เข้าสู่ระบบหมิงจินหลิง รีบเดินไปตามใต้เท้าหลัวและฮูหยินหลัวมาหาองค์รัชทายาท เมื่อทั้งสองได้ฟังเช่นนั้นก็ขอตัวออกจากแขกสักครู่ เพราะไม่รู้ว่าองค์รัชทายาทมีเรื่องอันใด
“เอ่อ...ใต้เท้าหมิงท่านทราบหรือไม่ องค์รัชยาทมีเหตุด่วนอันใด ถึงได้เรียกข้ามาเช่นนี้” ใต้เท้าหลัวเกริ่นถามเพื่อจะได้เตรียมตัว ไม่รู้ว่ารับรองพระองค์ไม่ดีหรืออย่างไร ถึงได้ไม่พอใจ
“เดี๋ยวท่านไปก็จะรู้เอง” จินหลิงไม่คิดว่าคุณชายน้อยหลัวจะกล้าดูแคลนราชวงศ์เช่นนี้ ริอาจเอาใครที่ไหนมาเข้าหอหยามราชวงศ์ ไม่รู้หรืออย่างไรมีความผิดมหันต์
“เช่นนั้นก็รีบเถิด” ใต้เท้าหลัวร้อนรนยิ่งหนัก อยากไปพบองค์รัชทายาทโดยเร็ว แต่ทว่าทางเดินมานั้นเป็นทางไปเรือนหอของลูกชายคนรองของเขา หรือว่าจะเกี่ยวกับตงหยาง
เมื่อเห็นองค์รัชทายาทยืนอยู่ในสวนตรงหน้าห้องหอพร้อมกับท่านหญิงจื่อเถิง จึงรีบเข้าไปหาทันที
“คารวะองค์รัชทายาท มิทราบว่า...”
“อ๊ะ...อื้อ...ซี๊ด...อ่าห์” ยังมิทันได้กล่าวอันใด ก็ได้ยินเสียงคนครางออกมาอย่างน่าเกลียด
“นะ...นั่น...นั่นใครกัน” เขาชี้ไปยังห้องที่เป็นที่มาของเสียง แต่ทว่านั่นเสียงลูกชายตัวเองแล้วอีกเสียงเล่า
ฮูหยินหลัวเลิกลั่ก เพราะต้องตอบองค์รัชทายาทให้ได้ในเรื่องนี้ อีกอย่างท่านหญิงก็ยืนอยู่ด้านนอก เช่นนี้ก็คงเป็นลูกชายนางที่กำลังเริงรักกับหญิงอื่น
“เห็นแล้วใช่หรือไม่ ข้าต้องการคำอธิบาย ไปน้องหญิง” หานหลิงอี้ไม่ยอมให้ญาติผู้น้องโดนดูถูกอยู่ที่จวนสกุลหลัวเด็ดขาด นับว่าตงหยวนหาญกล้านัก ที่ทำอย่างนี้สมรสนี้เป็นสมรสพระราชทาน เท่ากับหยามเกียรติฝ่าบาท โทษสถานหนัก
“เดี๋ยวพะยะค่ะ องค์รัชทายาท เอ่อคือเรื่องนี้เป็นเรื่องในจวน คิดว่า...” ใต้เท้าหลัวไม่อยากให้องค์รัชทายาทเข้ามายุ่งเรื่องนี้ อาจจะเป็นเรื่องถึงพระเนตรพระกรรณฝ่าบาท ต่อให้ชีวิตคนทั้งสกุลหลัวก็ไม่อาจจะชดใช้ได้หมด
“สามหาว...!” หาญหลิงอี้ตั้งใจให้เรื่องนี้จับแค่ที่จวนอ๋อง แต่ไม่คิดว่าใต้เท้าหลัวจะกล้าสามหาว คิดว่าเขาสอดมายุ่งเรื่องภายในจวน ดีอยากให้เป็นเรื่องใหญ่โต เขาก็จะจัดให้ตามคำเรียกร้อง
“ไม่ใช่อย่างนั้น พะยะค่ะ ข้าน้อยมิกล้า เพียงแต่เรื่องนี้ข้าไม่อยากให้เกิดเรื่องราวใหญ่โต”
“ใหญ่โตงั้นรึ ท่านคิดว่าสกุลหลัวใหญ่โตถึงขนาดหยามเกียรติราชวงค์ได้งั้นรึ ดีท่านอยากให้ถึงฝ่าบาทข้าก็จักให้ท่านได้สมใจ”
“ไปจินหลิง เจ้าไปให้คนเตรียมรถม้า ข้าวของน้องหญิงข้าที่เหลือพรุ่งนี้จะให้คนมาเก็บไป” เสียงใหญ่อย่างมีอำนาจขององค์รัชทายาทเปล่งขึ้น สร้างความสะใจให้กับจื่อเถิงเป็นอย่างมาก นางแสร้งเอามาเช็ดหน้ามาซับน้ำตาเล่นละครตามน้ำไป แต่ภายใต้ผ้าเช็ดหน้านั้น แฝงด้วยรอยยิ้มอันโหดเหี้ยม
‘สาแก่ใจข้านัก’
“เดี๋ยวก่อน พะยะค่ะ เดี๋ยวก่อน” ใต้เท้าหลัวอยากจะฆ่าตัวตายยิ่งนัก นี่เป็นความอัปยศอย่างหาที่สุดไม่ได้ หากสกุลหลัวต้องโทษล้างทั้งตระกูล
“ขอบพระทัยเสด็จพี่องค์รัชทายาท” จื่อเถิงบอกขณะเดินออกจากจวนนรกของสกุลหลัว สมน้ำหน้าเจ้าตงหยาง ดูแคลนข้านักให้โดนลงโทษอย่างสาสม
“เจ้าลูกตัวดียังไม่เลิกเริงรักอีกงั้นรึ” ใต้เท้าหลัวรอคนเลิกงาน แล้วจะได้ชำระความกับลูกชาย พรุ่งนี้คิดว่าต้องรีบเข้าเฝ้าฝ่าบาทเสียก่อน ก่อนที่จะได้รับทราบเรื่องราวจากปากองค์รัชทายาท มิเช่นนั้นสกุลหลัวคงสิ้นแล้ว
“ข้าให้คนไปตามมาแล้วเจ้าค่ะ ท่านพี่” ฮูหยินหลัวลูบแขนผู้เป็นสามีให้ใจเย็นลง
“คราวนี้ที่ซุกหัวนอนจะมีกันหรือไม่ พรุ่งนี้ให้ให้คนส่งข่าวให้กุ้ยเฟยโดยด่วน หาไม่เช่นนั้นแล้วตระกูลได้ล่มสลายเป็นแน่” ใต้เท้าหลัวอยากจะจับลูกชายตัวดีเฆี่ยนนัก โตจนป่านนี้ยังไม่รู้อะไรควรไม่ควรอีกหรือ
เมื่อเสียงในห้องเงียบลง ฮุ่ยซิ่งรีบเรียกนายน้อยของตัวเองทันที
“นายน้อยขอรับ นายน้อย แย่แล้วขอรับ”
ตงหยางเพิ่งจะพักปราบพยศลำกายอันแข็งแกร่งของตัวเอง ก็ได้ยินเสียงเรียกของบ่าวคนสนิททันที
“มีอะไร” ตงหยางแต่งตัวลวกๆ เดินออกจากห้องมา
“นายท่านกับฮูหยินรู้เรื่องแล้วขอรับ ตอนนี้รอนายน้อยอยู่ที่ห้องโถง” ฮุ่ยซิ่วละล่ำละลักรายงาน เพราะกลัวจะโดนความผิดไปด้วย
“เจ้าตงหยางบ้า...เอาทีเดียวข้าก็ฉีกพอดี” นางทุบหน้าอกแกร่งของเขา แรงๆไปหนึ่งที ใบหน้านางบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ซี๊ดดดด... เขาร้องครางเพราะช่องทางรักของนางตอดเขาหนึบ กลีบดอกไม้นางปลิ้นเข้าออกตามแรงกระแทกที่มีน้ำหวานซึมออกมา “ตอดดีจัง...อ่าห์...เจ้ากัดข้า” เขาก้มลงกัดปลายยอดอกนางคืนบ้างจนนางร้องครวญคราง “อย่ากัด...อ๊า...” “เจ็บใช่หรือไม่” “เสียว” นางส่ายหน้าบอกเขา ความเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อเทียบกับความเสียวซ่านที่ได้รับ “อิ๊ อิ๊ อิ๊...” เสียงครางตามแรงกระแทกที่เคลื่อนลงมา ทำให้นางเสียวไปทั่วทั้งท้องน้อย ยิ่งเวลาเขาชักออกแล้วกระแทกกลับเข้ามาแรงๆ ชวนให้วูบไหวเสียววาบ สองมือเล็กแทรกเข้ากลุ่มผมของเขาลูบไปมาอย่างต้องการระบายความเสียวให้ออกมาให้หมด “อั๊ยยย...สะ เสียวหนักมาก...อื้อ...เอาแรงๆ แรงอีก” “เจ้าก็อยากเหมือนข้าใช่หรือไม่ ข้าบอกแล้ว...อ่าห์ ข้าจะเอาเจ้าให้แรงที่สุด” ร่องบุปผางามของนางดูดเขารุนแรงเหลือเกิน จนเขาขบกรามแน่น และเผลอฝากรอยกัดไว้ทั่วทั้งเต้าอวบสองข้าง ช่วยไม่ได้เจ้าม
“ดะ...เจ้าอย่าเพิ่งขะ...ข้ายังไม่ได้อาบน้ำ เกรงว่าเจ้าจะเหม็น” เขามาถึงก็จับนางเข้าหอ น่าไม่อายนางต้องหาวิธีหลบเลี่ยงเขาก่อน “ไม่เป็นไรข้าจะอาบให้เจ้าเอง ด้วยลิ้นของข้านี่แหละ รับรองว่าสะอาดเอี่ยมอ่องทั้งตัวเลย” เขาพูดจบ แก้มขาวของนางก็แดงระเรื่ออย่างน่ารัก เขาชอบยิ่งนักที่หยอกเย้าให้นางได้อายเช่นนี้ “เจ้าพูดอะไรลามก” “ข้ารู้ว่าเจ้าก็ชอบ ไม่เช่นนั้นแก้มเจ้าไม่แดงปลั่งเช่นนี้หรอก” แก้มของฟางเหนียงร้อนขึ้นเมื่อรู้ว่าจะเกิดอะไรระหว่างเขาและนางต่อจากนี้ แม้ว่าจะขืนตัวให้หลุดจากการเกาะกุม แต่เรี่ยวแรงนางก็ลดน้อยถอยลงนัก เมื่อเขาอยู่ใกล้นาง เหมือนดูดเรี่ยวแรงนางไปจนหมดสิ้น “คืนนี้...ข้าว่า...เจ้า...!” นางไม่ทันจะพูดได้จบ เขาก็โน้มใบหน้าลงมาชิมริมฝีปากของนางอย่างดูดดื่ม เรียวลิ้นอุ่นชื้นแทรกเข้าหาเริมฝีปากบางอย่างคิดถึง ความหิวกระหายของเขาทำให้จูบแทบดูดวิญญาณนางออกมาจากร่าง จนต้องทุบอกเขาเพื่อให้รั้งรอให้นางได้หายใจเสียก่อน “เจ้า...ตะกละกินมูมมามเช่นนี้ ข้าหายใจไม่ทัน” นางหอบหายใจหนักเมื่อเขายอมละริมฝีปากออกจากปากอิ่มของนา
“เจ้าก็เช่นกันนะ สักวันเจ้าจะเจอคนที่รักเจ้าเหมือนที่ข้าเจอ” อี๋เหนียงอวยพรเพื่อนด้วยเสียงสั่นเครือ และกอดกันทั้งน้ำตา แต่เป็นน้ำตาแห่งความปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง เมื่อได้เวลาเข้าหอนางจึงออกมาจากห้อง ให้เพื่อนรักได้มีความสุขกับคนที่นางรัก ฟางเหนียงเดินกลับบ้านอย่างเหงาๆ ทุกวันเพื่อนรักของนางจะมาส่ง เพราะว่าบ้านของนางถึงก่อนบ้านของเพื่อน แต่วันนี้ต้องเดินกลับเพียงลำพัง แม้ว่าในหมู่บ้านแห่งนี้จะมีไม่กี่หลังคาเรือน แต่ว่าทุกคนล้วนเป็นคนดีไว้ใจได้ นางจึงไม่ได้เกรงกลัวอันใด “เห้อ...เหลือแค่ข้าสินะ ที่ต้องอยู่คนเดียว” นางมองไปยังบ้านของเพื่อนที่ประดับด้วยโคมสีแดง สัญลักษณ์แห่งงานมงคล แต่เมื่อหันมากลับพบว่าชนกับคนผู้หนึ่ง ว๊าย...! “ข้าขออภัย ไม่ทันระวัง มันมืด” นางเห็นไม่ชัดว่าเป็นผู้ใด แต่ว่าน่าเป็นคนในหมู่บ้านที่มางานแต่งของเพื่อนนางเป็นแน่ “รู้ว่ามืดเหตุใดถึงมาเดินกลางค่ำ กลางคืนคนเดียวเล่า” เสียงหนึ่งที่คุ้นหูดี จนนางเกือบลืมไปแล้วว่าเป็นเขา จนต้องเงยหน้าขึ้นมองชัดๆ “ตะ...ตงหยาง” นางมองหน้าเขาเอ่ยด้วยเสียงเครื
“จินหลิง เจ้าเป็นอะไร” หานหลิงอี้เห็นคนของตัวเองบาดเจ็บมา พร้อมกับตงหยางและญาติผู้น้องก็ตกใจนัก “ท่านพี่ พวกเราโดนหลอก” จื่อเถิงบอกกับญาติผู้พี่พร้อมกับเอาสมุดบัญชีรายชื่อคนร่วมกันช่อโกงเงินพระคลังไป “เพื่อนข้ากับพ่อเจ้า...ด้วยงั้นรึ” จื่อเถิงไม่ตอบอันใด เอาแต่พยักหน้าให้กับญาติผู้พี่ เขาคงไม่รู้ว่านางไม่ใช่จื่อเถิงที่เป็นเจ้าของร่าง จึงไม่ได้อาลัยอาวรณ์นักหากพ่อตัวเองทำผิด “แล้วเจ้าไม่คิดว่าพ่อเจ้าจะโดนโทษหรอกหรือ” หานหลิงอี้ถามญาติผู้น้อง “ข้าไม่ใช่ลูกสาวเขาตั้งแต่วันที่ข้าแต่งงานแล้ว ข้าเพิ่งรับรู้ว่าเขาต้องการส่งข้าไปตายชัดๆ เพียงเพื่ออำนาจที่ตนเองอยากได้ ข้าก็เพิ่งประจักษ์วันนี้เอง” จื่อเถิงพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย เกิดกี่ชาติก็ยังคงถูกหลอกซ้ำซาก “เจ้าจะเอาอย่างไรต่อ หาข้าทูลเรื่องนี้ต่อฝ่าบาทพ่อเจ้าต้องมีโทษแล้วเจ้าก็จะโดนด้วย” “ไม่ได้ นางเป็นเมียข้าแล้ว นางจะไม่ได้รับโทษอันใดทั้งนั้น” ด้วยความที่ห่วงนางตงหยางรีบอ้างเรื่องนี้ทันที “ใครเมียเจ้า ลืมไปแล้วหรือบ้านเจ้าก็มีส่วนรู้เห็น” นางละเบื่อเขาจริง
“ไม่ต้องเจ้าพอเถอะ ข้าจะขึ้นรถม้าแล้ว” นางเดินมาถึงรถม้าพอดี เขาเดี๋ยวลากเดี๋ยวจูงจนนางเริ่มรำคราญ เกาะติดยิ่งกว่าปลิงเสียอีก ข้าเคยไปพรากของรักเจ้ามาหรือไง ชาตินี้ถึงได้ตามติดแล้วติดอีก “ก็ข้าเป็นห่วง” “ข้าอยากใช้ความคิดเจ้าอยู่เงียบๆ เถิด” นางอยากคิดเรื่องทุกอย่างให้รอบครอบ ความน่าสงสัยเรื่องที่สองคือจิ่นช่างหลิวเกี่ยวอันใดกับเรื่องนี้กันแน่ เขาจงใจเข้ามาสนิทสนมกับนางจริงๆ ตั้งแต่วันนั้นแล้วแต่นางก็ไม่ระแคะระคายเลย ในเมื่ออดีตเขาเคยทำนางเจ็บช้ำ ปัจจุบันน่าจะไม่ต่างกันมากเท่าไหร่นัก “เจ้าไปวัดร้างทำไมกัน” ตงหยางถามอย่างอยากรู้ “ข้าอยากรู้บางเรื่อง เผื่อจะตัดสินใจว่าจะทำอันใดต่อไป” “เจ้าคิดจะทำอะไร” ตงหยางหวั่นใจอย่างบอกไม่ถูก เขากลัวจะเสียนางไป อยากรู้ว่านางกำลังทำอะไรกันแน่ “หนีเจ้าให้พ้นยังไง” “ไม่มีทางข้าไม่ยอมให้เจ้าหนีข้า” ตงหยางขยับนั่งเบียดดึงนางเข้ามากอดไว้ “เจ้าปล่อย ข้าอึดอัด” “เจ้าบอกจะหนี...” “เห้อ...จะหนียังไงก็นั่งอยู่นี่ จนโง่ยิ่งกว่าลาเสียอีก แบบนี้จะให้ข้าอยากเอาทำผัว
จื่อเถิงเดินออกจากเรือนเพื่อไปยังนอกจวนสกุลหลัว แต่ยังไม่ได้ก้าวสักกี่ก้าว เจ้าคนหน้ามึนก็มาขวางไว้อีกแล้ว “เจ้าหลบไป” “เจ้าจะไปไหน ให้ข้าพาไปดีหรือไม่” ตงหยางรู้สึกผิดกับนางอยากไถ่โทษโดยการทำดีกับนางให้มาก นางก็น่างสงสารเช่นกัน เขามันคนเอาใจแต่ไม่รู้เลยว่านางจะเจ็บปวดใจเช่นนี้ “ไปวัดทำบุญให้เจ้า” “ทำไม?” “เผื่อได้รับบุญจากข้าแล้วจะสงบจิตสงบใจ แล้วก็เลิกตามรังควานข้าสักที ข้าเบื่อ” นางเดินหนีเขาตอนนี้ไม่อยากพบหน้านัก ความหนักอึ้งใจหัวใจราวกับมีคนเอาก้อนหินมาถ่วงไว้ก็ไม่ปาน นางพบเจอเรื่องราวมากมายเหลือเกิน ผู้หญิงคนหนึ่งต้องทนรับการกระทำที่แสนเจ็บปวดจากคนรักในอดีต ก็มากเกินพอแล้ว นางไม่ควรกลับมาเจ็บช้ำอีก “ให้ข้าไปเป็นเพื่อน” “ไม่ต้องยุ่ง!” จื่อเถิงหนีไปขึ้นรถม้าที่หน้าจวน เมื่อขึ้นไปแล้วเจ้าบ้ากามตงหยางก็ขึ้นตามมาอีก น่าเบื่อชะมัดไม่รู้จะตามติดนางไปถึงไหนกัน “ข้าอยากดูแลเจ้า สีหน้าเจ้าดูไม่ค่อยดี อากาศข้างนอกหนาวเย็นนัก” “ข้าดูแลตัวเองได้ ไม่ได้อ่อนแออย่างที่เจ้าคิดหรอก” นางไม่ใช่คนที่อ่อนแอต้องใ
ข้าเห็นนางเดินออกมาร้องไห้ จึงเข้าไปสอบถามแล้วเข้าไปเห็นกับตา ข้าต้องการให้ใต้เท้าหลัวมีคำอธิบายแต่สกุลหลัว ลบหลุ่ดูหมิ่นราชวงศ์ไม่อยากให้ข้าสอดมือเข้าไปยุ่ง แล้วข้าเป็นพี่จะทนเห็นน้องสาวได้รับความอัปยศในจวนสกุลหลัวได้อย่างไร ขอพระองค์โปรดให้ความเป็นธรรมกับจวนอ๋องเว่ยด้วย”สิ้นคำร้องเรียนขององค์ร
กุ้ยเฟยได้รับจดหมายจากสกุลหลัวตั้งแต่เช้าตรู่ โดยฝากมากับคนส่งของเข้าวัง คนของนางเป็นหูเป็นตามีอยู่มากมาย โดยเฉพาะในห้องเครื่อง นั่นจึงทำให้นางได้รับรู้ข่าวสารต่างๆ รวดเร็วนัก “แย่แล้ว หลานข้าทำเรื่อง ไปเจ้ารีบแต่งตัวให้ข้า” กุ้ยเฟยเร่งนางกำนัลประจำตัว เพื่อต้องไปคอยดักฝ่าบาทก่อนที่จะเข้า
“เจ้าว่าอะไรนะ ท่านพ่อกับท่านแม่...นี่นางแล่นไปฟ้องท่านพ่อกับท่านแม่เชียวรึว่าข้าไม่เข้าหอกับนาง ไร้ยางอายสิ้นดี” “หาไม่ขอรับ เกิดเรื่องใหญ่โตแล้วขอรับ องค์รัชทายาทรู้เรื่องที่ท่านเข้าหอกับผู้อื่น แล้วปล่อยให้นางยืนร้องไห้อยู่หน้าห้อง ตอนนี้เรื่องราวน่าจะขั้นมีโทษสถานหนักฐานหมิ่นเบื้องสูง
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังระงม แข่งกับเสียงครวญครางของนางคณิกา ทำให้จื่อเถิงรับรู้ได้ทันทีว่าใครกับกำลังเริงรักอยู่ข้างห้องหอของนาง“หึ...ผัวข้าในชาตินี้งั้นรึ ต่างจากผัวข้าสมัยข้าเป็นสาวใช้อุ่นเตียงอย่างไรกัน ก็ชั่วพอๆ กัน หึ...ดี คืนแรกไม่เข้าหอ ก็อย่าเข้ามันเลย” จื่อเถิงสะบัดหน้าหมายจะเดินกลับห้องห







