Share

บทที่ 7

Author: เทียนเทียน
เจียงไต้เยว่าสวมอาภรณ์หรูหรา ใบหน้าเปล่งปลั่งด้วยความยินดี แล้วก้าวเข้ามาในห้องอย่างอารมณ์ดี

“พี่หญิง ข้ามาเยี่ยมเจ้า แล้วก็อยากหาอาภรณ์งาม ๆ สักสองสามชุดด้วย พี่เซียวจ้าน พี่เซี่ยอวิ๋น และพี่จิ่งหลี่ต่างบาดเจ็บเพราะข้า ข้าต้องไปดูแลพวกเขา แต่เสื้อผ้าของข้าล้วนเรียบง่ายเกินไป ไม่เหมาะจะออกไปพบผู้คน ของดี ๆ ในเรือนพี่มีอยู่มากนี่นา”

ชิงจื่อตัวสั่นด้วยความโกรธ “คุณหนูรอง! ท่านทำเช่นนี้ได้อย่างไร?! ที่นี่คือเรือนของคุณหนูใหญ่!”

เจียงหลินหลางยกมือห้ามชิงจื่อไว้ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “หากเจ้าจะหา ก็หาเถิด หาเสร็จแล้วก็ไปเสีย”

เจียงไต้เยว่เลิกคิ้วขึ้น ดูประหลาดใจอยู่บ้างกับปฏิกิริยาของนาง แต่ไม่นานก็กลับมาผยองดังเดิม แล้วสั่งสาวใช้ที่พามาด้วยว่า “ได้ยินหรือไม่? พี่หญิงอนุญาตแล้ว! พวกผ้าหยุนจิ่น ผ้าปักสู่ซิ่ว แล้วก็ชุดเครื่องประดับทับทิมแดงนั่น เอาไปให้ข้าทั้งหมด!”

เหล่าสาวใช้พากันกรูเข้าหาตู้เสื้อผ้าและโต๊ะเครื่องแป้ง กวาดเอาอาภรณ์งดงามและเครื่องประดับล้ำค่าของเจียงหลินหลางไปเสียเกือบหมด

“อย่างไรเสีย ตอนนี้พี่หญิงก็อยู่ในสภาพเช่นนี้แล้ว คงไม่มีโอกาสได้สวมอาภรณ์งาม ๆ เหล่านี้อีก” เจียงไต้เยว่เดินมาหยุดข้างเตียง ก้มมองเจียงหลินหลางจากที่สูง รอยยิ้มหวานล้ำแต่แฝงพิษร้าย “พี่เซียวจ้านและพวกเขาก็มิคิดจะมองพี่อีกแล้ว สู้ให้ข้าเป็นผู้สวมใส่เสียยังดีกว่า อย่างน้อยก็ช่วยให้พวกเขาพอใจแทนพี่ได้ เจ้าว่าใช่หรือไม่?”

ครั้นกล่าวจบ นางก็พาของที่ยึดมาได้จากไปอย่างผยอง

ชิงจื่อโกรธจนหลั่งน้ำตา “คุณหนู! คุณหนูรองช่างเกินไปแล้ว! หรือภายหน้าพวกเราจะปล่อยให้นางวางอำนาจข่มเหงผู้อื่นเช่นนี้ต่อไปจริง ๆ หรือ?”

เจียงหลินหลางส่ายหน้าเบา ๆ มิได้เอ่ยวาจาใด

หลังจากนั้น เจียงหลินหลางก็ตั้งใจพักฟื้นบาดแผลของตน มิได้สนใจเรื่องราวภายนอกอีก

จนกระทั่งวันหนึ่ง เซียวจ้าน เซี่ยอวิ๋น และหรงจิ่งหลี่ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน สีหน้าของแต่ละคนล้วนไม่สู้ดีนัก

เซียวจ้านจ้องมองนาง ก่อนเป็นผู้เอ่ยขึ้น “หลินหลาง หลายวันมานี้เจ้าเอาแต่ทำสิ่งใดอยู่?”

เจียงหลินหลางงุนงงอยู่บ้าง “ปลูกดอกไม้ ดื่มชา อ่านหนังสือ”

เซี่ยอวิ๋นขมวดคิ้วแน่น “มีเพียงเท่านี้หรือ?”

“มิเช่นนั้นจะเป็นอันใดอีกเล่า?” เจียงหลินหลางย้อนถาม

หรงจิ่งหลี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงความน้อยใจและตำหนิอยู่เล็กน้อย “ในเมื่อเจ้ามิได้มีธุระสำคัญอันใด เหตุใดจึงยอมอยู่ปลูกดอกไม้ มากกว่าจะไปเยี่ยมพวกเรา? เจ้ามิรู้หรือว่าพวกเราบาดเจ็บหนักเพียงใด?”

เจียงหลินหลางรู้สึกว่าน่าขันอยู่บ้าง

มิใช่ว่าพวกเขามีเจียงไต้เยว่คอยดูแลเอาใจใส่อย่างมิขาดตกบกพร่องอยู่แล้วหรือ? ควรยินดีจึงจะถูก แล้วเหตุใดจึงทำท่าราวกับมาทวงถามความผิดจากนางเช่นนี้?

นางมิได้ตอบคำถามนั้น เพียงมองพวกเขา ก่อนเอ่ยถามเบา ๆ ขึ้นมา “หากข้ากับไต้เยว่ตกอยู่ในอันตรายพร้อมกัน พวกเจ้าจะช่วยผู้ใดก่อน?”

เซียวจ้านทั้งสามชะงักไปครู่หนึ่ง ราวกับมิได้คาดคิดว่านางจะถามเรื่องนี้ขึ้นมาอย่างกะทันหัน

เซียวจ้านเป็นผู้ตอบก่อน “ย่อมเป็นเจ้า พวกเรา...พวกเราเริ่มดีกับไต้เยว่ ก็เพราะเจ้าเป็นเหตุ”

เซี่ยอวิ๋นรีบพยักหน้า “ใช่แล้ว หลินหลาง เจ้าลืมแล้วหรือ? เจ้าเคยบอกว่า หากพวกเราปฏิบัติต่อไต้เยว่ไม่ดี เจ้าก็จะไม่สนใจพวกเราอีก”

หรงจิ่งหลี่ก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ในใจพวกเรา เจ้ายังคงเป็นผู้สำคัญที่สุดเสมอ”

เจียงหลินหลางมองพวกเขา ในใจกลับมีเพียงความรันทด

หากเป็นข้าจริง แล้วเมื่อครู่นี้ เหตุใดพวกเจ้าจึงลังเลเล่า?

เซียวจ้านทั้งสามเห็นนางเงียบงัน ก็คิดว่านางคงหึงหวงและขุ่นเคืองที่พวกเขาดีกับเจียงไต้เยว่เกินไป ความร้อนรนในใจจึงคลายลงอยู่บ้าง

เซี่ยอวิ๋นรีบเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม “พอเถิด พอเถิด อย่าขุ่นเคืองเลย เป็นพวกเราเองที่ผิด ละเลยเจ้าไป วันนี้อากาศดีนัก พวกเราจะพาเจ้าออกไปเที่ยว เปลี่ยนบรรยากาศสักหน่อย เป็นอย่างไร?”

เจียงหลินหลางมิอยากไป ทว่าถูกทั้งสามทั้งเกลี้ยกล่อมทั้งฉุดพาออกจากจวนจนได้

เพิ่งก้าวพ้นประตูจวน เจียงไต้เยว่ก็วิ่งตามออกมา ดวงตาแดงเรื่อ “พี่เซียวจ้าน พี่เซี่ยอวิ๋น พี่จิ่งหลี่ พวกท่านจะไปที่ใดกัน? หรือว่า...จะพาพี่หญิงออกไปเที่ยว?”

ทั้งสามมีสีหน้ากระอักกระอ่วนอยู่บ้าง

เจียงไต้เยว่พลันมีน้ำตาคลอเบ้า “ข้ารู้อยู่แล้ว...พอพี่หญิงหายดี พวกท่านก็จะไม่ต้องการข้าอีก...”

“มิใช่เช่นนั้น ไต้เยว่...” เซี่ยอวิ๋นรีบเอ่ยอธิบาย

เจียงไต้เยว่หันไปมองเจียงหลินหลาง แล้วเอ่ยอย่างหวาด ๆ “พี่หญิง ข้าไปด้วยได้หรือไม่? อยู่ในจวนเพียงลำพัง ข้าอึดอัดเหลือเกิน”

เซียวจ้านทั้งสามหันมามองเจียงหลินหลาง แววตาแฝงความวิงวอน

เจียงหลินหลางเบือนสายตาไปอีกทาง “ตามใจเถิด”

เจียงไต้เยว่พลันเปลี่ยนจากร้องไห้เป็นยิ้ม แล้วแสร้งเอ่ยอย่างรู้จักเอาใจใส่ “พี่หญิงเพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บ ร่างกายคงยังไม่แข็งแรง ข้าจะไม่ขึ้นรถม้าคันเดียวกับพี่หรอก ข้านั่งคันเล็กด้านหลังนั่นก็พอแล้ว”

ส่วนเซียวจ้านทั้งสามก็ย่อมควบม้าคอยอารักขาอยู่ข้างทาง

ตลอดทาง บางทีอาจเพราะรู้สึกผิด ทั้งสามจึงคอยถามไถ่อาการและดูแลเจียงหลินหลางที่อยู่ในรถม้าเป็นอย่างดี

ครั้นมาถึงทางภูเขาชานเมือง ทิวทัศน์ก็ยิ่งงดงามขึ้น

ทันใดนั้น ม้าลากรถก็ส่งเสียงร้องอย่างแตกตื่นพร้อมกัน ราวกับถูกสิ่งใดทำให้ตกใจอย่างหนัก ก่อนจะยกกีบหน้าขึ้นแล้วพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่ง!

“แย่แล้ว! ม้าตกใจแล้ว!”

“คุ้มกันคุณหนูใหญ่! คุณหนูรอง!”

แต่ทุกอย่างสายเกินไปแล้ว รถม้าทั้งสองคันเสียการควบคุมพร้อมกัน พุ่งตรงไปยังหน้าผาสูงชันข้างทาง!

ในชั่วพริบตา เซียวจ้าน เซี่ยอวิ๋น และหรงจิ่งหลี่แทบจะพุ่งกายไปยังรถม้าคันเล็กด้านหลังโดยสัญชาตญาณ!

เซียวจ้านคว้าคานรถม้าไว้ ส่วนเซี่ยอวิ๋นกับหรงจิ่งหลี่ต่างดึงตัวรถที่ใกล้จะพลิกคว่ำจากคนละด้านอย่างสุดกำลัง!

ส่วนรถม้าคันใหญ่ที่เจียงหลินหลางโดยสารอยู่ ไร้ผู้ใดเข้าขัดขวาง ท่ามกลางสายตาตื่นตระหนกของนางที่ถูกเหวี่ยงออกจากตัวรถ มันก็ตกลงจากหน้าผาอย่างตรงดิ่ง!

“หลินหลาง—!”

เบื้องล่างหน้าผามีเสียงกระแทกอันหนักอึ้งและเสียงไม้แตกหักดังขึ้นมา

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • สะเทือนถึงหัวใจที่ตายด้าน   บทที่ 20

    เจียงหลินหลางพยักหน้า “ถ่านเงิน สมุนไพร รวมถึงหนังสือคลายเหงาที่ท่านอ๋องส่งคนมามอบให้ทุกเดือน... หลินหลางล้วนจดจำไว้ในใจ”ฮั่วเจวี๋ยมองนางอย่างลึกซึ้ง แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน “ข้า... มีใจให้เจ้ามานานแล้ว”“หลินหลางเข้าใจ” เจียงหลินหลางยิ้มบาง ๆ รอยยิ้มนั้นงดงามจนแทบหยุดลมหายใจใต้แสงเทียน “ฟ้าดินชักพาให้คลาดเคลื่อนไปมา กลับกลายเป็นว่าข้าเลือกคนได้ถูกต้องแล้ว”หลังแต่งงาน ชีวิตของเจียงหลินหลางกับฮั่วเจวี๋ยรักใคร่กลมเกลียวกันเกินกว่าที่ผู้ใดคาดคิดแม้ฮั่วเจวี๋ยจะมีนิสัยเย็นขรึม ไม่ถนัดเอ่ยวาจาหวานหู ทว่าเขากลับมอบความอ่อนโยนและความอดทนทั้งหมดให้แก่ภรรยาผู้อ่อนวัยกว่าตนมากผู้นี้เขาจำได้ว่านางกลัวหนาว ยามเข้าฤดูเหมันต์จึงสั่งคนให้จุดเตาใต้พื้นแต่เนิ่น ๆ จำได้ว่านางชอบอาหารรสอ่อน จึงเชิญพ่อครัวจากเจียงหนานมาโดยเฉพาะ จำได้ว่านางชอบอ่านหนังสือ จึงมอบกุญแจหอหนังสือของจวนอ๋องให้นาง ให้นางหยิบอ่านได้ตามใจปรารถนาเขาจะเล่นหมากกับนางใต้แสงจันทร์ จะเฝ้าไข้ทั้งคืนยามนางล้มป่วย และในวันคล้ายวันเกิดของนาง ก็ยอมวางงานในกองทัพ พานางไปพักผ่อนที่เรือนนอกเมืองเจียงหลินหลางค่อย ๆ พบว่า บุรุ

  • สะเทือนถึงหัวใจที่ตายด้าน   บทที่ 19

    “เคร้ง!”กริชหล่นกระทบพื้นตะขอเหล็กห้อยตกลงอย่างไร้เรี่ยวแรงขวดยาพิษกลิ้งหล่น เฮ่อติ่งหงหกเกลื่อนพื้น ส่งกลิ่นฉุนแสบจมูกทั้งสามราวถูกอสนีบาตฟาด ร่างแข็งค้างอยู่กับที่ สีหน้าซีดเผือดดุจเถ้าธุลีในที่สุดพวกเขาก็ตระหนักว่า สตรีตรงหน้ามิใช่เจียงหลินหลางคนเดิม ผู้เคยหลั่งน้ำตาเพื่อพวกเขา และอ่อนใจเพียงเพราะวาจาอ่อนโยนคำเดียวของพวกเขาอีกต่อไปแล้วหัวใจของนางตายสิ้นแล้วถูกพวกเขาฆ่าตายด้วยมือตนเองเจียงหลินหลางมิได้เหลือบมองพวกเขาอีกแม้สักนิด นางหันกายเดินเข้าสู่ห้องชั้นใน ทิ้งไว้เพียงวาจาเย็นเยียบประโยคหนึ่ง“ส่งแขก”วันอภิเษกใหญ่ ผู้คนทั่วเมืองหลวงพากันออกมาชมจนถนนหนทางแทบว่างเปล่าจวนอ๋องจิ้งอันรับองค์หญิงหย่งอันเข้าพิธีวิวาห์ สินเดิมสีแดงทอดยาวสิบลี้จากจวนองค์หญิงไปจนถึงจวนอ๋องจิ้งอัน ฆ้องกลองกึกก้อง ประทัดดังสนั่น เป็นภาพครึกครื้นยิ่งใหญ่หาใดเปรียบเจียงหลินหลางสวมชุดเจ้าสาวสีแดงปักทองลายหงส์ สวมมงกุฎเก้ามังกรสี่หงส์ ม่านไข่มุกปกพักตร์ ประทับนั่งอยู่ในเกี้ยวมงคลมังกรหงส์แปดคนหาม ม่านเกี้ยวทิ้งตัวลงต่ำ บดบังโฉมสะคราญล่มเมืองของนางไว้ ทว่ามิอาจบดบังสง่าราศีสูงศักดิ์ทั่วกายได

  • สะเทือนถึงหัวใจที่ตายด้าน   บทที่ 18

    คืนนั้น จวนองค์หญิงเทียนแดงลุกโชน ม่านแพรปักลายทิ้งตัวลงต่ำเจียงหลินหลางผลัดฉลองพระองค์อันหนักอึ้งออกแล้ว เปลี่ยนมาสวมเสื้อกระโปรงสีขาวนวลเรียบง่าย นางนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง เหม่อมองกระดานหมากที่เล่นค้างไว้ตรงหน้าแสงจันทร์นอกหน้าต่างพร่างพรายดุจสายน้ำ ส่องใบหน้าด้านข้างของนางให้ขาวผ่องราวหยก งามเย็นจนคล้ายมิใช่คนในโลกมนุษย์ทันใดนั้น นอกหน้าต่างพลันมีเสียงผิดปกติดังขึ้น ตามมาด้วยเงาดำสามสายที่พลิกกายผ่านหน้าต่างเข้ามาดุจภูตผี!คนทั้งสามก็คือเซียวจ้าน เซี่ยอวิ๋น และหรงจิ่งหลี่เห็นได้ชัดว่าพวกเขาบุกฝ่าเข้ามาด้วยกำลัง เสื้อผ้ายุ่งเหยิงยิ่งกว่าเดิม บนร่างยังมีร่องรอยการต่อสู้อยู่หลายแห่งบาดแผลตรงขมับของเซียวจ้านปริแตกอีกครา เลือดสดไหลอาบไม่หยุด ตะขอเหล็กของเซี่ยอวิ๋นเปื้อนคราบเลือด ส่วนอาภรณ์นักพรตของหรงจิ่งหลี่ถูกฉีกขาด เขาหอบหายใจถี่หนัก“เจียงหลินหลาง!” เซียวจ้านดวงตาแดงก่ำ จ้องนางเขม็ง น้ำเสียงสั่นพร่าด้วยความโกรธและสิ้นหวัง “เจ้าคิดจะแต่งกับฮั่วเจวี๋ยจริงหรือ?! เจ้ายอมแต่งกับเขา แต่ไม่ยอมมองพวกเราอีกสักครั้งเลยหรือ?!”มือที่คีบหมากของเจียงหลินหลางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะวางห

  • สะเทือนถึงหัวใจที่ตายด้าน   บทที่ 17

    เซียวจ้านส่งเสียงคำรามอย่างสิ้นหวัง พลันถลาเข้าไปข้างหน้า คว้าคานเสลี่ยงหงส์ไว้แน่นในคราเดียว!เหล่าองครักษ์ตกตะลึง ดาบและกระบี่ถูกชักออกจากฝักในพริบตา แสงคมเย็นเยียบวาบขึ้น ก่อนพาดลงบนลำคอของเขา!“ปล่อย!” ในที่สุดเจียงหลินหลางก็ตวาดเสียงกร้าว ม่านไข่มุกกระทบกันจนเกิดเสียงใสกังวาน นางหันกลับมาอย่างฉับพลัน ดวงตาปรากฏแววพิโรธขึ้นเป็นครั้งแรก “เซียวจ้าน! เจ้าบังอาจเกินไปแล้ว!”“ใช่! ข้าบังอาจ!” เซียวจ้านดวงตาแดงก่ำ กำคานเสลี่ยงหงส์ไว้แน่น ปล่อยให้คมดาบบาดผิวหนัง เลือดสดไหลลงมาตามลำคอ ย้อมคอเสื้อเก่าคร่ำให้แดงฉาน “เจียงหลินหลาง! เจ้าดูพวกเราสิ! ดูสภาพของพวกเราในยามนี้สิ! ทั้งหมดนี้ก็เพราะเจ้า! เพื่อเจ้า!!”“เพื่อข้าหรือ?” เจียงหลินหลางคล้ายได้ฟังเรื่องน่าขันที่สุดในใต้หล้า มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ “องค์ชายสามคงมิได้ลืมกระมัง เมื่อสามปีก่อน เป็นพวกเจ้าที่บังคับให้ข้ารับผิดแทนเจียงไต้เยว่ ต้องทนรับโทษถ่านเพลิงสิบลี้ เป็นพวกเจ้าที่มองดูข้าตกหน้าผาอย่างไม่สะทกสะท้าน เป็นพวกเจ้าที่ปล่อยให้พลุสัญญาณทั้งสามดอกของข้าจมหายไร้ร่องรอย จนข้าเกือบต้องตายในปากเสือ! สภาพเช่นนี้ในวันนี้ล้วนเป็

  • สะเทือนถึงหัวใจที่ตายด้าน   บทที่ 16

    ผู้ที่นำหน้า สวมเสื้อผ้าฝ้ายเก่าคร่ำของทหารชายแดนเหนือ ใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งลมฝนและความตรากตรำ แก้มซ้ายมีรอยแผลดาบน่าสะพรึงพาดจากโหนกคิ้วจรดคาง ผู้นั้นคือเซียวจ้านข้างกายเขา เซี่ยอวิ๋นสวมเกราะศึกสีซีดจาง แขนเสื้อข้างขวาห้อยว่างเปล่าปลิวไหวไปตามสายลม ตำแหน่งแขนที่ขาดถูกแทนด้วยตะขอเหล็กเย็นเยียบ ปลายตะขอส่องประกายเย็นเยือกใต้แสงตะวันคนสุดท้าย หรงจิ่งหลี่สวมชุดยาวผ้าสีครามที่ซักจนซีดขาว ร่างผอมซูบราวกับลมพัดก็อาจล้มลงได้ เส้นผมดำทั่วศีรษะกลับกลายเป็นสีขาวดุจหิมะจนหมดสิ้น ใบหน้าซูบเซียวชราภาพอย่างเห็นได้ชัด มีเพียงดวงตาลึกโหลคู่นั้นที่ยังหลงเหลือเงาแห่งความอ่อนโยนในวันวานอยู่บ้างสามปี! สามปีเต็ม!ลมทรายของชายแดนเหนือขัดเกลาความหล่อเหลาของเซียวจ้านจนเลือนหาย ลมคาวทะเลพรากแขนขวาของเซี่ยอวิ๋นไป ส่วนความเดียวดายนอกสุสานหลวงก็ทำให้ผมดำของหรงจิ่งหลี่กลายเป็นสีขาวโพลนพวกเขาทุ่มเททุกสิ่ง ใช้วิธีอันเจ็บปวดยิ่งเพื่อไถ่โทษ เพียงเพื่อให้วันนี้ได้มายืนอยู่ที่แห่งนี้ ขอเพียงนางหันกลับมามองสักครา และให้อภัยสักครั้ง“หลินหลาง—!”เสียงแหบพร่าของเซียวจ้านดังแหวกอากาศ แฝงไว้ด้วยความเศร้าสลดร

  • สะเทือนถึงหัวใจที่ตายด้าน   บทที่ 15

    ส่วนเจียงไต้เยว่ หลังจากความชั่วช้านานัปการถูกเปิดโปง ก็มีพระราชโองการลงมา ขับนางออกจากจวนตระกูลเจียงนางเร่ร่อนอยู่สามเดือนเต็มเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าเปรอะเปื้อน ดุจหนูข้างถนนที่ผู้คนพากันรังเกียจนางเคยเดินทางไปถึงหน้าค่ายทหารชายแดนเหนือที่เซียวจ้านประจำการ ร่ำไห้ร้องขอพบเขา แต่กลับถูกทหารเฝ้าค่ายใช้ไม้รุมตีขับไล่จนเกือบสิ้นชีพนางยังไปดักรอเซี่ยอวิ๋นที่ท่าเรือ ขณะเขากำลังจะยกทัพออกศึก คุกเข่าวิงวอนว่า “พี่เซี่ยอวิ๋น ข้าผิดไปแล้ว... พาข้าไปด้วยเถิด...”เซี่ยอวิ๋นเพียงมองนางอย่างเย็นชา สายตานั้นหนาวเหน็บยิ่งกว่าลมหิมะแห่งชายแดนเหนือเสียอีก “ไสหัวไป มิเช่นนั้นข้าก็ไม่รังเกียจที่จะให้เจ้าได้ลิ้มรสไม้ลงทัณฑ์ของทหารดูสักครา”ท้ายที่สุด นางก็ตามหากระท่อมฟางอันทรุดโทรมของหรงจิ่งหลี่จนพบหรงจิ่งหลี่มิได้เปิดประตู เพียงเอ่ยผ่านบานไม้บาง ๆ จากด้านใน เป็นวาจาสุดท้ายที่มอบให้นาง “เจ้าควรดีใจที่หลินหลางยังมีชีวิตอยู่ มิเช่นนั้น... ข้าจะทำให้เจ้าอยู่ก็มิสู้ตาย”ทุกหนทางล้วนถูกตัดขาดความหวังทั้งปวงล้วนมอดดับในค่ำคืนที่ลมและหิมะโหมกระหน่ำ เจียงไต้เยว่เพียงลำพังมาถึงริ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status