Mag-log in
ผ่านมาสองชั่วยามแล้ว สตรีที่หมดสติไปก่อนหน้านี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมา เฉินฮ่าวหรานถือผ้าชุบน้ำอุ่นที่บิดหมาดไว้ในมือ เขาเช็ดหน้าให้นางอยู่ตลอดไม่ห่างกาย แต่คนที่นอนนิ่งบนเตียงกลับหลับลึกเหมือนไม่คิดจะลืมตาขึ้นมาอีก
เขาเริ่มกระวนกระวาย เดินออกจากบ้านไปที่บ้านลุงหวังที่อยู่ไม่ไกลกันมาก "ลุงหวังอยู่หรือไม่" เสียบแหบห้าวร้องถามเบา ๆ ไม่นานก็มีคนออกมาพบ "ฮ่าวหราน เกิดอะไรขึ้นหรือ" "ท่านป้า จิ่วเอ๋อร์ไม่ได้สติมาสองชั่วยามแล้ว เช็ดตัวให้ก็ไม่ฟื้น เห็นท่านลุงรักษาคนป่วยเป็นข้าเลยมาขอรบกวน..." "ทำไมเพิ่งมาบอก รอเดี๋ยวนะ" ซูเฟิ่ง ภรรยาหวังต้าซานออกมาต้อนรับ เมื่อได้ยินว่ามีคนไม่สบายก็ร้อนใจขึ้นมาทันทีและรีบเข้าไปตามสามี "อาการเป็นอย่างไรบ้าง ข้าจะรีบไปดูให้" หวังต้าซานหรือลุงหวังสะพายย่ามใส่เครื่องมือไปพร้อมกับเฉินฮ่าวหรานอย่างรีบเร่ง เมื่อมาถึงก็รีบเข้าไปจับชีพจรของซ่งจิ่วเอ๋อร์ทันที หวังต้าซานแตะนิ้วลงบนข้อมือที่ซูบซีดของซ่งจิ่วเอ๋อร์ คิ้วหนาขมวดเข้าหากันแน่น ใบหน้าปรากฏความเครียดขึ้นเรื่อย ๆ จนเฉินฮ่าวหรานที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ใจคอไม่ดีตามไปด้วย "ชีพจรอ่อนนัก จนแทบจะจับไม่ได้แล้ว" เขาพึมพำ น้ำเสียงหนักใจ ถอนหายใจยาว "ฮ่าวหราน เจ้าทำใจไว้หน่อยเถิด ร่างกายนา..." ยังไม่ทันที่หวังต้าซานจะพูดจบประโยค ชีพจรใต้ปลายนิ้วที่เคยริบหรี่กลับพุ่งพรวดกระตุกเต้นขึ้นมาอย่างรุนแรงและหนักแน่น เต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอและมีพลังขึ้นมาทันตาเห็น หวังต้าซานเบิกตากว้าง สะดุ้งจนเกือบจะชักมือกลับ "นี่มัน... เป็นไปได้อย่างไร" "เฮือก" ร่างบนเตียงกระตุกขึ้นเล็กน้อย สูดลมหายใจเข้าลึกเฮือกใหญ่ดึงอากาศเข้าปอด พร้อมกับเปลือกตาบางที่เบิกกว้างขึ้นทันที ดวงตาคู่นั้นไม่ได้มีแววล่องลอยของคนใกล้ตายแม้แต่น้อย แต่กลับฉายแววเฉียบคม ว่องไว และกระจ่างใสอย่างน่าประหลาด ซ่งจิ่วเอ๋อร์กวาดสายตามองไปรอบห้องอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยุดสายตาลงที่ชายหนุ่มร่างผอมซูบเซียว และตาแก่ที่กำลังจับข้อมือตัวเองอยู่ด้วยความตกตะลึง "ตกบันไดลงมา แต่ทำไมไม่เจ็บหัวสักนิด" ซ่งจิ่วเอ๋อร์พึมพำกับตัวเองเบา ๆ เสียงใสกระจ่างก้องไปทั่วห้องนอนเงียบกริบ ทำเอาทั้งเฉินฮ่าวหรานและลุงหวังยืนแข็งทื่อเป็นหิน มองคนที่เมื่อครู่เกือบจะ หมดลมแต่ตอนนี้กลับลุกพรวดขึ้นมานั่งได้อย่างหน้าตาเฉย ความทรงจำมากมายไหลทะลักจนทำให้นางรู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้างไปครู่หนึ่ง 'ไม่ตายหรอกหรือ อย่าบอกนะว่าทะลุมิติเหมือนในนิยาย' คงจะเป็นอย่างที่นางคิด นอกจากความทรงจำประหลาด ยังมีผู้ชายต่างวัยสองคนสวมชุดชาวบ้านโบราณยืนท่ามกลางห้องเก่า ๆ ห้องนี้ ซ่งจิ่วเอ๋อร์กลืนน้ำลายลงคอทันทีและเหมือนเฉินฮ่าวหรานจะรู้ เขารีบหยิบถ้วยใส่น้ำบนโต๊ะมาให้นางโดยไม่รีรอ "ดื่มน้ำก่อน" นับว่าเขายังมีสติแก้สถานการณ์ได้ไว ขณะที่ลุงหวังยังพูดไม่ออกบอกไม่ถูก นอกจากไม่เคยพบเรื่องอย่างนี้ ยังนึกไม่ออกว่าตนจะต้องทำเช่นไร "ขอบคุณ" นางดื่มรวดเดียวหมดถ้วยแล้วยื่นคืนไป ชายหนุ่มชะงักมือค้างก่อนรับมาวางไว้ตามเดิม คำพูดก็เปลี่ยนไป น้ำเสียงนุ่มนวลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ตอนนี้เขาเองก็มึนงงเช่นเดียวกับลุงหวังแล้ว "จิ่วเอ๋อร์ เป็นอย่างไรบ้าง" ลุงหวังเอ่ยถาม เป็นห่วงนางอยู่ไม่น้อย "ก็...ดีเจ้าค่ะ" นางตอบเสียงใสไม่เหมือนคนที่เพิ่งฟื้นเลยสักนิด ลุงหวังเห็นดังนั้นก็โล่งใจ "เจ้าหายก็ดีแล้ว ข้าจะให้ยาบำรุงเอาไว้กินก็แล้วกันนะ นอนพักให้มากหน่อย" เขาเห็นนางหายดีก็อารมณ์ดีขึ้นมาทันใด จากนั้นก็เดินออกจากห้องโดยมีเฉินฮ่าวหรานเดินออกไปส่ง "ยาห่อนี้เป็นยาบำรุงเอาไว้ต้มให้นางดื่ม อ้อ เจ้าก็ควรดื่มด้วย" ลุงหวังส่งห่อยาให้เขา ชายหนุ่มยังไม่รับ แววตาของเขาหม่นแสงลง กล่าวขึ้นเสียงเบา "ขอบคุณท่านลุงขอรับ แต่ข้ายังไม่มีเงินจ่าย" ลุงหวังคะยั้นคะยอไม่นานก็ยัดห่อยาใส่มือเขาสำเร็จ "มีเมื่อไหร่ค่อยจ่ายก็ได้ แต่เจ้ากับจิ่วเอ๋อร์ควรบำรุงร่ายกายนะ จะได้สุขภาพดีขึ้น เจ้าผอมลงกว่าเดิมแล้ว" ลุงหวังบอกอย่างเป็นห่วงและหวังดี คุยกันอีกสามสี่คำเฉินฮ่าวหรานก็กล่าวขอบคุณเป็นคำรบสอง คำนับอย่างอ่อนน้อมส่งลุงหวังที่หน้าบ้าน ทั้งหมดไม่พ้นสายตาของซ่งจิ่วเอ๋อร์ที่ตามไปยืนแอบฟังตรงประตูห้อง ครอบครัวนางยากจนนั้นเข้าใจได้จากความทรงจำ แต่นางไม่เคยรู้เลยว่าทั้งบ้านจะไม่มีเงินสักอีแปะเดียว เมื่อส่งลุงหวังกลับไปแล้ว เฉินฮ่าวหรานหมุนตัวเดินกลับเข้ามาในบ้าน ชายหนุ่มถอนหายใจยาวพลางก้มมองห่อยาบำรุงในมือด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง แต่เมื่อก้าวผ่านประตูห้องนอนเข้ามา เขาก็ต้องชะงัก ร่างผอมบางในชุดผ้าป่านสีซีดเช่นเดียวกับเขากำลังยืนพิงกรอบประตู จ้องมองเขาด้วยสายตานิ่งสงบ เฉินฮ่าวหรานเกร็งไปทั้งตัวแอบสูดลมหายใจลึก เผชิญหน้ากับความกลัวในใจที่คุ้นเคย ตามปกติแล้ว หากซ่งจิ่วเอ๋อร์รู้ว่าในบ้านไม่เหลือเงินสักอีแปะเดียว นางจะต้องเปิดฉากด่าทอว่าเขาเป็นคนไร้ความสามารถ หรือทุบข้าวของโวยวายจนบ้านแทบแตก "ในบ้าน... ไม่มีเงินเลยหรือ" น้ำเสียงใสกระจ่างเอ่ยถามขึ้นมาเรียบ ๆ ไม่มีความดุดัน หรือแววตาเกรี้ยวกราดแม้แต่น้อย มีเพียงความสงสัยที่ฉายชัดในดวงตาคู่งาม เฉินฮ่าวหรานอึ้งไปครู่หนึ่ง หัวใจที่เตรียมรับแรงกระแทกจากคำด่าทอกลับหวิวขึ้นมาอย่างประหลาด เขาหลบสายตาเหลือบมองห่อยาในมือ ก่อนตอบเสียงเบาแผ่ว ๆ "อืม ตอนนี้ไม่มีแล้ว ข้า... ข้าจะไปต้มยาให้เจ้าก่อน" พูดจบ เขารีบหมุนตัวทำท่าจะเดินหนีไปยังครัวทันที ราวกับกลัวว่าหากช้าไปกว่านี้ ระเบิดอารมณ์ของนางจะปะทุขึ้นมา "เดี๋ยวสิ" ซ่งจิ่วเอ๋อร์เรียกไว้ เสียงของนางไม่ได้ดังแต่มีอำนาจบางอย่างที่ทำให้ขาของเฉินฮ่าวหรานหยุดก้าวโดยไม่รู้ตัว นางก้าวเข้ามาหาเขา ชะโงกหน้ามองห่อยาในมือชายหนุ่ม แล้วขมวดคิ้วยุ่ง "นั่นยาอะไร ยาบำรุงที่ท่านลุงหวังให้มาน่ะหรือ" "ใช่ ท่านลุงบอกว่าให้ต้มบำรุงร่างกาย ทั้งเจ้าและ..." "เอามานี่ ข้าขอดูหน่อย" ไม่รอให้เขาอนุญาต มือผอมเล็กก็ยื่นไปหยิบห่อยาจากมือเขามาเปิดออกทันที สัญชาตญาณของหมอสั่งการให้นางวิเคราะห์สมุนไพรแห้งในห่ออย่างรวดเร็ว ซ่งจิ่วเอ๋อร์คลี่ห่อยาออกดู กลิ่นสมุนไพรโชยเตะจมูก เพียงแค่เขี่ยดูตัวยาไม่กี่ชนิด สมองของนางก็ประมวลผลได้ทันที ‘ยารสขมฤทธิ์เย็น ขมบาดคอขนาดนี้ ขืนต้มดื่มตอนท้องว่างมีหวังกัดกระเพาะจนปวดเกร็งแน่ ๆ’ "ข้าต้มเองดีกว่า เจ้าไปนั่งพักเถอะ" นางพับห่อยากลับตามเดิมแล้วพูดขึ้นเรียบ ๆ ก่อนจะเดินตรงไปยังครัวเล็กหลังบ้านทันทีโดยไม่รอฟังคำคัดค้าน เฉินฮ่าวหรานเบิกตากว้าง ยืนตื่นตะลึงไปชั่วขณะ นางถือห่อยาตรงเข้าครัวไปเองเนี่ยนะ "จิ่วเอ๋อร์ เดี๋ยวก่อน ร่างกายเจ้ายัง..." ชายหนุ่มที่เพิ่งได้สติรีบก้าวเท้าตามไปติด ๆ หมายจะแย่งห่อยากลับมา ร่างกายของเขายังอ่อนแอแถมป่วยเรี่ยวแรงน้อย ก้าวเดินยาว ๆ เพียงไม่กี่ก้าวก็เริ่มหอบเหนื่อย แต่สตรีตรงหน้ากลับก้าวเท้า คล่องแคล่วว่องไว ราวกับไม่ใช่นางคนเดิมที่เกือบจะหมดลมหายใจเมื่อครู่นี้เลยสักนิด พอตามเข้ามาถึงในครัวแคบ ๆ ที่มีคราบเขม่าดำเกาะแน่น เฉินฮ่าวหรานก็ต้องชะงักตรงหน้าประตู ภาพตรงหน้าทำให้เขาแทบไม่อยากเชื่อสายตา ซ่งจิ่วเอ๋อร์ไม่ได้เงอะงะหรือทำข้าวของพังเหมือนที่เขาหวาดหวั่น แต่นางกลับหยิบจับสิ่งของในครัวได้อย่างคล่องแคล่วมือเล็กหยิบเศษไม้แห้งและฟางมาจุดไฟในเตาอย่างง่ายดายด้วยท่าทางชำนาญ นำกาต้มน้ำดินเผาไปล้างเช็ดจนสะอาด แล้วคัดเลือกตัวยาในห่อแยกออกเป็นสองส่วนอย่างละเอียด "เจ้า... เจ้าทำอะไรน่ะ นั่นมันยาบำรุงของท่านลุงหวังนะ" เฉินฮ่าวหรานเอ่ยถามเสียงหอบเบา ๆ พลางยกมือยันกรอบประตูไว้ "ก็ใช่น่ะสิ" ซ่งจิ่วเอ๋อร์ตอบโดยไม่หันกลับมามอง มือยังคงหยิบขิงแก่แง่งเล็กที่เหลือติดตะกร้ามาฝานบาง ๆ อย่างแม่นยำ "ยาร้อนกับเย็นปนกันมั่วไปหมด แถมขมขนาดนี้ ขืนต้มกินเปล่า ๆ ร่างกายซูบซีดอย่างเจ้ากับข้าได้อาเจียนออกมาหมดพอดี ข้าเลยแบ่งยาตัวที่รสขมเกินไปออก แล้วใส่ขิงลงไปช่วยขับลมและบำรุงกระเพาะแทน" เฉินฮ่าวหรานยืนแข็งเป็นหิน สมองสับสนจนพูดอะไรไม่ออก น้ำเสียง การพูดจา ท่าทางการจับสิ่งของ และความรู้เรื่องสมุนไพรที่พรั่งพรูออกมาจากปากของนางอย่างเป็นธรรมชาติดูเหมือนผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษา มากกว่าภรรยาชาวบ้านที่เอาแต่โวยวายไปวัน ๆ "ยืนอยู่ทำไมล่ะ" จิ่วเอ๋อร์หันกลับมามองเขา พลางกวาดสายตาสำรวจแผงอกผอมเกร็งและลมหายใจที่ยังหอบถี่ของเขา "ข้าบอกให้ไปนั่งพัก ร่างกายอ่อนแอกินข้าวไม่ครบสามมื้ออย่างเจ้า ถ้าลมจับล้มลงไปตรงนี้ ข้าไม่มีแรงแบกขึ้นเตียงหรอกนะ"ความหนาวเย็นของปลายฤดูใบไม้ร่วงหอบเอาความเย็นชื้นมาตามลม ซ่งจิ่วเอ๋อร์ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า แต่พบว่าที่นอนข้างล่างพับเก็บเรียบร้อยอย่างมีระเบียบหมายความว่าเฉินฮ่าวหรานตื่นก่อนนางเมื่อเก็บที่นอนและทำความสะอาดเสร็จนางก็ออกมาสูดอากาศข้างนอก ถึงลมหนาวจะเริ่มโชยพัด แต่บรรยากาศกลับสดชื่นและปลอดโปร่งอยู่ไม่น้อย ผิดกับความเจริญที่นางเคยอยู่ มีชีวิตเต็มไปด้วยความเร่งรีบและการแก่งแย่งแข่งขัน"ทะลุมิติก็ไม่ได้แย่ ได้เรียนรู้ตั้งหลายอย่าง ข้าโชคดีด้วยซ้ำไป"นางกวาดตามองไปรอบบ้านก็ไม่เห็นเฉินฮ่าวหรานจึงล้างหน้าล้างตาเข้าครัวเตรียมอาหารเช้า สักครู่เขาก็แบกฟืนหอบใหญ่เข้ามา"อากาศเย็นชื้น ทำไมออกไปข้างนอกเล่า"นางถามเมื่อเขาวางไม้ฟืนลง เฉินฮ่าวหรานยกมือปาดเหงื่อ ถึงจะมีสีหน้าสดชื่นขึ้นแต่ร่างกายนั้นผอมอมโรค เรี่ยวแรงก็ใช่ว่าจะมีมากพอให้ทำงานหนักได้"ข้าไม่อยากให้ขาดไม้ฟืน เลยไปเก็บมาสำรองไว้มาก ๆ"เขาเอ่ยขึ้นพร้อมลมหายใจหอบเล็กน้อย"ได้ออกแรงให้เหงื่อออกก็สดชื่นขึ้นมาก"ในแววตาของเขาไม่มีความเหน็ดเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย ซึ่งก็จริงอย่างที่เขาบอก และเป็นหลักพื้นฐานในการดูแลสุขภาพอยู่แล้ว"อืม"นางตอบสั้น
คำสัญญาอันหนักแน่นของเฉินฮ่าวหรานทำเอาซ่งจิ่วเอ๋อร์ชะงักไปเล็กน้อย ความนุ่มนวลที่ฉายชัดในดวงตาคู่คมของชายหนุ่มทำให้หัวใจของหมอสาวอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด นางพยักหน้ารับเบา ๆ พร้อมส่งเสียงตอบรับในลำคอ"อื้ม"เมื่อตั้งสติได้ ซ่งจิ่วเอ๋อร์ก็ไม่รอช้า นางดึงมือเขาแล้วเดินตรงไปยังร้านหมอที่ดีที่สุดในตัวอำเภอทันที เฉินฮ่าวหรานที่เห็นท่าทีของนางรีบชะงักเท้า ขมวดคิ้วเอ่ยทัดทานด้วยความเกรงใจ"จิ่วเอ๋อร์ ร้านหมอในเมืองค่าตรวจและค่ายาแพงยิ่งนัก ร่างกายข้าเป็นเช่นนี้มานาน แค่พักผ่อนกินอาหารให้อิ่มก็พอแล้ว อย่าเสียเงินโดยใช่เหตุเลย""ไม่ได้!" ซ่งจิ่วเอ๋อร์หันกลับมามองเขาด้วยสายตาจริงจังและเด็ดขาด "เงินมีไว้ใช้รักษาคน หากไม่มีร่างกายที่แข็งแรง จะมีเงินทองไปทำไม พวกเราเป็นสามีภรรยากันแล้ว เมื่อตกทุกข์ก็ต้องช่วยกัน ยามป่วยไข้ก็ต้องดูแล ไม่ทอดทิ้งกันเด็ดขาด"นางเอ่ยคำว่าสามีภรรยาไม่ทอดทิ้งกัน ทำเอาเฉินฮ่าวหรานสะท้านไปทั้งอก ความอบอุ่นซาบซ่านพุ่งตรงเข้าสู่หัวใจจนชายหนุ่มยินยอมเดินตามนางเข้าโรงหมอแต่โดยดีตลอดเวลาที่ท่านหมอจับชีพจรและตรวจร่างกาย ซ่งจิ่วเอ๋อร์คอยยืนอยู่ข้างกายเขาไม่ห่าง นางคอยสอบถามอาการแ
อาหารมื้อนี้ช่วยฟื้นฟูกำลังวังชาได้เป็นอย่างดี หลังจากอิ่มท้องร่างกายที่เคยอ่อนแรงของเฉินฮ่าวหรานก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งสองจัดแจงเก็บเห็ดหลินจือแดงและผลไม้ป่าลงในตะกร้าอย่างมิดชิด แล้วจึงออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ตัวอำเภอตลอดเส้นทางแม้จะไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปากของคนทั้งคู่ แต่บรรยากาศที่มักห่างเหินถูกแทนที่ด้วยความสงบเงียบที่เข้าใจกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใดระยะห่างระหว่างก้าวเดินของชายหนุ่มค่อย ๆ ปรับให้เท่ากับหญิงสาวข้างกายอย่างใส่ใจเมื่อมาถึงตัวอำเภอที่ครึกครื้น เฉินฮ่าวหรานนำทางซ่งจิ่วเอ๋อร์ตรงไปยังร้านยาซื่อถัง ซึ่งเป็นร้านขายยาสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุดในเมือง เพราะสมุนไพรชั้นเลิศระดับนี้ มีเพียงร้านใหญ่เท่านั้นที่มีปัญญาจ่ายและกล้าซื้อไว้ทำกำไรทันทีที่ก้าวข้ามธรณีประตูร้าน หลงจู๊กวาดสายตามองร่างผอมบางและเสื้อผ้าป่านซีดจางของคนทั้งสองก็เเค่นหัวเราะในลำคอ ไม่ออกมาต้อนรับและแสดงความรังเกียจโดยไม่ปิดบังแม้จะรู้ตัวแต่เฉินฮ่าวหรานไม่ได้แสดงความรู้สึกใดโต้ตอบ เขาเพียงเดินเข้าไปหยุดตรงโต๊ะด้านหน้า แล้วเอ่ยเสียงเรียบ "หลงจู๊ ร้านของท่านรับซื้อสมุนไพรหายากหรือไม่""รับสิ แต่ร้า
เฉินฮ่าวหรานพลันรู้สึกได้ถึงความเงียบอันแปลกประหลาด เมื่อเห็นซ่งจิ่วเอ๋อร์ยืนก้มหน้านิ่ง ตัวแข็งทื่อ และวงแก้มซูบซีดนั้นขึ้นสีแดงระเรื่อ ชายหนุ่มถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าตนเองกระทำสิ่งใดลงไปตาของเขาไหววูบเล็กน้อย ความเคอะเขินวิ่งแล่นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอย เขาหมุนตัวกลับอย่างลนลานเพื่อแก้เก้อ "ข้า... ข้าจะไปเอาน้ำมาให้นะ"เขารีบก้าวเท้าตรงไปยังกาน้ำต้มสุก เทน้ำสะอาดอุ่นกำลังดีใส่ชามดินเผาแล้วส่งให้นาง ท่าทีของเขาก็ไม่ต่างจากนาง มือไม้ก็ไม่รู้จะยกขึ้นหรือแนบลำตัวดี ซ่งจิ่วเอ๋อร์ที่ยังคงยืนก้มหน้านิ่งรับชามน้ำมาประคองไว้ในมือ รสสัมผัสของน้ำผ่านลำคอช่วยคลายความเหน็ดเหนื่อยไปได้มาก นางส่งชามคืนให้เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดเจน"ขอบคุณ"เพียงคำขอบคุณจากปากของสตรีตรงหน้า กลับทำให้หัวใจของเฉินฮ่าวหราน วูบวาบอย่างแรง ชายหนุ่มสะดุด ร่างกายเกร็งไปชั่วขณะ เพราะนับตั้งแต่ถูกพามาทิ้งไว้ที่นี่และต้องแต่งงานกับนาง ไม่เคยมีสักครั้งที่นางจะเอ่ยคำขอบคุณหรือมองเขาด้วยสายตาอ่อนโยนเช่นนี้ มีเพียงคำด่าทอหยาบคายและความเหยียดหยามเท่านั้นเพื่อซ่อนความรู้สึกแปลกประหลาดที่กำลังก่อตัวขึ้น เฉินฮ่าวหรานจึงรีบ
ซ่งจิ่วเอ๋อร์กระชับสายตะกร้าบนไหล่ที่หนักอึ้งขึ้นเล็กน้อย แม้ร่างกายจะอ่อนล้าจนขาเริ่มสั่น แต่ความรู้สึกเต็มอิ่มในจิตใจกลับทำให้ทุกก้าวเดินของนางมั่นคงขึ้น นางต้องรีบก้าวเท้ากลับบ้านเพื่อจะได้มีเวลาเตรียมอาหารบำรุงร่างกายให้เฉินฮ่าวหรานขณะที่กำลังเดินลัดเลาะกลับมาตามเส้นทางเดิมซึ่งเป็นทางแคบ ๆ ขนานไปกับลำธารป่า สายตาของนางก็พลันไปสะดุดเข้ากับดงต้นไม้ป่าขนาดปานกลางกลุ่มหนึ่งที่ชูช่อเรียงรายอยู่ริมลำธารตอนขาขึ้นเขานั้น ฟ้ายังไม่สว่างดีผนวกกับความมืดมิดยามเช้าตรู่ ทำให้นางมองข้ามพุ่มไม้นี้ไปอย่างน่าเสียดาย ในยามนี้ เมื่อแสงแดดยามสายส่องกระทบลงมาจากช่องว่างระหว่างกิ่งไม้ ผลไม้ทรงกลมขนาดเท่าไข่ไก่ ผิวมีขนอ่อนนุ่มปกคลุม เปลือกสีเขียวตองอ่อนมีสีชมพูระเรื่อแทรกซึมที่หัวผลจำนวนมากก็เผยให้เห็นอย่างชัดเจนซ่งจิ่วเอ๋อร์เดินเข้าไปใกล้ ใช้มือเด็ดผลหนึ่งลงมา พิจารณาผิวด้านนอกและกลิ่นหอมหวานอ่อน ๆ ที่โชยออกมา"ลูกท้อป่า"ดวงตาหญิงสาวเป็นประกายด้วยความยินดี ท้อป่าเหล่านี้เติบโตขึ้นเองตามธรรมชาติริมน้ำ รสชาติหวานกรอบอมเปรี้ยวฉ่ำน้ำ อุดมไปด้วยวิตามินแร่ธาตุที่ช่วยเรื่องระบบย่อยอาหาร และยังมีน้ำตาลธรรม
เมื่อกลุ่มชาวบ้านเดินมาถึงจุดนัดพบชายป่า พวกเขาก็หยุดก้าวเท้าแล้วหันกลับมาเผชิญหน้ากับซ่งจิ่วเอ๋อร์ที่เดินตามหลังมาห่าง ๆ สตรีวัยกลางคนคนหนึ่งซึ่งเป็นภรรยาของนายช่างไม้ในหมู่บ้านตวาดขึ้นเสียงแหลม พลางชี้หน้าด่านางอย่างไม่เกรงใจ"หยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะ เจ้าจะเดินตามพวกเรามาทำไมกัน บนเขานี้ไม่ใช่ที่สำหรับคนใจดำอย่างเจ้า""ใช่ ไสหัวกลับไปเสีย พวกข้าพาเจ้าไปด้วยไม่ได้หรอก เกิดเจ้าไปแย่งผักป่า หรือเปิดปากด่าแช่งพวกข้าบนเขาขึ้นมา จะทำอย่างไร ถ้ายังไม่ยอมกลับไป พวกข้าจะตีเจ้าลงเขาเดี๋ยวนี้แหละ" ชายฉกรรจ์อีกคนในกลุ่มขู่ขึ้นพลางยกท่อนไม้ในมือทำท่าจะข่มขู่ทั้งหมดรวมกลุ่มกันส่งเสียงไล่และถลึงตาใส่นางด้วยความเกลียดชัง ก่อนจะพากันรีบเดินหนีมุ่งหน้าเข้าสู่เส้นทางป่าฝั่งซ้ายอย่างรวดเร็วซ่งจิ่วเอ๋อร์ยืนนิ่งมองตามหลังพวกชาวบ้านที่รีบเร่งเดินหนีไป นางไม่ได้มีความหวาดกลัวหรือน้อยเนื้อต่ำใจเลยแม้แต่น้อย บนใบหน้าซูบซีดกลับมีเพียงรอยยิ้มจาง ๆ"คิดว่าคนอย่างข้าจะกลัวหรือไง"ในเมื่อรู้ทิศทางและลักษณะภูมิประเทศคร่าว ๆ จากการเดินตามกลุ่มชาวบ้านมาจนถึงตรงนี้แล้ว นางก็ไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งพาใครอีก ซ่งจิ่วเอ๋อ







