LOGIN“ไม่ต้องกลัว เจ้าขายเสียงเพลง มิได้ขายตัว”
สาวงามในหอนางโลมจะคอยบำเรอศิลป์ซึ่งเป็นการขับลำนำทำดนตรีเป็นสำคัญ แบ่งเป็นเกอจี้ คีตคณิกาผู้ขายเสียงเพลง อู่จี้คือพวกฟ้อนรำหรือนาฏคณิกา ซือจี้คือกวีคณิกาซึ่งเป็นพวกแต่งบทกวี ส่วนต่ำชั้นที่สุดคือจิ่วจี้ เมรัยคณิกาผู้ทำหน้าที่เป็นเพื่อนดื่มเหล้า
ขายศิลปะไม่ขายตัว ข้าได้ยินนางกล่าวเช่นนี้เสมอ แต่ข้ารู้ดีว่ามันไม่จริง
“เจ้ามีความสามารถทั้งร่ายรำ ขับร้องแต่งกวีและเล่นดนตรี นับว่าหาได้ยากยิ่ง รูปร่างหน้าตางามสะพรั่ง ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีสง่าราศี เจ้ายิ่งล้ำค่า”
แม้ว่าข้าจะเป็นชางจี้ หรือคณิกาผู้ขายเสียงดนตรีในหอนางโลม แต่ที่นี่คือหอคณิกา แหล่งกามารมณ์ของพวกผู้ชาย หากขายแต่เสียงเพลงจริง ข้าคงไม่ต้องแต่งกายบางเบา ผ้าแพรใสประคองรัดสองเต้าจนอวบอูม เห็นยอดถันสีชมพูสดสวย ชูช่อดุจดอกบัวตูม ข้าอายจึงประคองกอดพิณบังเอาไว้ ก่อนจะได้ยินเสียงหัวเราะคิกคัก พอเงยหน้าขึ้นจึงได้เห็นหญิงงามวัยดรุณีไปจนถึงวัยยี่สิบปลายๆ พวกนางแต่งกายงดงาม เปิดเผยเนื้อตัวกันโดยไม่เคอะเขิน พวกนางนั่งจับกลุ่มพูดคุยและหัวเราะต่อกระซิกกัน
เหยาหนี่ว์เลี้ยงเด็กสาววัยขบเผาะไว้มากมาย ฝึกกิริยามารยาทและฝีมือเชิงศิลป์ สอนให้เด็กสาวๆ รู้จักเอาอกเอาใจผู้ชาย และเปิดประมูลขายพรหมจรรย์กันเอิกเกริกแทบทุกวัน เมื่อนางขายเรือนร่างของเด็กสาวแล้ว เด็กสาวจะกลายเป็นคณิกาเต็มตัว เลือกรับแขกเองได้ เด็กทั้งหลายจึงตั้งหน้าตั้งตารอให้เหยาหนี่ว์เปิดประมูลเรือนกายของพวกนางเร็วๆ ยามที่มีลูกค้ากระเป๋าหนักมาเยือน เด็กสาวที่ยังฝึกฝนไม่ผ่านจึงพยายามส่งเสียงเรียก โยนผ้าเช็ดหน้า ไม่ก็ส่งสายตายั่วเย้าเต็มที่เพื่อหวังให้ลูกค้าเลือกซื้อนางออกไป
“นั่นคุณหนูเจี่ยจินฮวา ท่าทางหยิ่งยโสน่าดู”
“นางงามราวกับดอกบัวแย้มบานยามเช้า มาอยู่ที่แค่สองวัน ท่านแม่ก็จัดแจงให้นางออกมาพบแขกแล้ว เป็นคุณหนูจากสกุลใหญ่ก็ดีแบบนี้ล่ะเนอะ”
“ได้ยินว่าเสนาบดีเจี่ยถูกประหาร ครอบครัวถูกเนรเทศไม่ก็ส่งไปใช้แรงงาน ดูไปเถอะว่าจะเชิดหน้าสูงส่งไปได้สักกี่น้ำ”
เมื่อพวกนางเห็นข้าต่างก็พากันจ้องมอง บางคนเยาะเย้ย บางคนก็เห็นใจเพราะรู้ดีว่าต่อให้เป็นชางจี้ ขายคีตการหรือขายศาสตร์อักษรศิลป์ เหยาหนี่ว์จอมโลภล้วนบังคับให้รับแขกทั้งสิ้น
ข้าไม่ต้องการให้ใครซื้อตัวข้าไปบำเรอกำหนัด ข้าพอจะได้ยินพวกนางคุยกันว่าสามารถเก็บสะสมเงินทองไว้เพื่อไถ่ตัวเองออกไปก็ได้ นางเหยาหนี่ว์เหลือบมองข้าก็รู้ว่าข้าคิดอะไร
“ถ้าอยากเก็บเงินเพื่อไถ่ตัวเองเร็วๆ ข้าแนะนำให้เจ้ารับแขก แบ่งค่าตัวข้าแปดส่วน เจ้าสองส่วน”
“ข้าไม่ต้องการขายตัวเจ้าค่ะ”
“หึๆ ใหม่ๆ ก็พูดยืนยันแบบนี้กันทุกคน อยู่ไปได้สักสามวันก็มาร้องขอลูกค้า” นางใช้สายตากวาดมองเรือนร่างของข้า ข้าแข็งใจจ้องตานางกลับ ไม่เพียงจะน่าขบขันในสายตานาง ยังดูน่าสมเพชอีกต่างหากเพราะเห็นอยู่ว่าข้ากำลังจะร้องไห้อยู่รอมร่อ
“ข้าไม่ขายตัวเจ้าค่ะ” ข้าย้ำชัดเจน “และข้าไม่ต้องการถูกขายออกไปเป็นนางบำเรอ”
“เอาเถอะ ตามใจเจ้าก็แล้วกัน อยากจะดีดพิณจนนิ้วขาดก็ตามใจ”
เหยาหนี่ว์เดินนำข้าไปตามระเบียง หอเหมยเขียวใหญ่โตอลังการ ระหว่างตึกและหอสูงกั้นด้วยกำแพงแดงสลับกอไผ่เขียว ภูผาจำลองตั้งลดหลั่นและผันน้ำจากแม่น้ำใสสะอาดเข้ามา เกิดเป็นสายลำธารอ่อนช้อยไหลเป็นน้ำตกเล็กๆ
“เจ้าอาจจะคิดว่าข้าบังคับให้สาวๆ ขายตัว แต่ความจริงแล้วตรงกันข้ามต่างหาก สาวงามทั้งหลายจะเป็นเพื่อนดื่มเหล้า ร่ายรำ เล่นคีตศิลป์และประชันบทกวี แต่ก็ไม่ได้ขายเรือนร่างกันง่ายๆ แบบชิงโหลวต่ำๆ หรอกนะ”
“หมายความว่าทุกคนเต็มใจหรือเจ้าคะ”
“ถูกต้อง”
“ข้า...ข้าไม่เข้าใจเจ้าค่ะ”
“อีกไม่นานเจ้าก็จะเข้าใจเอง สิ่งเดียวที่เป็นเพื่อนแท้ของผู้หญิงเราก็คือเงินทองเท่านั้น”
“ความจริงก็คือเสด็จพ่อมีลูกชายหลายคน แต่ละคนก็มีความสามารถให้เลือกใช้ ทุกคนอยากจะแสดงผลงานกันตัวสั่นเพราะหวังตำแหน่งรัชทายาท ข้าถอนตัวออกมาก็ทำให้พวกเขาผ่อนคลายลงและเลิกตอแยเจ้าสักที ถ้าเสด็จพ่อหงุดหงิดนัก ข้าจะพาเจ้าหนีไปอยู่กันสองคนให้รู้แล้วรู้รอด”“ท่านทำเพื่อข้ามากเกินไปแล้ว”“ข้ารู้ว่าไม่มีสิ่งใดจะสามารถชดเชยให้เจ้าได้ เมียข้าขี้แยจริง” เขาโน้มริมฝีปากลงมาคลอเคลีย มือลูบครรภ์ของข้าเบาๆ “เมื่อต้องเลือกระหว่างเจ้ากับตำแหน่งฐานันดร ข้าขอเลือกเจ้า”ข้าก็ไม่อยากจะร้องไห้เลย แต่ข้าไม่อาจห้ามน้ำตาได้จริงๆ เขาทำเพื่อข้ามากเกินไปแล้ว“มันจะคุ้มกันหรือเพคะ”“คุ้มสิ” เขาคลอเคลียข้างแก้มข้า เราจูบกันอย่างดูดดื่ม “ข้าปรารถนาจะแก่เฒ่าไปพร้อมกับเจ้า มีลูกหลานมากมาย ข้าปรารถนาจนตัวสั่นสะท้านทุกลมหายใจ”“ลาออกมาอยู่บ้านเฉยๆ เช่นนี้ หม่อมฉันเกรงว่าท่านจะเบื่อหน่ายเข้าสักวัน”“ข้าสะสมหนังสือเอาไว้มากมายชนิดที่ว่าแก่แล้วก็ยังอ่านไม่หมด ความตั้งใจเดิมของข้าคืออยากเก็บตัวเขียนตำราชำระประวัติศาสตร์ แต่ชะตากลับโยนข้าไปอยู่ที่สนามรบแทน หากไม่ถอนตัวจากสงครามตอนนี้ก็คงไม่มีโอกาสหลุดพ้นจากวังวนแย่งชิงอำนาจ
พวกพี่ชายและญาติหลายคนมีส่วนพัวพันกับแคว้นเว่ย พวกเขาหลบหนีจากที่คุมขังในเหมืองหินไปได้ และข้าก็ไม่เคยได้ข่าวคราวจากพวกเขาอีกเลย ข้าจึงยิ่งรู้สึกว่าชีวิตของทุกคนช่างเหมือนเรือใบไม้ที่ล่องลอยไปตามกระแสธาร หมุนวน วิ่งวุ่นหรือจอดพัก บางลำล้มคว่ำ บางลำแล่นไปได้ไกลจนสุดสายตา ส่วนข้า ข้าถามตัวเองเหมือนอย่างที่เขาเคยถามว่าข้าต้องการอะไรกันแน่ ข้าจึงขอเลือกที่จะหยุดอยู่ที่นี่ อยู่เคียงข้างเขาตามใจปรารถนาอวี้เสิ่นหยางก้าวเข้ามาโอบประคองจากด้านหลัง ลูบครรภ์ที่เริ่มนูนเด่นของข้าเบาๆ“สีหน้าท่านดูเครียดแบบนี้ ฮ่องเต้ทรงตำหนิท่านอีกแล้วหรือ”“ไม่มีอะไรต้องกังวลหรอก”“จะดีกว่าหรือไม่ หากหม่อมฉันหย่าขาดจากท่าน”“จินฮวา เรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ความผิดของเจ้าเลย” ใบหน้าคมเข้มยิ้มอย่างอบอุ่นขณะก้มลงจุมพิตอ่อนโยน ท่อนแขนกำยำโอบกอดข้าไว้อย่างหวงแหน “ข้าไม่มีวันสูญเสียเจ้าไปเพราะเหตุผลไร้สาระโง่ๆ ของผู้อื่นหรอกนะ”“แต่ว่า...”“ข้าเบื่อศึกสงครามเต็มทน เบื่อที่ต้องใช้ชีวิตเดนตายในสนามรบ ฆ่าฟันไม่จบสิ้น ในเวลาต่อจากนี้ข้าปรารถนาเพียงสร้างครอบครัวและมีเลือดเนื้อเชื้อไขกับเจ้าให้มากเท่าที่จะมากได้ ในเ
ข้าร่ำไห้ ท่านพ่อเองก็มือสั่นสะท้าน ร้องบอกให้พรรคพวกหนีไปก่อน ข้าจึงยิ้มออกมาอย่างมีความหวัง “ท่านพ่อ” “พ่อขอโทษ ฝากขอโทษแม่ของเจ้ากับทุกคนด้วย ให้มันจบลงที่ตรงนี้เถอะ”“ท่านพ่อ มันยังมีทางออก”“เว่ยอ๋องเริ่มไม่ไว้ใจพ่อแล้ว ไม่ว่าจะทางไหน พ่อก็ต้องตาย นี่เป็นราคาที่ต้องจ่าย” ท่านพ่อสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ข้าจึงเข้าใจว่าสิ่งที่พ่อกำลังจะพูดต่อไปเป็นเรื่องสำคัญ “ตราบใดที่พ่อมีชีวิตอยู่ พวกเจ้าจะไม่มีวันสงบสุข ฝากดูแลทุกคนแทนพ่อด้วย เรื่องที่เกิดขึ้น อย่าโทษเขา”เมื่อกระซิบจบ ท่านพ่อก็ชูดาบขึ้นพลางร้องตะโกนกลับไป“นังลูกหน้าโง่! ในเมื่อไม่ยอมสวามิภักดิ์ต่อเว่ยอ๋องก็จงตายเสียเถอะ!!”“เจิ้งไป๋!!!”อวี้เสิ่นหยางแผดเสียงตะโกนลั่น ท่านพ่อกอดข้าและเงื้อดาบขึ้นจะแทงใส่ ข้าเบิกตากว้าง จ้องมองท่านพ่อซึ่งหลับตาลงและยิ้ม วินาทีต่อมาลูกศรก็พุ่งเข้ามาเจาะกลางหน้าผาก ร่างของท่านพ่อกระเด็นลอยไปตามแรงยิง มันคล้ายเป็นภาพช้าที่ค่อยๆ เคลื่อนผ่านไม่... ไม่นะ ร่างของท่านพ่อแน่นิ่ง สิ้นใจไปก่อนที่ข้าจะขยับข้าทรุดตัวลงตรงหน้าศพของท่านพ่อ เสื้อผ้าของข้ามีเลือดสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อน มือของข
“ส่งมือมาให้พ่อเร็วเข้า” “บอกความจริงข้าก่อน” ข้ายังคงยืนอยู่กับที่ ไม่ขยับ น้ำเสียงของท่านพ่อก็พลันเปลี่ยนไป “อย่าบีบบังคับให้พ่อต้องทำร้ายเจ้า” “เพราะเหตุใดเจ้าคะ” ข้าก้าวถอยเพราะกลุ่มคนที่มาพร้อมกับท่านพ่อจ้องข้าอย่างดุดันพร้อมร้องบอกให้ท่านพ่อรีบลงมือ สำเนียงของพวกเขาเป็นสำเนียงของแคว้นเว่ย “ท่านแม่กับน้องๆ ที่ถูกวางยาพิษ เป็นฝีมือของท่านใช่หรือไม่” “...” ความเงียบคือคำยอมรับ ในที่สุดข้าก็เข้าใจทุกอย่างแล้ว ที่แท้เสิ่นอ๋องล่วงรู้จึงซ้อนแผน แสร้งจัดฉากวางยาเพื่อให้ท่านพ่อเข้าใจว่าลงมือสำเร็จ ข้าที่รู้ความจริงยิ่งเจ็บปวดใจแทบสลาย “พวกเขาคือภรรยา คือเลือดเนื้อเชื้อไขของท่านนะ” “ท่านเจิ้ง ลงมือเร็วเข้า! ถ้าจับนางไว้ได้ เสิ่นอ๋องก็หมดฤทธิ์” คนพวกนั้นเร่งเร้า ท่านเจิ้ง? ข้าจึงเข้าใจแล้วทุกอย่าง เจี่ยอี้ถังเป็นเพียงฉากหน้าของท่านพ่อ และท่านพ่อก็กำลังเฉลยความจริงทุกอย่างให้ข้าเข้าใจผ่านดาบที่กำลังเงื้อง่าขึ้นสูง “ชื่อจริงของพ่อคือเจิ้งไป๋ เจี่ยอี้ถังเป็นอีกตัวตนที่พ่อใช้แทรกซึมในแคว้นลั่วมานาน ยกโทษให้พ่อด้วยฮ
บทที่ 20 อ้อนวอนสวรรค์ในที่สุดข้าก็หลุดพ้นจากการติดตามข้ากระซิบขอแกมบังคับ ดึงแผงคอเบาๆ ให้จินจินวิ่งไปยังบ้านสกุลเจี่ย ตอนนี้ล่วงเข้าสู่วันใหม่แล้ว ถนนหนทางในเมืองเงียบสงัดแต่เริ่มมีทหารออกตามจับข้ากันอึกทึก ถ้าไม่รีบ พวกเขาคงจะตามร่องรอยของข้าได้อย่างง่ายดาย“ลูกแม่ เจ้าเป็นลูกของเสิ่นอ๋อง พยัคฆ์ร้ายแห่งแคว้นลั่ว เจ้าต้องอดทนนะ”ข้าลูบหน้าท้องของตัวเองเพื่อปลอบใจ ก่อนจะลงจากหลังม้าเมื่อมาถึงสกุลเจี่ย บานประตูด้านหน้ายังคงถูกปิด ข้าผลักประตูเข้าไปพลางจูงจินจินให้เข้าไปด้านในด้วยกัน“รอข้าอยู่ตรงนี้ อย่าส่งเสียงนะ”ข้ารู้ดีว่าการตัดสินใจหุนหันเช่นนี้จะต้องถูกเขาเดือดดาลใส่แน่ แต่ข้าต้องการค้นหาความจริงด้วยตัวเอง ข้าจุดคบไฟ ก้มตัวลงไปในบ่อน้ำประจำบ้าน ปากบ่อก่อขึ้นจากหินแข็งแรง ดูปกติไม่ต่างจากบ่อน้ำกินน้ำใช้ของบ้านอื่นๆ เมื่อมองลงไปก็ไม่พบอะไร มีแค่น้ำใสสะอาดที่สะท้อนใบหน้าของข้าเพียงเท่านั้นถ้าจำไม่ผิด รู้สึกว่าแต้มตำหนิในรูปจะหมายถึงแถวๆ นี้ข้าคลำไปตามผนังบ่อด้านในจนสัมผัสเจอหินก้อนหนึ่งที่ยื่นออกมาเล็กน้อย พอกะระยะแล้วมันก็ตรงกับหินที่ยื่นออกมาจากผนังบ่อด้านนอกเช่นกัน ข้าจึงลอง
เรียน พระชายาของกำนัลที่ตกหล่นไปได้มาถึงแล้ว จะดำเนินการจัดส่งภายในวันนี้ของกำนัล? จัดส่ง? ไม่มีข้อความใดเพิ่มเติมอีก แต่ข้าเคยเห็นท่านพ่อเอากระดาษลนเปลวเทียนอยู่บ่อยครั้ง ข้าจึงลองทำดูอย่างระมัดระวัง เมื่อหมึกชนิดพิเศษต้องไอร้อน ตัวขีดบนขีดล่างก็เริ่มจางหายไปบางส่วน เหลือเพียงข้อความที่แท้จริงเอาไว้ข้าไม่เข้าใจ และนึกสงสัยเพราะมีตัวขีดที่อ่านไม่เป็นคำปรากฏขึ้นมา ข้ามองไม่นานก็นึกออกเพราะนี่เป็นรูปแสดงถึงบ่อน้ำที่เสี่ยวหงเคยวาดเอาไว้ ทุกคนในบ้านก็เลยรู้จักสัญลักษณ์นี้แต้มกลมบนบ่อน้ำ...ความหมายของมันคืออะไร ดวงอาทิตย์หรือว่าดวงจันทร์ ที่บ่อน้ำประจำบ้านของเรามีอะไรกันนะ ข้าครุ่นคิด และนึกติดใจสงสัยจุดแต้มที่ผิดแผกไปในรูป ถ้ามองผ่านๆ ก็ดูเหมือนจุดเปื้อนที่ลงน้ำหนักมากเกินไปเท่านั้น แต่ข้าแน่ใจว่ามันไม่ใช่ยามนี้ใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว หรือความหมายของรูปนี้คือข้าต้องไปที่บ่อน้ำนั่นภายในเวลาเที่ยงคืน?แต่ซาลาเปานี้วางอยู่ตั้งแต่เช้า ความหมายของท่านพ่ออาจจะหมายถึงเที่ยงวัน และทุกอย่างอาจสายไปแล้วแย่จริงข้าจดจำและรีบเผากระดาษทิ้งไป ไม่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ข้าต้องการที่จะเสี่ยง“ข้าต้องการ







