เข้าสู่ระบบข้าเห็นนางเดินออกมาร้องไห้ จึงเข้าไปสอบถามแล้วเข้าไปเห็นกับตา ข้าต้องการให้ใต้เท้าหลัวมีคำอธิบาย
แต่สกุลหลัว ลบหลุ่ดูหมิ่นราชวงศ์ไม่อยากให้ข้าสอดมือเข้าไปยุ่ง แล้วข้าเป็นพี่จะทนเห็นน้องสาวได้รับความอัปยศในจวนสกุลหลัวได้อย่างไร ขอพระองค์โปรดให้ความเป็นธรรมกับจวนอ๋องเว่ยด้วย”
สิ้นคำร้องเรียนขององค์รัชทายาท เสียงอื้ออึงก็ตามมาอย่างไม่ขาดสาย เหล่าขุนนางต่างกระซิบกระสาบกันเซ็งแซ่ ใต้เท้าหลัวก็ยืนอกสั่นขวัญหาย รอฝ่าบาทเรียกสอบ เพราะหากแทรกขึ้นกลางปล้องจะเป็นการมิบังควร
“ใต้เท้าหลัว ท่านมีอันใดจะแก้ตัวหรือไม่” เสียงฝ่าบาทที่กรุ่นโกรธเอ่ยถามขึ้น ทั้งยังกำหมัดแน่น นี่มันงานพระราชทานสมรส กลับให้เกิดเรื่องบัดสีเช่นนี้ได้อย่างไร
“ทูลฝ่าบาท เรื่องนี้กระหม่อมคิดว่ามีคนจงใจยุให้แตกพะยะค่ะ” ใต้เท้าหลัวฝากความหวังไว้ที่น้องสาว แต่ไม่รู้ว่าบัดนี้เป็นอย่างไรแล้วบ้าง
“ยุยุงโดยนำคณิกามาประเคนให้ลูกท่านถึงห้องหอรึ” ต่อให้เป็นญาติกับสนมที่รักดั่งชีวิต แต่หากทำผิดก็ต้องได้รับการลงโทษเช่นเดียวกัน ไม่ละเว้น
“กระหม่อมได้นำคณิกาผู้กล้าดี แอบลากลูกชายกระหม่อมเข้าหอไปโบยแล้วพะยะค่ะ กำลังให้คนสอบสวนว่าผู้ใดส่งมา ” ใต้เท้าหลัวกล่าวตะกุกตะกัก
‘หึ สกุลหลัวหน้าด้านนัก พูดกลับดำเป็นขาว’
“ทูลฝ่าบาท เรื่องนี้ลูกสาวกระหม่อมได้รับความอับอายยิ่งนัก เรื่องเกิดในจวนสกุลหลัวเพียงเมื่อคืน จนลูกสาวกระหม่อมต้องหนีอายกลับจวน ไม่กล้าสู้หน้าบ่าวไพร่ในจวนสกุลหลัว ขนาดเข้าหอคืนแรกยังโดนหมิ่นเกียรติเช่นนี้ กระหม่อมต้องให้สาวใช้พลัดกันเฝ้า กลัวนางจะคิดสิ้น โปรดให้ความเป็นธรรมด้วย” อ๋องเว่ยบีบน้ำตา กล่าวอย่างแค้นเคือง
“ข้าต้องให้ความเป็นธรรมกับเจ้าแน่น้องพี่”
ฮ่องเต้ไม่คิดว่าการจับแต่งงานระหว่างเด็กสองคน จะนำมาซึ่งความอัปยศขนาดนี้ จื่อเถิงช่างน่าสงสารนัก แล้วบุตรชายสกุลหลัวหากไม่รู้เห็นเป็นใจแล้ว คาดว่าคงไม่เกิดเรื่องนี้ขึ้นง่ายๆ เป็นแน่ นี่เป็นเรื่องที่เขาต้องให้คำตอบแก่เหล่าขุนนาง
หากองค์รัชทายาท และตระกูลอ๋องโดนตระกูลกุ้ยเฟยย่ำยีหมิ่นเกียรติ เหล่าขุนนางฝ่ายใต้และตะวันออกจะไม่พอใจ และที่สำคัญต่างเป็นกำลังสำคัญในการรักษาแคว้นอีกต่างหาก
“ทหาร...จับบุตรชายสกุลหลัวมาขังคุก รอการไต่สวน รวมทั้งนางคณิกานั้นด้วย เลิกประชุม” เขาเป็นฮ่องเต้คงทำได้เพียงสั่งการให้สอบสวนไปเท่านั้น
“ฝ่าบาท ไว้ชีวิตลูกชายกระหม่อมด้วย ไว้ชีวิตด้วย” เสียงใต้เท้าหลัวขอร้องอย่างน่าสงสาร แต่ว่าฮ่องเต้ก็ไม่มีทีท่าว่าจะหันกลับมาสักนิดเดียว
องค์รัชทายาทและอ๋องเว่ยเดินออกมาพร้อมกัน ผ่านหน้าใต้เท้าหลัว ใต้เท้าหลัวจึงรั้งขาของอ๋องเว่ยไว้
“ท่านอ๋อง โปรดละเว้นลูกชายข้าด้วย ให้ข้าทำอันใดก็ยอม โปรดไว้ชีวิตด้วย” ยามนี้ใต้เท้าเว่ยไม่เหลือแม้ศักดิ์ศรีไว้แล้ว ขอร้องดั่งสุนัขจนตรอกตัวหนึ่ง
“ใต้เท้าเว่ย ท่านไม่ได้ผิดอันใด ให้คนที่ทำผิดได้รับโทษเถอะ” อ๋องเว่ยไม่อยากจะพูดให้มากความกว่านี้อีก เรื่องนี้เขายอมไม่ได้จริงๆ
“ข้าจะหาคนผิดมาลงโทษให้ได้ แต่โปรดของร้องฝ่าบาทให้ละเว้นด้วยเถิด”
“เรื่องนี้ข้าคิดว่าคนผิดท่านย่อมรู้ดีแก่ใจ ลูกสาวข้าถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี แล้วลูกชายท่านเอาไปย่ำยีเช่นนื้ ทั้งชาวบ้านร้างตลาดลือกันให้ทั่ว ท่านจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร”
“ข้าจัดการได้ ข้าจัดการได้”
“ฝ่าบาทมีรับสั่งแล้ว ข้าขัดไม่ได้หรอก คอยดูกันต่อไปก็แล้วกัน” อ๋องเว่ยจับมือใต้เท้าหลัวออก แล้วเดินจากไป เขาก็ไม่อาจจะทำให้อภัยเรื่องนี้ได้เช่นเดียวกัน
ทหารจากในวัง พุ่งเข้าล้อมจวนสกุลหลัว เข้ามาจับเอาบุตรคนรองของใต้เท้าหลัว ควบคุมเข้าคุกหลวงต่อไป เพื่อรอการสอบสวน
จื่อเถิง ตื่นนอนในตอนสาย ด้วยความสดชื่น แต่กลับได้รับรู้เรื่องราวน่าตื่นเต้น ก็นึกสนุกยิ่งนัก
“อี๋เหนียง ที่เจ้าพูดมาจริงหรือไม่”
“จริงเจ้าค่ะ”
“ไม่เป็นลูกผู้ชายเอาเสียเลย สงสารคณิกานั้นโดนทารุณอย่างเลือดเย็นและไม่เป็นธรรมเลยสักนิด” จื่อเถิงเห็นใจผู้หญิงด้วยกัน ชาติก่อนนางก็ตายเพราะความเห็นแก่ของนายท่าน ที่อยากเอานางไว้เคียงข้างกาย แต่เมื่อไม่พอใจก็ขายต่อ
มาชาตินี้ก็เจอแต่ชายชั่ว ขนาดสามีไม่ทันข้ามคืนยังเลวได้ขนาดนี้ แต่นึกสนุกชิบเป๋ง ดูสิสกุลหลัวจะแก้หมากตานี้อย่างไร
“เจ้าตงหยางบ้า...เอาทีเดียวข้าก็ฉีกพอดี” นางทุบหน้าอกแกร่งของเขา แรงๆไปหนึ่งที ใบหน้านางบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ซี๊ดดดด... เขาร้องครางเพราะช่องทางรักของนางตอดเขาหนึบ กลีบดอกไม้นางปลิ้นเข้าออกตามแรงกระแทกที่มีน้ำหวานซึมออกมา “ตอดดีจัง...อ่าห์...เจ้ากัดข้า” เขาก้มลงกัดปลายยอดอกนางคืนบ้างจนนางร้องครวญคราง “อย่ากัด...อ๊า...” “เจ็บใช่หรือไม่” “เสียว” นางส่ายหน้าบอกเขา ความเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อเทียบกับความเสียวซ่านที่ได้รับ “อิ๊ อิ๊ อิ๊...” เสียงครางตามแรงกระแทกที่เคลื่อนลงมา ทำให้นางเสียวไปทั่วทั้งท้องน้อย ยิ่งเวลาเขาชักออกแล้วกระแทกกลับเข้ามาแรงๆ ชวนให้วูบไหวเสียววาบ สองมือเล็กแทรกเข้ากลุ่มผมของเขาลูบไปมาอย่างต้องการระบายความเสียวให้ออกมาให้หมด “อั๊ยยย...สะ เสียวหนักมาก...อื้อ...เอาแรงๆ แรงอีก” “เจ้าก็อยากเหมือนข้าใช่หรือไม่ ข้าบอกแล้ว...อ่าห์ ข้าจะเอาเจ้าให้แรงที่สุด” ร่องบุปผางามของนางดูดเขารุนแรงเหลือเกิน จนเขาขบกรามแน่น และเผลอฝากรอยกัดไว้ทั่วทั้งเต้าอวบสองข้าง ช่วยไม่ได้เจ้าม
“ดะ...เจ้าอย่าเพิ่งขะ...ข้ายังไม่ได้อาบน้ำ เกรงว่าเจ้าจะเหม็น” เขามาถึงก็จับนางเข้าหอ น่าไม่อายนางต้องหาวิธีหลบเลี่ยงเขาก่อน “ไม่เป็นไรข้าจะอาบให้เจ้าเอง ด้วยลิ้นของข้านี่แหละ รับรองว่าสะอาดเอี่ยมอ่องทั้งตัวเลย” เขาพูดจบ แก้มขาวของนางก็แดงระเรื่ออย่างน่ารัก เขาชอบยิ่งนักที่หยอกเย้าให้นางได้อายเช่นนี้ “เจ้าพูดอะไรลามก” “ข้ารู้ว่าเจ้าก็ชอบ ไม่เช่นนั้นแก้มเจ้าไม่แดงปลั่งเช่นนี้หรอก” แก้มของฟางเหนียงร้อนขึ้นเมื่อรู้ว่าจะเกิดอะไรระหว่างเขาและนางต่อจากนี้ แม้ว่าจะขืนตัวให้หลุดจากการเกาะกุม แต่เรี่ยวแรงนางก็ลดน้อยถอยลงนัก เมื่อเขาอยู่ใกล้นาง เหมือนดูดเรี่ยวแรงนางไปจนหมดสิ้น “คืนนี้...ข้าว่า...เจ้า...!” นางไม่ทันจะพูดได้จบ เขาก็โน้มใบหน้าลงมาชิมริมฝีปากของนางอย่างดูดดื่ม เรียวลิ้นอุ่นชื้นแทรกเข้าหาเริมฝีปากบางอย่างคิดถึง ความหิวกระหายของเขาทำให้จูบแทบดูดวิญญาณนางออกมาจากร่าง จนต้องทุบอกเขาเพื่อให้รั้งรอให้นางได้หายใจเสียก่อน “เจ้า...ตะกละกินมูมมามเช่นนี้ ข้าหายใจไม่ทัน” นางหอบหายใจหนักเมื่อเขายอมละริมฝีปากออกจากปากอิ่มของนา
“เจ้าก็เช่นกันนะ สักวันเจ้าจะเจอคนที่รักเจ้าเหมือนที่ข้าเจอ” อี๋เหนียงอวยพรเพื่อนด้วยเสียงสั่นเครือ และกอดกันทั้งน้ำตา แต่เป็นน้ำตาแห่งความปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง เมื่อได้เวลาเข้าหอนางจึงออกมาจากห้อง ให้เพื่อนรักได้มีความสุขกับคนที่นางรัก ฟางเหนียงเดินกลับบ้านอย่างเหงาๆ ทุกวันเพื่อนรักของนางจะมาส่ง เพราะว่าบ้านของนางถึงก่อนบ้านของเพื่อน แต่วันนี้ต้องเดินกลับเพียงลำพัง แม้ว่าในหมู่บ้านแห่งนี้จะมีไม่กี่หลังคาเรือน แต่ว่าทุกคนล้วนเป็นคนดีไว้ใจได้ นางจึงไม่ได้เกรงกลัวอันใด “เห้อ...เหลือแค่ข้าสินะ ที่ต้องอยู่คนเดียว” นางมองไปยังบ้านของเพื่อนที่ประดับด้วยโคมสีแดง สัญลักษณ์แห่งงานมงคล แต่เมื่อหันมากลับพบว่าชนกับคนผู้หนึ่ง ว๊าย...! “ข้าขออภัย ไม่ทันระวัง มันมืด” นางเห็นไม่ชัดว่าเป็นผู้ใด แต่ว่าน่าเป็นคนในหมู่บ้านที่มางานแต่งของเพื่อนนางเป็นแน่ “รู้ว่ามืดเหตุใดถึงมาเดินกลางค่ำ กลางคืนคนเดียวเล่า” เสียงหนึ่งที่คุ้นหูดี จนนางเกือบลืมไปแล้วว่าเป็นเขา จนต้องเงยหน้าขึ้นมองชัดๆ “ตะ...ตงหยาง” นางมองหน้าเขาเอ่ยด้วยเสียงเครื
“จินหลิง เจ้าเป็นอะไร” หานหลิงอี้เห็นคนของตัวเองบาดเจ็บมา พร้อมกับตงหยางและญาติผู้น้องก็ตกใจนัก “ท่านพี่ พวกเราโดนหลอก” จื่อเถิงบอกกับญาติผู้พี่พร้อมกับเอาสมุดบัญชีรายชื่อคนร่วมกันช่อโกงเงินพระคลังไป “เพื่อนข้ากับพ่อเจ้า...ด้วยงั้นรึ” จื่อเถิงไม่ตอบอันใด เอาแต่พยักหน้าให้กับญาติผู้พี่ เขาคงไม่รู้ว่านางไม่ใช่จื่อเถิงที่เป็นเจ้าของร่าง จึงไม่ได้อาลัยอาวรณ์นักหากพ่อตัวเองทำผิด “แล้วเจ้าไม่คิดว่าพ่อเจ้าจะโดนโทษหรอกหรือ” หานหลิงอี้ถามญาติผู้น้อง “ข้าไม่ใช่ลูกสาวเขาตั้งแต่วันที่ข้าแต่งงานแล้ว ข้าเพิ่งรับรู้ว่าเขาต้องการส่งข้าไปตายชัดๆ เพียงเพื่ออำนาจที่ตนเองอยากได้ ข้าก็เพิ่งประจักษ์วันนี้เอง” จื่อเถิงพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย เกิดกี่ชาติก็ยังคงถูกหลอกซ้ำซาก “เจ้าจะเอาอย่างไรต่อ หาข้าทูลเรื่องนี้ต่อฝ่าบาทพ่อเจ้าต้องมีโทษแล้วเจ้าก็จะโดนด้วย” “ไม่ได้ นางเป็นเมียข้าแล้ว นางจะไม่ได้รับโทษอันใดทั้งนั้น” ด้วยความที่ห่วงนางตงหยางรีบอ้างเรื่องนี้ทันที “ใครเมียเจ้า ลืมไปแล้วหรือบ้านเจ้าก็มีส่วนรู้เห็น” นางละเบื่อเขาจริง
“ไม่ต้องเจ้าพอเถอะ ข้าจะขึ้นรถม้าแล้ว” นางเดินมาถึงรถม้าพอดี เขาเดี๋ยวลากเดี๋ยวจูงจนนางเริ่มรำคราญ เกาะติดยิ่งกว่าปลิงเสียอีก ข้าเคยไปพรากของรักเจ้ามาหรือไง ชาตินี้ถึงได้ตามติดแล้วติดอีก “ก็ข้าเป็นห่วง” “ข้าอยากใช้ความคิดเจ้าอยู่เงียบๆ เถิด” นางอยากคิดเรื่องทุกอย่างให้รอบครอบ ความน่าสงสัยเรื่องที่สองคือจิ่นช่างหลิวเกี่ยวอันใดกับเรื่องนี้กันแน่ เขาจงใจเข้ามาสนิทสนมกับนางจริงๆ ตั้งแต่วันนั้นแล้วแต่นางก็ไม่ระแคะระคายเลย ในเมื่ออดีตเขาเคยทำนางเจ็บช้ำ ปัจจุบันน่าจะไม่ต่างกันมากเท่าไหร่นัก “เจ้าไปวัดร้างทำไมกัน” ตงหยางถามอย่างอยากรู้ “ข้าอยากรู้บางเรื่อง เผื่อจะตัดสินใจว่าจะทำอันใดต่อไป” “เจ้าคิดจะทำอะไร” ตงหยางหวั่นใจอย่างบอกไม่ถูก เขากลัวจะเสียนางไป อยากรู้ว่านางกำลังทำอะไรกันแน่ “หนีเจ้าให้พ้นยังไง” “ไม่มีทางข้าไม่ยอมให้เจ้าหนีข้า” ตงหยางขยับนั่งเบียดดึงนางเข้ามากอดไว้ “เจ้าปล่อย ข้าอึดอัด” “เจ้าบอกจะหนี...” “เห้อ...จะหนียังไงก็นั่งอยู่นี่ จนโง่ยิ่งกว่าลาเสียอีก แบบนี้จะให้ข้าอยากเอาทำผัว
จื่อเถิงเดินออกจากเรือนเพื่อไปยังนอกจวนสกุลหลัว แต่ยังไม่ได้ก้าวสักกี่ก้าว เจ้าคนหน้ามึนก็มาขวางไว้อีกแล้ว “เจ้าหลบไป” “เจ้าจะไปไหน ให้ข้าพาไปดีหรือไม่” ตงหยางรู้สึกผิดกับนางอยากไถ่โทษโดยการทำดีกับนางให้มาก นางก็น่างสงสารเช่นกัน เขามันคนเอาใจแต่ไม่รู้เลยว่านางจะเจ็บปวดใจเช่นนี้ “ไปวัดทำบุญให้เจ้า” “ทำไม?” “เผื่อได้รับบุญจากข้าแล้วจะสงบจิตสงบใจ แล้วก็เลิกตามรังควานข้าสักที ข้าเบื่อ” นางเดินหนีเขาตอนนี้ไม่อยากพบหน้านัก ความหนักอึ้งใจหัวใจราวกับมีคนเอาก้อนหินมาถ่วงไว้ก็ไม่ปาน นางพบเจอเรื่องราวมากมายเหลือเกิน ผู้หญิงคนหนึ่งต้องทนรับการกระทำที่แสนเจ็บปวดจากคนรักในอดีต ก็มากเกินพอแล้ว นางไม่ควรกลับมาเจ็บช้ำอีก “ให้ข้าไปเป็นเพื่อน” “ไม่ต้องยุ่ง!” จื่อเถิงหนีไปขึ้นรถม้าที่หน้าจวน เมื่อขึ้นไปแล้วเจ้าบ้ากามตงหยางก็ขึ้นตามมาอีก น่าเบื่อชะมัดไม่รู้จะตามติดนางไปถึงไหนกัน “ข้าอยากดูแลเจ้า สีหน้าเจ้าดูไม่ค่อยดี อากาศข้างนอกหนาวเย็นนัก” “ข้าดูแลตัวเองได้ ไม่ได้อ่อนแออย่างที่เจ้าคิดหรอก” นางไม่ใช่คนที่อ่อนแอต้องใ
กุ้ยเฟยได้รับจดหมายจากสกุลหลัวตั้งแต่เช้าตรู่ โดยฝากมากับคนส่งของเข้าวัง คนของนางเป็นหูเป็นตามีอยู่มากมาย โดยเฉพาะในห้องเครื่อง นั่นจึงทำให้นางได้รับรู้ข่าวสารต่างๆ รวดเร็วนัก “แย่แล้ว หลานข้าทำเรื่อง ไปเจ้ารีบแต่งตัวให้ข้า” กุ้ยเฟยเร่งนางกำนัลประจำตัว เพื่อต้องไปคอยดักฝ่าบาทก่อนที่จะเข้า
“เจ้าว่าอะไรนะ ท่านพ่อกับท่านแม่...นี่นางแล่นไปฟ้องท่านพ่อกับท่านแม่เชียวรึว่าข้าไม่เข้าหอกับนาง ไร้ยางอายสิ้นดี” “หาไม่ขอรับ เกิดเรื่องใหญ่โตแล้วขอรับ องค์รัชทายาทรู้เรื่องที่ท่านเข้าหอกับผู้อื่น แล้วปล่อยให้นางยืนร้องไห้อยู่หน้าห้อง ตอนนี้เรื่องราวน่าจะขั้นมีโทษสถานหนักฐานหมิ่นเบื้องสูง
หมิงจินหลิง รีบเดินไปตามใต้เท้าหลัวและฮูหยินหลัวมาหาองค์รัชทายาท เมื่อทั้งสองได้ฟังเช่นนั้นก็ขอตัวออกจากแขกสักครู่ เพราะไม่รู้ว่าองค์รัชทายาทมีเรื่องอันใด “เอ่อ...ใต้เท้าหมิงท่านทราบหรือไม่ องค์รัชยาทมีเหตุด่วนอันใด ถึงได้เรียกข้ามาเช่นนี้” ใต้เท้าหลัวเกริ่นถามเพื่อจะได้เตรียมตัว ไม่รู้ว่
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังระงม แข่งกับเสียงครวญครางของนางคณิกา ทำให้จื่อเถิงรับรู้ได้ทันทีว่าใครกับกำลังเริงรักอยู่ข้างห้องหอของนาง“หึ...ผัวข้าในชาตินี้งั้นรึ ต่างจากผัวข้าสมัยข้าเป็นสาวใช้อุ่นเตียงอย่างไรกัน ก็ชั่วพอๆ กัน หึ...ดี คืนแรกไม่เข้าหอ ก็อย่าเข้ามันเลย” จื่อเถิงสะบัดหน้าหมายจะเดินกลับห้องห







