LOGIN“นี่รึ? ที่เขาเรียกว่าผู้ดี เที่ยวดูถูกดูแคลนคนอื่นไปทั่ว มันก็ไม่ต่างอะไรจากไพร่เหมือนกันนั่นแหละ”
เพราะถูกคนรอบข้างยกยอปอปั้นและให้เกียรติจนเคยชิน ทำให้ชายหนุ่มหน้ามืดหนักกว่าเดิมเมื่อได้ยินวาจาผรุสวาทสาดโครมมาใส่ ร่างสูงผึ่งผายจึงรีบย่างสามขุมเข้าไปหาราวกับเสือร้ายเห็นนางกระจงน้อย ฉุดเอาข้อมือเล็กจิ๋วแล้วเหวี่ยงหมุนร่างบอบบางมาปะทะอกแกร่งซึ่งขวางเต็มไปด้วยมัดกล้ามหนั่นแน่น
“จองหองมากไปแล้ว!”
“ปล่อยนะ! ดิฉันเจ็บ!” แสงดาวพยายามดิ้นขลุกขลิก แต่ยิ่งดิ้นอ้อมกอดก็ยิ่งรัดแน่นจนกระดูกแทบหัก
“ถ้าวันนี้ฉันไม่ได้สั่งสอนเด็กทโมนอย่างหล่อนให้หลาบจำ ก็อย่ามาเรียกฉันว่า ‘หม่อมราชวงศ์ขจรศักดิ์’ อีกเลย!”
ครั้นพอได้ยินคำประกาศเปรี้ยงดุจสายฟ้าฟาดของชายหนุ่มแบบชัดๆ เต็มสองรูหู แสงดาวถึงกับเบิกตาขึ้นช้าๆ จนกลายกลายเป็นถลึงเหลือก ก่อนที่ร่างเล็กจะถลาถอยร่น แล้วหมอบตัวลงแนบพื้นถนนด้วยท่าทางสั่นเทาปานลูกนกเปียกฝน!
ความพะวักพะวงระคนหวาดหวั่น ยังผลให้ดวงตาสีประกายนิลเริ่มเป็นเงารื้นขึ้น เมื่อตระหนักได้ว่าชายหนุ่มซึ่งมีศักดิ์นำหน้าเป็นถึง ‘หม่อมราชวงศ์’ คงจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเอามากๆ ที่ลูกหนูหริ่งตัวน้อยอย่างเธออาจหาญไปท้าทายอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของราชสีห์เจ้าป่าเช่นเขา
แสงดาวยังคงนิ่งเงียบไม่ไหวติงอยู่ในอิริยาบถเดิม พร้อมทั้งพยายามมองไปรอบๆ ดั่งจะขอความช่วยเหลือจากผู้คนที่เริ่มหันมาจับจ้องทั้งคู่เป็นจุดเดียวกัน
ทว่าจนแล้วจนรอดก็หาได้มีใครเป็นอัศวินขี่ม้าขาว เด็กสาวจึงตัดสินใจหมุนกายไปเก็บข้าวของที่กระจัดกระจายอยู่ตามพื้นถนนใส่ลงในหาบของตนอย่างว่องไว เพราะไม่อยากแลเห็นดวงตาคมกริบอันเร่าร้อนดุจเปลวไฟบรรลัยกันต์ ซึ่งสามารถแผดเผาให้เป็นจุณได้ในพริบตา ถ้าหากเธอยังขืนอยู่สองต่อสองกับเขาในสถานการณ์แบบนี้
แต่มีหรือที่นักล่าจะปล่อยให้เหยื่อของตนลอยหน้าลอยตาไปได้ง่ายๆ ร่างกำยำพาความบึกบึนเดินอาดๆ เข้าตรงมาหา พลางใช้ลำแขนแข็งแรงประดุจคีมเหล็ก ช้อนอุ้มเอาร่างเล็กที่กำลังเผลออยู่นั้นแบกขึ้นใส่บ่า ก่อนจะตวัดฟาดมือหนาลงบนสะโพกกลมงอนเต็มแรงดังเผี๊ยะ!
“ว้าย!!!”
คนถูกกระทำหวีดร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ กระนั้นฝ่ามือของชายหนุ่มยังคงตะบันใส่ก้นนุ่มนิ่มอย่างต่อเนื่องระรัวเป็นชุด
“ฉันจะตีให้ก้นบวมช้ำไปเลย เพราะนี่คือบทลงโทษสำหรับเด็กทโมนนิสัยอวดดีอย่างหล่อน จำเอาไว้!”
แสงดาวน้ำตาแตกพรู ทั้งแสบร้าว ทั้งอับอาย หากก็ยังดีดดิ้นพยศแรงอย่างไม่ยอมให้เขารังแกอยู่ฝ่ายเดียว
และในจังหวะนั้น จู่ๆ ก็มีเสียงของใครคนหนึ่งร้องห้ามขึ้นเหมือนระฆังช่วย ทั้งสองรีบหันขวับไปมองพร้อมๆ กัน ซึ่งเจ้าของเสียงดังกล่าวก็คือนางศจี แม่ค้าขายผักสดนั่นเอง
ใบหน้ามอมแมมของแสงดาวฉีกยิ้มกว้างๆ จนตาหยีประดุจมีนางฟ้านางสวรรค์มาโปรด ส่วนหม่อมราชวงศ์หนุ่มได้แต่ขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความสงสัยว่าหญิงวัยกลางคนรูปร่างอวบท้วมคนนั้นเป็นใคร
“คุณชายขจรเจ้าคะ ได้โปรดอย่าลงไม้ลงมือกับนังแสงดาวเลย ถ้ามันทำอะไรล่วงเกินคุณชาย อิฉันต้องกราบขออภัยแทนมันด้วยนะเจ้าคะ”
คิ้วหนาเป็นปื้นที่ขมวดอยู่แล้ว ยิ่งขมวดมุ่นมากกว่าเดิม เมื่อใคร่ว่าทำไมอีกฝ่ายถึงได้รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของตนดีขนาดนี้ ร่างสูงใหญ่จึงยอมวางร่างแน่งน้อยลงแบบไม่นุ่มนวลมากนัก
และเมื่อหลุดพ้นจากพันธนาการนั้นได้ แสงดาวก็โผเข้าไปหาผู้ซึ่งสามารถเป็นเกราะกำบังอย่างรวดเร็ว อ้อมแขนอันอบอุ่นของนางศจีรีบโอบกอดคนที่กำลังตื่นตระหนกเป็นเชิงปกป้อง
“ทำไมเอ็งถึงได้ไปมีเรื่องกับคุณชายขจรได้ล่ะหือ?”
นางศจีเอ่ยถาม พลางหมุนตัวของเด็กสาวไปมาอย่างสำรวจตรวจตา แสงดาวเม้มปากจนปรากฏรอยย่นบนหน้าผาก ครั้นจะอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด ก็เหมือนกับเป็นการแก้ตัวกรายๆ จึงเลือกที่จะนิ่งเงียบ เพราะไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดให้ยุ่งยากเสียเปล่าๆ
“หล่อนก็บอกไปสิ จะอมพะนําเหมือนกลัวดอกพิกุลจะร่วงออกจากปากอยู่ทำไมกัน”
หม่อมราชวงศ์หนุ่มเดินเข้ามายืนประจัญบานอยู่เบื้องหน้าหญิงต่างวัยทั้งสองคน สายตาคู่คมเพ่งมองไปยังดวงหน้านวลแฉล้มของแสงดาวราวกับจะฉีกร่างให้เป็นชิ้นๆ เสมือนเสือล่าเหยื่อ
“ว่าไงนังแสงดาว เอ็งบอกข้ามาซิ”
นางศจีหันมาคาดคั้น ด้วยไม่อยากให้เหตุการณ์มันบานปลายไปมากกว่านี้ คงไม่ดีแน่หากคนของตัวเองมีปากมีเสียงกับหม่อมราชวงศ์ขจรศักดิ์ ซึ่งเป็นบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของหม่อมเจ้าเอกอนันต์และหม่อมมณีรัตน์ มหาเศรษฐีผู้ดีเก่าเจ้าของโรงแรมสุดหรูระดับห้าดาวหลายแห่งทั่วเขตพระนคร
“เอ่อ...คือ...คือว่า...”
แสงดาวอ้ำอึ้งและพยายามหลีกเลี่ยงการมองสบตากับผู้สูงวัยกว่า ก็แน่ล่ะ...ถ้าขืนบอกความจริงออกมาโต้งๆ ว่าเธอเดินทะเร่อทะร่าลงไปยังถนนโดยติดประมาท มีหวังถูกป้าศจีบ่นยาวเป็นหางว่าวแน่ๆ เด็กสาวจึงทำได้แค่เพียงก้มหน้าก้มตาเล่นนิ้วมือง่วนอย่างทำตัวไม่ถูก
“เฮอะ! ไม่กล้าตอบสิท่า” เขายิ้มเยาะ แววตามีประกายหยันๆ ก่อนจะหันไปทางนางศจี “ถ้าเช่นนั้นเดี๋ยวฉันจะเป็นคนตอบให้เอง”
หญิงวัยกลางคนยิ้มแห้งๆ และพยักหน้าน้อยๆ ขณะที่ชายหนุ่มปรายตาไปมองเด็กสาวเพียงเสี้ยวของใบหน้าคมเข้ม จากนั้นก็เล่าเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบอย่างระเอียดยิบ
นางศจีที่ได้ฟังก็ถึงกับยกมือขึ้นทาบอก พร้อมทั้งเผลอหลุดเสียงออกมาเกือบจะเป็นอุทาน
“คุณพระช่วย...อภิโธ่อภิถัง”
“ถ้าฉันเหยียบเบรกช้ากว่านี้เพียงแค่วินาทีเดียว มีหวังยัยเด็กนี่ได้ไปนอนเฝ้ายมบาลอยู่ปรโลกแล้ว ไม่ได้มาเชิดหน้าเถียงฉันคอเป็นเอ็นแบบเมื่อครู่หรอก”
ยิ่งพูดก็ยิ่งเดือดพล่านไปทั่วทุกอณูของร่างกาย หม่อมราชวงศ์ผู้สูงศักดิ์นึกอยากจะกระหวัดมือเข้าไปขย้ำคอขาวๆ ของอีกฝ่ายนัก แต่จนแล้วจนรอดก็ต้องสงวนท่าทางไว้ก่อน เพราะถ้าขืนบุ่มบ่ามประทุษร้ายยัยเด็กข้างถนนชั้นไพร่เวลานี้ มีหวังคงถูกผู้คนซึ่งอยู่รอบๆ มองอย่างเข้าใจผิด คิดว่าเขาเป็นพวกชอบใช้แต่กำลังในการตัดสินปัญหา
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ร่างสูงจึงพยายามระงับไฟโทสะที่ลุกโชนอยู่อกให้ดับมอดลง ก่อนจะล้วงเอากระเป๋าสตางค์ขึ้นมาเปิดอ้า อวดโชว์เงินมากมายที่คนธรรมดาทั่วไปอาจต้องใช้เวลาหานานนับปี
“เอาเงินนี่ไปซะ อยากได้เท่าไหร่ก็เชิญหยิบเอาตามสบาย ฉันไม่มีเวลาที่จะมายืนต่อล้อต่อเถียงกับหล่อนหรอกนะ ถือเสียว่าเป็นค่าช่วยสงเคราะห์ก็แล้วกัน”
แสงดาวฉุนกึก! พลางจ้องหน้าเขาอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ สายตาของอีตาคุณชายหน้าหล่อ เอ่อไม่สิ...คุณชายหน้ามะเหงกที่มองดูเธอนั้นเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม ไม่ต่างอะไรจากการมองวัชพืชไร้ค่าที่เกิดอยู่ตามริมถนน
“ดิฉันไม่ใช่ขอทาน! กรุณาเก็บเงินอันมีค่าของคุณเอาไว้ทำบุญหรือบริจาคให้กับคนยากไร้เถอะค่ะ” เชิดหน้าขึ้นพร้อมกับเหล่มองเพื่อดูว่าเขายังสนใจฟังอยู่หรือเปล่า และแน่นอนเขารอฟังอย่างใจจดใจจ่อ เด็กสาวจึงเบ้ปาก กลอกตามองบน แล้วเอ่ยต่อ “เผื่อบุญกุศลจะช่วยหนุนนำให้สมองซึ่งปราศจากรอยหยักของคุณมีความคิดที่ดีกว่านี้บ้าง”
จุก! จุกจนแทบพูดไม่ออก รู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งๆ ติดอยู่ในลำคอ ใบหน้าคมสันค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ นี่เขาถูกเด็กเมื่อวานซืนหลอกด่างั้นเหรอ!
“หล่อนช่างกล้ามากเลยนะที่พูดจาแบบนี้กับคนอย่างฉัน”
“ก็คุณดูถูกดิฉันก่อน” เธอหลิ่วตามองเขาแบบหมิ่นๆ
“ยั่วโมโหเก่งจังเลยนะ ระวังสักวันจะเจอดีเข้าให้”
“นี่คุณกำลังขู่ดิฉัน”
“ฉันไม่ได้ขู่” หม่อมราชวงศ์หนุ่มขยับกายเข้ามาใกล้ๆ ลมหายใจร้อนๆ ลอยพุ่งไปปะทะพวงแก้มนวลจนวูบวาบ “แต่ฉันเอาจริงต่างหาก”
แสงดาวสัมผัสได้ถึงรัศมีแห่งความร้ายกาจที่แผ่ซ่านออกมาจากบุรุษตรงหน้า จึงแสร้งยิ้มระรื่นพร้อมทั้งสูดลมหายใจเข้าปอดแรงลึก แล้วทำใจกล้าเข้าสู้
“เชอะ...เก่งแต่กับผู้หญิง”
“เธอว่าอะไรนะ!” ดวงตาคู่คมลุกวาว
“หูของคุณก็ไม่ได้หนวกหรือตึงนี่คะ ถึงจะไม่ได้ยินที่ดิฉันพูดตะกี้นี้” เด็กสาวส่งรอยยิ้มหยันๆ ก่อนจะเชิดคางขึ้นอย่างทะนงตน “แต่เอ๊ะ...หรือว่าคุณหูตึงจริงๆ น๊า”
“มันจะมากไปแล้วนะยัยเด็กบ้า”
“คำก็ยัยเด็กบ้า สองคำก็ยัยเด็กอวดดี ขอถามหน่อยเถอะค่ะ ผู้ดีตีนแดงอย่างพวกคุณน่ะชอบเอ่ยสรรพนามคนอื่นเช่นนี้รึ?”
ร่างเล็กยังคงลอยหน้าลอยตาตอบโต้อย่างไม่ยอม เพราะเหลือทนที่จะนั่งฟังคำพูดแดกดันประชดประชันของเขาอยู่ฝ่ายเดียว
หม่อมราชวงศ์หนุ่มถอนฉุนแรงๆ ฝ่ามือหนากำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ซึ่งท่าทีนั้นทำให้นางศจีต้องรีบเข้าไปไกล่เกลี่ยเพื่อหย่าศึกทันที ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ปะทะคารมกันจนบานปลายไปมากกว่านี้
หนึ่งเดือนต่อมา...ณ บ้านพักตากอากาศของราชกุลกุลธวัชหลังจากจัดงานศพหม่อมวิลัยและเพลินพิศเสร็จสิ้น ทุกคนยังไม่คลายจากความตกใจ ในช่วงวันหยุดยาว ขจรศักดิ์จึงพาทุกคนมาพักผ่อนยังบ้านพักตากอากาศที่หัวหิน ทุกคนจึงรู้สึกดีขึ้นมา แสงดาวเริ่มยิ้มได้เมื่อมีนางฟ้าตัวน้อยคอยคลอเคลียอยู่ใกล้ๆ และทำท่าตลกให้คุณพ่อคุณแม่และทุกคนหัวเราะ“ฉันสงสัยจริงๆ ว่าลูกเราเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ทำไมซนเหมือนลิงแบบนี้” ขจรศักดิ์นั่งมองบุตรสาวอยู่ข้างภรรยา ยิ่งเห็นน้องหวายตีลังการอยู่ที่ชายหาด ขจรศักดิ์ก็ยิ่งถอนหายใจแรงๆ“ผู้หญิงสิคะ ดาวเลี้ยงมากับมือทำไมจะไม่รู้” แสงดาวบอกเสียงหวาน พลางหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อให้ ขจรศักดิ์จับมือบางขึ้นไปจูบแล้วคลึงด้วยปลายหัวแม่มือเบาๆ“งั้น ฉันขอลูกชายอีกสักสามคน ผู้หญิงอีกสองคนนะดาว” ชายหนุ่มทำหน้าระห้อยอ้อนๆ แสงดาวตาโตเพราะนับจำนวนแล้วเขาต้องการลูกตั้งหกคนเชียว“หกคนเลยนะคะ”“ก็ใช่นะสิ ธุรกิจเรามีตั้งเยอะแยะนะ ลูกๆ จะได้ช่วยกันทำไง” ขจรศักดิ์เอนศีรษะไปซบหน้ากับบ่าบาง “นะดาวนะ ฉันไม่ปล่อยให้เธอเลี้ยงคนเดียวหรอก เราจะช่วยกันเลี้ยงลูกๆ ให้เติบโตด้วยกัน” ชายหนุ่มสอดลำแขนโอบกอดเอวค
“ปกติเราก็เอาเสื้อผ้ามาซักอยู่แล้วนี่คะ” สาวใช้ตอบ ขณะยืนตัวสั่นเบียดกับเพื่อนอีกคน เพลินพิศเดินตาขวางไปหาแล้วตบหน้าสาวใช้คนละทีดังเผี๊ยะๆ จนหน้าสะบัด“พวกขี้ข้า สาระแนไม่เข้าเรื่อง” พูดจบเพลินเพิศก็เดินกลับเข้าไปในตัวตึกอย่างร้อนใจ จนกระทั่งมาถึงห้องโถงซึ่งมีขจรศักดิ์ อยุทธ์ หม่อมเจ้าเอกสิทธิ์ และเดือนแรมยืนคุยกันอยู่ เมื่อเห็นเธอทุกสายตาก็เพ่งมองไปที่เพลินพิศเป็นจุดเดียว“เป็นอะไรเพลิน ดูรุกรี้รุกรนชอบกล” ท่านชายเอกสิทธิ์เอ่ยถามเสียงเรียบ แต่เพลินพิศร้อนตัวมองคนนั้นคนนี้เหมือนกลัวความผิด“เพลินหาของค่ะ พอดีลืมของไว้” เธอตอบและเตรียมจะผละไป แต่อยุทธ์เข้าไปขวางไว้เสียก่อน“หายาสองเม็ดนี้อยู่หรือเปล่าครับคุณเพลิน” สารวัตรหนุ่มแบมือออก เพลินพิศเห็นเม็ดยาที่ตามหาก็ผงะ หน้าซีดลงทันที“ทำไมถึงทำแบบนี้เพลินพิศ ทำไมต้องวางยาหม่อมวิลัย” ท่านชายเอ่ยถามอย่างปวดร้าวที่เกิดเรื่องไม่ดีในวัง ทำเอาเพลินพิศปากสั่นระริก“ดิฉันไม่ได้ทำ นังดาวต่างหาก พวกแกใส่ความฉัน ถอยไป ถอยไปเดี๋ยวนี้นะ”เวลานี้หญิงสาวเหมือนคนเสียสติ มองทุกคนอย่างโกรธแค้น อยุทธ์จะเข้าไปจับตัว แต่เพลินพิศวิ่งหนีไปที่ประตูทางออก แสงดาว
เมื่อได้ฟังอาการของหม่อมวิลัย แสงดาวทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรง โชคดีที่ขจรศักดิ์รับไว้ทันและกอดเธอแน่น เดือนแรมมองบุตรสาวอย่างสงสารจับใจ“เป็นไปได้ยังไงคะ ยาพวกนั้นเป็นยาบำรุงที่ท่านทานประจำ จะมีผลกับระบบหายใจได้ยังไงกัน” แสงดาวบอกปนสะอื้น ขจรศักดิ์ไม่เชื่อว่าแสงดาวจะทำเรื่องเลวร้ายแบบนั้นได้“เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจนะดาว ถ้าดาวบริสุทธิ์คนผิดต้องถูกจับได้แน่นอน”“นั่นสิดาว ทำใจให้สบายนะลูก” เดือนแรมช่วยปลอบอีกคน แสงดาวพยักหน้าทั้งน้ำตา ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องเลวร้ายกับหม่อมวิลัยได้“โจรถ้าไม่มีหลักฐานก็ไม่ยอมจำนน” เพลินพิศได้ทีแล้วมองหม่อมเจ้าเอกสิทธิ์ที่นั่งเงียบอยู่ไม่ไกล “ท่านชายทำไมไม่ให้ตำรวจจับตัวนังดาวไปเลย แล้วค่อยสอบสวน เผื่อมันหนีไปจะทำยังไง”“ดิฉันไม่หนีแน่นอนค่ะ เพราะดิฉันไม่ได้ทำผิด” แสงดาวยืนยันเสียงหนักแน่น ทำเอาท่านชายถึงกับถอนหายใจเบาๆ รู้สึกหนักใจไม่น้อยกับเรื่องที่เกิดขึ้น“ปล่อยให้ตำรวจจัดการดีกว่า ตำรวจสมัยนี้เขาเก่ง ฉันว่าเรากลับกันก่อนเถอะ พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่”“ดาวขอเฝ้าหม่อมท่านที่นี่นะคะท่านชาย” แสงดาวมองหม่อมเจ้าเอกสิทธิ์น้ำตานองหน้า ไม่นานท่านชายก็พย
“ฉันไม่ตลกกับหล่อนหรอกนะแม่เพลิน คราวหน้าหัดระวังคำพูดเสียบ้าง” หม่อมวิลัยเตือนแล้วตักอาหารใส่จาน เพลินพิศแอบเบ้ปากแล้วนั่งทานมื้อเช้าในสำรับของตัวเอง“ฉันไม่ดื่มน้ำเปล่า ไปเอาน้ำส้มมาให้ฉัน” หญิงสาวทานไปไม่นานก็หันไปบอก เด็กรับใช้กลับออกไปอีกครั้ง หม่อมวิลัยรวบช้อนและหยิบผ้ากันเปื้อนเช็ดปาก มือยกแก้วน้ำขึ้นดื่มและเข็นรถจะไปหยิบถ้วยยา เพลินพิศยิ้มน้อยๆ แล้วหยุดรถนิ่งอยู่กับที“จะเอายาเหรอคะหม่อม เดี๋ยวเพลินหยิบให้ค่ะ” เพลินพิศอาสาแล้วเดินไปที่โต๊ะข้างเตียง ก่อนจะหยิบถ้วยยาหญิงสาวหันไปมองหม่อมวิลัยที่นั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ริมฝีปากสีแดงสดแสยะยิ้มแล้วรีบหยิบเม็ดยาในถ้วยใส่ลงกระเป๋ากระโปรง ความเร่งรีบทำให้ยาเม็ดหนึ่งหล่นลงพื้นและกระเด็นเข้าไปใต้เตียง เป็นจังหวะเดียวกับเด็กรับใช้ถือน้ำส้มเข้ามา เพลินพิศก็เอายาที่เตรียมมาไปให้หม่อมวิลัยแทน“ยาค่ะหม่อม” เพลินพิศส่งถ้วยยาให้ ตามมาด้วยแก้วน้ำดื่ม หม่อมวิลัยรับไปถือและกลืนลงคอ ดื่มน้ำไปก่อนจะส่งแก้วกลับคืน“หล่อนจะไปไหนก็ไปเถอะ ฉันอยากอยู่คนเดียว” หม่อมวิลัยออกปากไล่ เพลินพิศยิ้มน้อยๆ แต่แววตาสะใจที่แผนการเล่นงานแสงดาวดำเนินไปได้ด้วยดี ตอนนี้
เมื่อความจริงทุกอย่างถูกเปิดเผย ขจรศักดิ์ก็กลายเป็นแขกของวังเคียงรุ้งไปโดยปริยาย หลังเลิกงานหม่อมราชวงศ์หนุ่มก็จะมาคลุกอยู่กับภรรยาและลูก เพราะแสงดาวต้องการดูแลหม่อมวิลัยจนกว่าจะมีหมอที่ไว้ใจได้มาแทน เพลินพิศก็คอยหาโอกาสใกล้ชิดขจรศักดิ์เพื่อหวังให้เขาใจอ่อน แต่ก็ไม่สำเร็จ และในทางลับอยุทธ์ก็ส่งสายตำรวจหญิงเข้ามาเป็นคนรับใช้ในวังเคียงรุ้งตามคำขอของเพื่อน จนกว่าแสงดาวกับลูกจะไปอยู่ที่วังตะวันฉาย ซึ่งแผนการนี้จะมีเพียงขจรศักดิ์ อยุทธ์ และหม่อมเจ้าเอกสิทธิ์เท่านั้นที่รู้ทุกวันแสงดาวจะต้องแวะไปตรวจอาการและทำกายภาพบำบัดให้หม่อมวิลัย พร้อมกับกำชับให้ทานยาตามหมอสั่ง เพราะคนที่ไว้ใจได้อย่างแม่จันทร์ก็เจ็บออดๆ แอดๆ ดวงตาฝ้าฟางมองไม่ค่อยเห็น หม่อมวิลัยจึงให้อยู่เฉยๆ และมีคนดูแลอยู่ที่เรือนพักด้านหลัง“นี่หล่อนไม่เบื่อหรือยังไงที่ต้องมานวดมาจับขาฉันทุกวัน” หม่อมวิลัยเอ่ยถาม ขณะมองใบหน้านวลที่ดูจะอิ่มเอิบไปด้วยความสุข“ไม่เบื่อหรอกคะ ขอให้แม่ใหญ่เดินได้ ดาวก็ดีใจแล้ว”“ใช่คร้าหม่อมยาย เราจะได้ไปวิ่งไล่จับกันคร้า” น้องหวายซึ่งอยู่ในชุดนักเรียนน่ารักฉีกยิ้มกว้างๆ จนเห็นลักยิ้ม หม่อมวิลัยหัวเราะมองค
กว่าขจรศักดิ์จะพาแสงดาวออกมาร่วมงานเลี้ยงได้ แสงอาทิตย์ก็ถูกแทนที่ด้วยม่านดำแห่งราตรีกาลไปแล้ว เสียงเจื้อยแจ้วของลูกสาวตัวน้อย ทำให้คนเป็นพ่อแม่ที่จับมือกันเดินมาอย่างมีความสุข“ฉันว่าอีกสองสามปีคงต้องไว้หนวดไว้เคราแล้วล่ะดาว”“ทำไมล่ะคะ” แสงดาวเอียงหน้าถามเป็นเชิงไม่เข้าใจ ขจรศักดิ์จึงกดจมูกลงบนแก้มปลั่งแรงๆ อยุทธ์หันมาเห็นก็อดแซวไม่ได้“คุณชายขจรศักดิ์จะฆ่าคนโสดให้ตายเลยหรือยังไงขอรับ ผมล่ะโคตรอิจฉาเสียจริงๆ” สารวัตรหนุ่มบอกพลางส่งสายตาละห้อยไปให้ศศิธรเพื่อหวังเรียกคะแนนสงสาร แต่หญิงสาวย่นจมูกใส่กลบเกลื่อนความเขินอายของตัวเอง“คุณชายอ่ะ ทำให้ดาวอายอีกแล้วนะคะ ไม่อยู่ใกล้แล้ว ไปหาลูกดีกว่า” แสงดาวต่อว่าหน้าแดงซ่าน แล้วก้าวดุ่มๆ ไปทำความเคารพผู้ใหญ่ซึ่งกำลังนั่งคุยกันอยู่ที่โต๊ะ ก่อนจะเดินไปเล่นกับลูกสาวสุดรัก ศศิธรแยกเขี้ยวใส่อยุทธ์แล้วเดินไปหาแสงดาว ปล่อยให้สองหนุ่มมองตาม“วันนี้ทำคะแนนกับแม่ยายได้กี่คะแนนแล้วเพื่อน”“ว่าที่แม่ยายให้คะแนนไม่ทันเลยล่ะ”ขจรศักดิ์หัวเราะในลำคอพร้อมกับรับแก้วเครื่องดื่มจากเด็กรับใช้ อยุทธ์คลี่ยิ้มน้อยๆ ขณะมองศศิธรด้วยความรัก จากนั้นทั้งสองก็ยกแก้วขึ้นชน
“ดาว...” เสียงเรียกทำให้แสงดาวน้ำตาไหล แต่ไม่หยุดเดินพาลูกตรงไปที่ประตู จนกระทั่งเสียงของหม่อมมณีรัตน์ดังตามมา“เดี๋ยวก่อนแสงดาว”แสงดาวชะงักก้าว และพาลูกน้อยหันกลับมา หม่อมมณีรัตน์ลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหา ทุกสายตามองตามและลุ้นว่าจะเกิดอะไรต่อไปนับจากนี้ หญิงสูงศักดิ์จับมือจิ๋วของน้องหวายมากุม“เธอกั
“คิดมากจริงๆ” เขาจับปลายคางมนแล้วจูบแรงๆ ทีหนึ่ง แสงดาวทุบกำปั้นบนอกกว้างอย่างงอนๆ “คนอื่นเขารู้เรื่องเรากันหมดแล้ว หม่อมแม่ก็รู้แล้ว ท่านทั้งรักทั้งหลงลูกของเรา อยากให้ฉันพาเธอกับลูกไปอยู่ที่วังตะวันฉายไวๆ”“อะไรนะคะ คนอื่นรู้เรื่องของเราแล้ว!” แสงดาวตาโตด้วยความตกใจ“ฮื่ม...ฉันอยู่กับเธอที่นี่ ท่
“ยอมรับแล้วสิ”“ปล่อยให้เราอยู่แบบนี้นะคะ ดิฉันขอร้อง พี่นวลคือพี่สาวที่ดิฉันรักมากที่สุด ดิฉันไม่อยากทำให้เธอเสียใจ” เธอขอร้องทั้งแววตาและวิงวอนด้วยคำพูด ขจรศักดิ์หน้าตึงอย่างไม่พอใจที่เธอหวงแต่ความรู้สึกคนอื่น จนลืมความสุขของตัวเองและลูก“เธอจะอยู่ที่นี่ก็ได้ ฉันจะได้ย้ายของมาอยู่ด้วย” เขาสรุปง่า
“คุณลุงใจดีเป็นพ่อให้น้องหวายได้ไหมคะ น้องหวายอยากมีพ่อ...” น้องหวายอ้อน มือน้อยกอดลำคอแกร่งแน่น แสงดาวกลัวความสัมพันธ์ทางสายเลือดจะทำให้ศศิธรเสียใจจึงรีบขัดขึ้นก่อนที่ชายหนุ่มจะตอบอะไรที่ทำให้น้องหวายมีความหวัง“น้องหวายคร้า นอนได้แล้วนะคะ” แสงดาวกางแขนรับร่างน้อยมาหมอแก้ม น้องหวายล้มตัวลงนอนมองข







