ้ำเติมอีกคน!”
ผ่านไปสักพัก……..
เวกัสนั่งเงียบอยู่บนโซฟายาวในห้องรับรอง สีหน้าหงอยเหงาจับใจ ฝ่ามือสองข้างค้ำหัวเข่าไว้ ร่างสูงโน้มเล็กน้อยราวกับแบกโลกไว้ทั้งใบ แววตาคมที่เคยเปี่ยมพลัง กลับจ้องไปยังพื้นพรมลายคลาสสิกอย่างไร้จุดหมาย
ความคิดในหัวสับสน วกวนไปมา…
“จะแต่งงานหรอวะ กูเนี่ยนะ?” คำสั่งของปู่เหมือนประทับตราลงกลางหน้าผากเขาว่าชีวิตหลังจากนี้จะไม่มีคำว่า ‘อิสระ’ อีกต่อไป
ไม่มีอีกแล้วคืนดึกที่อยากออกไปดื่มก็ได้
ไม่มีอีกแล้วเช้าไหนที่อยากนอนยาวจนบ่ายก็ไม่มีใครว่า
ไม่มีอีกแล้วสาว ๆ ที่ส่งข้อความมาเชิญชวนให้ไปดินเนอร์แบบไม่ต้องคิดเยอะ
ไม่มีอีกแล้วอิสระที่เขาหวงนักหนา
…และที่สำคัญ ไม่มีอีกแล้ว ‘ตัวเลือก’ เพราะนับจากวันที่เซ็นชื่อลงบนทะเบียนสมรส ชีวิตของเขาจะเปลี่ยนไปตลอดกาล
เวกัสถอนหายใจยาว ราวกับจะถอนใจให้หมดลมหายใจแล้วจบ ๆ ไปเลยตอนนี้ ท่อนแขนแกร่งยกขึ้นลูบท้ายทอยตัวเองเบา ๆ อย่างเหนื่อยหน่าย “กูแค่ยังไม่อยากผูกมัดกับใคร… แค่นั้นเอง”
เขาไม่ใช่คนไม่ดี เขาไม่ได้เจ้าชู้แบบไร้สติ แต่เขาแค่ชอบอยู่คนเดียว ชอบการใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองเป็นคนควบคุม ไม่ต้องรายงาน ไม่ต้องอธิบาย ไม่ต้องมีใครมานั่งหึงหวงหรือจู้จี้ให้เหนื่อยใจ
“นี่มันโทษฐานอะไรของกูวะ… เกิดมาหล่อ รวย เก่ง แล้วต้องโดนจับแต่งงานเนี่ยนะ?”
ตอนนี้เขาแค่ยังไม่เจอคนที่ “ใช่” เท่านั้นเอง แล้วใครจะไปรู้ว่า ‘เด็กสาวธรรมดา’ ที่ปู่พูดถึงจะเป็นยังไง หน้าตาเป็นยังไง นิสัยจะเข้ากันได้มั้ย แล้วถ้าไม่ใช่ล่ะ? ถ้าทุกวันต่อจากนี้มีแต่ปากเสียงล่ะ?
แค่คิด… ก็โคตรจะเซ็ง หนุ่มรักอิสระอย่างเขา… มันเหมือนเอานกเหล็กไปขังในกรงทอง ถึงจะสวยหรูแค่ไหน ก็ยังรู้สึกอึดอัดอยู่ดี เขายกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองแรง ๆ แล้วทิ้งตัวพิงพนักโซฟายาวอีกครั้งแววตานั้นเหม่อลอย… แต่ภายในใจมันโคตรจะเต็มไปด้วยเสียงบ่นล้วน ๆ
เวกัส เวทัศน์ วิวัฒนกุลชัย คุณหมอหนุ่มสุดหล่อ ทายาทตระกูลใหญ่ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อว่า “หนุ่มโสดในฝัน”
ตอนนี้… กำลังจะกลายเป็นผู้ชายที่มีทะเบียนสมรสกับใครสักคนที่ยังไม่รู้จักด้วยซ้ำ ‘บัดซบ…แค่คิด… ก็แทบจะถอนหายใจเป็นสิบรอบติดมา
บ่ายคล้อยของวันเดียวกัน หลังจากกลับจากคฤหาสน์วิวัฒนกุลชัย
สองพี่น้องฝาแฝดเดินทางมาถึงสนามยิงปืนส่วนตัวใจกลางเมือง ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือของธุรกิจที่ครอบครัวลงทุนไว้เพื่อฝึกซ้อมกำลังพลและให้สมาชิกในบ้านได้ปลดปล่อยความเครียด
ร่างสูงโปร่งของ ไวน์ เดินนำเข้ามาก่อน เธอสวมเสื้อยืดรัดรูปสีดำล้วน เสริมเสน่ห์ให้รูปร่างเพรียวระหงมีส่วนเว้าโค้งได้ชัดเจนยิ่งขึ้น กางเกงแทคติคอลสีเทาเข้มแนบสัดส่วน พร้อมเข็มขัดปืนพาดสะโพก กระบอก Glock ติดตัวข้างเอว ผมสีน้ำตาลถูกรวบสูงอย่างลวก ๆ ดวงตาเฉี่ยวเฉียบแต่งคิ้วเบา ๆ พอให้หน้าดูคมขึ้นอีกระดับ ถึงไม่ได้แต่งหน้าจัด แต่ความสวยฟาดหน้าก็ยังทะลุแว่นป้องกันเสียงไปได้ทุกองศา
เวกัส เดินตามเข้ามาช้า ๆ ในเสื้อคอวีสีขาวพอดีตัวที่เผยให้เห็นลำตัวแน่นเปรี๊ยะ เขาสวมเสื้อคลุมสีกรมท่าทับไว้ครึ่งตัวอย่างไม่ตั้งใจ เสื้อเปิดช่วงหน้าอกพอประมาณ สายตานิ่งขรึมและเยือกเย็น ผิวขาวอมชมพูสะอาดตาราวกับไม่เคยต้องแสงแดด มือใหญ่ ๆ กำลังจัดการแมกกาซีนด้วยความนิ่งขรึมชวนหลงใหล
ลานซ้อมโล่งเงียบ ด้านหน้าเป็นเป้ากระดาษเปล่า ๆ บนรางเลื่อนที่รอรับแรงกระแทกจากกระสุน เสียงแผ่วเบาแต่นุ่มลึกของน้องสาวดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
“ระบายมันออกไปให้หมดนะ” ไวน์พูดพลางยกปืนขึ้นหันไปยังเป้าหมายเบื้องหน้า แล้วหันกลับมามองพี่ชายด้วยแววตาเข้าใจ เธอรู้ดีว่าเวกัสเกลียดการผูกมัดขนาดไหน… และการถูกบังคับให้แต่งงานคือ “ปลอกคอ” ที่เขาไม่มีวันเต็มใจใส่เลย
“อืม” เสียงขานรับสั้น ๆ จากชายหนุ่มที่กำลังเสียบแมกกาซีนเข้ารังเพลิงอย่างนิ่งขรึม แรงมือแน่นจนได้ยินเสียง คลิก ชัดเจน ‘สีหน้าเซ็งจัดของเวกัส’ เหมือนคนที่กำลังจะถูกลากเข้าพิธีกรรมอะไรบางอย่างที่เขาไม่อยากมีส่วนร่วม แววตาใต้คิ้วเข้มฉายแววแข็งกระด้าง ความอึดอัดแผ่กระจายไปรอบตัว แม้ไม่ได้เอ่ยคำใดต่อ แต่คนที่อยู่ข้างเขาย่อมรับรู้ได้ทั้งหมด
เสียง ปัง! ปัง! ปัง! ดังสนั่นต่อเนื่องราวกับระบายอารมณ์ค้างคาจนกระสุนในแมกกาซีนหมดลง ความเงียบเข้ามาแทนที่ เสียงสะท้อนเบาบางค่อย ๆ จางหายไปในลานซ้อม
เวกัสลดปืนลงก่อนจะยกมือถอดที่ครอบหูออก พร้อมกับไวน์ที่ยืนอยู่ไม่ห่างกันนัก ลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศในสนามซ้อมพัดผ่านเบา ๆ ขณะที่ทั้งคู่ยืนหายใจหอบช้า ๆ หยาดเหงื่อบาง ๆ เกาะตามไรผมของพี่ชาย ร่างสูงสง่าสะท้อนแสงไฟเพดานอย่างชัดเจน ดวงตาคมยังวาวด้วยแรงอารมณ์ที่เพิ่งได้ระบาย
“เลิกทำหน้าแบบนั้นได้แล้วเวย์… คิ้วจะผูกโบว์อยู่แล้ว” ไวน์พูดขึ้นพลางยกมือชี้ไปที่คิ้วเข้ม ๆ ของพี่ชายที่ยังขมวดเป็นปมยุ่งเหยิง เธอหัวเราะเบา ๆ กับสีหน้า ‘โคตรบูด’ แบบที่นาน ๆ ทีจะได้เห็น
เวกัสเหลือบตามองน้องสาวอย่างเหนื่อยใจ ก่อนจะพูดเสียงนิ่งแต่แฝงความเอือม
“เป็นแกก็ต้องทำหน้าแบบชั้นอ่ะไวน์” พูดจบก็ง้างหลังนิ้ว เคาะเบา ๆ ลงกลางหน้าผากมนของน้องสาวหนึ่งที ‘ก๊อก! ‘ไวน์ย่นหน้าทันที ยกมือกุมหน้าผากแล้วตีเบา ๆ ที่แขนพี่ชายอย่างหมั่นไส้
“เอาน่า… แต่งไปอาจจะดีแหละ” เธอพูดกลั้วเสียงหัวเราะ สายตายังจับจ้องใบหน้าหล่อคมของพี่ชายที่ตอนนี้เหมือนจะใจเย็นลงเล็กน้อย
“ปู่สแกนมาแล้วนี่นา สเปกเค้าอาจจะโอเคก็ได้… แต่ถ้าไม่ดี ก็อาจเพราะแกปากจัดนี่แหละ 555” คำพูดท้าย ๆ ทำให้เวกัสหันขวับไปมองตาเขียว แล้วค้อนน้องสาวชุดใหญ่
“นี่ชั้นพี่แกนะไวน์” เขาย้ำด้วยเสียงเข้ม แต่สีหน้าไม่ได้โกรธอะไรจริงจัง กลับเต็มไปด้วยความมันเขี้ยวผสมเอ็นดู ริมฝีปากหยักยกขึ้นนิด ๆ อย่างห้ามไม่อยู่ เพราะถึงจะปากไว แต่ในใจลึก ๆ ก็รู้ว่าไวน์พูดถูก
ไวน์หัวเราะเบา ๆ พลางยักไหล่ ใบหน้าสวยเจือรอยขำขื่น สายตาทั้งคู่สบกันแวบหนึ่ง เป็นสายตาที่ไม่ต้องพูดอะไรก็เข้าใจกันเสมอในฐานะฝาแฝดที่เติบโตมาด้วยกัน แม้จะต่างเพศแต่ก็เป็นกระจกสะท้อนกันอย่างที่สุด
แม้โลกใบนี้จะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน…คือสายสัมพันธ์ของเขาและเธอ
คอนโดของพีช – ชั้น 10 ห้องพักโทนอบอุ่น
ห้องนั่งเล่นขนาดกลางถูกจัดแต่งอย่างเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยกลิ่นอายผู้หญิงโสดที่มีรสนิยม ทุกมุมของห้องดูมีชีวิตชีวา โซฟาผ้าสีครีมตั้งชิดผนังข้างหน้าต่างขนาดใหญ่ที่รับแสงแดดอ่อนในยามบ่าย ผ้าม่านลูกไม้สีขาวพริ้วไหวตามแรงลมจากแอร์ที่เปิดเบอร์กลาง โต๊ะไม้เตี้ยตรงกลางมีแจกันดอกไม้สด พร้อมแก้วชาไข่มุกที่เพิ่งสั่งเดลิเวอรี่มาวางอยู่คู่กัน
บนโซฟานั้น น้ำอิงนั่งชันเข่าขึ้นข้างหนึ่ง สวมเสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้นสบาย ๆ ผมยาวถูกรวบไว้ลวก ๆ ด้วยกิ๊บหนีบ ดวงตากลมโตมองเพื่อนสาวตรงหน้าที่ยังอ้าปากค้างไม่หุบ
เสียงพีชดังขึ้นทันทีที่น้ำอิงพูดจบประโยค
“ห๊ะ! แกจะแต่งงาน!?” เธออุทานราวกับฟ้าผ่ากลางห้อง โยนหมอนข้างในมือทิ้งไปอีกด้านอย่างไม่ใยดี สายตาจับจ้องเพื่อนรักตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ได้ยิน
น้ำอิงหลุดหัวเราะเบา ๆ พลางยกแก้วชาไข่มุกขึ้นดูด
“อืม แกจะตกใจทำไมอ่ะ?” น้ำเสียงของเธอยังเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ แต่ก็นุ่มนวลไร้พิษภัยเหมือนทุกครั้งที่พูด น้ำอิงเอนหลังพิงพนักโซฟา ก่อนจะยกขาขึ้นมานั่งขัดสมาธิอย่างสบายใจ แก้วชาในมือเขย่าเบา ๆ จนเสียงไข่มุกกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง
“แกจะไม่ให้ชั้นตกใจได้ไง! แกกำลังพูดถึงแต่งงานนะเว้ย ไม่ได้บอกว่าจะไปเข้าค่ายอาสา!” พีชยังคงแสดงความตกใจสุดขีด ดวงตากลมโตเบิกกว้าง ทั้งที่ยังนั่งพิงหมอนอิงลายดอกไม้ สวมเสื้อเชิ้ตโอเวอร์ไซส์กับกางเกงวอร์มแบบสาวอยู่บ้าน แต่ฟีลในตอนนี้คือเหมือนเพิ่งฟังข่าวลับระดับชาติ
“อ่าา… ชั้นเข้าใจนะ” น้ำอิงตอบเสียงอ่อน สายตามองเพื่อนด้วยแววตาเข้าใจจริง ๆ “แต่ก็แค่แต่งป่ะ? จดทะเบียนก็จบ ไม่ใช่เหรอ?”
“แกรู้มั้ยว่าแต่งงานแล้ว… ก็ต้องเข้าหออ่ะแก!” น้ำเสียงพีชเน้นย้ำอีกครั้งด้วยฟีลคนที่อยากให้เพื่อนตื่นจากภวังค์แห่งความโลกสวย
“หาาาาาาาา…” น้ำอิงลากเสียงยาว หน้าเหวอทันที ริมฝีปากที่เพิ่งดูดไข่มุกชะงักกึก ตากลมโตเบิกกว้างราวกับเพิ่งนึกออก
“ชั้นลืมไปเลยอ่ะแก… ตอนนั้นคิดแค่ว่าทำตามคำขอสุดท้ายของตาที่บอกคุณปู่วิเชียรไว้ก็จบ เพื่อไม่ให้ตาต้องห่วง…” เสียงเธอแผ่วลงนิดหน่อย สายตาเหม่อลอยไปยังแสงแดดที่สะท้อนผ่านกระจก อารมณ์ของน้ำอิงเหมือนเพิ่งถูกสาดด้วยความจริงรุนแรงหลังจากการตัดสินใจด้วยหัวใจบริสุทธิ์
พีชถอนหายใจยาว เอนตัวลงโซฟาแล้วหันมาคว้ามือเพื่อนสาวแน่น
“อิง… แกยังไม่เคยมีแฟนเลย อยู่ดี ๆ จะต้องไปเข้าหอกับใครที่ไม่รู้หน้าเนี่ยนะ?”
ห้องนั่งเล่นอันแสนอบอุ่นเริ่มคล้ายสนามซ้อมความเป็นจริงในชีวิตคู่ที่กำลังมาเยือน น้ำอิงมองมือเพื่อนที่จับมือเธอไว้แน่น ก่อนจะยิ้มบาง ๆ และถอนหายใจออกมาเบา ๆ บางที…มันอาจจะไม่ง่ายเหมือนที่เธอคิดไว้จริง ๆ
พีชยังคงนั่งจ้องหน้าน้ำอิงอย่างไม่ลดละ หลังจากเพื่อนสาวทำหน้าหงอย ๆ เหมือนจะเล่าอะไรต่อ แต่เงียบไปเฉย ๆ
“แล้วเค้าเป็นใคร แกรู้มั้ยเนี่ย?” เสียงพีชดังขึ้นอีกครั้ง แววตาทั้งอยากรู้ทั้งเป็นห่วง สลับกับความอยากเม้าท์อย่างไม่ปิดบัง น้ำอิงถอนหายใจเบา ๆ ก่อนตอบเสียงเรียบแต่มีแววลังเลในน้ำเสียง
“เวกัส เวทัศน์ วิวัฒนกุลชัย… ปู่เค้าบอกมาแบบนั้นอ่ะ”
พอพูดชื่อจบ น้ำอิงก็เบนสายตามามองหน้าเพื่อนด้วยสีหน้าเหมือนรู้ทัน
“อย่านะพีช แกจะเสิร์ชใช่มั้ย? แกอย่าทำหน้าแบบนั้น!”
“แป๊บ!” พีชพูดจบก็หยิบมือถือขึ้นทันที ไม่สนเสียงห้ามเบา ๆ จากเพื่อนเลยสักนิดนิ้วมือพิมพ์ชื่อ “เวกัส เวทัศน์ วิวัฒนกุลชัย” ลงในช่องค้นหาของกูเกิลด้วยความเร็วแสง พร้อมกดเข้า Wikipedia เป็นลิงก์แรกที่ขึ้นมา พร้อมภาพชายหนุ่มในชุดกาวน์สีขาว หน้าตาหล่อเหลาเกินมนุษย์หมอ
“โห แก…” พีชถึงกับเบิกตากว้าง อ้าปากค้างครู่หนึ่ง
“หล่อมากกกกกกก!! หล่อเกินไปมาก! ชั้นขอสารภาพบาปเดี๋ยวนี้เลย!”
เสียงของพีชดังลั่นห้อง น้ำอิงถึงกับยกมือขึ้นมาปิดหู กลอกตาแรง ๆ อย่างสุดจะทน
“จะตะโกนทำไมอ่ะแก ฉันอยู่ใกล้แค่นี้!” น้ำอิงบ่นเบา ๆ แต่ใบหน้าเริ่มขึ้นสีแดงจาง ๆ ด้วยความเขินแบบไม่รู้ตัว
“นี่ไง! ว่าที่ผัวแกในอนาคต!” พีชพูดพร้อมหันหน้าจอมือถือให้เพื่อนสาวดู โดยในหน้าจอปรากฏรูปหมอหนุ่มในมาดนิ่ง สายตาดุดันนิด ๆ แต่หล่อร้ายกาจ ดวงตาคมกริบ จมูกโด่งเป็นสัน คิ้วเข้มเป๊ะ แถมยังมีดีกรีเป็นหมอศัลยกรรมทรวงอกและช่องท้อง พร้อมนามสกุลที่การันตีความรวยระดับพันล้าน!
“เค้าอายุเท่าไหร่อ่ะ?” น้ำอิงถามเสียงแผ่วเบา ดวงตาไม่วางจากหน้าจอ
“สามสิบ…หมอจบป.ตรีตอนยี่สิบสาม เรียนเฉพาะทางที่อเมริกาจบตอนยี่สิบแปด เป็นทายาทโรงพยาบาลเอกชนอันดับต้น ๆ ของประเทศ ต๊าชชชมาก!!” พีชไล่ข้อมูลรัว ๆ ราวกับเป็นแฟนคลับ
น้ำอิงยิ่งฟังยิ่งใจบาง ความรู้สึกเหมือนโดนคลื่นซัดกลบ สมองตีกันมั่วไปหมด นี่เธอต้องแต่งงานกับผู้ชายหล่อขนาดนี้…ผู้ชายที่ชีวิตเพอร์เฟ็กต์จนแทบไม่มีช่องโหว่? ผู้ชายที่ดูจะไม่ได้อยู่ในโลกใบเดียวกันกับเธอเลย…
“ว่าแต่… แกเคยเจอเค้ามั้ย?” พีชถามเสียงเบาลง
น้ำอิงส่ายหน้า “ยัง… เค้ายังไม่รู้เลยว่าชั้นจะเป็นเจ้าสาวของเค้า”
“ตายแล้ว… ละครไทยเวอร์ชั่นเรียลไทม์” พีชทำท่าเอามือทาบอก เหมือนคนกำลังจะเป็นลม
“เวกัส… วิวัฒนกุลชัย… โอย ชั้นไม่รู้จะอิจฉาหรือเป็นห่วงแกก่อนดี” น้ำอิงหัวเราะแห้ง ๆ ก่อนจะเอนตัวพิงโซฟา แก้วชาไข่มุกในมือถูกวางลงบนโต๊ะ สายตาเหม่อมองเพดานห้องราวกับพยายามกลั้นความกังวลที่ค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาทีละนิด…พีชยังนั่งกรี๊ดกร๊าดไม่หยุดกับรูปหมอหนุ่มสุดหล่อบนหน้าจอมือถือ สลับกับแซวเพื่อนรักจนแทบจะมุดโซฟาหนีได้
“นี่คือแกเอาไปเขียนนิยายของแกได้เลยนะเนี่ย ชีวิตแกตอนนี้อ่ะ ยัยอิง!” พีชพูดพลางตีขาน้ำอิงเบา ๆ อย่างมันเขี้ยว ทั้งเสียงหัวเราะทั้งแววตาเต็มไปด้วยความมันเขี้ยวผสมความตื่นเต้นแทนเพื่อนสุดหัวใจ
“นิยายอะไรจะพล็อตแบบนี้วะ นางเอกเด็กสาวธรรมดาอยู่ดี ๆ โดนจับแต่งงานกับหมอหล่อรวยเวอร์ แถมยังเป็นทายาทเจ้าของโรงพยาบาล! นี่มันนิยายวังวนพล็อตทองคำชัด ๆ!”
น้ำอิงถอนหายใจแรง ๆ อย่างเหนื่อยใจ ก่อนจะพึมพำออกมาเบา ๆ
“แล้วคนเขียนก็เขียนไม่ออกเลยจ้าตอนนี้…” พีชหัวเราะคิกคักทันที
“เพราะพระเอกชีวิตจริงมันหล่อเกินใช่มั้ยล่ะแม่!! หัวจะไม่แล่นก็เพราะมัวแต่จินตนาการไปไกลแล้วอ่ะดิ” พีชยังไม่หยุดแซว แถมยังทำท่าทางเหมือนถือพานไปถวายหมอเวกัสแบบเล่นใหญ่สุดฤทธิ์ น้ำอิงเอาหมอนอิงตีเพื่อนเบา ๆ ด้วยความอาย ก่อนซบหน้าลงบนหมอนหนีสายตาล้อเลียน
“โอ๊ย…พอเลยพีช เดี๋ยวชั้นก็เป็นลมตายก่อนแต่งงานพอดี…”
“ไม่เป็นไรจ้ะ ถ้าแกเป็นลม… ชั้นจะช่วยหมอเวกัสปั๊มหัวใจให้เอง” เสียงตอบมาพร้อมท่าทางประกอบสุดเวอร์ น้ำอิงแทบจะโยนหมอนใส่เพื่อนด้วยความเขินผสมฮา ในห้องนั่งเล่นอบอุ่นใจกลางคอนโด บรรยากาศแม้จะเต็มไปด้วยเสียงแซว เสียงหัวเราะของเพื่อนรัก แต่ในหัวใจของน้ำอิง…เธอกลับยังรู้สึกหนักหน่วงเล็ก ๆ อยู่ลึก ๆ
ตอนเย็น…..
บ้านไม้สองชั้นหลังเล็ก ๆ แสนอบอุ่นในซอยลึกเงียบสงบ คือสถานที่ที่เธอใช้เรียกว่าบ้านมาตลอดชีวิต…
หลังจากกลับมาจากคอนโดพีช น้ำอิงก็เปิดประตูเข้าบ้านด้วยความรู้สึกหลากหลาย เธอหยุดยืนอยู่หน้าประตูอยู่พักใหญ่ มองไปรอบ ๆ บ้านที่เงียบสงบ มีเพียงเสียงลมไหวผ่านต้นไม้ในสวนหน้าบ้าน และเสียงไม้กระทบไม้เบา ๆ จากหน้าต่างที่ปิดไม่สนิทดี
กลิ่นไม้เก่า ๆ ที่คุ้นเคย และบรรยากาศอุ่น ๆ ที่อบอวลอยู่ในทุกซอกมุม ทำให้เธอรู้สึกเหมือนได้กลับมา “กอด” อดีตอีกครั้ง น้ำอิงค่อย ๆ เดินเข้าไปในห้องนั่งเล่นที่ยังคงมีผ้าห่มผืนเดิมพาดพนักโซฟา โต๊ะตัวเดิมที่ตาเคยใช้เขียนจดหมาย และกรอบรูปเล็ก ๆ วางเรียงอยู่เต็มชั้นไม้ รูปเธอตอนเด็ก และรูปคู่กับตาในวันเรียนจบ
เธอค่อย ๆ นั่งลงหน้ากล่องกระดาษใบใหญ่ และเริ่มหยิบของทีละชิ้น… เสื้อผ้าที่ไม่ค่อยได้ใส่ หนังสือนิยายที่เธอเขียนตอนวัยรุ่น ตุ๊กตาตัวโปรดที่เก็บไว้ตั้งแต่เด็ก นิ้วเรียวสัมผัสของทุกชิ้นด้วยความทะนุถนอม เหมือนกำลังลูบไล้ความทรงจำ… และบอกลามันอย่างช้า ๆ
เธอหยิบกรอบรูปใบหนึ่งขึ้นมา รูปถ่ายวันเกิดตอนอายุสิบขวบ ที่ตาจัดให้เป็นพิเศษในสวนหลังบ้าน เลี้ยงง่าย ๆ แต่อบอุ่นที่สุดในโลก น้ำอิงจ้องภาพนั้นเนิ่นนาน ก่อนจะเผลอยิ้มบาง ๆ ออกมา… ตามด้วยหยดน้ำตาเล็ก ๆ ที่ไหลลงมาอย่างไม่รู้ตัว
เธอค่อย ๆ แพ็คกรอบรูปเก็บลงกล่อง ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปรอบบ้านทีละห้อง ห้องครัวที่ตาเคยทำข้าวต้มให้ตอนไม่สบาย ห้องนอนเล็กที่เธอเคยนอนซุกผ้าห่มเวลาเขียนนิยายดึก ๆ ห้องน้ำที่ยังคงมีผ้าเช็ดหน้าของตาแขวนอยู่ น้ำอิงเดินไปหยุดที่หน้าต่างบานเล็กในห้องของตัวเอง มันคือหน้าต่างที่เธอมักนั่งเขียนนิยายตรงนี้เสมอ
แสงแดดยามเย็นทอดตัวลงบนโต๊ะไม้เรียบ ๆ เหมือนภาพที่ไม่เคยเปลี่ยน แล้วน้ำอิงก็ก้มลงเก็บของต่อ พร้อมกับความรู้สึกที่ค่อย ๆ หนักแน่นขึ้นแม้หัวใจยังหวิว…เพราะเธอรู้…จากนี้ไป ชีวิตของเธอจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว