Mag-log inกุ้ยเฟยได้รับจดหมายจากสกุลหลัวตั้งแต่เช้าตรู่ โดยฝากมากับคนส่งของเข้าวัง คนของนางเป็นหูเป็นตามีอยู่มากมาย โดยเฉพาะในห้องเครื่อง นั่นจึงทำให้นางได้รับรู้ข่าวสารต่างๆ รวดเร็วนัก
“แย่แล้ว หลานข้าทำเรื่อง ไปเจ้ารีบแต่งตัวให้ข้า” กุ้ยเฟยเร่งนางกำนัลประจำตัว เพื่อต้องไปคอยดักฝ่าบาทก่อนที่จะเข้าประชุมเช้ากับขุนนาง
กุ้ยเฟยเร่งเดินไปยังตำหนักคุนหมิงแต่ทว่าระหว่างท่างกลับมีขบวนเสด็จของฮองเฮา
“ถวายบังคมเพคะ ฮองเฮา ขอพระองค์ทรงพระเจริญ” กุ้ยเฟยไม่อาจเมินเฉยเมื่อประมุขวังหลังเสด็จผ่านเช่นนี้ได้ จำต้องหยุดทำความเคารพ
“กุ้ยเฟยดีจริง ข้าโชคดีที่ได้เจอเจ้าแต่เช้า เช่นนั้นเดินเป็นเพื่อนข้าในอุทยาทหลวงหน่อยดีหรือไม่” ฮองเฮายิ้มให้กุ้ยเฟยอย่างเป็นมิตร นางตั้งใจเดินมาทางนี้เพื่อจะพบกับกุ้ยเฟย นั่นก็เป็นจริงดังที่องค์รัชทายาทคาดการณ์ไว้
‘หึ...คิดขอร้องฝ่าบาทละผิดให้กับตระกูลตน มันจะมากไปหน่อย ทำผิดอยู่เห็นๆ เนื่องจากต้องช่วยลูกชายจึงต้องทำการอย่างเร่งรีบให้ทันนางเช่นกัน’
“เอ่อ...ฮ่องเฮาเพคะ...”กุ้ยเฟยกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก กลัวจะไม่ทันประชุมเช้าขุนนางก็กลัว แต่จะเมินเฉยมึนตึงต่อฮองเฮาหรือก็ไม่ควรเรียกได้ว่ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่รู้จะกล่าวอย่างไรดี
“ข้าทำให้เจ้าลำบากใจที่จะเดินกับข้าหรือไม่” ฮองเฮาถามแสร้งทำเป็นน้อยใจกุ้ยเฟย
“ย่อมไม่ใช่เช่นนั้นเพคะ พอดีฝ่าบาทลืมของไว้ที่ตำหนักหม่อมฉันเกรงว่าจะไม่มีเข้าประชุมเช้า จึงเร่งเอาไปถวายคืนแกฝ่าบาทเพคะ”
“ของอันใด ให้นางกำนัลไปได้หรือไม่ เจ้าอยู่พูดคุยกับข้าสักหน่อยเถิด เราไม่ได้พบปะกันมานานแล้ว ข้าย่อมคิดถึงเจ้า”วาจาของฮองเฮาช่างลำลึก ตามนางทันได้หมดจนนางแสดงสีหน้าลำบากใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด
ฮองเฮาจงใจดึงเวลาให้ช้าลง เพื่อให้ฝ่าบาทเข้าประชุมจนนางไม่อาจจะไปได้ทัน
“เอ่อ...ของสำคัญเพคะ หม่อมฉันคิดว่าควรไปถวายคืนด้วยตัวเองเพคะ” ใบหน้ากุ้ยเฟยยิ้มแย้มอย่างไร้กังวล แต่ว่ามือสั่นระริกจนต้องจับกันไว้ ทั้งเหงื่อที่ผุดตามกรอบหน้า หากผู้ใดสังเกตุย่อมรู้สึกว่าผิดปกติวิสัยนัก
“เช่นนั้นหรอกหรือ เช่นนั้นข้าไม่รบกวนเจ้าดีกว่า” เมื่อฮองเฮาได้รับสัญญาณจากนางกำนัลคนสนิท แล้วก็เป็นอันรับรู้ได้ว่าทางโล่ง ให้ปล่อยนางไป ยื้อไว้นางจักสงสัยเอาได้
“ขอบพระทัยเพคะ ฮองเฮา หม่อมฉันทูลลา”
ฮองเฮายกยิ้มมุมปากเล็กน้อย มิให้ผู้ใดสงสัย ดีว่าเมื่อคืนลูกชายของนางเข้ามาในช่วงเวลาดึกดื่น บอกมีเรื่องด่วน ดีที่ฝ่าบาทไม่เคยเสด็จตำหนักลี่จิ่น นับแต่หลิงอี้กำเนิด ตอนแรกนางก็มีบ้างที่น้อยอกน้อยใจ แต่เมื่อนานไปกลับรู้สึกชินชา ความรู้สึกรักอย่างชายหญิงหมดไปจนสิ้น เหลือแค่อำนาจและบารมีเท่านั้น นางเป็นแม่ของแผ่นดิน อำนาจจะน้อยกว่ากุ้ยเฟยได้อย่างไร
ช่างดีนักที่กุ้ยเฟยไม่มีองค์ชายหรือองค์หญิงน้อยๆ ถวายฝ่าบาท มิเช่นนั้นตำแหน่งองค์รัชทายาทต้องตกเป็นของลูกนาง เช่นนั้นตนก็ยอมไม่ได้เช่นกัน
กุ้ยเฟยรีบเร่งลัดเลาะไปตามทางที่ใกล้ที่สุด เพื่อจะได้ให้ถึงตำหนักคุนหมิง แต่เมื่อมาถึงดูเหมือนว่านางจะสายไปแล้ว
“กุ้ยเฟย ฝ่าบาทเสด็จตำหนักไท้เหวินแล้ว” เสียงขันทีหน้าตำหนักรายงาน เหมือนฟ้าฝ่าลงกลางศีรษะนาง นี่นางมาช้าเกินไปหรือนี่
“ไม่...!” นางเซล้มลงไปต่อหน้าต่อตา นางกำนัล
“กุ้ยเฟย กุ้ยเฟย กุ้ยเฟยเพคะ” เสียงนางกำนัลเรียกพระสนมด้วยความร้อนใจ
ในเวลาต่อมาตำหนักหลัง ก็วิ่งวุ่นกันอย่างโกลาหล เนื่องจากกุ้ยเฟยเป็นลมล้มลงไป
สำนักหมอหลวงก็รีบวิ่งตรวจอาการ พร้อมสั่งจัดยาบำรุงให้โดยเร็ว หากกุ้ยเฟยเป็นอันใดไป คาดว่าตัวเองคงหัวหลุดจากบ่า
“เป็นอย่างไรบ้างท่านหมอหลวง” ขันทีหน้าตำหนักคุนหมิงติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ประเดี๋ยวฝ่าบาทต้องมาซักถามเป็นแน่ ยามนี้ประชุมเช้ากับขุนนางมิอาจไปรายงานก่อนได้ จึงได้แต่ให้คนไปดักรอหลังเลิกประชุม
ฮ่องเต้เสด็จแล้ว....!
เสียงขันทีขานให้เหล่าขุนนางที่มายืนรอประชุมเตรียมตัว ให้พร้อมทั้งฎีกาที่ต้องถวาย และรายงานเรื่องปัญหาทุกข์ร้อนของประชาชน
“เปิดประชุม วันนี้มีเรื่องอันใดบ้าง ใครจะพูดเชิญ” ฝ่าบาทบอกให้คนที่เข้าร่วมประชุม เข้ามายื่นเรื่องรายงานปัญหากับตนเอง
“ทูลฝ่าบาทกระหม่อมมีเรื่องอยากยื่นร้องเรียนพะยะค่ะ” หลิงอี้ก้าวออกมาด้านหน้าแล้วทูลต่อฝ่าบาท
“เจ้ามีอันใดก็ว่ามา”
“เมื่อคืนกระหม่อมไปร่วมงานของญาติผู้น้องจื่อเถิง เพื่อแสดงความยินดี ที่จะได้เป็นทองแผ่นเดียวกับสกุลหลัว
แต่ทว่าบุตรชายสกุลหัวหลัวสามหาวนัก ลากเอานางคณิกาข้างถนน มาขึ้นเตียงเข้าห้องหอแทนน้องหญิง
“เจ้าตงหยางบ้า...เอาทีเดียวข้าก็ฉีกพอดี” นางทุบหน้าอกแกร่งของเขา แรงๆไปหนึ่งที ใบหน้านางบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ซี๊ดดดด... เขาร้องครางเพราะช่องทางรักของนางตอดเขาหนึบ กลีบดอกไม้นางปลิ้นเข้าออกตามแรงกระแทกที่มีน้ำหวานซึมออกมา “ตอดดีจัง...อ่าห์...เจ้ากัดข้า” เขาก้มลงกัดปลายยอดอกนางคืนบ้างจนนางร้องครวญคราง “อย่ากัด...อ๊า...” “เจ็บใช่หรือไม่” “เสียว” นางส่ายหน้าบอกเขา ความเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อเทียบกับความเสียวซ่านที่ได้รับ “อิ๊ อิ๊ อิ๊...” เสียงครางตามแรงกระแทกที่เคลื่อนลงมา ทำให้นางเสียวไปทั่วทั้งท้องน้อย ยิ่งเวลาเขาชักออกแล้วกระแทกกลับเข้ามาแรงๆ ชวนให้วูบไหวเสียววาบ สองมือเล็กแทรกเข้ากลุ่มผมของเขาลูบไปมาอย่างต้องการระบายความเสียวให้ออกมาให้หมด “อั๊ยยย...สะ เสียวหนักมาก...อื้อ...เอาแรงๆ แรงอีก” “เจ้าก็อยากเหมือนข้าใช่หรือไม่ ข้าบอกแล้ว...อ่าห์ ข้าจะเอาเจ้าให้แรงที่สุด” ร่องบุปผางามของนางดูดเขารุนแรงเหลือเกิน จนเขาขบกรามแน่น และเผลอฝากรอยกัดไว้ทั่วทั้งเต้าอวบสองข้าง ช่วยไม่ได้เจ้าม
“ดะ...เจ้าอย่าเพิ่งขะ...ข้ายังไม่ได้อาบน้ำ เกรงว่าเจ้าจะเหม็น” เขามาถึงก็จับนางเข้าหอ น่าไม่อายนางต้องหาวิธีหลบเลี่ยงเขาก่อน “ไม่เป็นไรข้าจะอาบให้เจ้าเอง ด้วยลิ้นของข้านี่แหละ รับรองว่าสะอาดเอี่ยมอ่องทั้งตัวเลย” เขาพูดจบ แก้มขาวของนางก็แดงระเรื่ออย่างน่ารัก เขาชอบยิ่งนักที่หยอกเย้าให้นางได้อายเช่นนี้ “เจ้าพูดอะไรลามก” “ข้ารู้ว่าเจ้าก็ชอบ ไม่เช่นนั้นแก้มเจ้าไม่แดงปลั่งเช่นนี้หรอก” แก้มของฟางเหนียงร้อนขึ้นเมื่อรู้ว่าจะเกิดอะไรระหว่างเขาและนางต่อจากนี้ แม้ว่าจะขืนตัวให้หลุดจากการเกาะกุม แต่เรี่ยวแรงนางก็ลดน้อยถอยลงนัก เมื่อเขาอยู่ใกล้นาง เหมือนดูดเรี่ยวแรงนางไปจนหมดสิ้น “คืนนี้...ข้าว่า...เจ้า...!” นางไม่ทันจะพูดได้จบ เขาก็โน้มใบหน้าลงมาชิมริมฝีปากของนางอย่างดูดดื่ม เรียวลิ้นอุ่นชื้นแทรกเข้าหาเริมฝีปากบางอย่างคิดถึง ความหิวกระหายของเขาทำให้จูบแทบดูดวิญญาณนางออกมาจากร่าง จนต้องทุบอกเขาเพื่อให้รั้งรอให้นางได้หายใจเสียก่อน “เจ้า...ตะกละกินมูมมามเช่นนี้ ข้าหายใจไม่ทัน” นางหอบหายใจหนักเมื่อเขายอมละริมฝีปากออกจากปากอิ่มของนา
“เจ้าก็เช่นกันนะ สักวันเจ้าจะเจอคนที่รักเจ้าเหมือนที่ข้าเจอ” อี๋เหนียงอวยพรเพื่อนด้วยเสียงสั่นเครือ และกอดกันทั้งน้ำตา แต่เป็นน้ำตาแห่งความปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง เมื่อได้เวลาเข้าหอนางจึงออกมาจากห้อง ให้เพื่อนรักได้มีความสุขกับคนที่นางรัก ฟางเหนียงเดินกลับบ้านอย่างเหงาๆ ทุกวันเพื่อนรักของนางจะมาส่ง เพราะว่าบ้านของนางถึงก่อนบ้านของเพื่อน แต่วันนี้ต้องเดินกลับเพียงลำพัง แม้ว่าในหมู่บ้านแห่งนี้จะมีไม่กี่หลังคาเรือน แต่ว่าทุกคนล้วนเป็นคนดีไว้ใจได้ นางจึงไม่ได้เกรงกลัวอันใด “เห้อ...เหลือแค่ข้าสินะ ที่ต้องอยู่คนเดียว” นางมองไปยังบ้านของเพื่อนที่ประดับด้วยโคมสีแดง สัญลักษณ์แห่งงานมงคล แต่เมื่อหันมากลับพบว่าชนกับคนผู้หนึ่ง ว๊าย...! “ข้าขออภัย ไม่ทันระวัง มันมืด” นางเห็นไม่ชัดว่าเป็นผู้ใด แต่ว่าน่าเป็นคนในหมู่บ้านที่มางานแต่งของเพื่อนนางเป็นแน่ “รู้ว่ามืดเหตุใดถึงมาเดินกลางค่ำ กลางคืนคนเดียวเล่า” เสียงหนึ่งที่คุ้นหูดี จนนางเกือบลืมไปแล้วว่าเป็นเขา จนต้องเงยหน้าขึ้นมองชัดๆ “ตะ...ตงหยาง” นางมองหน้าเขาเอ่ยด้วยเสียงเครื
“จินหลิง เจ้าเป็นอะไร” หานหลิงอี้เห็นคนของตัวเองบาดเจ็บมา พร้อมกับตงหยางและญาติผู้น้องก็ตกใจนัก “ท่านพี่ พวกเราโดนหลอก” จื่อเถิงบอกกับญาติผู้พี่พร้อมกับเอาสมุดบัญชีรายชื่อคนร่วมกันช่อโกงเงินพระคลังไป “เพื่อนข้ากับพ่อเจ้า...ด้วยงั้นรึ” จื่อเถิงไม่ตอบอันใด เอาแต่พยักหน้าให้กับญาติผู้พี่ เขาคงไม่รู้ว่านางไม่ใช่จื่อเถิงที่เป็นเจ้าของร่าง จึงไม่ได้อาลัยอาวรณ์นักหากพ่อตัวเองทำผิด “แล้วเจ้าไม่คิดว่าพ่อเจ้าจะโดนโทษหรอกหรือ” หานหลิงอี้ถามญาติผู้น้อง “ข้าไม่ใช่ลูกสาวเขาตั้งแต่วันที่ข้าแต่งงานแล้ว ข้าเพิ่งรับรู้ว่าเขาต้องการส่งข้าไปตายชัดๆ เพียงเพื่ออำนาจที่ตนเองอยากได้ ข้าก็เพิ่งประจักษ์วันนี้เอง” จื่อเถิงพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย เกิดกี่ชาติก็ยังคงถูกหลอกซ้ำซาก “เจ้าจะเอาอย่างไรต่อ หาข้าทูลเรื่องนี้ต่อฝ่าบาทพ่อเจ้าต้องมีโทษแล้วเจ้าก็จะโดนด้วย” “ไม่ได้ นางเป็นเมียข้าแล้ว นางจะไม่ได้รับโทษอันใดทั้งนั้น” ด้วยความที่ห่วงนางตงหยางรีบอ้างเรื่องนี้ทันที “ใครเมียเจ้า ลืมไปแล้วหรือบ้านเจ้าก็มีส่วนรู้เห็น” นางละเบื่อเขาจริง
“ไม่ต้องเจ้าพอเถอะ ข้าจะขึ้นรถม้าแล้ว” นางเดินมาถึงรถม้าพอดี เขาเดี๋ยวลากเดี๋ยวจูงจนนางเริ่มรำคราญ เกาะติดยิ่งกว่าปลิงเสียอีก ข้าเคยไปพรากของรักเจ้ามาหรือไง ชาตินี้ถึงได้ตามติดแล้วติดอีก “ก็ข้าเป็นห่วง” “ข้าอยากใช้ความคิดเจ้าอยู่เงียบๆ เถิด” นางอยากคิดเรื่องทุกอย่างให้รอบครอบ ความน่าสงสัยเรื่องที่สองคือจิ่นช่างหลิวเกี่ยวอันใดกับเรื่องนี้กันแน่ เขาจงใจเข้ามาสนิทสนมกับนางจริงๆ ตั้งแต่วันนั้นแล้วแต่นางก็ไม่ระแคะระคายเลย ในเมื่ออดีตเขาเคยทำนางเจ็บช้ำ ปัจจุบันน่าจะไม่ต่างกันมากเท่าไหร่นัก “เจ้าไปวัดร้างทำไมกัน” ตงหยางถามอย่างอยากรู้ “ข้าอยากรู้บางเรื่อง เผื่อจะตัดสินใจว่าจะทำอันใดต่อไป” “เจ้าคิดจะทำอะไร” ตงหยางหวั่นใจอย่างบอกไม่ถูก เขากลัวจะเสียนางไป อยากรู้ว่านางกำลังทำอะไรกันแน่ “หนีเจ้าให้พ้นยังไง” “ไม่มีทางข้าไม่ยอมให้เจ้าหนีข้า” ตงหยางขยับนั่งเบียดดึงนางเข้ามากอดไว้ “เจ้าปล่อย ข้าอึดอัด” “เจ้าบอกจะหนี...” “เห้อ...จะหนียังไงก็นั่งอยู่นี่ จนโง่ยิ่งกว่าลาเสียอีก แบบนี้จะให้ข้าอยากเอาทำผัว
จื่อเถิงเดินออกจากเรือนเพื่อไปยังนอกจวนสกุลหลัว แต่ยังไม่ได้ก้าวสักกี่ก้าว เจ้าคนหน้ามึนก็มาขวางไว้อีกแล้ว “เจ้าหลบไป” “เจ้าจะไปไหน ให้ข้าพาไปดีหรือไม่” ตงหยางรู้สึกผิดกับนางอยากไถ่โทษโดยการทำดีกับนางให้มาก นางก็น่างสงสารเช่นกัน เขามันคนเอาใจแต่ไม่รู้เลยว่านางจะเจ็บปวดใจเช่นนี้ “ไปวัดทำบุญให้เจ้า” “ทำไม?” “เผื่อได้รับบุญจากข้าแล้วจะสงบจิตสงบใจ แล้วก็เลิกตามรังควานข้าสักที ข้าเบื่อ” นางเดินหนีเขาตอนนี้ไม่อยากพบหน้านัก ความหนักอึ้งใจหัวใจราวกับมีคนเอาก้อนหินมาถ่วงไว้ก็ไม่ปาน นางพบเจอเรื่องราวมากมายเหลือเกิน ผู้หญิงคนหนึ่งต้องทนรับการกระทำที่แสนเจ็บปวดจากคนรักในอดีต ก็มากเกินพอแล้ว นางไม่ควรกลับมาเจ็บช้ำอีก “ให้ข้าไปเป็นเพื่อน” “ไม่ต้องยุ่ง!” จื่อเถิงหนีไปขึ้นรถม้าที่หน้าจวน เมื่อขึ้นไปแล้วเจ้าบ้ากามตงหยางก็ขึ้นตามมาอีก น่าเบื่อชะมัดไม่รู้จะตามติดนางไปถึงไหนกัน “ข้าอยากดูแลเจ้า สีหน้าเจ้าดูไม่ค่อยดี อากาศข้างนอกหนาวเย็นนัก” “ข้าดูแลตัวเองได้ ไม่ได้อ่อนแออย่างที่เจ้าคิดหรอก” นางไม่ใช่คนที่อ่อนแอต้องใ
ข้าเห็นนางเดินออกมาร้องไห้ จึงเข้าไปสอบถามแล้วเข้าไปเห็นกับตา ข้าต้องการให้ใต้เท้าหลัวมีคำอธิบายแต่สกุลหลัว ลบหลุ่ดูหมิ่นราชวงศ์ไม่อยากให้ข้าสอดมือเข้าไปยุ่ง แล้วข้าเป็นพี่จะทนเห็นน้องสาวได้รับความอัปยศในจวนสกุลหลัวได้อย่างไร ขอพระองค์โปรดให้ความเป็นธรรมกับจวนอ๋องเว่ยด้วย”สิ้นคำร้องเรียนขององค์ร
“เจ้าว่าอะไรนะ ท่านพ่อกับท่านแม่...นี่นางแล่นไปฟ้องท่านพ่อกับท่านแม่เชียวรึว่าข้าไม่เข้าหอกับนาง ไร้ยางอายสิ้นดี” “หาไม่ขอรับ เกิดเรื่องใหญ่โตแล้วขอรับ องค์รัชทายาทรู้เรื่องที่ท่านเข้าหอกับผู้อื่น แล้วปล่อยให้นางยืนร้องไห้อยู่หน้าห้อง ตอนนี้เรื่องราวน่าจะขั้นมีโทษสถานหนักฐานหมิ่นเบื้องสูง
หมิงจินหลิง รีบเดินไปตามใต้เท้าหลัวและฮูหยินหลัวมาหาองค์รัชทายาท เมื่อทั้งสองได้ฟังเช่นนั้นก็ขอตัวออกจากแขกสักครู่ เพราะไม่รู้ว่าองค์รัชทายาทมีเรื่องอันใด “เอ่อ...ใต้เท้าหมิงท่านทราบหรือไม่ องค์รัชยาทมีเหตุด่วนอันใด ถึงได้เรียกข้ามาเช่นนี้” ใต้เท้าหลัวเกริ่นถามเพื่อจะได้เตรียมตัว ไม่รู้ว่
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังระงม แข่งกับเสียงครวญครางของนางคณิกา ทำให้จื่อเถิงรับรู้ได้ทันทีว่าใครกับกำลังเริงรักอยู่ข้างห้องหอของนาง“หึ...ผัวข้าในชาตินี้งั้นรึ ต่างจากผัวข้าสมัยข้าเป็นสาวใช้อุ่นเตียงอย่างไรกัน ก็ชั่วพอๆ กัน หึ...ดี คืนแรกไม่เข้าหอ ก็อย่าเข้ามันเลย” จื่อเถิงสะบัดหน้าหมายจะเดินกลับห้องห







