Se connecterแสงแดดอ่อนยามบ่ายสาดส่องกระทบใบหน้าของพราวตะวัน ทำให้รอยยิ้มของเธอดูกระจ่างสดใสเป็นพิเศษ วันนี้คือวันจบการศึกษาของเธอ ท่ามกลางเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของเพื่อนฝูงที่กำลังฉลองกันอย่างคึกคัก พราวตะวันหันไปคุยกับ กานต์ เพื่อนสนิท และพราวฟ้า น้องสาวที่ยืนอยู่ไม่ไกล ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายด้วยความสุขที่เปี่ยมล้น
“ในที่สุดก็จบสักทีกานต์ พราวฟ้า ต่อจากนี้ฉันก็จะทำงานเก็บเงินอย่างที่ฝันไว้แล้วรอพี่ฟิล์มกลับมาสร้างครอบครัวด้วยกัน” พราวตะวันกล่าวด้วยน้ำเสียงมีความสุขล้นปรี่ โลกทั้งใบของเธอเต็มไปด้วยภาพอนาคตที่สดใสกับชายที่เธอรักหมดหัวใจ
กานต์อดแซวไม่ได้ “แหม ตอนนี้ก็เหมือนรอเจ้าชายกลับมาแต่งงานเลยนะแก”
พราวตะวันหัวเราะเบา ๆ แก้มใสขึ้นสีระเรื่อ
“ก็ใกล้แล้วล่ะ เราคุยเรื่องอนาคตกันไว้เยอะเลย ทั้งเรื่องบ้าน เรื่องงาน เรื่องลูก เขาบอกว่าจะดูแลฉันไปตลอดชีวิตเลยนะ” เสียงของเธอเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นและเปี่ยมสุข
พราวฟ้าเข้ามากอดพี่สาวแน่น “ดีใจด้วยนะพี่พราว ชีวิตพี่กำลังจะไปได้สวยเลย นี่แหละที่พราวฟ้าอยากเห็นที่สุด”
แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังยิ้มแย้มยินดี เสียงโทรศัพท์ของพราวตะวันก็ดังขึ้น หน้าจอแสดงชื่อแม่ของเธอ น้ำเสียงปลายสายที่รับฟังนั้นฟังดูตื่นตระหนกและสั่นเครือจนเธอรู้สึกใจหายวาบ
“พราวรีบมาที่โรงพยาบาลเดี๋ยวนี้เลยนะลูก พ่ออาการไม่ดีเลย”
โลกทั้งใบของพราวตะวันพังทลายลงอย่างไม่เหลือชิ้นดีในพริบตา เมื่อเธอมาถึงโรงพยาบาล ภาพแรกที่เห็นคือแม่ที่กำลังทรุดตัวร้องไห้อย่างหนักอยู่บนเก้าอี้ พยาบาลหลายคนกำลังวิ่งวุ่นและใบหน้าของนายแพทย์ที่เดินออกมาจากห้องฉุกเฉินนั้นดูหนักใจอย่างเห็นได้ชัดจนเธอรู้สึกเหมือนหัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
“โรคหัวใจกำเริบอย่างรุนแรงครับ ต้องใช้เครื่องพยุงหัวใจและทำการรักษาเร่งด่วน ค่าใช้จ่ายทั้งหมดค่อนข้างสูงนะครับ”
คำพูดของหมอเหมือนค้อนทุบลงกลางศีรษะ พราวตะวันหันไปมองแม่ที่ส่ายหน้าน้ำตาไหลเป็นทางไม่หยุด “ไม่รู้ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้พร้อม ๆ กัน ธุรกิจที่ลงทุนไปก็ขาดทุนยับเยิน ตอนนี้เราไม่มีเงินเหลือเลยลูก ไม่มีแม้แต่บาทเดียวที่จะรักษาพ่อ”
พราวตะวันรู้สึกหัวใจหล่นวูบไปถึงตาตุ่มอีกครั้ง เธอเพิ่งจะวาดฝันอนาคตอย่างสวยงามอยู่แท้ ๆ แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับกลายเป็นสีดำมืด ไม่มีเงินรักษาพ่อ
ชีวิตที่เคยวาดฝันไว้พังทลายลงในพริบตา ความรู้สึกโดดเดี่ยวและไร้ทางออกถาโถมเข้าใส่ เธอเดินเข้าไปนั่งข้างเตียงพ่อที่นอนหมดสติอยู่ด้วยความสิ้นหวัง มือเรียวสั่นเทาเอื้อมไปกุมมือหยาบกร้านของพ่อไว้แน่น ใบหน้าซีดเซียวของพ่อแทบจะกลืนไปกับผ้าปูที่นอน เสียงเครื่องพยุงหัวใจดังเป็นจังหวะหนักอึ้งชวนใจหาย
“พ่อต้องไม่เป็นอะไรนะ” เธอพึมพำกับตัวเองเสียงสั่นเครือ
ในขณะที่ทุกคนกำลังหมดหวัง ประตูห้องพักผู้ป่วยก็เปิดออก พร้อมกับชายร่างสูงสองคน นายแพทย์ธีระผู้เป็นพ่อของอคิณและชายหนุ่มอีกคนที่มีใบหน้าคมคายทว่าสงบนิ่งจนอ่านไม่ออกอย่างอคิณ วรวิชญ์ ทายาทโรงพยาบาลที่เธอเคยได้ยินแต่ข่าวลือด้านลบ
นายแพทย์ธีระเดินเข้ามาหาพราวตะวันด้วยสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา แต่ก็แฝงความจริงจัง
“หนูพราวลุงได้ข่าวก็รีบมาดูเลยนะ” เขามองไปที่สุริยะพ่อของพราวตะวันที่นอนอยู่บนเตียงอย่างห่วงใย ก่อนจะหันมามองพราวตะวันอีกครั้ง
“ลุงยินดีที่จะช่วยค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการรักษาสุริยะและจะดูแลจนกว่าเขาจะหายดี”
คำพูดของเขาเหมือนแสงสว่างจ้าที่ปลายอุโมงค์ พราวตะวันมองเขาด้วยความรู้สึกขอบคุณอย่างท่วมท้น เธอแทบจะทรุดตัวลงกราบ แต่แสงสว่างนั้นก็ดับลงอย่างรวดเร็วเมื่อเธอได้ยินประโยคต่อมา น้ำเสียงของนายแพทย์ธีระแปรเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นเล็กน้อย
“แต่มีข้อแลกเปลี่ยนเล็กน้อย ลุงอยากให้หนูแต่งงานกับลูกชายของลุง ตามสัญญาที่ลุงกับพ่อหนูเคยให้ไว้เมื่อครั้งยังหนุ่ม เพราะลุงเองก็อยากให้อคิณเป็นฝั่งเป็นฝาและมีทายาทสืบสกุลเสียที”
พราวตะวันช็อกจนพูดไม่ออก ลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ เธอเหลือบไปมองอคิณที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เขาไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่มองมาที่เธอด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา นิ่งเฉยราวกับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติสามัญ และการแต่งงานคลุมถุงชนนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของธุรกิจไม่ใช่ชีวิตของเธอ
พราวตะวันปฏิเสธในทันทีด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวและเจ็บปวด “ไม่ค่ะ!!! หนูแต่งงานกับเขาไม่ได้”
นายแพทย์ธีระดูเหมือนจะเข้าใจสถานการณ์ดีแต่ก็พยายามอธิบายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง
“เราอยากให้หนูกับอคิณได้รู้จักกันและแต่งงานกันจริง ๆ นะ”
“แต่หนูมีแฟนอยู่แล้วค่ะ” พราวตะวันตะโกนออกไปน้ำตาเริ่มเอ่อคลอ
“หนูรักเขาหมดหัวใจ มีคนเดียวที่หนูอยากแต่งงานด้วยและต่อให้หนูไม่มีใคร หนูก็ไม่มีทางแต่งงานกับเขาหรอกค่ะ เขาเป็นคนเจ้าชู้ เป็นเสือผู้หญิงทำไมต้องเป็นคนแบบนี้” อคิณที่ยืนนิ่งมาตลอดขยับตัวเล็กน้อย สีหน้าของเขาไม่ได้แสดงอารมณ์ใด ๆ แต่แววตาคมกริบกลับดูจริงจังและเจ็บปวดขึ้นมาเพียงชั่วขณะเท่านั้น ทว่าพราวตะวันกลับมองไม่เห็นมันเลยเธอถูกความโกรธ ความอัดอั้น และความกลัวเข้าครอบงำจนมองไม่เห็นสิ่งอื่นใด
ก่อนที่เธอจะทันได้พูดอะไร นายแพทย์ธีระก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงที่จริงจังแต่ยังคงอบอุ่น
“เราจะให้เวลาหนูตัดสินใจ แต่พ่อหนูต้องได้รับการรักษาโดยด่วน ถ้านานกว่านี้อาจไม่ทัน”
คำพูดนั้นเหมือนคำขู่กลาย ๆ ที่บีบให้พราวตะวันจนมุม เธอรู้สึกเหมือนถูกบีบคั้นจนหายใจไม่ออก หญิงสาวหันไปมองพ่อที่หายใจอย่างลำบากอยู่บนเตียง และหันไปมองแม่ที่พยักหน้าอย่างขอร้องพร้อมน้ำตาที่ไหลลงมาอย่างช้า ๆ
พราวตะวันเดินออกมาจากห้องพักผู้ป่วยราวกับคนไร้วิญญาณ กานต์รีบเดินเข้ามาหาเพื่อนด้วยสีหน้าเป็นห่วง
“พราว! เกิดอะไรขึ้น เล่ามาให้หมด” กานต์รั้งแขนเพื่อนไว้ พราวตะวันมองหน้าเพื่อนแล้วก็ร้องไห้ออกมาก่อนที่เธอจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้กับเพื่อนฟัง
หลังจากที่เล่าทุกอย่างให้เพื่อนฟังเสร็จแล้ว พราวตะวันตัดสินใจทำในสิ่งที่เธอคิดว่าถูกต้องที่สุดในเวลานั้น เธอโทรหาฟิล์ม แม้จะรู้ว่าเขาเรียนหนักแต่เธอก็ต้องการกำลังใจจากเขามากที่สุดในตอนนี้ เพียงแค่ได้ยินเสียงของเขา เธอก็คิดว่าจะเข้มแข็งพอที่จะผ่านเรื่องเลวร้ายนี้ไปได้
เสียงรอสายดังขึ้นหลายครั้งจนเธอรู้สึกใจหาย ความกังวลกัดกินหัวใจอย่างช้า ๆ ก่อนที่เขาจะกดรับด้วยเสียงที่ยังงัวเงียเล็กน้อยจากต่างประเทศ “ฮัลโหลพราวเหรอ ทำไมโทรมาดึกจัง”
“พี่ฟิล์มพราวมีเรื่องอยากเล่าให้ฟัง” เธอพยายามกลั้นน้ำตาขณะเล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟัง
“จริงเหรอพราว โห แย่จังเลยนะ” ฟิล์มตอบกลับด้วยน้ำเสียงเห็นใจแต่ก็แฝงไปด้วยความลังเล และเย็นชาอย่างน่าประหลาด
“แต่พราวก็รู้นี่ว่าพี่ช่วยอะไรไม่ได้เลยนะ พี่ยังเรียนไม่จบแล้วเรื่องเงิน”
“แล้วเรื่องของเราล่ะพี่ฟิล์ม” พราวตะวันกล่าวด้วยความเจ็บปวด หัวใจของเธอเริ่มบีบรัดอย่างแรง
“พี่จะทิ้งพราวไปใช่ไหม”
“ไม่ใช่แบบนั้นนะพราว” ฟิล์มกล่าวอย่างอึกอักเสียงของเขาเริ่มแข็งขึ้น ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ในความไร้น้ำใจ
“แค่เรื่องมันซับซ้อนมากนะพราว พี่ยังต้องเรียน ต้องทำงานพิเศษ พี่ไม่สามารถกลับไปได้จริง ๆ นะ”
“พี่ต้องช่วยพราวสิ” พราวตะวันบอกเขาด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน ความหวังสุดท้ายกำลังเลือนหายไป
“พี่จะช่วยได้ยังไงล่ะพราว พี่ก็อยู่ห่างจากพราวขนาดนี้ พี่ขอโทษนะ” ฟิล์มกล่าวอย่างรีบร้อน น้ำเสียงแสดงความรำคาญอย่างชัดเจน
“พี่ว่าพราวลองคิดเรื่องข้อเสนอของเขาก่อนนะ ถ้ามันจะช่วยให้พ่อพราวหาย”
คำพูดของเขาทำให้พราวตะวันรู้สึกเหมือนถูกมีดกรีดลงกลางใจ เลือดทุกหยดในร่างกายเหมือนหยุดไหล นี่คือคนที่เธอรักหมดหัวใจแต่เขากลับเป็นคนบอกให้เธอไปพิจารณาการแต่งงานกับคนอื่นเพื่อแก้ปัญหาของตัวเองอย่างนั้นหรือ
“พี่ขอโทษนะแต่พี่ต้องไปทำงานแล้ว ไว้พี่จะโทรกลับนะ” ฟิล์มกล่าวอย่างรีบร้อนแล้วกดวางสายไปทันทีโดยที่ไม่ได้รอฟังคำตอบใด ๆ ทิ้งให้พราวตะวันจมดิ่งในความเจ็บปวดเพียงลำพัง
พราวตะวันจ้องมองโทรศัพท์ในมือที่ดับไปแล้วด้วยความว่างเปล่า มันจุกแน่นในลำคอจนเธอหายใจไม่ออก กานต์ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เห็นท่าทางของเพื่อนก็รีบเอื้อมมือไปกอดเพื่อนเอาไว้แน่น
พราวตะวันปล่อยโฮออกมาสุดเสียงอย่างที่ไม่ได้ทำมาหลายวัน ร่างกายสั่นสะท้านไปทั้งตัว มันไม่ใช่แค่ความเศร้าจากปัญหาครอบครัว แต่เป็นคำปฏิเสธที่ได้รับจากฟิล์มมันรุนแรงยิ่งกว่าความเจ็บปวดจากปัญหาที่เผชิญอยู่เสียอีก
พราวตะวันผละออกจากอ้อมกอดของเพื่อน เธอเช็ดน้ำตาออกอย่างลวก ๆ ดวงตาคู่สวยที่เคยเศร้าหมองตอนนี้เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและแข็งกร้าว แววตาที่เคยอ่อนไหวบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นเปลวไฟแห่งความมุ่งมั่น เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูงและมองไปที่ท้องถนนที่เต็มไปด้วยผู้คนด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป
เธอจะยอมรับการแต่งงานนี้เพราะมันคือทางเดียวที่จะช่วยครอบครัว แต่การแต่งงานนี้จะไม่มีทางสำเร็จไปอย่างที่อคิณและครอบครัวของเขาวาดหวังเอาไว้ เธอจะทำทุกวิถีทางเพื่อทำลายมันลงให้สิ้นซาก เธอจะทำให้อคิณเกลียดเธอจนกว่าเขาจะทนไม่ไหวและขอหย่ากับเธอเอง เธอจะทำให้เขาเจ็บปวดเช่นเดียวกับที่เธอรู้สึก
หลังจากที่อคิณดื่มกาแฟและทานยาแก้ปวดจนอาการดีขึ้น เขารีบขอตัวกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่โรงแรมทันที ก่อนจะกลับมาที่บ้านเช่าอีกครั้งในช่วงสาย ในใจของเขายังคงสับสนกับสถานะ 'พี่ชาย' ที่ได้มาอย่างไม่ตั้งใจ แต่เขาก็ตั้งใจแล้วว่าจะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุดเมื่ออคิณมาถึง เขาก็พบว่าร้านก๋วยเตี๋ยวของป้าดีกำลังยุ่งวุ่นวายกับการรับลูกค้าในช่วงเที่ยง ธามกำลังง่วนอยู่กับการลวกเส้นและปรุงน้ำซุปอย่างคล่องแคล่ว ส่วนพราวตะวันกำลังเสิร์ฟและเก็บโต๊ะอย่างรวดเร็ว“สวัสดีครับป้าดี สวัสดีครับน้องธาม” อคิณกล่าวทักทายอย่างเป็นกันเอง แล้วรีบเดินเข้าไปในร้าน“อ้าว! พี่อคิณมาทำไมครับ ไม่สบายอยู่ไม่ใช่เหรอ ไปพักผ่อนเถอะครับ” ธามทักทายกลับทันทีด้วยท่าทีที่เคารพตามสถานะใหม่ที่ได้มาเมื่อคืน“ไม่ได้ครับน้องธาม พี่เป็นพี่ชายแล้วจะให้น้องชายกับภรรยาของพี่ทำงานหนักได้ยังไง วันนี้พี่มาช่วยงานครับ” อคิณกล่าวอย่างจริงจังแล้วถอดเสื้อสูทออกเผยให้เห็นเสื้อยืดสีขาวด้านในพราวตะวันที่กำลังเดินผ่านมายืนนิ่งตะลึงกับภาพที่เห็น เธอไม่เคยคิดเลยว่าอคิณ นักธุรกิจใหญ่ที่สวมสูทราคาแพง จะกล้ามาทำงานในร้านก๋วยเตี๋ยวข้างถนน เธอรีบเดินมา
ตอนที่ 132 วันเกิด (2)กลับมาที่งานวันเกิดของพราวตะวัน ค่ำคืนงานวันเกิดของพราวตะวันดำเนินไปอย่างอบอุ่นและเรียบง่าย ภายใต้แสงไฟสีส้มนวลที่ธามบรรจงตกแต่งไว้ ร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ ถูกเนรมิตให้เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงที่เต็มไปด้วยความรัก พราวตะวันอยู่ในชุดกระโปรงเรียบๆ ที่อคิณซื้อให้ ใบหน้าของเธอเปื้อนรอยยิ้มที่ไม่เคยมีรอยยิ้มแบบนี้มานานมาก เธอนั่งอยู่ข้างอคิณที่คอยดูแลไม่ห่างและคอยอุ้มน้องบะหมี่ไว้ในอกเพราะลูกสาวตัวน้อยยังสดใสร่าเริงและยังไม่ง่วงนอนทั้งๆ ที่ใกล้เวลานอนแล้วหรืออาจจะเป็นเพราะมีคนเยอะและมีแสงไฟเยอะกว่าปกติ ป้าดีถือก๋วยเตี๋ยวต้มยำทะเลชามพิเศษให้กับอคิณ “คินน์ลูกทานเยอะๆ นะ วันนี้เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว” “ขอบคุณครับป้าดี แค่เห็นพราวยิ้มได้ ผมก็หายเหนื่อยแล้วครับ” อคิณกล่าวพลางหันไปมองพราวตะวันด้วยความรัก พราวตะวันวางถ้วยเค้กลง แล้วจับมืออคิณไว้แน่น “พราวขอบคุณพี่คินน์มากๆ นะคะ” อคิณมองเข้าไปในดวงตาของเธอ เขาเห็นความจริงใจที่ฉายชัด เขารู้สึกถึงว่าถึงเวลาแล้วเขาค่อยๆ สอดมือไปด้านหลัง แล้วหยิบกล่องกำมะหยี่สีแดงที่ซ่อนไว้ในกระเป๋ากางเกงออกมาอย่า
ตอนที่132วันเกิด หลังจากที่ทุกคนเดินทางมาถึงสนามบิน ทั้งหมดก็เดินทางมาที่โรงแรมแห่งหนึ่ง พราวฟ้า อคินัย ชวิน กานต์ ผู้ใหญ่ทั้งสองตระกูล กำลังเข้าห้องเพื่อพักผ่อน ก่อนจะมารวมตัวกันที่ห้องโถงข้างล่างของโรงแรม “เอาล่ะ ทุกคนแต่งตัวเสร็จแล้วใช่ไหมครับ รถตู้รออยู่ข้างล่าง เราต้องบุกไปถึงร้านก๋วยเตี๋ยวก่อนที่งานวันเกิดจะจบลงเสียก่อน” อคินัยกล่าวขึ้นมาอย่างตื่นเต้น “ชุดของแม่เรียบร้อยแล้วจ้ะ ลูกสะใภ้ของแม่ต้องตกใจและดีใจมากๆ แน่ๆ ที่เห็นพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายมาพร้อมกัน ตานัยมั่นใจใช่ไหมว่าตาคินน์ยังไม่รู้ว่าพวกเรามา” คุณหญิงอรุณีกล่าวด้วยรอยยิ้มพร้อมกับย้ำถามลูกชายคนเล็กของเธอ อคินัยยิ้มเจ้าเล่ห์ “มั่นใจครับแม่ ผมบอกเขาแค่ว่าผมกับพราวฟ้าจะมา เขาไม่รู้แม้แต่นิดเดียวว่าคุณพ่อ คุณแม่ และคุณอาสุริยะ คุณอาอรัญญาก็มาด้วย คินน์เองก็จะถูกเซอร์ไพรส์ไปพร้อมกับพราวเลยครับ” ทุกคนต่างตื่นเต้นและดูมีความสุขมากที่จะได้เจอพราวตะวันและหลานสาวตัวน้อยของพวกเขา พวกเธอทุกคน “พ่อกับแม่ก็คิดถึงหลานจนอดใจไม่ไหวแล้วฟ้า ไม่เจอนานแล้วก็คิดถึง” อรัญญาเอ่ยขึ้นมาแล้วก็มีท่าทีตื่นเต้นจ
ตอนที่ 131 นี่คือแผนของทุกคน (3)หลายวันผ่านไป...นับตั้งแต่วันที่อคิณได้มีโอกาศนอนร่วมเตียงกับภรรยาและลูกสาว ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อคิณยังคงมาช่วยขายก๋วยเตี๋ยวที่ร้านในทุกๆ วัน เขาทำหน้าที่ตั้งแต่เตรียมของช่วย เสิร์ฟไปจนถึงเก็บร้าน โดยไม่แสดงความรังเกียจแม้แต่น้อย ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับพราวตะวันและคนอื่นๆ เป็นอย่างมากวันนี้เป็นอีกวันที่บรรยากาศในร้านเต็มไปด้วยความอบอุ่น พราวตะวันเองก็เริ่มพาลูกสาวมาเลี้ยงที่ร้านด้วย เพราะน้องบะหมี่เริ่มนิ่งขึ้นและตื่นเป็นเวลามากขึ้น เธอวางเปลน้อยของลูกไว้ในมุมที่ร่มและสงบที่สุดของร้าน ส่วนพราวตะวันก็คอยชำเลืองมองลูกสาวเป็นระยะลูกค้าที่เข้ามาทานก๋วยเตี๋ยวต่างก็เห็นน้องบะหมี่แล้วก็อดไม่ได้ที่จะเข้ามาหยอกและชมว่าน่ารัก น่าเอ็นดูมาก“โถคุณหนูคนสวย หน้าตาน่ารัก น่าชังจริงๆ เลย” ลูกค้าคนหนึ่งกล่าวพร้อมกับยื่นมือไปลูบศีรษะน้องบะหมี่เบาๆ“ใช่ค่ะ น่ารักมาก ตาแป๋วเหมือนแม่เลย คุณแม่นี่เลี้ยงดีจริงๆ นะคะ จ้ำม้ำเชียว” ลูกค้าอีกคนพูดเสริมขึ้นมาอคิณที่กำลังเสิร์ฟก๋วยเตี๋ยวได้ยินคำชมก็ยิ้มแก้มปริ เขารู้สึกภาคภูมิใจอย่างที่สุด เขาหันไป
ตอนที่ 131 นี่คือแผนของทุกคน (2) อคิณสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันทีด้วยความตกใจ เขาผุดลุกขึ้นแล้วหันมามองภรรยาอย่างงัวเงีย เมื่อเห็นพราวตะวันอุ้มลูกอยู่ ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ “พราวทำไมเธอตื่นขึ้นมาทันทีด้วยความตกใจ เขาผุดลุกขึ้นแล้วหันมามองภรรยาอย่างงัวเงีย เมื่อเห็นพราวตะวันอุ้มลูกอยู่ ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ “พราวทำไมตื่นล่ะ พี่หลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ รู้แค่ว่าตื่นมาป้อนนมบะหมี่แล้วพี่ก็หลับ” อคิณกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อู้อี้และรู้สึกผิด “ไม่เป็นไรค่ะ พี่คินน์ บะหมี่ไม่ร้องไห้เสียงดังเลยค่ะ พี่เก่งมากเลยนะคะที่ดูแลบะหมี่ได้โดยที่พราวไม่รู้ตัวเลย” พราวตะวันกล่าวอย่างจริงใจ รอยยิ้มที่อ่อนโยนของเธอทำให้อคิณโล่งใจขึ้นมา “พี่ไปนอนต่อเถอะค่ะ พราวจะดูแลบะหมี่เอง ดูสิคะพี่ดูเพลียมากเลย” พราวตะวันกล่าวอย่างห่วงใย เธอจูบที่หน้าผากของเขาอย่างแผ่วเบา เป็นการให้กำลังใจที่อ่อนโยนที่สุด อคิณส่ายหน้าเบาๆ “ไม่เป็นไรครับ พี่ไม่เพลียหรอก พี่อยากดูแลลูกกับเธอ” “ไม่จริงค่ะ พราวเห็นพี่หลับคาโซฟาแล้ว พี่ไปนอนเถอะค่ะ เดี๋ยวพราวดูแลลูกเอง” “ก็ได้ครั
ตอนที่131นี่คือแผนของทุกคน พราวตะวันรีบแต่งตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินนำอคิณเข้าไปในห้องนอน ห้องเล็กๆ ที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น น้องบะหมี่นอนตัวแดงก่ำอยู่บนเตียงของเด็กที่ตั้งอยู่ข้างๆ เตียงนอนใหญ่ของแม่ บะหมี่ร้องไห้จนตัวแดง เมื่อเห็นแม่เดินเข้ามา เธอก็ยื่นแขนเล็กๆ ออกมาราวกับต้องการอ้อมกอด พราวตะวันอ้มลูกสาวขึ้นมากอดแนบอก ก่อนจะเริ่มป้อนนมจากขวดอย่างชำนาญ น้องบะหมี่เริ่มดูดนมจากขวดอย่างกระหาย เสียงร้องไห้จึงค่อยๆ เงียบเหลือเพียงเสียงดูดนมเบาๆ เท่านั้น อคิณยืนมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่ตื้นตันอย่างที่สุด ภาพของลูกสาวตัวน้อยในอ้อมกอดของภรรยาคือภาพที่เขาฝันถึงมาตลอด เขาเดินเข้าไปใกล้ แล้วนั่งลงข้างๆ พราวตะวันบนเตียง “ให้พี่ช่วยอุ้มป้อนนมลูกได้ไหมครับ” อคิณกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน เขาเอื้อมมือไปลูบศีรษะลูกสาวอย่างเบามือที่สุด “ไม่เป็นไรค่ะ พี่คินน์บะหมี่ใกล้จะอิ่มแล้ว พี่ช่วยพราวเตรียมผ้าอ้อมกับผ้าเช็ดหน้าได้ไหมคะ อยู่ตรงโต๊ะข้างๆ เตียงนั่นแหละค่ะ” พราวตะวันบอกกับสามีของเธอ อคิณรีบลุกทำตามคำสั่งทันที เขาก้มลงหยิบผ้าอ้อม







