Mag-log in“นังแสงดาว” หญิงวัยกลางคนหันไปเอ็ดเด็กสาวที่ตนรักและเอ็นดูเสมือนลูกหลานแท้ๆ เสียงขรม “หยุดต่อล้อต่อเถียงกับคุณชายขจรได้แล้ว ประเดี๋ยวไอ้แดงมันก็ซวยไปด้วยอีกคนเอาหรอก”
“ซวย?...” เด็กสาวทวนคำอย่างฉงนสนเท่ห์
“ก็ใช่นะสิ”
“แล้วทำไมจะต้องซวยด้วยล่ะจ๊ะป้า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับพี่แดงเลยนี่น่า”
“จะไม่ให้เกี่ยวได้อย่างไร ก็เพราะว่าไอ้แดงน่ะทำงานเป็นคนล้างรถอยู่ที่วังตะวันฉาย ซึ่งก็คือวังของคุณชายขจรยังไงล่ะ” คิ้วสีนิลซึ่งเริ่มมีสีขาวแซมนิดๆ ของนางศจียับย่นขณะบอกเล่า
แสงดาวอึ้งไปครู่ใหญ่ๆ เพราะเธอไม่เคยทราบเรื่องนี้มาก่อน และเมื่อเหลือบไปเห็นป้าศจีซึ่งก้มหน้าก้มตาด้วยความเจียมเนื้อเจียมตัว ความรู้สึกโกรธกรุ่นก็ปรากฏเด่นชัดบนขากรรไกรน้อยๆ ที่ขบแน่น จนนึกอยากจะวิ่งไปหาท่อนไม้ใหญ่ๆ มาฟาดใส่อีตาคุณชายหน้ายักษ์สักป๊าบ!
“อ้อ...อย่างนี้นี่เอง” หม่อมราชวงศ์หนุ่มพูดแทรกขึ้นพร้อมทั้งพยักหน้าน้อยๆ “ก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมถึงได้รู้จักชื่อของฉัน”
“อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะเจ้าคะคุณชายขจร” นางศจีมีท่าทางกระตือรือร้นเมื่ออีกฝ่ายเบือนหน้ามาสนทนาด้วย “เวลาไอ้แดงกลับมาบ้านทีไร มันมักจะเล่าถึงความมีน้ำใจและเรื่องราวดีๆ ของคุณชายขจรให้อิฉันฟังอยู่บ่อยๆ”
“ฮื่ม...ขนาดนั้นเชียว” ร่างสูงภายใต้เสื้อสเวตเตอร์สีกรมท่าที่ทำจากไหมพรมขนแกะครางเสียงบางอย่างในลำคอ ก่อนจะเก๊กหน้าขรึมวางฟอร์ม แล้วอดไม่ได้ที่จะชำเลืองไปมองอีกคนซึ่งกำลังบิดเบี้ยวปากขมุบขมิบคล้ายอยากจะอ้วกเสียเต็มประดา “วันนี้ถือเสียว่าหล่อนโชคดีก็แล้วกัน แล้วฉันจะบอกอะไรเอาบุญให้อีกอย่าง วันพระน่ะมันไม่ได้มีหนเดียว หล่อนคงไม่โชคดีตลอดไปหรอก”
ใบหน้าแสนรั้นชูคอตั้ง นึกนินทาชายหนุ่มในใจว่า ‘ช่างถนัดนักกับการพูดข่มคนอื่นให้จมดิน!’ จึงไม่รีรอที่จะรีบตอบสวนกลับไปทันควันด้วยน้ำเสียงห้วนๆ แกมเย่อหยิ่งตามแบบฉบับของคนไม่ยอมคน
“กรุณาอย่าห่วงไปเลยค่ะ เพราะดิฉันก็คิดว่าคงไม่ ‘ซวย’ มาเจอพวกขับรถตีนผีอย่างคุณอีกรอบเช่นกัน”
“อย่ามาตีฝีปากกับฉันนะ! ผู้ใหญ่พูดอะไรหัดฟังเสียบ้าง” ชายหนุ่มรู้สึกเคืองใจกับท่าทีพยศผยองของเด็กสาว “เป็นแค่สามัญชนควรจะสงบเสงี่ยมเจียมตัวในแบบสามัญชน อย่าให้ฉันต้องเปลืองน้ำลายพูดซ้ำเป็นครั้งที่สอง จำใส่สมองเน่าๆ ของหล่อนเอาไว้ด้วย”
สิ้นประโยคนั้น หม่อมราชวงศ์ขจรศักดิ์ก็หมุนตัวเดินองอาจกลับไปขึ้นรถอย่างคนที่ถือไพ่เหนือกว่า ทิ้งให้แสงดาวนั่งก้มหน้าด้วยความเจ็บใจ ที่ศักดิ์ศรีของคนอย่างเธอมันช่างด้อยค่ายิ่งนัก แม้แค่เพียงเศษธุลีดินก็ยังจะมีค่ามากกว่า!
ดวงตากลมโตใสแจ๋วดั่งน้ำค้างมองตามรถเก๋งเปิดประทุนสุดหรูที่ค่อยๆ แล่นออกไปช้าๆ โดยปราศจากการเอื้อยเอ่ยใดๆ ออกมา แล้วประคองกายลุกขึ้นไปเก็บข้าวของที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วพื้นถนนใส่ลงในหาบของตนอย่างเงียบๆ จนนางศจีได้แต่โคลงศีรษะไปมา เพราะใจจริงนั้นนางก็ไม่อยากให้แสงดาวเปิดศึกท้ารบกับคุณชายขจรศักดิ์สักเท่าไหร่
“เอ็งนะเอ็ง...นังแสงดาว ชอบหาเรื่องใส่ตัวอยู่ร่ำไป เฮ้อ...”
หญิงวัยกลางคนถอนหายใจเฮือกใหญ่ๆ ขณะมองใบหน้าซึ่งมีสีผิวเนียนละมุนราวกับผิวของทารกอย่างไม่ค่อยสบายใจ
ณ วังตะวันฉาย ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ลมเย็นๆ เริ่มบรรเทาลงเมื่อถูกไอร้อนจากแสงแดดแผ่รัศมีมาลามเลียจนอุ่นอ้าว อาชาไนยสีน้ำตาลตัวใหญ่วิ่งเหยาะๆ ไปตามถนนอิฐตัวหนอนในอาณาเขตของวัง โดยมีหม่อมราชวงศ์ขจรศักดิ์นั่งควบอยู่บนเบื้องหลัง
บุรุษผู้นี้เปรียบเสมือนดั่งราชสีห์แห่งตระกูลผู้ดีอันร่ำรวยมั่งคั่งอย่าง ‘กุลธวัช’ มีนิสัยดุดัน เงียบขรึม เดาใจยาก ว่ากันว่าเขาไร้หัวใจ หัวใจที่รักใครไม่เป็น เย็นชาเหมือนผีดูดเลือด!!!
อึดใจต่อมา...ม้าหนุ่มก็หยุดชะงักเท้า ก่อนจะร้องคำรามพร้อมทั้งยกขาหน้าคู้ขึ้น หลังจากเจ้านายของมันกระตุกสายบังเหียน เพราะมีเสียงเรียกของคนรับใช้ดังแว่วมาจากทางศาลาริมน้ำ
“คุณชายขอรับ...คุณชาย” นายแช่มซึ่งเป็นคนดูแลคอกม้าวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารายงาน “ท่านชายเอกอนันต์ทรงให้กระผมมาเรียนเชิญคุณชายไปพบเป็นการด่วนอยู่ที่ห้องรับแขกขอรับ”
“หืม...” คิ้วเข้มดั่งปีกกาเลิกขึ้นจนปรากฏรอยย่นบนหน้าผาก “ท่านพ่อมีอะไรกับฉันรึ?”
“กระผมก็ไม่ทราบเหมือนกันขอรับ”
“ถ้าเช่นนั้นฉันวานนายแช่มเอาเจ้าภูผาไปเข้าคอกแทนฉันที”
“ได้เลยขอรับคุณชาย”
ร่างสง่างามจึงกระโดดลงจากหลังม้า พลางถอดถุงมือและสายแส้ส่งต่อให้กับคนเฝ้าคอก ก่อนจะสาวเท้ายาวๆ ตรงดิ่งไปยังตัวตึกใหญ่
ซึ่งทันทีที่บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนเดินเข้ามาทิ้งกายลงบนโซฟาตัวยาว หม่อมเจ้าเอกอนันต์และหม่อมมณีรัตน์ที่นั่งรออยู่ก่อนแล้วก็ค่อยๆ หันหน้ามาคลี่ยิ้มให้กันแบบมีนัยยะแอบแฝง
“ท่านพ่อและหม่อมแม่มีเรื่องอะไรกับชายหรือครับ ถึงได้ทรงให้คนรับใช้ไปตามเป็นการด่วนแบบนี้” ขจรศักดิ์ไม่รีรอที่จะเปิดประเด็นหัวข้อสนทนา ขณะหรี่ตาลงแคบๆ อย่างจับพิรุธบุพการีทั้งสอง “แต่ถ้าเป็นเรื่องจับคู่อีกล่ะก็ ชายคงต้องขอประทานอภัยเป็นอย่างสูง และก็คงกราบเรียนท่านพ่อและหม่อมแม่ด้วยถ้อยคำปฏิเสธเดิมๆ ว่า...เสียเวลาเปล่าครับ”
คำพูดที่ได้ตระเตรียมมาหว่านล้อมคนเป็นลูกมีอันต้องพังครืนไม่เป็นท่าเสมือนประภาคารที่ถูกคลื่นทะเลซัดสาดจนราบเป็นหน้ากอง หม่อมมณีรัตน์ได้แต่ถอนหายใจระอาหนักๆ ส่วนหม่อมเจ้าเอกอนันต์พยายามนั่งนิ่งๆ อย่างเก็บอารมณ์จนสุดความสามารถ
“โถ่...ลูก” ผู้เป็นมารดาอวดครวญด้วยน้ำเสียงน้อยใจ “แม่น่ะแก่แล้ว จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ เมื่อไหร่ชายจะเป็นฝั่งเป็นฝาให้แม่เสียที”
ขจรศักดิ์เห็นรอยเศร้าหมองเจืออยู่ในดวงตาที่ลึกโขตามวัยของหม่อมมณีรัตน์ก็อดใจหายไม่ได้ ร่างสูงจึงลุกขึ้นจากโซฟา เดินเข้าไปนั่งคุกเข่าลงตรงหน้ามารดาด้วยกิริยานอบน้อม
“ที่ชายปฏิเสธหม่อมแม่และท่านพ่อทุกครั้ง ก็เพราะว่า...” เขาค้างคำพูดเอาไว้ สูดลมหายใจเข้าปอดจนชุ่มลึก แล้วเอ่ยต่ออย่างชัดถ้อยชัดคำ “...ชาย ‘มี-คน-รัก’ อยู่แล้วครับ”
ไม่รู้อะไรดลใจทำให้พลั้งปากออกไปเช่นนั้น คราวนี้ความลำบากเทกระจาดมาตกอยู่ที่หม่อมราชวงศ์หนุ่มอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ละ...ละ...ลูกว่าอะไรนะ!” หม่อมมณีรัตน์ตาแทบถลนออกมาจากเบ้า “พูดให้แม่ฟังชัดๆ อีกทีสิลูก”
ขจรศักดิ์ได้ทีรีบแสร้งตีหน้าซื่อเหมือนแมวนอนหวด พร้อมกับยกมือมารดาขึ้นมาอังที่โหนกแก้มของตน
“ชายมีคนรักแล้ว แต่ขอเวลาอีกสักพักนะครับ ชายสัญญาว่าจะพามาให้หม่อมแม่และท่านพ่อได้ยลโฉมตัวเป็นๆ กันเลย”
ในตอนท้ายประโยคชายหนุ่มปรายหางตาไปทางบิดาแวบหนึ่งราวกับต้องการยืนยันคำตอบ ว่าเรื่องที่เขาพูดมาทั้งหมดนั้น...มันคือความจริง หาใช่โป้ปด ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าไปจุมพิตที่บริเวณแก้มของคนเป็นแม่เบาๆ แล้วลุกขึ้นเดินอาดๆ ออกไปจากห้องรับแขก ทิ้งให้หม่อมมณีรัตน์และหม่อมเจ้าเอกอนันต์ได้แต่กะพริบตาปริบๆ มองตามหลังบุตรชายด้วยความอึ้งคะนึงสับสนสุดจะพรรณนา...
หนึ่งเดือนต่อมา...ณ บ้านพักตากอากาศของราชกุลกุลธวัชหลังจากจัดงานศพหม่อมวิลัยและเพลินพิศเสร็จสิ้น ทุกคนยังไม่คลายจากความตกใจ ในช่วงวันหยุดยาว ขจรศักดิ์จึงพาทุกคนมาพักผ่อนยังบ้านพักตากอากาศที่หัวหิน ทุกคนจึงรู้สึกดีขึ้นมา แสงดาวเริ่มยิ้มได้เมื่อมีนางฟ้าตัวน้อยคอยคลอเคลียอยู่ใกล้ๆ และทำท่าตลกให้คุณพ่อคุณแม่และทุกคนหัวเราะ“ฉันสงสัยจริงๆ ว่าลูกเราเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ทำไมซนเหมือนลิงแบบนี้” ขจรศักดิ์นั่งมองบุตรสาวอยู่ข้างภรรยา ยิ่งเห็นน้องหวายตีลังการอยู่ที่ชายหาด ขจรศักดิ์ก็ยิ่งถอนหายใจแรงๆ“ผู้หญิงสิคะ ดาวเลี้ยงมากับมือทำไมจะไม่รู้” แสงดาวบอกเสียงหวาน พลางหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อให้ ขจรศักดิ์จับมือบางขึ้นไปจูบแล้วคลึงด้วยปลายหัวแม่มือเบาๆ“งั้น ฉันขอลูกชายอีกสักสามคน ผู้หญิงอีกสองคนนะดาว” ชายหนุ่มทำหน้าระห้อยอ้อนๆ แสงดาวตาโตเพราะนับจำนวนแล้วเขาต้องการลูกตั้งหกคนเชียว“หกคนเลยนะคะ”“ก็ใช่นะสิ ธุรกิจเรามีตั้งเยอะแยะนะ ลูกๆ จะได้ช่วยกันทำไง” ขจรศักดิ์เอนศีรษะไปซบหน้ากับบ่าบาง “นะดาวนะ ฉันไม่ปล่อยให้เธอเลี้ยงคนเดียวหรอก เราจะช่วยกันเลี้ยงลูกๆ ให้เติบโตด้วยกัน” ชายหนุ่มสอดลำแขนโอบกอดเอวค
“ปกติเราก็เอาเสื้อผ้ามาซักอยู่แล้วนี่คะ” สาวใช้ตอบ ขณะยืนตัวสั่นเบียดกับเพื่อนอีกคน เพลินพิศเดินตาขวางไปหาแล้วตบหน้าสาวใช้คนละทีดังเผี๊ยะๆ จนหน้าสะบัด“พวกขี้ข้า สาระแนไม่เข้าเรื่อง” พูดจบเพลินเพิศก็เดินกลับเข้าไปในตัวตึกอย่างร้อนใจ จนกระทั่งมาถึงห้องโถงซึ่งมีขจรศักดิ์ อยุทธ์ หม่อมเจ้าเอกสิทธิ์ และเดือนแรมยืนคุยกันอยู่ เมื่อเห็นเธอทุกสายตาก็เพ่งมองไปที่เพลินพิศเป็นจุดเดียว“เป็นอะไรเพลิน ดูรุกรี้รุกรนชอบกล” ท่านชายเอกสิทธิ์เอ่ยถามเสียงเรียบ แต่เพลินพิศร้อนตัวมองคนนั้นคนนี้เหมือนกลัวความผิด“เพลินหาของค่ะ พอดีลืมของไว้” เธอตอบและเตรียมจะผละไป แต่อยุทธ์เข้าไปขวางไว้เสียก่อน“หายาสองเม็ดนี้อยู่หรือเปล่าครับคุณเพลิน” สารวัตรหนุ่มแบมือออก เพลินพิศเห็นเม็ดยาที่ตามหาก็ผงะ หน้าซีดลงทันที“ทำไมถึงทำแบบนี้เพลินพิศ ทำไมต้องวางยาหม่อมวิลัย” ท่านชายเอ่ยถามอย่างปวดร้าวที่เกิดเรื่องไม่ดีในวัง ทำเอาเพลินพิศปากสั่นระริก“ดิฉันไม่ได้ทำ นังดาวต่างหาก พวกแกใส่ความฉัน ถอยไป ถอยไปเดี๋ยวนี้นะ”เวลานี้หญิงสาวเหมือนคนเสียสติ มองทุกคนอย่างโกรธแค้น อยุทธ์จะเข้าไปจับตัว แต่เพลินพิศวิ่งหนีไปที่ประตูทางออก แสงดาว
เมื่อได้ฟังอาการของหม่อมวิลัย แสงดาวทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรง โชคดีที่ขจรศักดิ์รับไว้ทันและกอดเธอแน่น เดือนแรมมองบุตรสาวอย่างสงสารจับใจ“เป็นไปได้ยังไงคะ ยาพวกนั้นเป็นยาบำรุงที่ท่านทานประจำ จะมีผลกับระบบหายใจได้ยังไงกัน” แสงดาวบอกปนสะอื้น ขจรศักดิ์ไม่เชื่อว่าแสงดาวจะทำเรื่องเลวร้ายแบบนั้นได้“เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจนะดาว ถ้าดาวบริสุทธิ์คนผิดต้องถูกจับได้แน่นอน”“นั่นสิดาว ทำใจให้สบายนะลูก” เดือนแรมช่วยปลอบอีกคน แสงดาวพยักหน้าทั้งน้ำตา ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องเลวร้ายกับหม่อมวิลัยได้“โจรถ้าไม่มีหลักฐานก็ไม่ยอมจำนน” เพลินพิศได้ทีแล้วมองหม่อมเจ้าเอกสิทธิ์ที่นั่งเงียบอยู่ไม่ไกล “ท่านชายทำไมไม่ให้ตำรวจจับตัวนังดาวไปเลย แล้วค่อยสอบสวน เผื่อมันหนีไปจะทำยังไง”“ดิฉันไม่หนีแน่นอนค่ะ เพราะดิฉันไม่ได้ทำผิด” แสงดาวยืนยันเสียงหนักแน่น ทำเอาท่านชายถึงกับถอนหายใจเบาๆ รู้สึกหนักใจไม่น้อยกับเรื่องที่เกิดขึ้น“ปล่อยให้ตำรวจจัดการดีกว่า ตำรวจสมัยนี้เขาเก่ง ฉันว่าเรากลับกันก่อนเถอะ พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่”“ดาวขอเฝ้าหม่อมท่านที่นี่นะคะท่านชาย” แสงดาวมองหม่อมเจ้าเอกสิทธิ์น้ำตานองหน้า ไม่นานท่านชายก็พย
“ฉันไม่ตลกกับหล่อนหรอกนะแม่เพลิน คราวหน้าหัดระวังคำพูดเสียบ้าง” หม่อมวิลัยเตือนแล้วตักอาหารใส่จาน เพลินพิศแอบเบ้ปากแล้วนั่งทานมื้อเช้าในสำรับของตัวเอง“ฉันไม่ดื่มน้ำเปล่า ไปเอาน้ำส้มมาให้ฉัน” หญิงสาวทานไปไม่นานก็หันไปบอก เด็กรับใช้กลับออกไปอีกครั้ง หม่อมวิลัยรวบช้อนและหยิบผ้ากันเปื้อนเช็ดปาก มือยกแก้วน้ำขึ้นดื่มและเข็นรถจะไปหยิบถ้วยยา เพลินพิศยิ้มน้อยๆ แล้วหยุดรถนิ่งอยู่กับที“จะเอายาเหรอคะหม่อม เดี๋ยวเพลินหยิบให้ค่ะ” เพลินพิศอาสาแล้วเดินไปที่โต๊ะข้างเตียง ก่อนจะหยิบถ้วยยาหญิงสาวหันไปมองหม่อมวิลัยที่นั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ริมฝีปากสีแดงสดแสยะยิ้มแล้วรีบหยิบเม็ดยาในถ้วยใส่ลงกระเป๋ากระโปรง ความเร่งรีบทำให้ยาเม็ดหนึ่งหล่นลงพื้นและกระเด็นเข้าไปใต้เตียง เป็นจังหวะเดียวกับเด็กรับใช้ถือน้ำส้มเข้ามา เพลินพิศก็เอายาที่เตรียมมาไปให้หม่อมวิลัยแทน“ยาค่ะหม่อม” เพลินพิศส่งถ้วยยาให้ ตามมาด้วยแก้วน้ำดื่ม หม่อมวิลัยรับไปถือและกลืนลงคอ ดื่มน้ำไปก่อนจะส่งแก้วกลับคืน“หล่อนจะไปไหนก็ไปเถอะ ฉันอยากอยู่คนเดียว” หม่อมวิลัยออกปากไล่ เพลินพิศยิ้มน้อยๆ แต่แววตาสะใจที่แผนการเล่นงานแสงดาวดำเนินไปได้ด้วยดี ตอนนี้
เมื่อความจริงทุกอย่างถูกเปิดเผย ขจรศักดิ์ก็กลายเป็นแขกของวังเคียงรุ้งไปโดยปริยาย หลังเลิกงานหม่อมราชวงศ์หนุ่มก็จะมาคลุกอยู่กับภรรยาและลูก เพราะแสงดาวต้องการดูแลหม่อมวิลัยจนกว่าจะมีหมอที่ไว้ใจได้มาแทน เพลินพิศก็คอยหาโอกาสใกล้ชิดขจรศักดิ์เพื่อหวังให้เขาใจอ่อน แต่ก็ไม่สำเร็จ และในทางลับอยุทธ์ก็ส่งสายตำรวจหญิงเข้ามาเป็นคนรับใช้ในวังเคียงรุ้งตามคำขอของเพื่อน จนกว่าแสงดาวกับลูกจะไปอยู่ที่วังตะวันฉาย ซึ่งแผนการนี้จะมีเพียงขจรศักดิ์ อยุทธ์ และหม่อมเจ้าเอกสิทธิ์เท่านั้นที่รู้ทุกวันแสงดาวจะต้องแวะไปตรวจอาการและทำกายภาพบำบัดให้หม่อมวิลัย พร้อมกับกำชับให้ทานยาตามหมอสั่ง เพราะคนที่ไว้ใจได้อย่างแม่จันทร์ก็เจ็บออดๆ แอดๆ ดวงตาฝ้าฟางมองไม่ค่อยเห็น หม่อมวิลัยจึงให้อยู่เฉยๆ และมีคนดูแลอยู่ที่เรือนพักด้านหลัง“นี่หล่อนไม่เบื่อหรือยังไงที่ต้องมานวดมาจับขาฉันทุกวัน” หม่อมวิลัยเอ่ยถาม ขณะมองใบหน้านวลที่ดูจะอิ่มเอิบไปด้วยความสุข“ไม่เบื่อหรอกคะ ขอให้แม่ใหญ่เดินได้ ดาวก็ดีใจแล้ว”“ใช่คร้าหม่อมยาย เราจะได้ไปวิ่งไล่จับกันคร้า” น้องหวายซึ่งอยู่ในชุดนักเรียนน่ารักฉีกยิ้มกว้างๆ จนเห็นลักยิ้ม หม่อมวิลัยหัวเราะมองค
กว่าขจรศักดิ์จะพาแสงดาวออกมาร่วมงานเลี้ยงได้ แสงอาทิตย์ก็ถูกแทนที่ด้วยม่านดำแห่งราตรีกาลไปแล้ว เสียงเจื้อยแจ้วของลูกสาวตัวน้อย ทำให้คนเป็นพ่อแม่ที่จับมือกันเดินมาอย่างมีความสุข“ฉันว่าอีกสองสามปีคงต้องไว้หนวดไว้เคราแล้วล่ะดาว”“ทำไมล่ะคะ” แสงดาวเอียงหน้าถามเป็นเชิงไม่เข้าใจ ขจรศักดิ์จึงกดจมูกลงบนแก้มปลั่งแรงๆ อยุทธ์หันมาเห็นก็อดแซวไม่ได้“คุณชายขจรศักดิ์จะฆ่าคนโสดให้ตายเลยหรือยังไงขอรับ ผมล่ะโคตรอิจฉาเสียจริงๆ” สารวัตรหนุ่มบอกพลางส่งสายตาละห้อยไปให้ศศิธรเพื่อหวังเรียกคะแนนสงสาร แต่หญิงสาวย่นจมูกใส่กลบเกลื่อนความเขินอายของตัวเอง“คุณชายอ่ะ ทำให้ดาวอายอีกแล้วนะคะ ไม่อยู่ใกล้แล้ว ไปหาลูกดีกว่า” แสงดาวต่อว่าหน้าแดงซ่าน แล้วก้าวดุ่มๆ ไปทำความเคารพผู้ใหญ่ซึ่งกำลังนั่งคุยกันอยู่ที่โต๊ะ ก่อนจะเดินไปเล่นกับลูกสาวสุดรัก ศศิธรแยกเขี้ยวใส่อยุทธ์แล้วเดินไปหาแสงดาว ปล่อยให้สองหนุ่มมองตาม“วันนี้ทำคะแนนกับแม่ยายได้กี่คะแนนแล้วเพื่อน”“ว่าที่แม่ยายให้คะแนนไม่ทันเลยล่ะ”ขจรศักดิ์หัวเราะในลำคอพร้อมกับรับแก้วเครื่องดื่มจากเด็กรับใช้ อยุทธ์คลี่ยิ้มน้อยๆ ขณะมองศศิธรด้วยความรัก จากนั้นทั้งสองก็ยกแก้วขึ้นชน
“อื้ม...อื้ม...”แสงดาวพยายามเปล่งเสียงปะท้วงออกมา แต่เขาก็ปิดกั้นในทุกๆ ทาง จูบเอาจูบเอาจนเธอหายใจหายคอไม่ทัน ไม่นานยกทรงก็ถูกเขากระชากหลุดออกจากสองเต้าอวบอิ่ม และใช้มือหนาตวัดขึ้นไปครอบครองฐานทรวง จนร่างงามสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ สัมผัสเต็มไม้เต็มมือทำให้ขจรศักดิ์ครางอย่างพอใจ และยกตัวขึ้นสบกับดว
เมื่อรับปากขจรศักดิ์ไว้แล้ว วันต่อมาศศิธรก็มายังวังเคียงรุ้งเพื่อสอบถามเรื่องที่อยากรู้ หญิงสาวเข้าพบกับเจ้าของวังที่ตอนนี้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งหม่อมเจ้าเอกสิทธิ์ หม่อมวิลัย และเดือนแรม ซึ่งกำลังนั่งทานของว่างอยู่ที่ระเบียงสวนดอกไม้“สวัสดีค่ะ นวลมารบกวนหรือเปล่าคะ” ศศิธรวางตะกร้าของฝากแล้วไห
“นวลมานั่งกับแม่...” คุณประไพรวางมือบน และตวัดค้อนให้อยุทธ์ ศศิธรมองสารวัตรหนุ่มแวบหนึ่งแล้วย่อตัวเดินไปนั่งข้างมารดา“พ่อกับแม่มาคุยเรื่องการหมั้นหมายของชายกับหนูนวลจ้ะ เพราะเห็นว่าลูกทั้งสองคบหาดูใจกันนานแล้วก็เลยจะจัดงานหมั้น จากนั้นก็งานแต่งภายในเดือนหน้าให้เสร็จเลย”ประโยคที่หลุดออกมาจากปากหม่
หนึ่งอาทิตย์ต่อมา ขจรศักดิ์ก็กลับจากปีนัง ด้วยงานที่คั่งค้างอยู่หลายวันทำให้เขาไม่สามารถไปหาแสงดาวได้อย่างที่ตั้งใจ จนเวลาล่วงไปสองวันเต็มๆ หม่อมราชวงศ์หนุ่มถึงปลีกตัวมาที่วังเคียงรุ้งได้รถยนต์คันหรูของขจรศักดิ์ วิ่งมาจอดหน้าประตูอัลลอยด์ลวดลายสวยงามของวังเคียงรุ้ง หัวใจของชายหนุ่มตื่นเต้นราวกับหน







