Share

บทที่ 3

last update Last Updated: 2025-12-13 16:04:57

“นังแสงดาว” หญิงวัยกลางคนหันไปเอ็ดเด็กสาวที่ตนรักและเอ็นดูเสมือนลูกหลานแท้ๆ เสียงขรม “หยุดต่อล้อต่อเถียงกับคุณชายขจรได้แล้ว ประเดี๋ยวไอ้แดงมันก็ซวยไปด้วยอีกคนเอาหรอก”

“ซวย?...” เด็กสาวทวนคำอย่างฉงนสนเท่ห์

“ก็ใช่นะสิ”

“แล้วทำไมจะต้องซวยด้วยล่ะจ๊ะป้า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับพี่แดงเลยนี่น่า”

“จะไม่ให้เกี่ยวได้อย่างไร ก็เพราะว่าไอ้แดงน่ะทำงานเป็นคนล้างรถอยู่ที่วังตะวันฉาย ซึ่งก็คือวังของคุณชายขจรยังไงล่ะ” คิ้วสีนิลซึ่งเริ่มมีสีขาวแซมนิดๆ ของนางศจียับย่นขณะบอกเล่า

แสงดาวอึ้งไปครู่ใหญ่ๆ เพราะเธอไม่เคยทราบเรื่องนี้มาก่อน และเมื่อเหลือบไปเห็นป้าศจีซึ่งก้มหน้าก้มตาด้วยความเจียมเนื้อเจียมตัว ความรู้สึกโกรธกรุ่นก็ปรากฏเด่นชัดบนขากรรไกรน้อยๆ ที่ขบแน่น จนนึกอยากจะวิ่งไปหาท่อนไม้ใหญ่ๆ มาฟาดใส่อีตาคุณชายหน้ายักษ์สักป๊าบ!

“อ้อ...อย่างนี้นี่เอง” หม่อมราชวงศ์หนุ่มพูดแทรกขึ้นพร้อมทั้งพยักหน้าน้อยๆ “ก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมถึงได้รู้จักชื่อของฉัน”

“อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะเจ้าคะคุณชายขจร” นางศจีมีท่าทางกระตือรือร้นเมื่ออีกฝ่ายเบือนหน้ามาสนทนาด้วย “เวลาไอ้แดงกลับมาบ้านทีไร มันมักจะเล่าถึงความมีน้ำใจและเรื่องราวดีๆ ของคุณชายขจรให้อิฉันฟังอยู่บ่อยๆ”

“ฮื่ม...ขนาดนั้นเชียว” ร่างสูงภายใต้เสื้อสเวตเตอร์สีกรมท่าที่ทำจากไหมพรมขนแกะครางเสียงบางอย่างในลำคอ ก่อนจะเก๊กหน้าขรึมวางฟอร์ม แล้วอดไม่ได้ที่จะชำเลืองไปมองอีกคนซึ่งกำลังบิดเบี้ยวปากขมุบขมิบคล้ายอยากจะอ้วกเสียเต็มประดา “วันนี้ถือเสียว่าหล่อนโชคดีก็แล้วกัน แล้วฉันจะบอกอะไรเอาบุญให้อีกอย่าง วันพระน่ะมันไม่ได้มีหนเดียว หล่อนคงไม่โชคดีตลอดไปหรอก”

ใบหน้าแสนรั้นชูคอตั้ง นึกนินทาชายหนุ่มในใจว่า ‘ช่างถนัดนักกับการพูดข่มคนอื่นให้จมดิน!’ จึงไม่รีรอที่จะรีบตอบสวนกลับไปทันควันด้วยน้ำเสียงห้วนๆ แกมเย่อหยิ่งตามแบบฉบับของคนไม่ยอมคน

“กรุณาอย่าห่วงไปเลยค่ะ เพราะดิฉันก็คิดว่าคงไม่ ‘ซวย’ มาเจอพวกขับรถตีนผีอย่างคุณอีกรอบเช่นกัน”

“อย่ามาตีฝีปากกับฉันนะ! ผู้ใหญ่พูดอะไรหัดฟังเสียบ้าง” ชายหนุ่มรู้สึกเคืองใจกับท่าทีพยศผยองของเด็กสาว “เป็นแค่สามัญชนควรจะสงบเสงี่ยมเจียมตัวในแบบสามัญชน อย่าให้ฉันต้องเปลืองน้ำลายพูดซ้ำเป็นครั้งที่สอง จำใส่สมองเน่าๆ ของหล่อนเอาไว้ด้วย”

สิ้นประโยคนั้น หม่อมราชวงศ์ขจรศักดิ์ก็หมุนตัวเดินองอาจกลับไปขึ้นรถอย่างคนที่ถือไพ่เหนือกว่า ทิ้งให้แสงดาวนั่งก้มหน้าด้วยความเจ็บใจ ที่ศักดิ์ศรีของคนอย่างเธอมันช่างด้อยค่ายิ่งนัก แม้แค่เพียงเศษธุลีดินก็ยังจะมีค่ามากกว่า!

ดวงตากลมโตใสแจ๋วดั่งน้ำค้างมองตามรถเก๋งเปิดประทุนสุดหรูที่ค่อยๆ แล่นออกไปช้าๆ โดยปราศจากการเอื้อยเอ่ยใดๆ ออกมา แล้วประคองกายลุกขึ้นไปเก็บข้าวของที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วพื้นถนนใส่ลงในหาบของตนอย่างเงียบๆ จนนางศจีได้แต่โคลงศีรษะไปมา เพราะใจจริงนั้นนางก็ไม่อยากให้แสงดาวเปิดศึกท้ารบกับคุณชายขจรศักดิ์สักเท่าไหร่

“เอ็งนะเอ็ง...นังแสงดาว ชอบหาเรื่องใส่ตัวอยู่ร่ำไป เฮ้อ...”

หญิงวัยกลางคนถอนหายใจเฮือกใหญ่ๆ ขณะมองใบหน้าซึ่งมีสีผิวเนียนละมุนราวกับผิวของทารกอย่างไม่ค่อยสบายใจ

ณ วังตะวันฉาย ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

ลมเย็นๆ เริ่มบรรเทาลงเมื่อถูกไอร้อนจากแสงแดดแผ่รัศมีมาลามเลียจนอุ่นอ้าว อาชาไนยสีน้ำตาลตัวใหญ่วิ่งเหยาะๆ ไปตามถนนอิฐตัวหนอนในอาณาเขตของวัง โดยมีหม่อมราชวงศ์ขจรศักดิ์นั่งควบอยู่บนเบื้องหลัง

บุรุษผู้นี้เปรียบเสมือนดั่งราชสีห์แห่งตระกูลผู้ดีอันร่ำรวยมั่งคั่งอย่าง ‘กุลธวัช’ มีนิสัยดุดัน เงียบขรึม เดาใจยาก ว่ากันว่าเขาไร้หัวใจ หัวใจที่รักใครไม่เป็น เย็นชาเหมือนผีดูดเลือด!!!

อึดใจต่อมา...ม้าหนุ่มก็หยุดชะงักเท้า ก่อนจะร้องคำรามพร้อมทั้งยกขาหน้าคู้ขึ้น หลังจากเจ้านายของมันกระตุกสายบังเหียน เพราะมีเสียงเรียกของคนรับใช้ดังแว่วมาจากทางศาลาริมน้ำ

“คุณชายขอรับ...คุณชาย” นายแช่มซึ่งเป็นคนดูแลคอกม้าวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารายงาน “ท่านชายเอกอนันต์ทรงให้กระผมมาเรียนเชิญคุณชายไปพบเป็นการด่วนอยู่ที่ห้องรับแขกขอรับ”

“หืม...” คิ้วเข้มดั่งปีกกาเลิกขึ้นจนปรากฏรอยย่นบนหน้าผาก “ท่านพ่อมีอะไรกับฉันรึ?”

“กระผมก็ไม่ทราบเหมือนกันขอรับ”

“ถ้าเช่นนั้นฉันวานนายแช่มเอาเจ้าภูผาไปเข้าคอกแทนฉันที”

“ได้เลยขอรับคุณชาย”

ร่างสง่างามจึงกระโดดลงจากหลังม้า พลางถอดถุงมือและสายแส้ส่งต่อให้กับคนเฝ้าคอก ก่อนจะสาวเท้ายาวๆ ตรงดิ่งไปยังตัวตึกใหญ่

ซึ่งทันทีที่บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนเดินเข้ามาทิ้งกายลงบนโซฟาตัวยาว หม่อมเจ้าเอกอนันต์และหม่อมมณีรัตน์ที่นั่งรออยู่ก่อนแล้วก็ค่อยๆ หันหน้ามาคลี่ยิ้มให้กันแบบมีนัยยะแอบแฝง

“ท่านพ่อและหม่อมแม่มีเรื่องอะไรกับชายหรือครับ ถึงได้ทรงให้คนรับใช้ไปตามเป็นการด่วนแบบนี้” ขจรศักดิ์ไม่รีรอที่จะเปิดประเด็นหัวข้อสนทนา ขณะหรี่ตาลงแคบๆ อย่างจับพิรุธบุพการีทั้งสอง “แต่ถ้าเป็นเรื่องจับคู่อีกล่ะก็ ชายคงต้องขอประทานอภัยเป็นอย่างสูง และก็คงกราบเรียนท่านพ่อและหม่อมแม่ด้วยถ้อยคำปฏิเสธเดิมๆ ว่า...เสียเวลาเปล่าครับ”

คำพูดที่ได้ตระเตรียมมาหว่านล้อมคนเป็นลูกมีอันต้องพังครืนไม่เป็นท่าเสมือนประภาคารที่ถูกคลื่นทะเลซัดสาดจนราบเป็นหน้ากอง หม่อมมณีรัตน์ได้แต่ถอนหายใจระอาหนักๆ ส่วนหม่อมเจ้าเอกอนันต์พยายามนั่งนิ่งๆ อย่างเก็บอารมณ์จนสุดความสามารถ

“โถ่...ลูก” ผู้เป็นมารดาอวดครวญด้วยน้ำเสียงน้อยใจ “แม่น่ะแก่แล้ว จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ เมื่อไหร่ชายจะเป็นฝั่งเป็นฝาให้แม่เสียที”

ขจรศักดิ์เห็นรอยเศร้าหมองเจืออยู่ในดวงตาที่ลึกโขตามวัยของหม่อมมณีรัตน์ก็อดใจหายไม่ได้ ร่างสูงจึงลุกขึ้นจากโซฟา เดินเข้าไปนั่งคุกเข่าลงตรงหน้ามารดาด้วยกิริยานอบน้อม

“ที่ชายปฏิเสธหม่อมแม่และท่านพ่อทุกครั้ง ก็เพราะว่า...” เขาค้างคำพูดเอาไว้ สูดลมหายใจเข้าปอดจนชุ่มลึก แล้วเอ่ยต่ออย่างชัดถ้อยชัดคำ “...ชาย ‘มี-คน-รัก’ อยู่แล้วครับ”

ไม่รู้อะไรดลใจทำให้พลั้งปากออกไปเช่นนั้น คราวนี้ความลำบากเทกระจาดมาตกอยู่ที่หม่อมราชวงศ์หนุ่มอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ละ...ละ...ลูกว่าอะไรนะ!” หม่อมมณีรัตน์ตาแทบถลนออกมาจากเบ้า “พูดให้แม่ฟังชัดๆ อีกทีสิลูก”

ขจรศักดิ์ได้ทีรีบแสร้งตีหน้าซื่อเหมือนแมวนอนหวด พร้อมกับยกมือมารดาขึ้นมาอังที่โหนกแก้มของตน

“ชายมีคนรักแล้ว แต่ขอเวลาอีกสักพักนะครับ ชายสัญญาว่าจะพามาให้หม่อมแม่และท่านพ่อได้ยลโฉมตัวเป็นๆ กันเลย”

ในตอนท้ายประโยคชายหนุ่มปรายหางตาไปทางบิดาแวบหนึ่งราวกับต้องการยืนยันคำตอบ ว่าเรื่องที่เขาพูดมาทั้งหมดนั้น...มันคือความจริง หาใช่โป้ปด ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าไปจุมพิตที่บริเวณแก้มของคนเป็นแม่เบาๆ แล้วลุกขึ้นเดินอาดๆ ออกไปจากห้องรับแขก ทิ้งให้หม่อมมณีรัตน์และหม่อมเจ้าเอกอนันต์ได้แต่กะพริบตาปริบๆ มองตามหลังบุตรชายด้วยความอึ้งคะนึงสับสนสุดจะพรรณนา...

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • สะใภ้กุลธวัชร (แนวดราม่าตบจูบ)   บทที่ 4

    ร่างองอาจของหม่อมราชวงศ์ขจรศักดิ์เดินเข้ามาทรุดกายลงนั่งยังเก้าอี้ไม้สักทองในห้องหนังสือ ซึ่งตั้งอยู่ติดกับริมหน้าต่าง ก่อนจะยกมือขึ้นไปนวดคลึงบริเวณขมับเบาๆ เพื่อคลายความเครียดอันเนื่องมาจากที่เขาได้โกหกคำโตต่อบุพการีทั้งสองว่าตนนั้นมี ‘คนรัก’ อยู่แล้วมือหนาเอื้อมไปหยิบขวดวิสกี้ราคาแพงที่อยู่บนโต๊ะพร้อมทั้งเปิดฝามันออก แล้วจึงรินใส่ในแก้วทรงเตี้ยพอประมาณ จากนั้นก็กรอกเข้าปากรวดเดียวอึกๆ จนหมดราวกับเป็นน้ำหวานก็ไม่ปานเหล้า...คือสิ่งที่เขามักจะเอาไว้ใช้ผ่อนคลายยามมีอารมณ์ขุ่นมัวหรือหมองใจอะไรสักอย่างหม่อมราชวงศ์หนุ่มรู้ดีว่าผู้เป็นมารดาและบิดาพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อยัดเยียดบุตรสาวของเจ้าขุนมูลนายในสังคมชั้นสูง ซึ่งเปี่ยมไปด้วยหน้าตา ฐานะ ชาติตระกูล และการศึกษาให้เขาทุกครั้งที่สบโอกาสแต่จนแล้วจนรอดก็หามีหญิงใดทะลายกำแพงหัวใจอันแสนเย็นชาดวงนี้ได้เลยสักคน นอกจาก ‘ปานรวี’ ผู้หญิงหนึ่งเดียวที่เขาเคยมอบความรู้สึกดีๆ ให้เมื่อสมัยไปร่ำเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษทั้งคู่คบหาดูใจและให้คำมั่นสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าเมื่อเรียนจบจะกลับมาแต่งงานกันที่ประเทศไทย ทว่าความสุขนั้นมักจะอยู่กับคนเราได้ไม

  • สะใภ้กุลธวัชร (แนวดราม่าตบจูบ)   บทที่ 3

    “นังแสงดาว” หญิงวัยกลางคนหันไปเอ็ดเด็กสาวที่ตนรักและเอ็นดูเสมือนลูกหลานแท้ๆ เสียงขรม “หยุดต่อล้อต่อเถียงกับคุณชายขจรได้แล้ว ประเดี๋ยวไอ้แดงมันก็ซวยไปด้วยอีกคนเอาหรอก”“ซวย?...” เด็กสาวทวนคำอย่างฉงนสนเท่ห์“ก็ใช่นะสิ”“แล้วทำไมจะต้องซวยด้วยล่ะจ๊ะป้า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับพี่แดงเลยนี่น่า”“จะไม่ให้เกี่ยวได้อย่างไร ก็เพราะว่าไอ้แดงน่ะทำงานเป็นคนล้างรถอยู่ที่วังตะวันฉาย ซึ่งก็คือวังของคุณชายขจรยังไงล่ะ” คิ้วสีนิลซึ่งเริ่มมีสีขาวแซมนิดๆ ของนางศจียับย่นขณะบอกเล่าแสงดาวอึ้งไปครู่ใหญ่ๆ เพราะเธอไม่เคยทราบเรื่องนี้มาก่อน และเมื่อเหลือบไปเห็นป้าศจีซึ่งก้มหน้าก้มตาด้วยความเจียมเนื้อเจียมตัว ความรู้สึกโกรธกรุ่นก็ปรากฏเด่นชัดบนขากรรไกรน้อยๆ ที่ขบแน่น จนนึกอยากจะวิ่งไปหาท่อนไม้ใหญ่ๆ มาฟาดใส่อีตาคุณชายหน้ายักษ์สักป๊าบ!“อ้อ...อย่างนี้นี่เอง” หม่อมราชวงศ์หนุ่มพูดแทรกขึ้นพร้อมทั้งพยักหน้าน้อยๆ “ก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมถึงได้รู้จักชื่อของฉัน”“อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะเจ้าคะคุณชายขจร” นางศจีมีท่าทางกระตือรือร้นเมื่ออีกฝ่ายเบือนหน้ามาสนทนาด้วย “เวลาไอ้แดงกลับมาบ้านทีไร มันมักจะเล่าถึงความมีน้ำ

  • สะใภ้กุลธวัชร (แนวดราม่าตบจูบ)   บทที่ 2

    “นี่รึ? ที่เขาเรียกว่าผู้ดี เที่ยวดูถูกดูแคลนคนอื่นไปทั่ว มันก็ไม่ต่างอะไรจากไพร่เหมือนกันนั่นแหละ”เพราะถูกคนรอบข้างยกยอปอปั้นและให้เกียรติจนเคยชิน ทำให้ชายหนุ่มหน้ามืดหนักกว่าเดิมเมื่อได้ยินวาจาผรุสวาทสาดโครมมาใส่ ร่างสูงผึ่งผายจึงรีบย่างสามขุมเข้าไปหาราวกับเสือร้ายเห็นนางกระจงน้อย ฉุดเอาข้อมือเล็กจิ๋วแล้วเหวี่ยงหมุนร่างบอบบางมาปะทะอกแกร่งซึ่งขวางเต็มไปด้วยมัดกล้ามหนั่นแน่น“จองหองมากไปแล้ว!”“ปล่อยนะ! ดิฉันเจ็บ!” แสงดาวพยายามดิ้นขลุกขลิก แต่ยิ่งดิ้นอ้อมกอดก็ยิ่งรัดแน่นจนกระดูกแทบหัก“ถ้าวันนี้ฉันไม่ได้สั่งสอนเด็กทโมนอย่างหล่อนให้หลาบจำ ก็อย่ามาเรียกฉันว่า ‘หม่อมราชวงศ์ขจรศักดิ์’ อีกเลย!”ครั้นพอได้ยินคำประกาศเปรี้ยงดุจสายฟ้าฟาดของชายหนุ่มแบบชัดๆ เต็มสองรูหู แสงดาวถึงกับเบิกตาขึ้นช้าๆ จนกลายกลายเป็นถลึงเหลือก ก่อนที่ร่างเล็กจะถลาถอยร่น แล้วหมอบตัวลงแนบพื้นถนนด้วยท่าทางสั่นเทาปานลูกนกเปียกฝน!ความพะวักพะวงระคนหวาดหวั่น ยังผลให้ดวงตาสีประกายนิลเริ่มเป็นเงารื้นขึ้น เมื่อตระหนักได้ว่าชายหนุ่มซึ่งมีศักดิ์นำหน้าเป็นถึง ‘หม่อมราชวงศ์’ คงจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเอามากๆ ที่ลูกหนูหริ่งตัวน้อยอย่าง

  • สะใภ้กุลธวัชร (แนวดราม่าตบจูบ)   บทที่ 1

    เขตพระนคร ปลายพุทธศักราช ๒๕๐๘ ต้นฤดูคิมหันต์...คำว่า ‘คนรวยก็รวยล้นฟ้า คนจนก็จนติดดิน’ ยังคงใช้ได้อยู่ทุกยุคทุกสมัยไม่เสื่อมคลาย เฉกเช่นเดียวกับชีวิตของ ‘แสงดาว’ เด็กสาววัยดรุณีผู้แสนยากจน ซึ่งมีอาชีพหาบเร่ขายขนมครกอยู่ตามย่านถนนเจริญกรุง เธอต้องหาเช้ากินค่ำและมุมานะอย่างหนักเพื่อหวังว่าสักวันครอบครัวของตนจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมือเล็กจิ๋วหยาบกร้านนิดๆ อันเนื่องมาจากการทำงานหามรุ่งหามค่ำ ค่อยๆ บรรจงหยิบขนมครกเนื้อนุ่มที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมละมุนของกะทิใส่ลงบนกระทงใบตองขนาดเท่าฝ่ามือทีละชิ้น แล้วยื่นไปให้กับลูกค้าที่มาซื้อด้วยรอยยิ้มสดใสน่ารักภาพนั้นเป็นภาพที่คุ้นชินของคนในละแวกนี้ดี เพราะเด็กสาวมีนิสัยร่าเริง ช่างพูดช่างเจรจา และมีมิตรไมตรีต่อทุกคน จึงทำให้มีลูกค้าจำนวนไม่น้อยเทียวแวะเวียนมาอุดหนุนมิได้ขาดสาย“วันนี้ได้กี่สตางค์แล้วล่ะนังแสงดาว รู้สึกขนมครกของเอ็งจะขายดีเป็นเทน้ำเป็นท่าเชียวนะ”ป้าศจี ‘แม่ค้าขายผักสด’ หันมาเลียบเคียงถาม ขณะจัดแจงผักชนิดต่างๆ ที่วางอยู่บนหาบของตัวเองให้แลดูน่าพิศมองต่อผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา“ก็พอได้จ้ะป้า” แสงดาวคลี่ยิ้มหวาน แล้วหมุนกายไปหยอดแป้งส่ว

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status