Share

บทที่ 6

Author: เทียนเทียน
“อึก...อ๊าก—!”

แม้ถูกสกัดจุดใบ้ไว้ แต่ความเจ็บปวดถึงขีดสุดก็ยังบีบให้เสียงครางแตกพร่าเล็ดลอดออกมาจากลำคอ กลิ่นเนื้อหนังไหม้ฉุนจัดพลันคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ

ก้าวหนึ่ง ก้าวสอง ก้าวสาม...

ทุกย่างก้าวล้วนเป็นความแสบร้อนที่แทงลึกถึงกระดูก ดวงตาของนางพร่าเลือนเป็นระลอก เหงื่อเย็นไหลซึมจนชุ่มอาภรณ์ในพริบตา

รอบด้านเงียบงันราวป่าช้า มีเพียงเสียงถ่านไฟเผาไหม้เนื้อหนังดังซู่ซ่า และเสียงสะอื้นที่นางมิอาจกลั้นไว้ได้

เซียวจ้านทั้งสามคุกเข่าอยู่ที่เดิม ก้มหน้าไม่กล้ามอง กำหมัดแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว

ส่วนเจียงไต้เยว่เอนกายพิงสาวใช้ด้วยท่าทีอ่อนแรง ใช้แขนเสื้อปิดบังใบหน้า ไหล่สั่นไหวเบา ๆ ไม่รู้ว่าเพราะหวาดกลัว หรือกำลังหัวเราะ

การลงทัณฑ์อันยาวนานสิ้นสุดลงในที่สุด

ครั้นเจียงหลินหลางถูกลากลงมา ร่างนางอ่อนยวบดุจโคลนเลน ฝ่าเท้าทั้งสองเละเป็นเลือดเนื้อ ไหม้ดำไปทั้งแถบ นางไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะคราง ก่อนหมดสติไปทันที

ทว่านี่ยังมิใช่จุดจบ

ตามกฎวัง ผู้รับโทษนี้ยังต้องถูกแขวนประจานบนหอประตูวังตลอดหนึ่งวันหนึ่งคืน เพื่อเตือนผู้อื่นมิให้เอาเยี่ยงอย่าง

เจียงหลินหลางที่ยังหมดสติถูกพันแผลที่เท้าอย่างลวก ๆ ก่อนถูกมัดข้อมือด้วยเชือก แล้วแขวนขึ้นบนหอประตูวังอันสูงลิ่ว

เบื้องล่างคือเขตพระราชวังที่สว่างไสวด้วยแสงโคม เหล่าคนในวังและขุนนางที่สัญจรผ่านไปมา ล้วนมองเห็นหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงผู้เคยสูงส่ง บัดนี้กลับถูกแขวนอยู่ตรงนั้นดุจตุ๊กตาชำรุด รับความอัปยศและคำครหาจากผู้คน

“ดูนั่นสิ คุณหนูใหญ่ตระกูลเจียง...ได้ยินว่าเพราะผลักองค์ชายสิบสาม...”

“ปกติเห็นวางท่าสูงส่งนัก ไม่นึกเลยว่าใจจะอำมหิตเพียงนี้...”

“ก็มิใช่อาศัยว่ามีทั้งสามท่านคอยหนุนหลังอยู่หรือ? แต่ครานี้ดูท่าจะไปหาเรื่องผู้ที่ไม่ควรหาเรื่องเข้าแล้ว...”

“สมควรแล้ว...”

เสียงซุบซิบ เสียงหัวเราะเยาะ และสายตาดูแคลน ราวกับเข็มเล็กนับไม่ถ้วน ทิ่มแทงลงบนหัวใจที่ด้านชาไปนานแล้วของนาง

ตลอดหนึ่งวันหนึ่งคืน นางมิได้แตะต้องแม้แต่น้ำสักหยด บาดแผลถูกสายลมพัดผ่านจนปวดแปลบซ้ำแล้วซ้ำเล่า

นางหมดสติแล้วฟื้น ฟื้นแล้วหมดสติอยู่หลายครา จนท้ายที่สุดแม้แต่สติก็พร่าเลือนไปสิ้น

ครั้นฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง นางก็อยู่ในห้องหออันคุ้นเคย ฝ่าเท้าทั้งสองถูกพันด้วยผ้าขาวหนาแน่น ความปวดแสบปวดร้อนยังแล่นพล่านไม่หยุด

ข้างเตียงมีเซียวจ้าน เซี่ยอวิ๋น และหรงจิ่งหลี่นั่งอยู่

ครั้นเห็นนางลืมตา เซียวจ้านก็โน้มกายเข้ามาทันที น้ำเสียงแหบพร่าอยู่บ้าง “หลินหลาง เจ้าฟื้นแล้วหรือ? เป็นอย่างไรบ้าง? เท้ายังปวดมากหรือไม่? หมอหลวงจัดยารักษาบาดแผลที่ดีที่สุดมาแล้ว...”

เจียงหลินหลางหันหน้าไปอีกทาง มิอยากมองพวกเขา

เซี่ยอวิ๋นร้อนใจขึ้นมาทันที “หลินหลาง ครานี้เป็นความผิดของพวกเรา! พวกเรา...พวกเราก็มิมีทางเลือก! พวกเราขอรับปาก นี่จะเป็นครั้งสุดท้าย! ภายหน้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าต้องรับความคับแค้นเช่นนี้อีกเด็ดขาด!”

หรงจิ่งหลี่รินน้ำอุ่นถ้วยหนึ่ง คิดจะป้อนให้นาง ทว่านางกลับเบี่ยงหน้าหลบ

เขาถอนหายใจเบา ๆ “หลินหลาง พวกเรารู้ว่าเจ้าเกลียดพวกเรา แต่เวลานั้นสถานการณ์คับขัน ไต้เยว่เป็นน้องสาวของเจ้า ในหัวพวกเรามีแต่ความคิดว่าจะปกป้องนางอย่างไร ด้วยความร้อนใจชั่วขณะจึง...เจ้าอย่าโทษพวกเราเลย หากจะโทษ ก็โทษว่าพวกเราคิดไม่รอบคอบเถิด”

“ในหัวมีแต่จะปกป้องนางอย่างไรอย่างนั้นหรือ...” ในที่สุดเจียงหลินหลางก็เอ่ยปาก น้ำเสียงแหบพร่าราวหีบลมเก่า “แล้วพวกเจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่ ว่าบัดนี้ให้ข้ารับความผิดแทนนางเช่นนี้ หากภายหน้านางก่อความผิดที่ใหญ่กว่านี้อีกเล่า? พวกเจ้าจะปกป้องนางไปได้ตลอดชีวิตหรือ?”

เซียวจ้านทั้งสามแทบมิลังเลแม้แต่น้อย เอ่ยขึ้นพร้อมกัน “ย่อมทำได้!”

คำตอบอันหนักแน่นนั้น ราวกับเหล็กแหลมชุบไอเย็น ตอกลงกลางหัวใจที่บอบช้ำจนพรุนไปทั้งดวงของเจียงหลินหลางอย่างแรง

นางหัวเราะออกมา

หัวเราะไปหัวเราะมา น้ำตาก็ไหลรินออกมาโดยมิทันตั้งตัว

นางนึกถึงกาลก่อนอันแสนไกล ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยเอ่ยพร้อมกันเช่นนี้กับนางว่า “หลินหลาง พวกเราจะปกป้องเจ้าไปชั่วชีวิต”

“ช่างเป็นคำว่า ‘ย่อมทำได้’ ที่ดียิ่งนัก” นางเอ่ยแผ่วเบา แฝงทั้งความเย้ยหยันและความรันทดอันไร้สิ้นสุด

เซียวจ้านทั้งสามถูกเสียงหัวเราะของนางทำให้ใจร้อนรนสับสน

“หลินหลาง เจ้าอย่าเป็นเช่นนี้เลย...พวกเราดีกับไต้เยว่ก็เพราะนางเป็นน้องสาวของเจ้า เจ้าลืมแล้วหรือ? ตอนนั้นเป็นเจ้าเองที่บอกว่า หากพวกเราปฏิบัติต่อนางไม่ดี เจ้าก็จะไม่สนใจพวกเราอีก!” เซี่ยอวิ๋นรีบเอ่ยแก้ตัวอย่างร้อนรน

เจียงหลินหลางหลับตาลง ส่ายหน้าอย่างอ่อนล้า “พวกเจ้าจะปฏิบัติต่อนางเช่นไรก็เชิญเถิด อย่านำข้ามาเป็นข้ออ้างอีกเลย”

“วาจานี้หมายความว่าอย่างไร?”เซียวจ้านใจหายวาบ รีบคว้าข้อมือของนางไว้“หลินหลาง เจ้าเป็นอันใดกันแน่?”

เจียงหลินหลางดึงมือกลับ น้ำเสียงเรียบนิ่งไร้คลื่นอารมณ์ “ข้าเหนื่อยแล้ว อยากพักผ่อน พวกเจ้ากลับไปเถิด”

ทั้งสามเห็นนางมีท่าทีเย็นชา อีกทั้งบาดแผลก็จำต้องพักฟื้น จึงได้แต่ลุกขึ้นจากไป

“เช่นนั้นเจ้าก็พักผ่อนให้ดีเถิด พรุ่งนี้พวกเราจะมาเยี่ยมเจ้าอีก” หรงจิ่งหลี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ไม่จำเป็นต้องมาแล้ว” เจียงหลินหลางหันหลังให้พวกเขา

ฝีเท้าของทั้งสามชะงักลงครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยังจากไป

หลายวันต่อจากนั้น พวกเขามาหานางทุกวัน นำทั้งของบำรุง ยาสมุนไพร และของหายากนานาชนิดมาด้วย หวังจะทำให้นางคลายทุกข์

เจียงหลินหลางมิได้มีปฏิกิริยาใดมาโดยตลอด สายตาที่มองพวกเขาสงบนิ่งเสียจนทำให้ในใจของพวกเขาเกิดความหวาดหวั่น

จนกระทั่งวันหนึ่ง พวกเขากลับมิได้มา

เจียงหลินหลางได้รู้จากปากชิงจื่อว่า เจียงไต้เยว่ก่อเรื่องขึ้นอีกแล้ว

นางเล่นไฟอยู่ในวังโดยไม่ระวัง จนทำให้ตำหนักข้างที่ใช้เก็บเครื่องบรรณาการบางส่วนลุกไหม้ แม้มิได้สร้างความเสียหายมากนัก แต่กลับทำให้ฮ่องเต้ตกใจจนกริ้วอย่างยิ่ง และมีรับสั่งให้นำนางไปคุมขังในคุกหลวงเพื่อรับโทษหนัก

เพื่อปกป้องนาง เซียวจ้านทั้งสามต่างงัดทุกวิถีทางออกมา คนหนึ่งคุกเข่าอยู่นอกหอทรงอักษรไม่ยอมลุก อาศัยความชอบอันยิ่งใหญ่ทางทหารเป็นเครื่องวิงวอน คนหนึ่งนำป้ายทองละเว้นโทษตายที่ได้รับพระราชทานออกมาใช้ ส่วนอีกคนยินดีรับโทษโบยหน้าพระที่นั่งห้าสิบไม้แทนเจียงไต้เยว่

ท้ายที่สุด เจียงไต้เยว่ปลอดภัยไร้เรื่องราว เซียวจ้านถูกฮ่องเต้ตำหนิ ป้ายทองละเว้นโทษตายของเซี่ยอวิ๋นถูกยึดคืน ส่วนหรงจิ่งหลี่ก็ถูกโบยเต็ม ๆ ห้าสิบไม้จนบาดเจ็บไม่น้อย

ชิงจื่อเล่าด้วยความคับแค้นใจยิ่งนัก “คุณหนู สามท่านนั้นช่าง...ช่างถูกความลุ่มหลงครอบงำจนสิ้นสติแล้วจริง ๆ!”

เจียงหลินหลางเพียงนั่งฟังเงียบ ๆ พลางนึกในใจว่า พวกเขาทำได้ดังคำที่ว่า “จะปกป้องนางไปชั่วชีวิต” จริง ๆ

นางมิอยากฟังต่ออีก จึงโบกมือให้ชิงจื่อถอยออกไป แล้วหลับตาพักใจตามลำพัง

เพิ่งจะเริ่มเคลิ้มหลับ ประตูห้องก็ถูกถีบเปิดดังผาง!

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • สะเทือนถึงหัวใจที่ตายด้าน   บทที่ 20

    เจียงหลินหลางพยักหน้า “ถ่านเงิน สมุนไพร รวมถึงหนังสือคลายเหงาที่ท่านอ๋องส่งคนมามอบให้ทุกเดือน... หลินหลางล้วนจดจำไว้ในใจ”ฮั่วเจวี๋ยมองนางอย่างลึกซึ้ง แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน “ข้า... มีใจให้เจ้ามานานแล้ว”“หลินหลางเข้าใจ” เจียงหลินหลางยิ้มบาง ๆ รอยยิ้มนั้นงดงามจนแทบหยุดลมหายใจใต้แสงเทียน “ฟ้าดินชักพาให้คลาดเคลื่อนไปมา กลับกลายเป็นว่าข้าเลือกคนได้ถูกต้องแล้ว”หลังแต่งงาน ชีวิตของเจียงหลินหลางกับฮั่วเจวี๋ยรักใคร่กลมเกลียวกันเกินกว่าที่ผู้ใดคาดคิดแม้ฮั่วเจวี๋ยจะมีนิสัยเย็นขรึม ไม่ถนัดเอ่ยวาจาหวานหู ทว่าเขากลับมอบความอ่อนโยนและความอดทนทั้งหมดให้แก่ภรรยาผู้อ่อนวัยกว่าตนมากผู้นี้เขาจำได้ว่านางกลัวหนาว ยามเข้าฤดูเหมันต์จึงสั่งคนให้จุดเตาใต้พื้นแต่เนิ่น ๆ จำได้ว่านางชอบอาหารรสอ่อน จึงเชิญพ่อครัวจากเจียงหนานมาโดยเฉพาะ จำได้ว่านางชอบอ่านหนังสือ จึงมอบกุญแจหอหนังสือของจวนอ๋องให้นาง ให้นางหยิบอ่านได้ตามใจปรารถนาเขาจะเล่นหมากกับนางใต้แสงจันทร์ จะเฝ้าไข้ทั้งคืนยามนางล้มป่วย และในวันคล้ายวันเกิดของนาง ก็ยอมวางงานในกองทัพ พานางไปพักผ่อนที่เรือนนอกเมืองเจียงหลินหลางค่อย ๆ พบว่า บุรุ

  • สะเทือนถึงหัวใจที่ตายด้าน   บทที่ 19

    “เคร้ง!”กริชหล่นกระทบพื้นตะขอเหล็กห้อยตกลงอย่างไร้เรี่ยวแรงขวดยาพิษกลิ้งหล่น เฮ่อติ่งหงหกเกลื่อนพื้น ส่งกลิ่นฉุนแสบจมูกทั้งสามราวถูกอสนีบาตฟาด ร่างแข็งค้างอยู่กับที่ สีหน้าซีดเผือดดุจเถ้าธุลีในที่สุดพวกเขาก็ตระหนักว่า สตรีตรงหน้ามิใช่เจียงหลินหลางคนเดิม ผู้เคยหลั่งน้ำตาเพื่อพวกเขา และอ่อนใจเพียงเพราะวาจาอ่อนโยนคำเดียวของพวกเขาอีกต่อไปแล้วหัวใจของนางตายสิ้นแล้วถูกพวกเขาฆ่าตายด้วยมือตนเองเจียงหลินหลางมิได้เหลือบมองพวกเขาอีกแม้สักนิด นางหันกายเดินเข้าสู่ห้องชั้นใน ทิ้งไว้เพียงวาจาเย็นเยียบประโยคหนึ่ง“ส่งแขก”วันอภิเษกใหญ่ ผู้คนทั่วเมืองหลวงพากันออกมาชมจนถนนหนทางแทบว่างเปล่าจวนอ๋องจิ้งอันรับองค์หญิงหย่งอันเข้าพิธีวิวาห์ สินเดิมสีแดงทอดยาวสิบลี้จากจวนองค์หญิงไปจนถึงจวนอ๋องจิ้งอัน ฆ้องกลองกึกก้อง ประทัดดังสนั่น เป็นภาพครึกครื้นยิ่งใหญ่หาใดเปรียบเจียงหลินหลางสวมชุดเจ้าสาวสีแดงปักทองลายหงส์ สวมมงกุฎเก้ามังกรสี่หงส์ ม่านไข่มุกปกพักตร์ ประทับนั่งอยู่ในเกี้ยวมงคลมังกรหงส์แปดคนหาม ม่านเกี้ยวทิ้งตัวลงต่ำ บดบังโฉมสะคราญล่มเมืองของนางไว้ ทว่ามิอาจบดบังสง่าราศีสูงศักดิ์ทั่วกายได

  • สะเทือนถึงหัวใจที่ตายด้าน   บทที่ 18

    คืนนั้น จวนองค์หญิงเทียนแดงลุกโชน ม่านแพรปักลายทิ้งตัวลงต่ำเจียงหลินหลางผลัดฉลองพระองค์อันหนักอึ้งออกแล้ว เปลี่ยนมาสวมเสื้อกระโปรงสีขาวนวลเรียบง่าย นางนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง เหม่อมองกระดานหมากที่เล่นค้างไว้ตรงหน้าแสงจันทร์นอกหน้าต่างพร่างพรายดุจสายน้ำ ส่องใบหน้าด้านข้างของนางให้ขาวผ่องราวหยก งามเย็นจนคล้ายมิใช่คนในโลกมนุษย์ทันใดนั้น นอกหน้าต่างพลันมีเสียงผิดปกติดังขึ้น ตามมาด้วยเงาดำสามสายที่พลิกกายผ่านหน้าต่างเข้ามาดุจภูตผี!คนทั้งสามก็คือเซียวจ้าน เซี่ยอวิ๋น และหรงจิ่งหลี่เห็นได้ชัดว่าพวกเขาบุกฝ่าเข้ามาด้วยกำลัง เสื้อผ้ายุ่งเหยิงยิ่งกว่าเดิม บนร่างยังมีร่องรอยการต่อสู้อยู่หลายแห่งบาดแผลตรงขมับของเซียวจ้านปริแตกอีกครา เลือดสดไหลอาบไม่หยุด ตะขอเหล็กของเซี่ยอวิ๋นเปื้อนคราบเลือด ส่วนอาภรณ์นักพรตของหรงจิ่งหลี่ถูกฉีกขาด เขาหอบหายใจถี่หนัก“เจียงหลินหลาง!” เซียวจ้านดวงตาแดงก่ำ จ้องนางเขม็ง น้ำเสียงสั่นพร่าด้วยความโกรธและสิ้นหวัง “เจ้าคิดจะแต่งกับฮั่วเจวี๋ยจริงหรือ?! เจ้ายอมแต่งกับเขา แต่ไม่ยอมมองพวกเราอีกสักครั้งเลยหรือ?!”มือที่คีบหมากของเจียงหลินหลางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะวางห

  • สะเทือนถึงหัวใจที่ตายด้าน   บทที่ 17

    เซียวจ้านส่งเสียงคำรามอย่างสิ้นหวัง พลันถลาเข้าไปข้างหน้า คว้าคานเสลี่ยงหงส์ไว้แน่นในคราเดียว!เหล่าองครักษ์ตกตะลึง ดาบและกระบี่ถูกชักออกจากฝักในพริบตา แสงคมเย็นเยียบวาบขึ้น ก่อนพาดลงบนลำคอของเขา!“ปล่อย!” ในที่สุดเจียงหลินหลางก็ตวาดเสียงกร้าว ม่านไข่มุกกระทบกันจนเกิดเสียงใสกังวาน นางหันกลับมาอย่างฉับพลัน ดวงตาปรากฏแววพิโรธขึ้นเป็นครั้งแรก “เซียวจ้าน! เจ้าบังอาจเกินไปแล้ว!”“ใช่! ข้าบังอาจ!” เซียวจ้านดวงตาแดงก่ำ กำคานเสลี่ยงหงส์ไว้แน่น ปล่อยให้คมดาบบาดผิวหนัง เลือดสดไหลลงมาตามลำคอ ย้อมคอเสื้อเก่าคร่ำให้แดงฉาน “เจียงหลินหลาง! เจ้าดูพวกเราสิ! ดูสภาพของพวกเราในยามนี้สิ! ทั้งหมดนี้ก็เพราะเจ้า! เพื่อเจ้า!!”“เพื่อข้าหรือ?” เจียงหลินหลางคล้ายได้ฟังเรื่องน่าขันที่สุดในใต้หล้า มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ “องค์ชายสามคงมิได้ลืมกระมัง เมื่อสามปีก่อน เป็นพวกเจ้าที่บังคับให้ข้ารับผิดแทนเจียงไต้เยว่ ต้องทนรับโทษถ่านเพลิงสิบลี้ เป็นพวกเจ้าที่มองดูข้าตกหน้าผาอย่างไม่สะทกสะท้าน เป็นพวกเจ้าที่ปล่อยให้พลุสัญญาณทั้งสามดอกของข้าจมหายไร้ร่องรอย จนข้าเกือบต้องตายในปากเสือ! สภาพเช่นนี้ในวันนี้ล้วนเป็

  • สะเทือนถึงหัวใจที่ตายด้าน   บทที่ 16

    ผู้ที่นำหน้า สวมเสื้อผ้าฝ้ายเก่าคร่ำของทหารชายแดนเหนือ ใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งลมฝนและความตรากตรำ แก้มซ้ายมีรอยแผลดาบน่าสะพรึงพาดจากโหนกคิ้วจรดคาง ผู้นั้นคือเซียวจ้านข้างกายเขา เซี่ยอวิ๋นสวมเกราะศึกสีซีดจาง แขนเสื้อข้างขวาห้อยว่างเปล่าปลิวไหวไปตามสายลม ตำแหน่งแขนที่ขาดถูกแทนด้วยตะขอเหล็กเย็นเยียบ ปลายตะขอส่องประกายเย็นเยือกใต้แสงตะวันคนสุดท้าย หรงจิ่งหลี่สวมชุดยาวผ้าสีครามที่ซักจนซีดขาว ร่างผอมซูบราวกับลมพัดก็อาจล้มลงได้ เส้นผมดำทั่วศีรษะกลับกลายเป็นสีขาวดุจหิมะจนหมดสิ้น ใบหน้าซูบเซียวชราภาพอย่างเห็นได้ชัด มีเพียงดวงตาลึกโหลคู่นั้นที่ยังหลงเหลือเงาแห่งความอ่อนโยนในวันวานอยู่บ้างสามปี! สามปีเต็ม!ลมทรายของชายแดนเหนือขัดเกลาความหล่อเหลาของเซียวจ้านจนเลือนหาย ลมคาวทะเลพรากแขนขวาของเซี่ยอวิ๋นไป ส่วนความเดียวดายนอกสุสานหลวงก็ทำให้ผมดำของหรงจิ่งหลี่กลายเป็นสีขาวโพลนพวกเขาทุ่มเททุกสิ่ง ใช้วิธีอันเจ็บปวดยิ่งเพื่อไถ่โทษ เพียงเพื่อให้วันนี้ได้มายืนอยู่ที่แห่งนี้ ขอเพียงนางหันกลับมามองสักครา และให้อภัยสักครั้ง“หลินหลาง—!”เสียงแหบพร่าของเซียวจ้านดังแหวกอากาศ แฝงไว้ด้วยความเศร้าสลดร

  • สะเทือนถึงหัวใจที่ตายด้าน   บทที่ 15

    ส่วนเจียงไต้เยว่ หลังจากความชั่วช้านานัปการถูกเปิดโปง ก็มีพระราชโองการลงมา ขับนางออกจากจวนตระกูลเจียงนางเร่ร่อนอยู่สามเดือนเต็มเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าเปรอะเปื้อน ดุจหนูข้างถนนที่ผู้คนพากันรังเกียจนางเคยเดินทางไปถึงหน้าค่ายทหารชายแดนเหนือที่เซียวจ้านประจำการ ร่ำไห้ร้องขอพบเขา แต่กลับถูกทหารเฝ้าค่ายใช้ไม้รุมตีขับไล่จนเกือบสิ้นชีพนางยังไปดักรอเซี่ยอวิ๋นที่ท่าเรือ ขณะเขากำลังจะยกทัพออกศึก คุกเข่าวิงวอนว่า “พี่เซี่ยอวิ๋น ข้าผิดไปแล้ว... พาข้าไปด้วยเถิด...”เซี่ยอวิ๋นเพียงมองนางอย่างเย็นชา สายตานั้นหนาวเหน็บยิ่งกว่าลมหิมะแห่งชายแดนเหนือเสียอีก “ไสหัวไป มิเช่นนั้นข้าก็ไม่รังเกียจที่จะให้เจ้าได้ลิ้มรสไม้ลงทัณฑ์ของทหารดูสักครา”ท้ายที่สุด นางก็ตามหากระท่อมฟางอันทรุดโทรมของหรงจิ่งหลี่จนพบหรงจิ่งหลี่มิได้เปิดประตู เพียงเอ่ยผ่านบานไม้บาง ๆ จากด้านใน เป็นวาจาสุดท้ายที่มอบให้นาง “เจ้าควรดีใจที่หลินหลางยังมีชีวิตอยู่ มิเช่นนั้น... ข้าจะทำให้เจ้าอยู่ก็มิสู้ตาย”ทุกหนทางล้วนถูกตัดขาดความหวังทั้งปวงล้วนมอดดับในค่ำคืนที่ลมและหิมะโหมกระหน่ำ เจียงไต้เยว่เพียงลำพังมาถึงริ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status