Mag-log inเฉินฮ่าวหรานจำต้องกลับไปนั่งลง ร่างกายเขาอ่อนแอ ยืนได้ไม่นานก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว วันนี้เขายังไม่มีข้าวตกถึงท้องแม้แต่คำเดียว เพราะหมั่นโถวที่เหลือสองก้อนสุดท้ายซ่งจิ่วเอ๋อร์กินจนหมดแล้ว
ขณะที่ซ่งจิ่วเอ๋อร์ต้มยา นางก็สำรวจข้าวของและวัตถุดิบรอบห้องครัว ทั้งห้องนางเจอเพียงข้าวสารหนึ่งกำมือในโถเล็กเท่านั้น ไม่รอช้านางนำข้าวสารใส่หม้อล้างจนสะอาดแล้วยกขึ้นตั้งเตา ถึงจะไม่มีอาหารอย่างอื่นแต่ข้าวต้มที่มียางข้าวก็ยังดีกว่าปล่อยให้ท้องว่างนาน ๆ จนทรมาน กลิ่นหอมจาง ๆ ของยางข้าวที่เริ่มงวด ผสมผสานกับกลิ่นอุ่น ๆ ของสมุนไพรและขิงฝานค่อย ๆ โชยออกจากครัวมาเตะจมูกเฉินฮ่าวหรานที่เริ่มปวดท้องด้วยความหิวโหย ชายหนุ่มหลับตาลงพยายามข่มความทรมาน ในใจได้แต่นึกสมเพชตัวเอง ข้าวสารกำมือสุดท้ายนั่น นางคงต้มกินเองคนเดียวจนหมดเหมือนเดิม อย่างไรเสีย สตรีที่เห็นแก่ตัวอย่างนาง มีหรือจะแบ่งปันอาหารให้สามีที่ไร้ประโยชน์เช่นเขา ขณะนั้นเสียงก้าวเท้าเบา ๆ ก็ดังใกล้เข้ามา เสียงวางถ้วยกระเบื้องบิ่น ๆ ลงบนโต๊ะไม้เก่าอย่างแผ่วเบา เฉินฮ่าวหรานลืมตาขึ้นมอง ภาพตรงหน้าทำให้เขาเบิกกว้างด้วยความตะลึง ควันขาวลอยกรุ่นออกจากถ้วย ข้าวต้มสีขาวเนียนนุ่มมียางข้าวข้นกำลังดี ด้านบนมีเก๊กฮวยป่าตากแห้งและขิงฝานแผ่นบางลอยอยู่ กลิ่นหอมอบอุ่นตลบอบอวลจนกระเพาะของเขาร้องประท้วงเสียงดัง "กินซะสิ" ซ่งจิ่วเอ๋อร์เอ่ยขึ้นเรียบ ๆ พลางนั่งลงฝั่งตรงข้าม "ข้าเอายาบำรุงบางตัวของท่านลุงหวังมาต้มรวมกับข้าวต้ม ยางข้าวจะช่วยปกป้องเยื่อบุกระเพาะ ส่วนยาอุ่นจะช่วยขับความเย็นในร่างของเจ้า ขืนดื่มยาขม ๆ ตอนท้องว่างกระเพาะพังพอดี" เฉินฮ่าวหรานมองชามข้าวต้ม สลับกับมองสตรีตรงหน้าที่ดูสงบและเฉียบแหลมผิดกันเป็นคนละคน "เจ้า... ไม่กินหรือ" เขาถามเสียงแหบแห้งแฝงความระแวง เพราะในหม้อมีข้าวสารแค่นิดเดียว ต้มออกมาคงได้แค่ถ้วยเดียวเท่านั้น ซ่งจิ่วเอ๋อร์ยักไหล่ ยันคางมองเขาด้วยสายตาของหมอ "ข้ากินน้ำข้าวต้มไปครึ่งถ้วยแล้ว อีกอย่าง ถ้าเจ้าที่เป็นหลักของครอบครัวล้มหมอนนอนเสื่อตายไปจริง ๆ ข้าต่างหากที่จะอดตายของจริง รีบกินตอนร้อน ๆ ซะ" เฉินฮ่าวหรานชะงักไปเล็กน้อย มือที่สั่นเทาค่อย ๆ ยื่นไปจับช้อนไม้ ช้อนตักข้าวต้มอุ่น ๆ ขึ้นมาจ่อที่ริมฝีปากแห้งผาก กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของยางข้าวผสมผสานกับกลิ่นอุ่นนวลของขิงและสมุนไพรเตะจมูก ละลายความตึงเครียดและชวนให้กระเพาะที่แห้งโหยส่งเสียงร้องประท้วงอย่างหนัก เขาค่อย ๆ จิบข้าวต้มคำแรกเข้าปาก รสสัมผัสนุ่มลื่นของยางข้าวข้นกำลังดีเข้าเคลือบลิ้นและลำคอ ความอบอุ่นซาบซ่านแล่นลงสู่กระเพาะอาหารทันที มันไม่ได้ขมบาดคอเหมือนยาบำรุงที่เขาเคยกล้ำกลืนฝืนดื่มในอดีต แต่กลับมีรสหวานธรรมชาติจาง ๆ จากข้าว และความเผ็ดซ่าอุ่นที่ปลายลิ้นจากขิงฝาน ซึ่งช่วยดับความรู้สึกเลี่ยนและคายความเย็นชื้นในอกออกไป เพียงคำเดียวหัวใจที่เคยหนาวเหน็บและสิ้นหวังของชายหนุ่มกลับรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด "เป็นอย่างไรบ้าง" ซ่งจิ่วเอ๋อร์ถามพลางเลิกคิ้วมอง ท่าทางผ่อนคลาย ต่างจากกิริยาหยาบกระด้างในอดีต "อร่อยและอบอุ่นมาก" เฉินฮ่าวหรานตอบตามความรู้สึกจริง นัยน์ตาที่เคยหม่นแสงฉายแววประหลาดใจอย่างปิดไม่มิด เขาตักกินคำต่อไปเรื่อย ๆ อย่างลืมตัว ร่างกายที่เคยอ่อนแรงค่อย ๆ ได้รับพลังงานฟื้นฟูกลับมาทีละน้อย ซ่งจิ่วเอ๋อร์มองชายหนุ่มตรงหน้าที่ก้มหน้าก้มตากินข้าวต้มด้วยความหิวโหย ความรู้สึกเห็นใจฉายออกมาในดวงตา ร่างกายของเขาพละกำลังพร่องไปมาก ลมหายใจสั้นแผ่ว ชัดเจนว่าเกิดจากการขาดสารอาหารสะสมมานานและมีความเครียด หากไม่รีบฟื้นฟูด้วยโภชนาการที่ดี ต่อให้สวดมนต์อ้อนวอนสวรรค์อย่างไร ร่างนี้ก็คงอยู่ได้ไม่พ้นปีนี้แน่ เมื่อเฉินฮ่าวหรานตักข้าวต้มคำสุดท้ายเข้าปากจนหมดถ้วย เขาวางช้อนลงแล้วถอนหายใจออกมาด้วยความผ่อนคลาย ใบหน้าซูบซีดเริ่มมีเลือดฝาดขึ้นมาเล็กน้อย เขาเงยหน้าขึ้นมองสตรีฝั่งตรงข้าม แววตาสับสนและสงสัยปนเปกันไปหมด "จิ่วเอ๋อร์ เจ้าไปเรียนรู้วิธีการทำแบบนี้มาจากที่ใดกัน" คำถามนั้นทำให้ซ่งจิ่วเอ๋อร์ชะงักไปเล็กน้อย แต่นางก็เรียกสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนริมฝีปาก "ข้าก็แค่นึกถึงเรื่องสมุนไพรที่เคยได้ยินคนอื่นพูดกันมา ลองเอามาปรับใช้ดู ไม่เห็นจะมีอะไรซับซ้อน" เฉินฮ่าวหรานมองนางนิ่ง แม้ในใจจะยังมีข้อสงสัยมากมายเกี่ยวกับท่าทางที่เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน แต่น้ำซุปอุ่น ๆ ในท้องและร่างกายที่สบายขึ้นอย่างเห็นได้ชัดก็เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เขาตัดสินใจเก็บความสงสัยนั้นไว้ก่อน "ขอบใจเจ้ามาก" เสียงห้าวเอ่ยเบา ๆ แต่เต็มไปด้วยความจริงใจ "อย่าเพิ่งรีบขอบใจเลย" ซ่งจิ่วเอ๋อร์ถอนหายใจยาว ชี้มือไปทางห้องครัว "ตอนนี้ข้าวสารในโถหมดแล้ว ในบ้านเราไม่มีทั้งเงิน ไม่มีทั้งอาหาร มื้อต่อไปพวกเราจะกินอะไรกันดี" คำถามเรียบง่ายแต่แทงใจดำทำเอาเฉินฮ่าวหรานเงียบกริบ ความจริงอันแสนโหดร้ายตบหน้าเขากลับสู่โลกความเป็นจริงอีกครั้ง "ข้า... ข้าจะลองไปหาดูงานจ้างรายวันในหมู่บ้าน หรือไม่ก็..." เขาพยายามคิดหาทางออก แม้รู้ดีว่าด้วยร่างกายเช่นนี้ คงไม่มีใครอยากจ้างแรงงานเขาแน่นอน "หยุดความคิดนั้นไว้เลย" ซ่งจิ่วเอ๋อร์ขัดขึ้นทันควัน สายตาตวัดมองร่างกายผอมเกร็งของเขา "ผอมเป็นกุ้งแห้งแบบนี้ ไปรับจ้างแบกหามมีหวังได้ล้มตายกลางทางพอดี ข้าไม่ยอมเสียเวลาดูแลเจ้าฟรี ๆ หรอกนะ" นางลุกขึ้นยืน กวาดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างบ้านดินที่ทรุดโทรม ทิวเขาเขียวขจีหลังหมู่บ้านปรากฏแก่สายตา ภูเขาสูงใหญ่ตระหง่าน ย่อมเต็มไปด้วยของป่า สมุนไพร และวัตถุดิบธรรมชาติชั้นดีสำหรับคนที่รู้จักคุณค่าของมัน "ในเมื่อไม่มีเงิน เราก็ต้องหาอาหารจากธรรมชาติ" นางหันกลับมามองเขาด้วยดวงตาเป็นประกายมุ่งมั่น "พักผ่อนเถิด พรุ่งนี้เช้าข้าจะเข้าป่าหลังบ้าน" คำพูดสุดแปลกหูหลุดออกจากปากของซ่งจิ่วเอ๋อร์ บรรยากาศภายในห้องเก่าทรุดโทรมก็พลันเงียบกริบลงทันที เฉินฮ่าวหรานเบิกตากว้าง จ้องมองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงและความไม่เชื่อหู สมองของเขาราวกับหยุดหมุนไปชั่วขณะ สตรีผู้นี้จะยอมก้าวเท้าขึ้นเขางั้นหรือ ในความทรงจำของเฉินฮ่าวหราน ซ่งจิ่วเอ๋อร์คือสตรีที่เกลียดการทำงานหนักยิ่งกว่าสิ่งใด นางรักสบาย นึกว่าตนเองเป็นดั่งคุณหนูในตระกูลใหญ่ ทั้งที่ความเป็นจริงเป็นเพียงสาวชาวบ้านยากจนที่ได้มาเป็นภรรยาของเขาเท่านั้น ย้อนกลับไปเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว ช่วงที่บ้านไร้ข้าวสารจะตกถึงท้องติดต่อกันหลายวัน ป้าหลี่และชาวบ้านที่มีน้ำใจเดินมาชวนนางที่หน้าประตูบ้าน "จิ่วเอ๋อร์ พรุ่งนี้พวกข้าจะขึ้นเขาไปเก็บผักป่าและขุดหัวมันกัน เจ้าไปด้วยกันไหม จะได้มีอาหารไปต้มให้ฮ่าวหรานกินบ้าง" ในตอนนั้น ซ่งจิ่วเอ๋อร์คนเดิมกลับเอามือเท้าเอว ยื่นหน้าออกไปแล้วจงใจถุยน้ำลายลงพื้นตรงหน้าพวกนางอย่างหยามเกียรติ ใบหน้าแต่งแต้มด้วยแป้งราคาถูกจนขาววอกแสยะยิ้มบิดเบี้ยว ดวงตาคู่กลมฉายแววดุร้าย ก่อนจะเปิดฉากด่าทอด้วยน้ำเสียงแหลมสูงบาดหูจนก้องไปทั้งถนน "เหอะ! พวกขี้ข้าชั้นต่ำ! ร่างกายสูงส่งของข้าเกิดมาเพื่อเป็นฮูหยินนายอำเภอ ไม่ใช่พวกบ้านป่าที่ต้องไปตากแดดตากลมให้ผิวเสียเหมือนพวกเจ้า ขยะพวกนั้นมีไว้ให้หมามันกินต่างหาก คิดว่าข้าโง่เหมือนพวกเจ้าหรืออย่างไร ไสหัวไปให้พ้นหน้าบ้านข้าเดี๋ยวนี้เลยนะ หากใครกล้ามาชวนข้าทำเรื่องต่ำตมเช่นนี้อีก ข้าจะสาปแช่งให้ครอบครัวมันอดตายให้หมด" คำด่าทอสุดใจดำและหยาบช้าในวันนั้น ไม่เพียงแต่ทำให้ชาวบ้านพากันสาปแช่งและเดินหนีด้วยความเอือมระอา แต่นางยังหมุนตัวกลับเข้ามาในบ้าน นำโทสะทั้งหมดมาลงที่เขา นางทั้งทุบตีและขว้างข้าวของใส่ชายหนุ่มที่นอนป่วยอยู่บนเตียง พลางกรีดร้องด่าทอว่าเขาเป็นตัวซวย เป็นคนไร้ความสามารถที่ทำให้นางต้องมาตกระกำลำบาก ไม่มีชาติตระกูลแล้วยังไม่รู้จักแสวงหาความก้าวหน้า บาดแผลและคำด่าทอวันนั้น ยังคงเป็นฝันร้ายที่กรีดใจของเฉินฮ่าวหรานเสมอมา แล้วตอนนี้ สตรีคนเดียวกันนี้ กลับพูดออกมาได้อย่างหน้าตาเฉยว่าจะขึ้นเขาไปหาของป่า เฉินฮ่าวหรานกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก ลมหายใจสะดุด เขามองซ่งจิ่วเอ๋อร์ด้วยความระแวง สายตาจับจ้องทุกการเคลื่อนไหว ราวกับกำลังมองสัตว์ร้ายที่อาจจะแว้งกัดและคลุ้มคลั่งขึ้นมาเมื่อใดก็ได้ "จิ่วเอ๋อร์... เจ้า... เจ้าพูดจริงหรือ" น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและสั่นน้อย ๆ อย่างควบคุมไม่ได้ "เจ้าเคยบอกว่า การขึ้นเขาเป็นเรื่องของพวกชั้นต่ำ" ซ่งจิ่วเอ๋อร์ชะงักไปเล็กน้อย เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยแผลในใจของเฉินฮ่าวหราน ภาพความทรงจำอันน่ารังเกียจของเจ้าของร่างเดิมพรั่งพรูเข้ามาในหัวทันที จนนางถึงกับแอบสบถในใจ เจ้าของร่างเดิมนี่สุดยอดความขยะมนุษย์จริง ๆ ทั้งบ้า ยโส ใจดำ แถมยังทำร้ายสามีตัวเองได้ลงคอ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมชายหนุ่มตรงหน้าถึงมองนางด้วยสายตาเหมือนเห็นผีร้าย ซ่งจิ่วเอ๋อร์สูดลมหายใจเข้าลึก ปรับสีหน้าให้เรียบเฉย แต่นัยน์ตาคู่งามกลับฉายแววหนักแน่นทรงพลัง ซึ่งเป็นสิ่งที่เฉินฮ่าวหรานไม่เคยเห็นจากร่างนี้มาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว "คำพูดไร้สาระ เจ้าจะเก็บมาใส่ใจทำไม" นางกล่าวเสียงนุ่ม แต่แฝงความเด็ดขาดที่สยบทุกสิ่ง "ยามนี้ไม่มีอาหาร ไม่มีเงิน คนชั้นต่ำหรือชั้นสูง หากไม่มีกินก็ต้องอดตายเหมือนกันหมด พรุ่งนี้เช้าข้าจะเข้าป่า ส่วนเจ้าอยู่บ้านพักผ่อนและดูแลตัวเองให้ดี ยาบำรุงที่เหลือข้าจะแบ่งไว้ให้" เฉินฮ่าวหรานอ้าปากค้าง นั่งแข็งทื่อเป็นก้อนหิน สายตามองตามแผ่นหลังบางของซ่งจิ่วเอ๋อร์ที่หมุนตัวเดินไปจัดแจงข้าวของในบ้านอย่างคล่องแคล่ว ความมึนงงและความสับสนพุ่งชนสมองของชายหนุ่มจนชาไปหมด สตรีใจร้ายที่เคยเอาแต่ด่าทอและเกลียดการทำงานหนัก กลับกลายเป็นคนที่พร้อมจะก้าวเท้าขึ้นเขาเพื่อหาอาหารมาประทังชีวิต นี่นางหกล้มหัวกระแทกพื้นจนบ้าไปแล้ว หรือสวรรค์ส่งดวงวิญญาณอื่นมาสิงร่างนางกันแน่ความหนาวเย็นของปลายฤดูใบไม้ร่วงหอบเอาความเย็นชื้นมาตามลม ซ่งจิ่วเอ๋อร์ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า แต่พบว่าที่นอนข้างล่างพับเก็บเรียบร้อยอย่างมีระเบียบหมายความว่าเฉินฮ่าวหรานตื่นก่อนนางเมื่อเก็บที่นอนและทำความสะอาดเสร็จนางก็ออกมาสูดอากาศข้างนอก ถึงลมหนาวจะเริ่มโชยพัด แต่บรรยากาศกลับสดชื่นและปลอดโปร่งอยู่ไม่น้อย ผิดกับความเจริญที่นางเคยอยู่ มีชีวิตเต็มไปด้วยความเร่งรีบและการแก่งแย่งแข่งขัน"ทะลุมิติก็ไม่ได้แย่ ได้เรียนรู้ตั้งหลายอย่าง ข้าโชคดีด้วยซ้ำไป"นางกวาดตามองไปรอบบ้านก็ไม่เห็นเฉินฮ่าวหรานจึงล้างหน้าล้างตาเข้าครัวเตรียมอาหารเช้า สักครู่เขาก็แบกฟืนหอบใหญ่เข้ามา"อากาศเย็นชื้น ทำไมออกไปข้างนอกเล่า"นางถามเมื่อเขาวางไม้ฟืนลง เฉินฮ่าวหรานยกมือปาดเหงื่อ ถึงจะมีสีหน้าสดชื่นขึ้นแต่ร่างกายนั้นผอมอมโรค เรี่ยวแรงก็ใช่ว่าจะมีมากพอให้ทำงานหนักได้"ข้าไม่อยากให้ขาดไม้ฟืน เลยไปเก็บมาสำรองไว้มาก ๆ"เขาเอ่ยขึ้นพร้อมลมหายใจหอบเล็กน้อย"ได้ออกแรงให้เหงื่อออกก็สดชื่นขึ้นมาก"ในแววตาของเขาไม่มีความเหน็ดเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย ซึ่งก็จริงอย่างที่เขาบอก และเป็นหลักพื้นฐานในการดูแลสุขภาพอยู่แล้ว"อืม"นางตอบสั้น
คำสัญญาอันหนักแน่นของเฉินฮ่าวหรานทำเอาซ่งจิ่วเอ๋อร์ชะงักไปเล็กน้อย ความนุ่มนวลที่ฉายชัดในดวงตาคู่คมของชายหนุ่มทำให้หัวใจของหมอสาวอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด นางพยักหน้ารับเบา ๆ พร้อมส่งเสียงตอบรับในลำคอ"อื้ม"เมื่อตั้งสติได้ ซ่งจิ่วเอ๋อร์ก็ไม่รอช้า นางดึงมือเขาแล้วเดินตรงไปยังร้านหมอที่ดีที่สุดในตัวอำเภอทันที เฉินฮ่าวหรานที่เห็นท่าทีของนางรีบชะงักเท้า ขมวดคิ้วเอ่ยทัดทานด้วยความเกรงใจ"จิ่วเอ๋อร์ ร้านหมอในเมืองค่าตรวจและค่ายาแพงยิ่งนัก ร่างกายข้าเป็นเช่นนี้มานาน แค่พักผ่อนกินอาหารให้อิ่มก็พอแล้ว อย่าเสียเงินโดยใช่เหตุเลย""ไม่ได้!" ซ่งจิ่วเอ๋อร์หันกลับมามองเขาด้วยสายตาจริงจังและเด็ดขาด "เงินมีไว้ใช้รักษาคน หากไม่มีร่างกายที่แข็งแรง จะมีเงินทองไปทำไม พวกเราเป็นสามีภรรยากันแล้ว เมื่อตกทุกข์ก็ต้องช่วยกัน ยามป่วยไข้ก็ต้องดูแล ไม่ทอดทิ้งกันเด็ดขาด"นางเอ่ยคำว่าสามีภรรยาไม่ทอดทิ้งกัน ทำเอาเฉินฮ่าวหรานสะท้านไปทั้งอก ความอบอุ่นซาบซ่านพุ่งตรงเข้าสู่หัวใจจนชายหนุ่มยินยอมเดินตามนางเข้าโรงหมอแต่โดยดีตลอดเวลาที่ท่านหมอจับชีพจรและตรวจร่างกาย ซ่งจิ่วเอ๋อร์คอยยืนอยู่ข้างกายเขาไม่ห่าง นางคอยสอบถามอาการแ
อาหารมื้อนี้ช่วยฟื้นฟูกำลังวังชาได้เป็นอย่างดี หลังจากอิ่มท้องร่างกายที่เคยอ่อนแรงของเฉินฮ่าวหรานก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งสองจัดแจงเก็บเห็ดหลินจือแดงและผลไม้ป่าลงในตะกร้าอย่างมิดชิด แล้วจึงออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ตัวอำเภอตลอดเส้นทางแม้จะไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปากของคนทั้งคู่ แต่บรรยากาศที่มักห่างเหินถูกแทนที่ด้วยความสงบเงียบที่เข้าใจกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใดระยะห่างระหว่างก้าวเดินของชายหนุ่มค่อย ๆ ปรับให้เท่ากับหญิงสาวข้างกายอย่างใส่ใจเมื่อมาถึงตัวอำเภอที่ครึกครื้น เฉินฮ่าวหรานนำทางซ่งจิ่วเอ๋อร์ตรงไปยังร้านยาซื่อถัง ซึ่งเป็นร้านขายยาสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุดในเมือง เพราะสมุนไพรชั้นเลิศระดับนี้ มีเพียงร้านใหญ่เท่านั้นที่มีปัญญาจ่ายและกล้าซื้อไว้ทำกำไรทันทีที่ก้าวข้ามธรณีประตูร้าน หลงจู๊กวาดสายตามองร่างผอมบางและเสื้อผ้าป่านซีดจางของคนทั้งสองก็เเค่นหัวเราะในลำคอ ไม่ออกมาต้อนรับและแสดงความรังเกียจโดยไม่ปิดบังแม้จะรู้ตัวแต่เฉินฮ่าวหรานไม่ได้แสดงความรู้สึกใดโต้ตอบ เขาเพียงเดินเข้าไปหยุดตรงโต๊ะด้านหน้า แล้วเอ่ยเสียงเรียบ "หลงจู๊ ร้านของท่านรับซื้อสมุนไพรหายากหรือไม่""รับสิ แต่ร้า
เฉินฮ่าวหรานพลันรู้สึกได้ถึงความเงียบอันแปลกประหลาด เมื่อเห็นซ่งจิ่วเอ๋อร์ยืนก้มหน้านิ่ง ตัวแข็งทื่อ และวงแก้มซูบซีดนั้นขึ้นสีแดงระเรื่อ ชายหนุ่มถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าตนเองกระทำสิ่งใดลงไปตาของเขาไหววูบเล็กน้อย ความเคอะเขินวิ่งแล่นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอย เขาหมุนตัวกลับอย่างลนลานเพื่อแก้เก้อ "ข้า... ข้าจะไปเอาน้ำมาให้นะ"เขารีบก้าวเท้าตรงไปยังกาน้ำต้มสุก เทน้ำสะอาดอุ่นกำลังดีใส่ชามดินเผาแล้วส่งให้นาง ท่าทีของเขาก็ไม่ต่างจากนาง มือไม้ก็ไม่รู้จะยกขึ้นหรือแนบลำตัวดี ซ่งจิ่วเอ๋อร์ที่ยังคงยืนก้มหน้านิ่งรับชามน้ำมาประคองไว้ในมือ รสสัมผัสของน้ำผ่านลำคอช่วยคลายความเหน็ดเหนื่อยไปได้มาก นางส่งชามคืนให้เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดเจน"ขอบคุณ"เพียงคำขอบคุณจากปากของสตรีตรงหน้า กลับทำให้หัวใจของเฉินฮ่าวหราน วูบวาบอย่างแรง ชายหนุ่มสะดุด ร่างกายเกร็งไปชั่วขณะ เพราะนับตั้งแต่ถูกพามาทิ้งไว้ที่นี่และต้องแต่งงานกับนาง ไม่เคยมีสักครั้งที่นางจะเอ่ยคำขอบคุณหรือมองเขาด้วยสายตาอ่อนโยนเช่นนี้ มีเพียงคำด่าทอหยาบคายและความเหยียดหยามเท่านั้นเพื่อซ่อนความรู้สึกแปลกประหลาดที่กำลังก่อตัวขึ้น เฉินฮ่าวหรานจึงรีบ
ซ่งจิ่วเอ๋อร์กระชับสายตะกร้าบนไหล่ที่หนักอึ้งขึ้นเล็กน้อย แม้ร่างกายจะอ่อนล้าจนขาเริ่มสั่น แต่ความรู้สึกเต็มอิ่มในจิตใจกลับทำให้ทุกก้าวเดินของนางมั่นคงขึ้น นางต้องรีบก้าวเท้ากลับบ้านเพื่อจะได้มีเวลาเตรียมอาหารบำรุงร่างกายให้เฉินฮ่าวหรานขณะที่กำลังเดินลัดเลาะกลับมาตามเส้นทางเดิมซึ่งเป็นทางแคบ ๆ ขนานไปกับลำธารป่า สายตาของนางก็พลันไปสะดุดเข้ากับดงต้นไม้ป่าขนาดปานกลางกลุ่มหนึ่งที่ชูช่อเรียงรายอยู่ริมลำธารตอนขาขึ้นเขานั้น ฟ้ายังไม่สว่างดีผนวกกับความมืดมิดยามเช้าตรู่ ทำให้นางมองข้ามพุ่มไม้นี้ไปอย่างน่าเสียดาย ในยามนี้ เมื่อแสงแดดยามสายส่องกระทบลงมาจากช่องว่างระหว่างกิ่งไม้ ผลไม้ทรงกลมขนาดเท่าไข่ไก่ ผิวมีขนอ่อนนุ่มปกคลุม เปลือกสีเขียวตองอ่อนมีสีชมพูระเรื่อแทรกซึมที่หัวผลจำนวนมากก็เผยให้เห็นอย่างชัดเจนซ่งจิ่วเอ๋อร์เดินเข้าไปใกล้ ใช้มือเด็ดผลหนึ่งลงมา พิจารณาผิวด้านนอกและกลิ่นหอมหวานอ่อน ๆ ที่โชยออกมา"ลูกท้อป่า"ดวงตาหญิงสาวเป็นประกายด้วยความยินดี ท้อป่าเหล่านี้เติบโตขึ้นเองตามธรรมชาติริมน้ำ รสชาติหวานกรอบอมเปรี้ยวฉ่ำน้ำ อุดมไปด้วยวิตามินแร่ธาตุที่ช่วยเรื่องระบบย่อยอาหาร และยังมีน้ำตาลธรรม
เมื่อกลุ่มชาวบ้านเดินมาถึงจุดนัดพบชายป่า พวกเขาก็หยุดก้าวเท้าแล้วหันกลับมาเผชิญหน้ากับซ่งจิ่วเอ๋อร์ที่เดินตามหลังมาห่าง ๆ สตรีวัยกลางคนคนหนึ่งซึ่งเป็นภรรยาของนายช่างไม้ในหมู่บ้านตวาดขึ้นเสียงแหลม พลางชี้หน้าด่านางอย่างไม่เกรงใจ"หยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะ เจ้าจะเดินตามพวกเรามาทำไมกัน บนเขานี้ไม่ใช่ที่สำหรับคนใจดำอย่างเจ้า""ใช่ ไสหัวกลับไปเสีย พวกข้าพาเจ้าไปด้วยไม่ได้หรอก เกิดเจ้าไปแย่งผักป่า หรือเปิดปากด่าแช่งพวกข้าบนเขาขึ้นมา จะทำอย่างไร ถ้ายังไม่ยอมกลับไป พวกข้าจะตีเจ้าลงเขาเดี๋ยวนี้แหละ" ชายฉกรรจ์อีกคนในกลุ่มขู่ขึ้นพลางยกท่อนไม้ในมือทำท่าจะข่มขู่ทั้งหมดรวมกลุ่มกันส่งเสียงไล่และถลึงตาใส่นางด้วยความเกลียดชัง ก่อนจะพากันรีบเดินหนีมุ่งหน้าเข้าสู่เส้นทางป่าฝั่งซ้ายอย่างรวดเร็วซ่งจิ่วเอ๋อร์ยืนนิ่งมองตามหลังพวกชาวบ้านที่รีบเร่งเดินหนีไป นางไม่ได้มีความหวาดกลัวหรือน้อยเนื้อต่ำใจเลยแม้แต่น้อย บนใบหน้าซูบซีดกลับมีเพียงรอยยิ้มจาง ๆ"คิดว่าคนอย่างข้าจะกลัวหรือไง"ในเมื่อรู้ทิศทางและลักษณะภูมิประเทศคร่าว ๆ จากการเดินตามกลุ่มชาวบ้านมาจนถึงตรงนี้แล้ว นางก็ไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งพาใครอีก ซ่งจิ่วเอ๋อ







