Masukเสียงฝนตกกระทบกระจกดังไม่ขาดสาย ขณะที่อัครินทร์ยืนอ่านเอกสารในมือด้วยหัวใจที่หนักอึ้งรินลดาอาจเป็นคนในครอบครัวของเขา และเธออาจเป็นพยานคนสำคัญในคืนที่แม่เสียชีวิตแต่สิ่งที่เขาต้องการรู้มากที่สุดยังคงเป็นคำถามเดิมใครกันแน่ที่ทำให้แม่ของเขาต้องจากไป“คุณอัครินทร์คะ เราต้องไปหารินลดาให้เจอค่ะ” มะลิพูดขึ้น “ถ้าเธอได้รับจดหมายจากคุณหญิงรัชนี เราก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังวางแผนอะไรอยู่”อัครินทร์พยักหน้า ก่อนติดต่อวิทยาให้ประสานเจ้าหน้าที่และตรวจสอบตำแหน่งที่รินลดาอาจเดินทางไปไม่นาน วิทยาก็ได้รับข้อมูลว่า มีคนพบรินลดาที่บ้านเก่าของตระกูลวรเมธากุลทั้งสามจึงรีบเดินทางไปที่นั่นทันที---ภายในบ้านหลังเก่า คุณหญิงรัชนีนั่งอยู่ในห้องรับแขก ข้างกายมีรินลดาซึ่งกำลังถือซองจดหมายเก่าไว้แน่นเมื่ออัครินทร์เดินเข้าไป รัชนีไม่ได้แสดงท่าทีตกใจ กลับยิ้มบาง ๆ ราวกับรอเขาอยู่แล้ว“ในที่สุดเธอก็มา อัครินทร์”“ผมต้องการคำตอบครับคุณหญิง ผมอยากรู้ว่าแม่ของผมเสียชีวิตเพราะอะไร และรินลดาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไร”รัชนีมองรินลดา ก่อนถอนหายใจยาว“ถึงเวลาที่ทุกคนควรรู้ความจริงเสียที”เธอหยิบแฟ้มเอกสารออกมาจากลิ
“คนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด เป็นคนที่แม่ของแกยอมสละชีวิตเพื่อปกป้อง”คำพูดของธนากรยังคงดังก้องอยู่ในหัวของอัครินทร์ แม้ปลายสายจะถูกตัดไปแล้วก็ตามเขาก้มมองจดหมายในมือ ก่อนหันไปหาวรรณา“คุณวรรณาครับ คุณรู้ไหมว่าแม่ผมกำลังปกป้องใครอยู่”วรรณาส่ายหน้า น้ำตาคลอเบ้า“ดิฉันไม่รู้จริง ๆ ค่ะ แต่ก่อนเกิดเรื่อง คุณนายเคยบอกกับดิฉันว่า หากวันหนึ่งมีใครถามถึงเด็กคนหนึ่ง ให้ดิฉันเก็บเรื่องนี้เป็นความลับจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม”อัครินทร์ขมวดคิ้ว“เด็กคนหนึ่งเหรอครับ?”“ใช่ค่ะ คุณนายไม่ได้บอกชื่อ แต่เธอดูเป็นห่วงเด็กคนนั้นมาก”มะลิมองจดหมายที่วางอยู่บนโต๊ะ“หรือเด็กคนนั้นจะเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของคุณแม่คะ”ไม่มีใครตอบได้วิทยาจึงเสนอให้ตรวจสอบเอกสารในกล่องทั้งหมดอย่างละเอียด เพราะบางทีความจริงอาจซ่อนอยู่ในสิ่งที่พวกเขามองข้ามไปก่อนเดินทางกลับ อัครินทร์หันไปหาวรรณาอีกครั้ง“ถ้าคุณนึกอะไรออก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหน กรุณาติดต่อผมทันทีนะครับ”หญิงสูงวัยพยักหน้า ก่อนพูดขึ้นอย่างลังเล“มีอีกเรื่องหนึ่งค่ะ คุณชาย...คืนที่คุณนายเสียชีวิต ดิฉันเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยืนร้องไห้อยู่หน้าบ้า
ภาพถ่ายเก่าในโทรศัพท์ทำให้อัครินทร์แทบลืมหายใจในภาพ ธนากรผู้เป็นพ่อยืนอยู่ข้างรถสีดำ ส่วนคุณหญิงรัชนียืนอยู่ไม่ไกลจากประตูรถ ทั้งสองคนมีสีหน้าเคร่งเครียดราวกับกำลังพูดคุยเรื่องสำคัญวันที่บนภาพตรงกับคืนที่แม่ของเขาเสียชีวิตพอดี“ทำไมพ่อถึงอยู่กับคุณหญิงรัชนีในคืนนั้น...” อัครินทร์พึมพำมะลิมองภาพถ่ายอย่างตั้งใจ ก่อนถามสามีด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง“คุณจำได้ไหมคะว่าคืนนั้นเกิดอะไรขึ้น”อัครินทร์หลับตาลง พยายามค้นหาความทรงจำที่ฝังลึกอยู่ในใจ“ผมจำได้ว่าแม่บอกว่าจะออกไปพบใครบางคน พ่อเองก็ออกจากบ้านไปก่อนหน้านั้นไม่นาน หลังจากนั้นไม่นาน เราก็ได้รับโทรศัพท์แจ้งว่าแม่ประสบอุบัติเหตุ”เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง“ตอนนั้นผมยังเด็กเกินกว่าจะสงสัยอะไร ทุกคนบอกว่าเป็นอุบัติเหตุ ผมก็เชื่อมาตลอด”มะลิบีบมือเขาเบา ๆ“บางทีเราอาจต้องฟังความจริงจากปากคุณพ่อค่ะ แต่เราควรให้เจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบภาพนี้ด้วย”อัครินทร์พยักหน้า เขารู้ว่าตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การกล่าวหาใคร แต่เป็นการค้นหาความจริงโดยไม่ปล่อยให้คนร้ายมีโอกาสทำร้ายใครอีกเขาจึงส่งภาพถ่ายให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ พร้อมขอให้วิทยาตามหาต้นฉบับและข้อมูลว
“ถ้าอย่างนั้น คุณคงต้องเลือกระหว่างความจริงของครอบครัว...กับชีวิตของผู้หญิงที่คุณรักแล้วล่ะครับ”เสียงจากลำโพงทำให้อัครินทร์กำมือแน่น เขาหันกลับไปมองมะลิที่ยืนอยู่ด้านหลัง ใบหน้าของเธอซีดลง แต่เธอกลับพยายามยิ้มให้เขาเพื่อบอกว่าไม่เป็นไร“อย่ากลัวนะครับ ผมจะไม่ปล่อยให้ใครทำอะไรคุณ”“ฉันไม่กลัวค่ะ” มะลิตอบ แม้เสียงจะสั่นเล็กน้อย “ฉันกลัวแค่ว่าคุณจะต้องเจ็บปวดเพราะเรื่องในอดีตอีก”อัครินทร์ยกมือแตะแก้มเธอ“ตราบใดที่เรายังอยู่ด้วยกัน ผมจะผ่านมันไปให้ได้”วิทยารีบตรวจสอบแผงควบคุมประตูห้องนิรภัย ก่อนหันมารายงาน“มีคนล็อกประตูจากด้านนอกครับ และระบบสื่อสารภายในอาคารถูกตัดไปบางส่วน ผมกำลังหาทางติดต่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย”อัครินทร์พยักหน้า ก่อนมองเอกสารในมือเขาไม่อาจยอมให้คนร้ายเอาหลักฐานไปได้ แต่ก็ไม่มีทางยอมเสี่ยงชีวิตมะลิเพื่อแลกกับมันเช่นกัน“วิทยา เก็บสำเนาเอกสารทั้งหมดไว้ก่อน ส่วนต้นฉบับเราจะนำออกไปด้วยกัน”“ครับ”ทันใดนั้น ลำโพงก็ดังขึ้นอีกครั้ง“ผมให้เวลาคุณห้านาที ถ้ายังไม่ส่งเอกสารออกมา คนของผมจะเข้าไปเอาด้วยตัวเอง”มะลิหันไปมองประตู ก่อนกระซิบกับสามี“ถ้าเราออกไปทางเดิมไม่ได้
“พ่อ...”เสียงของอัครินทร์แผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยินชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาคือธนากร วรเมธากุล บิดาที่ทุกคนเชื่อว่าเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อสิบปีก่อน งานศพของเขาจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ และอัครินทร์เองก็เป็นคนยืนส่งพ่อเป็นครั้งสุดท้ายด้วยน้ำตาแต่วันนี้ชายคนนั้นกลับมายืนอยู่ตรงหน้าเขาอย่างมีชีวิต“ทำไมครับ” อัครินทร์ถามเสียงสั่น “ทำไมพ่อถึงยังมีชีวิตอยู่ แล้วทำไมทุกคนถึงบอกว่าพ่อตายไปแล้ว”ธนากรไม่ได้ตอบทันที เขามองลูกชายด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะเหลือบมองมะลิซึ่งยืนอยู่ข้างอัครินทร์“นี่หรือภรรยาของแก”อัครินทร์ขยับมายืนบังมะลิโดยอัตโนมัติ“อย่าเปลี่ยนเรื่องครับ ผมถามว่าทำไมพ่อถึงหายไปสิบปี!”ธนากรถอนหายใจ ก่อนเดินไปหยุดข้างโต๊ะเก่า“เพราะถ้าฉันไม่หายไป ฉันคงไม่มีชีวิตอยู่จนถึงวันนี้”คำตอบนั้นทำให้อัครินทร์นิ่งงัน“หมายความว่ายังไงครับ”“แม่ของแกกำลังจะเปิดโปงความผิดของคนในครอบครัวเรา ตอนนั้นฉันพยายามช่วยเธอ แต่ทุกอย่างกลับสายเกินไป หลังจากแม่ของแกเสียชีวิต ฉันก็รู้ว่าตัวเองเป็นรายต่อไป”“แล้วพ่อก็เลือกทิ้งผมไว้คนเดียวอย่างนั้นเหรอ!”เสียงตะโกนของอัครินทร์สะท้อนทั่วห้องใต้ดิน“
เสียงนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืนดังขึ้นท่ามกลางความเงียบของคฤหาสน์วรเมธากุลอัครินทร์ยืนอยู่หน้าต่างห้องนอน สายตาจับจ้องข้อความปริศนาในโทรศัพท์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า“ถ้าอยากรู้ว่าแม่ของคุณตายเพราะอะไร คืนนี้ให้มาที่บ้านหลังเก่าของตระกูล และมาคนเดียว”เขาไม่เคยคิดเลยว่าความตายของแม่ที่ผ่านมานานหลายปีจะกลับมาสร้างคำถามให้เขาอีกครั้งมะลิเดินเข้ามาหยุดข้างสามี ก่อนสอดมือเข้าไปจับมือเขา“คุณยังคิดจะไปใช่ไหมคะ”อัครินทร์หันมามองเธอ ก่อนพยักหน้าเบา ๆ“ครับ ผมต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับแม่ของผม”“ถ้าอย่างนั้นฉันจะไปด้วย”“ไม่ได้ครับ มะลิ ผมไม่อยากให้คุณตกอยู่ในอันตราย”หญิงสาวเม้มริมฝีปาก ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“ฉันเป็นภรรยาของคุณนะคะ ถ้าคุณกำลังเผชิญเรื่องที่อันตราย ฉันไม่อยากให้คุณต้องเผชิญมันคนเดียวเหมือนที่ผ่านมา”อัครินทร์มองดวงตาของเธอ เขารู้ดีว่ามะลิไม่ใช่ผู้หญิงที่ยอมถอยง่าย ๆ เมื่อคนที่เธอรักกำลังเดือดร้อนในที่สุดเขาก็ถอนหายใจ ก่อนยกมือขึ้นลูบแก้มเธออย่างอ่อนโยน“ตกลงครับ แต่เราจะไม่เข้าไปโดยไม่มีแผน ผมจะให้วิทยาจัดการเรื่องความปลอดภัยก่อน”มะลิพยักหน้า เธอไม่รู้ว่าคืนนี้จะพบอะไร แต่เ







