Accueil / รักโบราณ / สามีข้าหรือป้ายวิญญาณนั่นอย่างไร / บทที่4 ปี่อั้นเบ่งบานความแค้นหวนคืน

Share

บทที่4 ปี่อั้นเบ่งบานความแค้นหวนคืน

last update Dernière mise à jour: 2026-01-10 14:42:21

คิมหันต์ฤดูเวียนมาบรรจบ ทุกปีเมื่อถึงวันเกิดของเฟิงเซียน ในวันนั้นจะฝนตกจนกว่าจะถึงเวลาที่นางเคารพหลุมศพของนางในอดีตชาติ เมื่อนั้นแดดจะออกท้องฟ้าสดใสสมดังเป็นฤดูร้อนเช่นเดิม

            แต่ปีนี้แตกต่างจากทุกปี นอกจากฝนไม่ตกแล้วแดดก็ยังจ้า ช่างเรียกได้ว่าเป็นบรรยากาศดีจริง  ๆ แต่สิ่งที่น่าประหลาดคือดอกปี่อั้น หรือปี่อั้นฮวา เบ่งบานรอบหลุมศพ

            หึ...ถึงเวลาแล้วสินะ...!

            “เจ้าเคารพหลุมศพท่านน้าเจ้าแล้ว ให้พ่อพาไปเคารพหลุมศพแม่เจ้าหรือไม่” เขาจำต้องถามนางอีกครั้ง เพราะปีนี้พ่อของนางลู่เซียงติดภารกิจ ที่ได้รับมอบหมายจากฝ่าบาท เพื่อไปควบคุมสถานการณ์ตึงเครียดที่ชายแดน เนื่องจากชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ แถบชายแดนเริ่มรุกรานเข้ามาทำร้ายคนแคว้นสุ่ย เช่นนั้นเมื่อฝ่าบาทขอขันอาสา พ่อนางก็ไม่รีรอ รีบสร้างผลงานทันที เพื่อฟื้นฟูตระกูลให้กลับมามั่นคงดังเดิม

            เขาทราบอีกว่าฮูหยินผู้เฒ่าลู่นั้น นอกจากจะรังเกียจนางที่เกิดมาทำให้ลูกสะใภ้ที่ดีของนางสิ้นใจลง นางจึงเหมือนตัวกาลกิณีสำหรับตระกูลลู่ หากไม่ใช่ลู่เซียงที่ยังต้อนรับดี ก็คงไม่ได้เฉียดเข้าตระกูลลู่ได้โดยง่าย

            “ท่านพ่อบุญธรรมบอกว่า ท่านพ่อจะไม่อยู่สักพักใช่หรือไม่ เช่นนั้นปีนี้ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่าคงไม่ต้อนรับเรา”

            “เจ้ารู้ความเช่นนี้ก็ดี ปีนี้เจ้าอายุปักปิ่นแล้ว ถึงวัยเป็นสาว เช่นนั้นพ่อจะพาไปเที่ยวเมืองหลวงสักพักตามที่เจ้าขอท่านปูดีหรือไม่” จิ่นฟ่านได้ฟังเรื่องของนางจากปากท่านพ่อ เขาก็เห็นด้วยที่จะพานางไปเมืองหลวง เพราะตั้งแต่เกิดมา ท่านพ่อเก็บนางไว้แต่ที่เจียงหนาน เพราะไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม

            “จริงหรือท่านพ่อ ข้ายินดียิ่ง” นางเข้าไปสวมกอดพี่ชายที่เป็นพ่อบุญธรรมในชาตินี้ ไม่ว่าชาติไหนเขาก็ตามใจนางที่สุด เห็นมีเพียงตระกูลสุ่ยที่นางสามารถพึ่งพิงได้กระมัง

            "ท่านปู่เจ้าไม่อยากให้ไปนาน แต่พ่อจะลองยื้อเจ้าไว้สักสามเดือนดีหรือไม่" เขาเองก็คิดถึงบุตรบุญธรรมคนนี้ แต่เล็กที่นางเอาแต่ติดเขา เขาก็อยากเอาไปเลี้ยงที่เมืองหลวงด้วย แต่ท่านพ่อไม่อนุญาต เพียงเพราะเขาไม่ได้แต่งงานและก็จะเป็นภาระเป็นห่วงพะวง แต่แท้ที่จริงท่านพ่อของเขารักและเอ็นดูนางต่างหาก เกือบเกิดศึกชิงหลานนอกไส้มาแล้วเมื่อนางยังวัยเยาว์

            “ขอบคุณเจ้าค่ะ ท่านพ่อ” นางย่อตัวจับกระโปรงเคารพบิดาบุญธรรมที่รักนางยิ่ง รอยยิ้มของนางที่นาน ๆ จะเผยให้เห็นสักครั้งก็ปรากฏแก่สายตาจิ่นฟ่าน

            เขาและท่านพ่อไม่เคยเลี้ยงดูนางอย่างเข้มงวด แต่กลับเป็นนางเสียเองที่เข้มงวด ร่ำเรียนวิชาเสียเอง ยิ่งเมื่อนางเติบใหญ่ความเงียบขรึมนั้นยิ่งทำให้เริ่มน่ากลัว

            “กลับบ้านกันเถอะ” เขาเดินจูงมือบุตรสาวบุญธรรมกลับไปเลี้ยงฉลองงานปักปิ่นที่จัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เพียงแค่รอแขกคนสำคัญ คนที่ฝ่าบาทประทานให้เป็นตัวแทนมาแสดงความยินดีกับเขา แต่เขาและท่านพ่อล้วนหาได้ยินดีไม่ แต่มิอาจขัดพระราชโองการได้ จึงต้องฝืนใจต้อนรับขับสู้

            ยามโยว่(17:00-18:59) งานเลี้ยงเริ่มขึ้น พร้อมกับแขกคนสำคัญที่เขาไม่ต้องการให้เฉียดแม้แต่เงาจวนก็เดินทางมาถึง เมื่อนั้นท่านพ่อให้เขาไปต้อนรับ เพราะเกรงว่าจะข่มอารมณ์ขุ่นมัวไม่ได้

            “เชิญท่านอัครเสนาบดี” จิ่นฟ่านปั้นหน้ายิ้มให้กับอดีตน้องเขย ที่ปัจจุบันแทบไม่มีอันใดเกี่ยวข้อง แม้แต่ความสัมพันธ์ฉันมิตร

            ครานี้เขามาในฐานะตัวแทนฝ่าบาทที่ต้องการเชื่อมความสัมพันธ์สองตระกูลกระมัง แต่ท่านพ่อของนางเห็นทีจะไม่เผาผีและพร้อมตัดญาติขาดมิตร แต่ฝ่าบาทนั้นไม่ใช่ เขาเป็นผู้นั่งบัลลังก์มังกร เมื่อหัวมังกรจะมั่นคงก็ต้องมีหางที่แข็งแกร่ง

            และยามนี้ตระกูลหวังที่ฝ่าบาททรงสร้างขึ้นมาเองกับมือ โดยตระกูลสุ่ยต้องเสียหนึ่งชีวิตเพื่อแลกมา นั่นย่อมต้องขาดทุน ท่านพ่อจึงไม่คิดสร้างสัมพันธ์ หากเขาให้เกียรติน้องสาวเขาสักนิด คงไม่แต่งญาติฝ่ายแม่สกุลลู่ขึ้นมานั่งเป็นฮูหยินเอก

            “คารวะท่านเจ้ากรมกลาโหม” เสนาบดีหวังกล่าวอย่างสุภาพส่งไมตรีไปพร้อมทั้งยืนถือพระราชโองการมาให้ยังจวนสกุลสุ่ย

            สุ่ยเจียงและคนอื่นจึงต้องคุกเข่ารับราชโองการ รวมทั้งเฟิงเซียนที่เพิ่งออกมา ก็รีบมาคุกเข่าด้านข้างท่านปู่ของตน

            ท่านผู้เฒ่าสุ่ยรับราชโองการ เนื่องจากวันนี้เป็นวันดี วันเกิดบุตรีบุญธรรมในวัยปักปิ่น ขอพระราชทานทองร้อยชั่ง เงินร้อยช่าง ที่ดินร้อยหมู่ ทั้งเครื่องแก้วแหวนเงินทองและปิ่นทองพระราชทานจากฮองเฮา เพื่อแสดงความยินดีต่อตระกูลสุ่ย ที่มีงานมงคล

          จบราชโองการ

          ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี

            เมื่อจบพระราชโองการของฝ่าบาท สุ่ยเจียงในฐานะผู้นำตระกูลตอนนี้ยกมือท่วมหัวขึ้นรับม้วนผ้าพระราชโองการ

            แต่หัวใจของเขานั้นเจ็บแค้นยิ่ง ต้องมาคุกเข่าให้กับอดีตลูกเขยชั่วของตน

            “ท่านผู้เฒ่าสุ่ย ลำบากท่านแล้ว” หวังลี่จินส่งพระราชโองการพร้อมกับจะช่วยพยุง แต่ทว่ามีมือเล็กของสตรีที่คาดว่าเป็นบุตรีบุญธรรมของจิ่นฟ่านยื่นมือมาจับไว้ ทำให้เขาจับที่มือนางอย่างไม่ตั้งใจ

            “ขออภัยท่านอัครเสนาบดี ข้าน้อยขอช่วยพยุงท่านปู่เอง ไม่รบกวนท่าน”

            เสียงใสกังวานนั้น ทำให้ท่านอัครเสนาบดีอย่างเขาชะงักงัน ใบหน้าซีดเผือดขาวราวกับคนเห็นผี

            ‘นะ...นาง...สุ่ยเซียน...’ เขาเพียงคิดในใจ เพราะว่าทั้งน้ำเสียง ใบหน้าราวกับนางเมื่อตอนยังสาว และในตอนนั้นที่นางตายลงโดยฝีมือเขา ก็ใบหน้าไม่ได้ต่างจากนี้เท่าไหร่

            “ท่านอัครเสนาบดี...ท่านเป็นอันใดหรือไม่ใบหน้าท่านซีดเผือด หน้าข้าอัปลักษณ์ขนาดท่านมองข้าราวกับเห็นผีก็เพียงนั้นเชียว” เฟิงเซียนกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทั้งใบหน้าก็ยิ้มให้เขาราวกับสตรีโง่งมเมื่อครั้งอดีตไม่มีผิดเพี้ยนนัก

            “...ขะ...ขออภัย...” เมื่อเขารู้ตัวว่าแสดงกิริยาไม่ดีต่อนางไปจึงรีบชักมือออก ทั้งยังเห็นอดีตพ่อตามองเขาด้วยความกรุ่นโกรธราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ที่บังอาจมาจับไม้จับมือหลานสาว

            “นางช่างเหมือน...”

            “ท่านอาเซี่ยนเซี่ยน ใช่หรือไม่ ทั่วเจียงหนานเห็นทีจะไม่มีใครพูดผิดแผกแตกต่างจากท่านอัครเสนาบดีนัก” เฟิงเซียนจงใจกล่าวเช่นนั้น เพื่อให้เขาคิดถึงนางเมื่อครั้งอดีต

            “เจ้าคุ้นเคยกับนางดีงั้นรึ” หากเขาไม่ได้เห็นกับตาว่านางตาย คงจะคิดว่านางหนีไปมีลูกอยู่ที่ใดสักแห่ง เพราะเด็กสาวผู้นี้ไม่ผิดเพี้ยนจากนางแม้เพียงนิด

            “จะเรียกว่าคุ้นก็ไม่เชิงนัก ข้าเกิดในวันที่ท่านอาเสียชีวิตพอดี ท่านจำได้หรือไม่ว่านางตายอย่างไร” ประโยคสุดท้ายนางต้องการจะย้ำถึงความเลวของเขา ก่อนตายนางได้เห็นเขาทำชั่วในห้องของนาง

            ยาที่ให้นางกินก็เป็นยาพิษ เพื่ออำนาจและสิ่งที่ต้องการทั้งคู่ร่วมวางแผนกันเพื่อฆ่านางอย่างเลือดเย็นนัก

            หะ..!.แววตานี้มัน เหมือนนางจะกลับมาแก้แค้นเขา ไม่เป็นไปไม่ได้ ไม่จริง ข้าคิดไปเอง

            แม้ว่าจะตกใจต่อคำพูดนาง แต่เขาก็พยายามเก็บอารมณ์ตัวเองให้มิดชิด ไม่ให้แสดงออกมาได้ว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของนาง

            “นางก็ป่วยตายนะสิ” เขาตอบไปหลบสายตานาง เมื่อ 15 ปีก่อนนางไร้เดียงสา แต่เมื่อมาพบคนที่คล้ายนางทำไมแววตาช่างอำมหิตนัก ราวกับต้องการแก้แค้นเขา

            ไม่ใช่ เขาคิดไปเอง

            “ได้ข่าวว่า หลังจากไว้ทุกข์ให้ท่านอาของข้าเพียงวันเดียว ท่านก็แต่งฮูหยินคนใหม่ ไม่ทราบว่าฮูหยินเอกท่านสบายดีหรือไม่” นางจงใจพูดให้เขาดูแย่ในสายตาคนร่วมงาน เพราะเน้นว่าหลังจากไว้ทุกข์ นั่นทำให้คนทั้งงานแคลงใจ ว่าอาจจะมีเหตุขัดแย้งบางประการระหว่างสกุลหวังและสกุลสุ่ย รวมถึงการตายของสุ่ยเซียนในอดีต

            เสียงซุบซิบถัดมา เรียกความสนใจให้กับสุ่ยเจียง เขายกยิ้มอย่างพอใจ หลานสาวผู้นี้พูดแทนใจเขาทุกคำ ต้องตกรางวัลอย่างงามเสียแล้ว

            “เอ่อ...ข้าว่าเชิญนั่งเถิด ท่านผู้เฒ่าสุ่ยเริ่มจะเมื่อยแล้วกระมัง” เขาเปลี่ยนเรื่องเพราะที่นางกล่าวนี้ล้วนเป็นสิ่งที่เขาไม่ได้เตรียมตัวมาตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา

            “เช่นนั้นเชิญท่านอัครเสนาบดีด้านบนเถิดเจ้าค่ะ ท่านปู่ได้จัดที่นั่งสำหรับอดีตท่านสามีท่านอาไว้อย่างสมเกียรติแล้ว” ก่อนจะแยกย้าย นางก็สาดโคลนให้อีกหนึ่งคำ

            เสียดายนัก นางลู่ชิงญาติสนิททั้งยังเป็นแม่สื่อแม่ชัก ก็เลยชักใยอยู่เบื้องหลังการตายของนางไม่มาด้วย มิเช่นนั้นคงได้ครึกครื้นกว่านี้

            นี่นางไม่ได้ทราบล่วงหน้าสักนิดว่า อดีตสามีจะมาร่วมงาน มิเช่นนั้นจะจัดขวัญต้อนรับอย่างงามทีเดียว

            “ท่านเสนาบดีเดินทางมาเหน็ดเหนื่อย ข้าให้สาวใช้จัดเรือนพักรับรองให้ท่านไว้แล้ว หลังจากจบงานเลี้ยง อยู่พักผ่อนที่นี่สักหลายวันหน่อยดีหรือไม่” จิ่นฟ่านพูดไปตามมารยาท แต่มิได้ต้องการให้เขาอยู่นานนัก กลัวท่านพ่อของตนจะหัวใจวายเสียก่อน

            แต่เมื่อผินหน้าไปทางผู้เป็นบิดา กลับเห็นท่านดูใบหน้าแช่มชื่น ทั้งยังคุยเล่นกับบุตรีของเขาราวกับไม่มีคนผู้นี้อยู่ในงาน

            “ไม่รบกวนนานหรอก พรุ่งนี้ก็จะกลับแล้ว” เขาจะอยู่นานได้อย่างไร เพราะว่าคนหน้าเหมือนสุ่ยเซียนอยู่ตรงหน้าเช่นนี้ หากเขาเผยว่าตนมีส่วนทำให้นางตาย ผู้เฒ่าสุ่ยคงไม่เก็บเขาไว้เป็นแน่

            คำพูดของท่านพ่อและอัครเสนาบดีชั่ว ดังก้องในโสตประสาทของเฟิงเซียน นางเรียกอาหนิงมากระซิบให้คนจัดห้องเก่าที่เป็นห้องของตน ต้อนรับท่านอัครเสนาบดีเสียเลย

            หึ...เขาคงคิดถึงเมียเก่าอยู่ไม่น้อย เพราะเห็นหน้านางก็ตกตะลึงเช่นนั้น

            “หลานคิดจะทำอันใด” สุ่ยเจียงที่นั่งอยู่ใกล้ ก็ได้ยินหลานสาวกระซิบบางอย่าง น้อยครั้งนักที่นางจะสอดมือยุ่งเรื่องใด นี่ถือเป็นเรื่องไม่ใคร่จะปกตินัก ที่นางจะมาจัดการคนที่ทำให้ท่านอาของนางตาย

            “ท่านปู่โปรดวางใจ ข้าเพียงแต่แก้แค้นให้ท่านอาเล็ก ๆ น้อย ๆ” นางขยิบตาให้ท่านปู่ และคิดว่าท่านปู่ของนางเองก็คิดเช่นเดียวกัน

            ศัตรูมาถึงที่จะไม่ให้ตอบโต้บ้างหรือ...

            นางหาใช่คนใจดีเช่นนั้น

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Latest chapter

  • สามีข้าหรือป้ายวิญญาณนั่นอย่างไร   ตอนพิเศษ เข้าหอโดยสมบูรณ์

    “ดะ...เจ้าอย่าเพิ่งขะ...ข้ายังไม่ได้อาบน้ำ เกรงว่าเจ้าจะเหม็น” เขามาถึงก็จับนางเข้าหอ น่าไม่อายนางต้องหาวิธีหลบเลี่ยงเขาก่อน “ไม่เป็นไรข้าจะอาบให้เจ้าเอง ด้วยลิ้นของข้านี่แหละ รับรองว่าสะอาดเอี่ยมอ่องทั้งตัวเลย” เขาพูดจบ แก้มขาวของนางก็แดงระเรื่ออย่างน่ารัก เขาชอบยิ่งนักที่หยอกเย้าให้นางได้อายเช่นนี้ “เจ้าพูดอะไรลามก” “ข้ารู้ว่าเจ้าก็ชอบ ไม่เช่นนั้นแก้มเจ้าไม่แดงปลั่งเช่นนี้หรอก” แก้มของฟางเหนียงร้อนขึ้นเมื่อรู้ว่าจะเกิดอะไรระหว่างเขาและนางต่อจากนี้ แม้ว่าจะขืนตัวให้หลุดจากการเกาะกุม แต่เรี่ยวแรงนางก็ลดน้อยถอยลงนัก เมื่อเขาอยู่ใกล้นาง เหมือนดูดเรี่ยวแรงนางไปจนหมดสิ้น “คืนนี้...ข้าว่า...เจ้า...!” นางไม่ทันจะพูดได้จบ เขาก็โน้มใบหน้าลงมาชิมริมฝีปากของนางอย่างดูดดื่ม เรียวลิ้นอุ่นชื้นแทรกเข้าหาเริมฝีปากบางอย่างคิดถึง ความหิวกระหายของเขาทำให้จูบแทบดูดวิญญาณนางออกมาจากร่าง จนต้องทุบอกเขาเพื่อให้รั้งรอให้นางได้หายใจเสียก่อน “เจ้า...ตะกละกินมูมมามเช่นนี้ ข้าหายใจไม่ทัน” นางหอบหายใจหนักเมื่อเขายอมละริมฝีปากออกจากปากอิ่มของนา

  • สามีข้าหรือป้ายวิญญาณนั่นอย่างไร   บทที่ 16 ความจริงปรากฏกับทางเดินที่เลือก

    “จินหลิง เจ้าเป็นอะไร” หานหลิงอี้เห็นคนของตัวเองบาดเจ็บมา พร้อมกับตงหยางและญาติผู้น้องก็ตกใจนัก “ท่านพี่ พวกเราโดนหลอก” จื่อเถิงบอกกับญาติผู้พี่พร้อมกับเอาสมุดบัญชีรายชื่อคนร่วมกันช่อโกงเงินพระคลังไป “เพื่อนข้ากับพ่อเจ้า...ด้วยงั้นรึ” จื่อเถิงไม่ตอบอันใด เอาแต่พยักหน้าให้กับญาติผู้พี่ เขาคงไม่รู้ว่านางไม่ใช่จื่อเถิงที่เป็นเจ้าของร่าง จึงไม่ได้อาลัยอาวรณ์นักหากพ่อตัวเองทำผิด “แล้วเจ้าไม่คิดว่าพ่อเจ้าจะโดนโทษหรอกหรือ” หานหลิงอี้ถามญาติผู้น้อง “ข้าไม่ใช่ลูกสาวเขาตั้งแต่วันที่ข้าแต่งงานแล้ว ข้าเพิ่งรับรู้ว่าเขาต้องการส่งข้าไปตายชัดๆ เพียงเพื่ออำนาจที่ตนเองอยากได้ ข้าก็เพิ่งประจักษ์วันนี้เอง” จื่อเถิงพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย เกิดกี่ชาติก็ยังคงถูกหลอกซ้ำซาก “เจ้าจะเอาอย่างไรต่อ หาข้าทูลเรื่องนี้ต่อฝ่าบาทพ่อเจ้าต้องมีโทษแล้วเจ้าก็จะโดนด้วย” “ไม่ได้ นางเป็นเมียข้าแล้ว นางจะไม่ได้รับโทษอันใดทั้งนั้น” ด้วยความที่ห่วงนางตงหยางรีบอ้างเรื่องนี้ทันที “ใครเมียเจ้า ลืมไปแล้วหรือบ้านเจ้าก็มีส่วนรู้เห็น” นางละเบื่อเขาจริง

  • สามีข้าหรือป้ายวิญญาณนั่นอย่างไร   บทที่ 15 นายหญิงที่ตามหา

    จื่อเถิงเดินออกจากเรือนเพื่อไปยังนอกจวนสกุลหลัว แต่ยังไม่ได้ก้าวสักกี่ก้าว เจ้าคนหน้ามึนก็มาขวางไว้อีกแล้ว “เจ้าหลบไป” “เจ้าจะไปไหน ให้ข้าพาไปดีหรือไม่” ตงหยางรู้สึกผิดกับนางอยากไถ่โทษโดยการทำดีกับนางให้มาก นางก็น่างสงสารเช่นกัน เขามันคนเอาใจแต่ไม่รู้เลยว่านางจะเจ็บปวดใจเช่นนี้ “ไปวัดทำบุญให้เจ้า” “ทำไม?” “เผื่อได้รับบุญจากข้าแล้วจะสงบจิตสงบใจ แล้วก็เลิกตามรังควานข้าสักที ข้าเบื่อ” นางเดินหนีเขาตอนนี้ไม่อยากพบหน้านัก ความหนักอึ้งใจหัวใจราวกับมีคนเอาก้อนหินมาถ่วงไว้ก็ไม่ปาน นางพบเจอเรื่องราวมากมายเหลือเกิน ผู้หญิงคนหนึ่งต้องทนรับการกระทำที่แสนเจ็บปวดจากคนรักในอดีต ก็มากเกินพอแล้ว นางไม่ควรกลับมาเจ็บช้ำอีก “ให้ข้าไปเป็นเพื่อน” “ไม่ต้องยุ่ง!” จื่อเถิงหนีไปขึ้นรถม้าที่หน้าจวน เมื่อขึ้นไปแล้วเจ้าบ้ากามตงหยางก็ขึ้นตามมาอีก น่าเบื่อชะมัดไม่รู้จะตามติดนางไปถึงไหนกัน “ข้าอยากดูแลเจ้า สีหน้าเจ้าดูไม่ค่อยดี อากาศข้างนอกหนาวเย็นนัก” “ข้าดูแลตัวเองได้ ไม่ได้อ่อนแออย่างที่เจ้าคิดหรอก” นางไม่ใช่คนที่อ

  • สามีข้าหรือป้ายวิญญาณนั่นอย่างไร   บทที่ 14 จดหมายลับ

    จื่อเถิงเปิดจดหมายออกทีละใบทีละใบ เพื่ออ่านอยากจับใจความให้ได้ว่าคนที่นายหญิงแอบคบชู้นั้นเป็นผู้ใดกันนางไม่ใช่คนที่ข้ารัก ข้าเพียงใกล้ชิดนางเพื่อจะได้พบหน้าท่าน [เสี่ยวเค่อ]ท่านโปรดรอข้า ข้าจักทำให้ท่านและข้าได้อยู่ครองคู่กัน [เสี่ยวเค่อ]ข้าใส่ยาในอาหารให้สามีท่านกิน แล้วลากนางขึ้นเตียง คืนนี้ข้าจะไปหาท่าน [เสี่ยวเค่อ]สามีท่านนำนางไปอุ่นเตียงทุกค่ำคืน ข้าขอพบท่านทุกคืนได้หรือไม่ [เสี่ยวเค่อ]ข้าจะทำเบาๆ ข้ารู้ว่าท่านท้องลูกของข้า [เสี่ยวเค่อ] ท่านท้องกับข้า เขารู้หรือไม่ ข้าอยากเคียงข้างดูแลท่านแทนเขายิ่งนัก [เสี่ยวเค่อ] ‘นะ...นี่มันอะไรกัน ลากนางขึ้นเตียง ท้องกับเสี่ยวเฮ่อ ทำไม...ทำไมมันดูเหมือนชีวิตนางเช่นนี้’ ข้าคือสาวใช้อุ่นเตียง นอกจากข้าแล้วมีผู้ใดเป็นสาวใช้อุ่นเตียงกับนายท่านอีกเล่า จื่อเถิงลำดับเหตุการณ์ ก่อนที่นางได้เป็นสาวใช้อุ่นเตียง วันนั้นเป็นวันที่นางเอาอาหารเข้าไปให้นายท่านตอนดึกเพราะว่า เป็นคำสั่งนายหญิง แต่คนที่ยกอาหารมาให้นางเป็นเค่อรุ่ย คนรักของนางที่

  • สามีข้าหรือป้ายวิญญาณนั่นอย่างไร   บทที่ 13 จูบเย้ยจันทร์

    “เอ่อ...ตงหยาง...เจ้าปล่อยข้าก่อนดีหรือไม่ ทำเช่นนี้เจ้าจะดื่มชาได้อย่างไร” จื่อเถิงพยายามหาทางออกจากตักแกร่งของเขา เมื่อยามใกล้ชิดชายเช่นนี้นางรู้สึกอกสั่นขวัญหาย ช่องท้องเสียววูบไปหมด “ดื่มได้สิ เดี๋ยวข้าจะดื่มให้เจ้าดู” เขายกถ้วยชาขึ้นชนกับริมฝีปากนาง แล้วก็กระดกถ้วยให้นางดื่ม เมื่อนางดื่มได้ครึ่งถ้วยเขาก็วางถ้วยชาลง เปลี่ยนเป็นประกบปากอุ่นร้อนกับริมฝีปากนาง เพื่อทวงคืนน้ำชาในถ้วย “ฮึก...! อื้อ...” ริมฝีปากเล็กที่กำลังจะร้องก็ถูกปากหนาจูบกลืนเสียงลงไป เรียวลิ้นของเขาแทรกลึกเข้ามาภายใน นางทั้งตกใจและไม่ทันได้ตั้งตัว สองมือพลัดกันทุบหน้าอกของเขาให้ออกห่างจากตัวนาง คนตัวใหญ่เมื่อได้ลิ้มรสของหวานเช่นนั้นก็ยากจะละออก เขาดูดกลืนอย่างย่ามใจ สองมือหนาเลื่อนขึ้นมาบีบเคล้นสองเนินเนื้อหน้าอก อย่างแรงด้วยความมันเขี้ยวความนุ่มนิ่มนี้ทำให้เขาขยำมันอย่างเพลิดเพลิน จื่อเถิงกำลังจะเคลิ้มไปกับสัมผัสอันร้ายกาจของเขา ยิ่งตอนมือหนาแทรกเข้ามาในสาบเสื้อ ยิ่งทำให้นางร้อนวูบวาบดังไฟเผา มือของเขาช่างร้ายกาจนักปลุกปั้นอารมณ์เล้าโลมจนจื่อเถิงรู้สึกผ่อนคลาย และเผลอลูบไล้

  • สามีข้าหรือป้ายวิญญาณนั่นอย่างไร   บทที่ 12 กลับไปจวนสกุลหลัว

    นางป่วยจนสามวันเต็ม ทุกวันจิ่นช่างหลิวกับตง หยางสลับกันมาเยี่ยม จนนางเองต้องให้สาวใช้ไล่กลับไป หากผู้พบผู้ใด อีกผู้ก็อยากจะพบอีก เป็นอย่างนี้นางก็ไม่ได้พักผ่อนเสียที อีกอย่างนางอยากเข้าสกุลหลัวให้ได้เร็วๆ หาไม่เช่นนั้นก็คงไม่ได้จัดการเรื่องที่คาราคาซังมานานเสียที แค่ก แค่ก...! “ท่านหญิงดื่มยาสักหน่อยเจ้าค่ะ” อี๋เหนียงยกถ้วยยามาให้ผู้เป็นนาย ตอนนี้อาการปวดหัวและไข้เริ่มซาลงแล้ว เหลือแค่เจ็บคอและไอเท่านั้น นางจึงลุกขึ้นดื่มยาเองได้แล้ว “ยาขมชะมัด!” นางดื่มทีเดียวหมดถ้วยก็จริง แต่ว่าสีหน้าหลังจากดื่มยาน่าสงสารนัก “น้ำตาลกุ้ยฮัวเจ้าค่ะ” อี๋เหนียงนึกขึ้นได้ว่า คุณชายหลัวเอามาเยี่ยมนางบอกว่ากลัวนางจะดื่มยาขมจนเกินไป จึงเอาน้ำตาลกุ้ยฮัวมาให้นางเผื่อนางต้องใช้ และก็จริงดังที่คาดไว้ “อร่อยจัง เจ้าเอามาจากไหน” จื่อเถิงอมแล้วรู้สึกหวานชุ่มคอดีจัง “คุณชายน้อยหลัวเจ้าค่ะ...” อี๋พูดไปก็เสี่ยงต่อการโดนนายหญิงต่อว่า นางหลับตาปี๋เตรียมตัวแต่ทว่าก็ไม่มีเสียงก่นด่าอันใดออกจากปากผู้เป็นนาย “อร่อยดี...!” จื่อเถิงหยิบมาเข้าปากอีกก้อน ด้ว

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status