로그인นางสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายยืนหลบอยู่หลังภูเขาจำลองมองดูนางนานแล้ว ดูก็รู้ว่าเขาคงทราบว่านางคือคู่หมายของตนเช่นเดียวกัน
“เพคะ”
“เหลวไหลสิ้นดี!” เด็กชายที่สูงกว่านางเท่าหนึ่งเชิดหน้า “สตรีที่อ้วนเป็นหมู แถมยังหน้าตาอัปลักษณ์เยี่ยงเจ้าจะเป็นคู่หมายของข้าได้อย่างไร!”
คำพูดที่ดังจนแทบเป็นเสียงตะโกน ส่งผลให้บ่าวไพร่และข้าบริวารที่อยู่ที่นี่ต่างเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
ทว่าฟ่านอู๋เฉียวกลับไม่หยุดเพียงเท่านั้น เขายังชี้นิ้วใส่นาง มองด้วยแววตารังเกียจ “จำไว้ให้ดี ข้าฟ่านอู๋เฉียวจะไม่ยอมแต่งงานกับเจ้าอย่างเด็ดขาด ข้าต้องการถอนหมั้นกับเจ้า!”
นางกำนัลผู้ติดตามกู่หลันอิงต่างสะดุ้งไปตามๆ กัน
หมายความว่าอย่างไรที่ว่าจะถอนหมั้น?
หมายความว่าอย่างไรที่องค์หญิงของพวกนางอัปลักษณ์?
จริงอยู่ที่กู่หลันอิงมีรูปร่างอวบกลม แต่นางเพิ่งอายุเจ็ดขวบ ในวัยแบบนี้ไม่มีคำว่าน่าเกลียด องค์หญิงของพวกนางมีน้ำมีนวล มีแก้มกลมๆ เช่นนี้น่ารักจะตายไป!
ในขณะที่เหล่านางกำนัลกำลังเดือดดาลจนหน้าแดงก่ำ ผู้ถูกปรามาสกลับวางสีหน้าเรียบเฉย
“องค์ชายเพคะ”
ในที่สุดนางก็ส่งเสียง
ฟ่านอู๋เฉียวมีสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย เขาคาดหวังจะให้เด็กหญิงอัปลักษณ์ร้องไห้ขี้มูกโป่งจนใบหน้าน่าเกลียดดูไม่ได้ ทว่าผลที่ได้กลับตรงกันข้าม
“หึ... ต่อให้เจ้าขอร้องอ้อนวอนอย่างไร ข้าก็ไม่มีวันเปลี่ยนใจเป็นอันขาด!” เขายกมือขึ้นมากอดอก
กู่หลันอิงส่ายหน้าน้อยๆ “หม่อมฉันไม่คิดจะเปลี่ยนพระทัยขององค์ชายอยู่แล้วเพคะ”
ฟ่านอู๋เฉียวถลึงตามองนาง “แล้วเจ้าต้องการจะพูดอะไร”
“หม่อมฉันมีเรื่องที่ต้องการพูดอยู่สองอย่าง” นางประสานมือทาบไว้บนท้องกลมของตนเอง มองอีกฝ่ายตรงๆ อย่างไม่เกรงกลัว “หนึ่ง ที่หม่อมฉัน กู่หลันอิง ไม่ได้ตอบโต้หรือร้องไห้หลังจากได้ฟังถ้อยคำหยาบคาย ไร้ซึ่งการให้เกียรติ ไม่ใช่เพราะหม่อมฉันไม่โกรธ แต่เพราะหม่อมฉันให้เกียรติพระองค์ในฐานะราชนิกุลและทูตจากแคว้นลี่”
การกระทำเช่นนี้เสมือนการตบหน้าอีกฝ่าย นางกล่าวเช่นนี้ไม่ต่างจากการพูดอ้อมๆ ว่าองค์ชายแห่งแคว้นลี่ไร้มารยาท ไม่ให้เกียรติคนของแคว้นเว่ย
ทหารที่ยืนอออยู่ด้านหลังต่างพากันหน้าเสีย แต่เพราะพวกเขาเป็นเพียงคนรับใช้ ไม่มีสิทธิ์ออกความเห็นหรือสั่งสอน ด้วยเหตุนี้จึงได้แต่ก้มหน้านิ่ง
“สอง หากองค์ชายมีพระประสงค์จะยกเลิกสัญญาหมั้นหมาย หม่อมฉันย่อมไม่บังคับฝืนพระทัย เพียงแต่หม่อมฉันอยากให้พระองค์ทรงคิดและไตร่ตรองให้ดี สัญญาการหมั้นหมายครั้งนี้เป็นเรื่องระหว่างแคว้นลี่กับแคว้นเว่ย ที่สำคัญ เสด็จพ่อเคยตรัสกับหม่อมฉันว่า แคว้นลี่เป็นผู้ส่งหนังสือหมั้นหมายมาที่แคว้นเว่ยตั้งแต่หม่อมฉันเพิ่งอายุได้สองขวบ ล่วงผ่านมาห้าปีหากองค์ชายทรงต้องการยกเลิก หม่อมฉันคงต้องปรึกษาเรื่องนี้กับเสด็จพ่อ เพื่อให้ทางแคว้นลี่ชดใช้ค่าเสียหาย”
กู่หลันอิงจ้องตาฟ่านอู๋เฉียว แคว้นเว่ยมิอาจถือว่าเป็นแคว้นมหาอำนาจ ทว่ากองกำลังทหารที่แข็งแกร่งก็มิใช่ว่าจะดูเบาได้เช่นกัน
หากคิดจะรังแกนางคนเดียว นางย่อมไม่สนใจ แต่ถ้าคิดจะใช้นางเป็นเครื่องมือดูหมิ่นแคว้นเว่ย นางจะยอมให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาด!
ฟ่านอู๋เฉียวมองแววตาเอาจริงเอาจังนั่นแล้ว มือของเขาก็พลันเกร็งแน่น มุมปากพลันกระตุกถี่
เด็กหญิงอายุแค่นี้แต่กลับวางมาดใหญ่โต คำหนึ่งก็อ้างแคว้นลี่ สองคำก็อ้างแคว้นเว่ย
คิดว่าทำแบบนี้แล้วจะทำให้ดูฉลาดรึอย่างไร! น่ารังเกียจสิ้นดี!
“ค่าเสียหายบ้าบออันใด ข้าต่างหากที่เสียหาย!” เด็กชายวัยสิบสองปีโกรธจนใบหน้าบิดเบี้ยว “กู่หลันอิง หากไม่ใช่เพราะเจ้าเป็นองค์หญิง คงไม่มีใครคิดอยากจะแต่งหมูอัปลักษณ์สติไม่ดีเยี่ยงเจ้าเป็นภรรยา!”
อี้หลานเลี้ยงดูองค์หญิงมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยได้ฟังคำปรามาสจากองค์ชายซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็แทบจะทนไม่ไหว
ทว่าอีกฝ่ายเป็นถึงพระราชอาคันตุกะ ดังนั้นจึงจะเสียมารยาทด้วยไม่ได้เป็นอันขาด
หญิงสาวในชุดนางกำนัลกำมือแน่นจนข้อนิ้วขาว ผิดกับกู่หลันอิงที่หรี่ดวงตาจนแทบกลายเป็นเส้นตรง
“แต่หม่อมฉันเป็นองค์หญิง” เด็กหญิงวัยเจ็ดขวบกล่าวเสียงเรียบ “หากองค์ชายตัดสินพระทัยเด็ดขาดแล้วว่าจะยกเลิกสัญญาหมั้นหมาย และสิ่งนี้ได้รับการเห็นชอบจากทางแคว้นลี่ ขอองค์ชายได้โปรดร่างหนังสือชี้แจ้งเป็นทางการ เพื่อให้ทางแคว้นเว่ยได้พิจารณาและดำเนินการต่อไป”
ในขณะที่องค์ชายแห่งแคว้นลี่แสดงความไม่พอพระทัยเกี่ยวกับรูปลักษณ์ภายนอกของนาง กู่หลันอิงที่อายุน้อยกว่าถึงห้าปีกลับโต้ตอบ... ไม่ใช่ด้วยฐานะของเด็กหญิงที่ถูกรังเกียจ แต่ด้วยฐานะองค์หญิงแห่งแคว้นเว่ย
ทหารผู้ติดตามฟ่านอู๋เฉียวต่างหันมามองหน้ากัน แม้กู่หลันอิงจะด้อยเรื่องความงดงาม ทว่าสติปัญญาและการระงับอารมณ์กลับอยู่ในระดับที่น่าเลื่อมใส
ต่อไปภาคหน้า หากกู่หลันอิงแต่งงานเข้าสกุลใด นางย่อมสามารถส่งเสริมให้สามีเจริญก้าวหน้า กลายเป็นบุรุษที่ไร้เทียมทานอย่างแน่นอน
“เจ้า... สามหาว!” ฟ่านอู๋เฉียวเดือดดาลเหลือจะกล่าว แต่เพราะคำพูดของอีกฝ่ายสมเหตุสมผลมากเกินไป เขาจึงคิดคำออกมาเถียงนางได้ไม่ทัน
เหมือนเช่นเคย กู่หลันอิงยังคงทำหูทวนลม มินำพาต่อสีหน้าและน้ำเสียงโกรธแค้นของคู่หมั้น
“หากทรงไม่มีสิ่งใดจะหารือเพิ่มเติม หม่อมฉันคงต้องขอตัวก่อนเพคะ” นางกล่าวจบก็ถอนสายบัวอย่างงดงาม จากนั้นก็ออกคำสั่งให้นางกำนัลติดตามนางกลับตำหนัก
ปล่อยให้ฟ่านอู๋เฉียวโมโหจนตัวสั่นอยู่ข้างภูเขาจำลองในอุทยานต่อไป
คนฟังพลันหัวใจเต้นแรง ดวงตาสีน้ำเงินเข้มมีเปลวเพลิงร้อนแรงจุดอยู่“เจ้าจะบอกว่า... เจ้ารู้ตัวว่ารักข้าเพราะจูบนั่น?” คนถูกถามเบือนหน้าหนี ใบหน้าแดงก่ำลามไปถึงลำคอ ผิดด้วยหรือที่นางจะรู้ตัวว่ารักเขาตอนที่จุมพิตครั้งแรกอาตงช่างเป็นบุรุษที่ไม่ละเอียดอ่อนเอาเสียเลย! “เช่นนั้น ฮองเฮาของข้าก็เตรียมใจไว้ให้ดีเถิด” ฟ่านเหว่ยตงคลี่ยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเรียงตัวสวย เลื่อนเอี๊ยมตัวบางออกจากเรือนร่างขาวผ่อง “ข้าจะทำให้เจ้าหลงรักข้าทุกวัน” เขาก้มลงจุมพิตลงบนกลีบปากสวย ฉวยโอกาสที่นางอ้าปากหายใจเข้าไปตักตวงอย่างลึกล้ำ หอมหวานและร้อนแรง “เจ้าโกรธไหมที่ข้ารู้ตัวช้า” กู่หลันอิงถามเมื่อเขาเว้นช่วงให้นางได้พักหายใจ สีหน้ามีเค้าความไม่สบายใจอยู่หลายส่วน “เด็กโง่ คนซื่อบื้ออย่างเจ้าก็ยอมรับว่ารักข้าเป็นเรื่องที่น่ายินดี ข้าจะกล้าโกรธเจ้าได้อย่างไร” “ข้าไม่ได้ซื่อบื้อ” นางย่นคิ้ว “ใต้หล้าแห่งนี้มีแค่เจ้าคนเดียวที่บอกว่าข้าซื่อบื้อ” “ก็เจ้าซื่อบื้อจริงๆ นี่” กู่หลันอิงเชิดใบหน้างาม นางรึก็อ
เพราะก่อนหน้านี้ไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญกับการแพทย์ ผู้คนจึงพากันหันไปทำอาชีพอื่น แต่ครั้นกู่หลันอิงรับการดูแลและส่งเสริมทางด้านนี้อย่างเต็มกำลัง จำนวนผู้คนที่ล้มป่วยของทั้งแคว้นเว่ยและแคว้นลี่ก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด โรงหมอถูกเปิดเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับสำนักแพทย์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องราษฎรต่างทำมาหากินและใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข ไพร่ฟ้าตื่นมาด้วยเสียงหัวเราะและหลับไปพร้อมกับรอยยิ้มบัดนี้แคว้นเว่ยและแคว้นลี่ล้วนแข็งแกร่ง ความสัมพันธ์นับวันยิ่งแน่นแฟ้น เติบโตทั้งทางด้านกำลังทรัพย์และกำลังคน กลายเป็นแคว้นมหาอำนาจที่น่าเกรงขามหญิงสาวคิดพลางยกยิ้มน้อยๆ ทุกวันนี้ทั้งนางและสามีต่างแข่งกันทำงาน จนพี่สี่ซึ่งเวลานี้ทำหน้าที่เป็นทูตแลกเปลี่ยนเริ่มบ่น‘เพราะถ้าเจ้านายทำงานหนัก ลูกน้องก็ต้องพลอยขยันทำงานหนักตามเจ้านายไปด้วย’เรื่องนี้จะโทษนางก็ไม่ได้... ในเมื่อยามเด็กพวกพี่ชายต่างเขี่ยวเข็ญให้นางรีบสร้างผลงาน มิเช่นนั้นจะไม่สามารถแต่งงานกับคู่หมั้นของตนเอง“เสด็จแม่ๆ ” เจ้าของเสียงเล็กกระตุกชายแขนเสื้อนางอย่างเรียกร้องความสนใจ“ว่าอย่างไร มู่เอ๋อร์” นางถามพลางหอมแก้มนุ่มยุ้ยอย่างรักใคร่“เสด็จแม่ทรงร
บทส่งท้าย หลายปีต่อมา...“เสด็จพ่อ” เสียงเล็กที่ร้องเรียกจากด้านหลัง ส่งผลให้ชายหนุ่มวัยยี่สิบห้าในชุดมังกรทองห้าเล็บละสายตาจากคู่สนทนาไปมองผู้มาใหม่ แววตาพลันอ่อนโยนขึ้นอีกหลายส่วน “อามู่” ฟ่านเหว่ยตงเรียกบุตรชายวัยสามขวบที่เดินมาหาเขาถึงห้องอักษร สีหน้าของคนตัวเล็กตุ้ยนุ้ยมุ่งมั่นจริงจัง ชวนให้นึกถึงใบหน้าของผู้เป็นภรรยาในวันเด็ก “อามู่โตขึ้นเพียงนี้เชียวหรือ” หยวนเซ่าถามพลางยกมือลูบเคราที่ไว้ยาวเพื่อให้ดูภูมิฐานตามอายุที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ฮ่องเต้หนุ่มใช้พระหัตถ์ช้อนพระโอรสขึ้นมานั่งบนพระเพลาแกร่ง ฟ่านเหว่ยตงเพิ่งขึ้นครองราชย์เมื่อสามปีก่อน หลังจากฮ่องเต้องค์ก่อนซึ่งเป็นพระเชษฐาเสด็จสวรรคต ช่วงเวลาดังกล่าวมีเสียงคัดค้านมากมาย พวกเขาคาดหวังให้ผู้สืบทอดราชบัลลังก์เป็นทายาททางตรงซึ่งสืบทอดจากสายเลือดของฮ่องเต้พระองค์ก่อน บ้างก็สนับสนุนองค์ชายใหญ่ บ้างก็สนับสนุนองค์ชายรอง ทว่าในราชโองการได้ระบุเอาไว้ชัดเจนว่า ผู้ที่ต้องขึ้นครองราชย์คือฟ่านเหว่ยตงแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น สาเหตุก็เพราะบุรุษ
กู่หลันอิงยกมือขึ้นมาแตะปิ่นปักผมที่อาตงเสียบให้เองกับมือ ใบหน้าเห่อแดงขึ้นน้อยๆ “ข้า... ข้าไม่มีของขวัญให้เจ้าหรอก”“หืม?” ทวนถามเสร็จก็เผยสีหน้าผิดหวัง “ข้าเดินทางทั้งวันทั้งคืนโดยไม่ได้หลับเพื่อมามอบของขวัญให้เจ้า แต่เจ้าอยู่ที่นี่อย่างสุขสบายกลับไม่มีของขวัญให้ข้าเลยสักชิ้นเชียวหรือ”“เพราะข้าไม่รู้ว่าเจ้าจะมา จึงไม่ได้เตรียมของขวัญไว้ให้” นางตอบอ้อมแอ้มด้วยสีหน้ารู้สึกผิดคราวนี้ถือว่านางผิดเต็มๆผู้ที่ดีใจกับการได้พบหน้าก้มหน้ามองพื้นหงอยๆ “คะ...คราวหน้า ข้าจะชดเชยให้เจ้านะ”ฟ่านเหว่ยตงถอนหายใจ “ข้าไม่รอคราวหน้าแล้ว”กู่หลันอิงก้มหน้าต่ำกว่าเดิมจนเห็นปลายเท้าของบุรุษเบื้องหน้า “แล้วเจ้าอยากได้อะไรหรือ หากไม่เหลือกว่าแรง ข้าจะจัดการให้เจ้าเอง”มุมปากของผู้ที่แสร้งน้อยใจกระตุกขึ้นนิดๆ อาศัยจังหวะที่องค์หญิงน้อยมิทันตั้งตัว ยื่นมือไปรั้งคางมนให้เชยขึ้น แล้วประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากมนของนางหญิงสาวร่างแข็งค้างประหนึ่งเป็นก้อนหิน ความแดงจากหน้าลามสู่ใบหู “จะ...เจ้า...”“ถือว่าเป็นของขวัญของเกิดของข้าก็แล้วกัน” ฟ่านเหว่ยตงยิ้มร่าเริง นัยน์ตาสีประหลาดพราวระยิบระยับ “ข้าต้องไปแล้ว”ผู้ท
“ได้อย่างไรกัน เมื่อครู่นี้ข้ายังเห็นท่านคุยกับนางอยู่เลย!”“ก็นางไม่อยู่แล้ว”“เอ่ะ! ท่านนี่!” ผู้ที่โดนขัดยังคงมิยินยอม“น้องรองกับร้องสี่อยู่ที่ไหนเสียเล่า”“เสด็จพ่อเรียกไปคุยด้วยเป็นการส่วนตัว พี่ใหญ่ ตกลงอิงอิงอยู่ที่ใดกันแน่”“ดีแล้วๆ” ผู้เป็นพี่ชายสีหน้าเรียบเฉย เสมือนคำเร่งเร้าของกู่ฉินเป็นเพียงสายลมไร้ตัวตนที่พัดผ่านไปเฉยๆบุตรสาวแม่ทัพใหญ่มองสามีกับน้องชายของเขาที่อายุมากแล้วยังพูดคุยกันเหมือนเด็กนับว่ายังโชคดีที่บริเวณนี้ไม่มีใครกล้าเข้ามารบกวน มิเช่นนั้นแคว้นเว่ยคงขายหน้าเป็นแน่“เจ้ามาก็ดีแล้ว มาช่วยข้ารับแขก” กู่ฉินมัดมือชกคนอายุน้อยกว่า“แต่ข้า...”พี่ชายคนโตไม่สนใจน้ำเสียงทักท้วงของกู่ฉิน ครั้นเห็นคนที่ใบหน้าคุ้นตาก็รีบเอ่ยปากร้องทัก “อา... ท่านอำมาตย์อยู่นี่เอง องค์ชายสามกำลังอยากปรึกษาเรื่องชลประทานกับท่านอยู่พอดี”งานเลี้ยงฉลองวันเกิดดำเนินไปอย่างราบรื่น โดยที่น้อยคนนักจะรู้ว่าผู้ที่เป็นคนจัดงานเลี้ยงในวันนี้คือผู้เป็นเจ้าของวันเกิดนั่นเองทางด้านหนึ่ง เหล่าองค์ชายกำลังช่วยรับหน้าอาคันตุกะผู้มาเยือน อีกด้านหนึ่งอี้หลานก็นำทางกู่หลันอิงมายังห้องเล็กซึ่งมีตั่งยาว เก
หลายทิวาราตรีผ่านพ้น เวลาจากวันทบรวมกันกลายเป็นเดือน ก่อนหน้านี้มีเสียงเล่าลือกันหนาดูว่าความสัมพันธ์ของสองแว่นแคว้นเกิดความร้าวฉาน แม้ทางแคว้นลี่จะให้เหตุผลว่าองค์หญิงทรงประชวรจึงไม่ได้มาร่วมงานขององค์รัชทายาทดังปีที่ผ่านมา ทว่าผู้คนต่างก็เอาไปผูกรวมกับเรื่องเหตุการณ์ลอบสังหารที่เกิดขึ้นที่แดนใต้ บ้างก็ว่าองค์หญิงทรงขี้ขลาดตาขาว บ้างก็ว่าองค์รัชทายาททรงดูแลพระคู่หมั้นได้ไม่ดีพอ บ้างก็ว่าองค์หญิงทรงเสียโฉมจากเหตุการณ์ลอบสังหารดังกล่าว เนื่องจากเสด็จกลับแคว้นลี่ก็ไม่มีข่าวคราวว่าทรงเสด็จออกนอกวังเลยสักครั้ง แม้จะไม่มีผู้ใดกล่าวออกมาอย่างออกนอกหน้า แต่บุตรสาวของตระกูลขุนนางในแคว้นลี่คาดหวังจะให้สัญญาการหมั้นหมายระหว่างองค์รัชทายาทกับองค์หญิงกู่หลันอิงถูกยกเลิก พวกนางกระหายอยากได้อำนาจ อยากรับตำแหน่งมารดาของแผ่นดิน ทั้งเพื่อขยายอิทธิพลให้กับวงศ์ตระกูลและตนเอง รวมถึงได้เป็นฮูหยินชายาของว่าที่พญามังกรผู้เพียบพร้อมทั้งรูปโฉมและความสามารถในอนาคต ทว่าต่อให้มีเสียงโต้แย้งร้องขอจากขุนนางมากเพียงใด ฟ่านเหว่ยตงกลั







