로그인ตอนเที่ยง
เฟรนด์อาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้วก็ออกมาหาเขาที่รออยู่ในบ้าน จึงเห็นว่าเขานั่งคุยอยู่กับคุณท่านในห้องรับแขก เมื่อภวินทร์เห็นเธอเข้ามาจึงหันบอกกับพิมพ์ภรณ์ที่นั่งอยู่ "ผมพาเฟรนด์ไปเลือกชุดแต่งงานก่อนนะครับแม่" "ไปเถอะลูก" ว่าแล้ว ชายหนุ่มก็ลุกจากโซฟาแล้วเดินไปหาคนตัวเล็กที่ยืนอยู่ด้วยสีหน้าหม่นหมอง จากนั้น ภวินทร์ก็พาเธอไปขึ้นรถและขับออกไป บนรถ "ไม่คิดจะคุยกับพี่เลยเหรอเฟรนด์" เจ้าของใบหน้าหล่อหันถามยังร่างเล็กที่นั่งอยู่ข้างๆ แต่สายตาของเธอมองออกไปนอกรถ และตั้งแต่นั่งรถมาเธอก็ไม่คุยกับเขาเลย "ไม่มีเรื่องอะไรที่จะต้องคุยนี่คะ" "แค่แต่งงานกับพี่เธอถึงกับต้องเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยเหรอ" "คำว่าแค่แต่งงานที่พี่พูดออกมา นั่นมันหมายถึงชีวิตของเฟรนด์ที่ต้องหมดอิสรภาพนะคะ" "ถึงเราจะแต่งงานกันแล้ว แต่พี่จะให้อิสรภาพเธอเต็มที่ ไม่ว่าเธอจะไปไหนหรือจะทำอะไรพี่ก็ไม่ห้าม เธอทำได้ตามสบายเลย" "แต่มันก็ไม่เหมือนกับการที่อยู่ตัวคนเดียว ถ้าแบบนั้นเฟรนด์จะรู้สึกสบายใจมากกว่า" "เธอจะทำอะไร หรือไปเที่ยวที่ไหน พี่ยอมทั้งนั้น" "ทำไมพี่ถึงต้องยอมเฟรนด์ขนาดนั้นด้วยคะ" เธอหันมาขมวดคิ้วถาม "คือ...พี่อยากให้เธออยู่กับพี่แล้วรู้สึกสบายใจ และไม่อึดอัดตอนที่อยู่กับพี่ไง" "ถ้าพี่ภวินทร์อยากตามใจเฟรนด์ งั้นพี่ภวินทร์ก็อย่าจัดงานแต่งงานสิคะ เพราะเฟรนด์ไม่อยากให้ใครรู้ว่าเฟรนด์แต่งงานแล้ว" "ไม่ดะ..." "ไหนว่ายอมได้ทั้งนั้นไงคะ ถ้าพี่ภวินทร์ยอมเฟรนด์อย่างที่พูดจริง งั้นก็ไม่ต้องมีงานแต่งงาน" "ก็ได้ พี่ไม่จัดงานแต่งก็ได้ แต่เฟรนด์ต้องจดทะเบียนสมรสกับพี่" "ได้ค่ะ เฟรนด์จะยอมจดทะเบียนสมรสกับพี่ และพี่ก็ห้ามบอกให้ใครรู้เด็ดขาดว่าเราเป็นอะไรกัน" "เฟรนด์..." "ไหนว่ายอมได้ทั้งนั้นไงคะ ถ้ายอมก็ห้ามมีข้อแม้ค่ะ" "ตกลง พี่จะทำตามความต้องการของเธอ และพรุ่งนี้เราจะไปจดทะเบียนสมรสกัน" "พรุ่งนี้เลยเหรอคะ" "ใช่ ก็ในเมื่อเธอไม่อยากให้มีงานแต่ง งั้นก็จดทะเบียนสมรสเลยแล้วกัน" "ทำไมถึงต้องรีบร้อนด้วยคะ ค่อยเป็นเดือนหน้าไม่ได้เหรอ" "ถ้าอยากจดเดือนหน้า งั้นเธอก็ต้องยอมให้จัดงานแต่ง แต่ถ้าไม่ยอม พรุ่งนี้พี่จะพาเธอไปจดทะเบียนสมรสแทนการจัดงานแต่ง" "ก็ได้ค่ะ จดพรุ่งนี้ก็ได้" เธอคิดว่าการจดทะเบียนสมรสสามารถปิดเป็นความลับได้ แต่ถ้าจัดงานเลี้ยงคนอื่นต้องรู้แน่นอน เพราะครอบครัวของเขาเป็นคนที่มีชื่อเสียงในสังคม ดังนั้นพอนักข่าวรู้ต้องมาทำข่าวแน่ "ถ้าอย่างนั้นเราไปทานข้าวเที่ยงในร้านใกล้ๆแถวนี้ดีกว่านะ" "ค่ะ" ว่าแล้ว ภวินทร์ก็ขับรถมุ่งหน้าไปยังร้านอาหารหรูแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล วันต่อมา วันนี้ภวินทร์พาเฟรนด์มายังที่ว่าการอำเภอใกล้บ้าน พอรถมาจอดหน้าอำเภอ เฟรนด์มีท่าทีโยกโย้โอ้เอ้ไม่ยอมลงจากรถ ภวินทร์ลงจากรถไปเปิดประตูฝั่งที่เธอนั่งแล้วบอกกับเธอ "ลงมาสิเฟรนด์" "เราไม่ต้องจดทะบียนสมรสกันได้ไหมพี่ภวินทร์" "ไม่ได้" "แต่เฟรนด์..." "ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น รีบลงมาเร็ว เดี๋ยวเราต้องย้ายไปอยู่คอนโดกัน" "ทำไมต้องไปอยู่คอนโดด้วยคะ แล้วคุณท่านไม่ว่าเอาเหรอคะ" "แม่เป็นคนบอกพี่เองว่าให้เราไปอยู่คอนโด" เมื่อคืนแม่บอกว่าให้เขาพาเฟรนด์ไปอยู่คอนโด เพราะคนเป็นผัวเมียกันควรแยกบ้านไปอยู่กันส่วนตัว เพื่อที่ทั้งสองจะได้ใช้ชีวิตคู่อย่างมีอิสระ "เราอยู่ด้วยกันแต่ไม่ต้องจดทะเบียนกันไม่ได้เหรอคะพี่ภวินทร์" เธอยังคงต่อรอง "เธอขอมากไปแล้วนะเฟรนด์ เมื่อวานเธอก็ขอไม่ให้พี่จัดงานแต่งงาน พี่ก็ยอม พอมาวันนี้เธอจะมาขอไม่ให้จดทะเบียนสมรสอีก พี่ไม่ยอมหรอกนะเฟรนด์" "อยู่กันไปสักพักค่อยจดก็ได้ค่ะ" "เธออย่ามาพูดหว่านล้อมพี่ เพราะถึงยังไงวันนี้เราจะต้องจดทะเบียนสมรสกัน ถ้าเธอไม่จด งั้นพี่จะโทรไปบอกแม่" "จดก็ได้ค่ะ" พูดจบ หญิงสาวก็ลงจากรถแล้วสาวเท้าเข้าไปในอำเภอด้วยสีหน้ามึนตึง ผิดกับอีกคนยิ้มหน้าระรื่นที่ตัวเองกำลังจะมีเมีย เมื่อทั้งสองมานั่งที่โต๊ะ เจ้าหน้าที่ก็วางเอกสารลงตรงหน้าคนทั้งสอง ภวินทร์เป็นคนแรกที่หยิบปากกาเซนชื่ออย่างไม่ลังเล เซ็นเสร็จก็หันบอกกับว่าที่ภรรยาที่กำลังนั่งหน้าบูดบึ้งอยู่ "เซนสิเฟรนด์" เขาบอกพร้อมกับยื่นปากกาให้เธอ เธอตวัดสายตามองเขาด้วยอารมณ์ขุ่นมัว ก่อนจะหยิบปากกาจากมือหนามาเซนด้วยท่าทีฝืนใจ เมื่อเธอเซนเสร็จและวางปากกาลง เรียวปากหนาก็ระบายยิ้มออกมาอย่างรู้สึกโล่งใจที่สามารถบังคับเธอให้ยอมจดทะเบียนสมรสได้สำเร็จ จากนั้นทั้งสองจึงพากันไปยังคอนโดหลังใหม่หรูหราที่อยู่ชั้นบนสุด ซึ่งราคาหลายสิบล้านบาทสามเดือนต่อมา งานมงคลสมรสของภวินทร์กับเฟรนด์ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่โรงแรมหรูแห่งหนึ่งเมื่อหนึ่งเดือนก่อน ทั้งคู่ได้จดทะเบียนสมรสกันอีกครั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยการจดทะเบียนสมรสกันครั้งนี้ได้จดในวันงาน ซึ่งมีนักข่าวจากหลายสำนักมาทำข่าวกัน และตอนนี้ทั้งคู่ก็ย้ายมาอยู่เรือนหอหลังใหม่มีราคาหลายสิบล้านบาท ตอนนี้อายุครรภ์ของเฟรนด์ครบสี่เดือนแล้ว เริ่มมีหน้าท้องนูนๆออกมาให้เห็นแล้ว ว่าที่คุณพ่อก็เห่อลูกที่ยังอยู่ในท้องไม่เบา ไม่ใช่เห่อแต่ลูกอย่างเดียว แต่เห่อแม่ของลูกด้วย "จุ๊บ" เสียงจุ๊บหน้าท้องนูนๆของว่าที่คุณพ่อที่ตอนนี้กำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น และแม่ของลูกก็นั่งอยู่บนโซฟา โดยมือหนาลูบหน้าท้องของเธอไปมาเบาๆ และมืออีกข้างก็กอดเอวของเธอ "ช่วงนี้เฟรนด์ไม่ค่อยแพ้ท้องแล้วใช่ไหม" ใบหน้าหล่อแหงนหน้าถามยังเจ้าของใบหน้าสวยที่นั่งอยู่ "ไม่แพ้แล้วค่ะ ช่วงนี้กินได้เยอะขึ้น" เจ้าของเสียงใสระบายยิ้มหวานก้มลงตอบยังใบหน้าหล่อที่นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นสวมกอดเอวของเธออยู่ "วันนี้พี่อยากพาเธอไปหาของอร่อยๆกินกัน เธอจะไปไหม" "ไปค่ะ วันนี้เฟรนด์อยากกินไอติมอยู่พอดี" "อย่ากินของหวานเยอะนะครับคุณแม
สามวันต่อมา เป็นเวลาสามวันแล้วที่ภวินทร์ไม่เข้าบริษัท เพราะใจคอยแต่ห่วงหาหวังให้เธอกลับมา เขาโทรหาเธอทุกวัน แต่ก็โทรไม่ติด ทั้งส่งข้อความทางไลน์เผื่อว่าเธอจะเปิดอ่าน แต่แล้วก็ไร้วี่แวว ตอนนี้จิตใจของเขาไม่อยู่กับร่องกับรอยเลย เพราะในสมองของเขาคิดแต่เรื่องของเฟรนด์ แต่แล้วอยู่ๆเหมือนมีอะไรมาดลใจทำให้เขาคิดได้ว่า... "หรือว่าเฟรนด์จะกลับบ้าน" เรียวปากหนาพึมพำออกมาพลางในใจรู้สึกมีความหวังขึ้นมา หลังจากที่กลุ้มใจมาแล้วสามวันสามคืน เขาลืมคิดถึงข้อนี้ไปเลย เหมือนกับเส้นผมบังภูเขา ไม่ได้คิดไปว่าเฟรนด์จะกลับบ้าน เนื่องจากเขาคิดเพียงแต่ว่าเธอจะหนีเขาไปไกลจนเขาหาไม่เจอ ทันใดนั้นเขาจึงกดโทรหาผู้เป็นแม่ทันที ตู๊ด~ 'ว่าไงภวินทร์' 'เฟรนด์กลับไปบ้านหรือเปล่าครับ' 'ไม่รู้สิ ตอนนี้แม่ไม่ได้อยู่บ้าน' 'ตอนนี้แม่อยู่ไหน' 'แม่มาปฏิบัติธรรมกับเพื่อนที่ต่างจังหวัดสามสี่วันแล้ว' 'อ๋อครับ' 'ลูกมีปัญหาอะไรกับเฟรนด์หรือเปล่า' 'มีนิดหน่อยครับ' 'มีเรื่องอะไรกันล่ะลูก' 'ผมทำให้เฟรนด์น้อยใจครับ เฟรนด์ก็เลยกลับบ้านโดยไม่บอกผม' 'อ๋อ' 'งั้นแค่นี้นะครับแม่' จากนั้น นิ้วเรียวก็กดวางสายแล้วรีบแต่งตัวออกไปจ
เมื่อเขาออกจากห้องนอนไปแล้ว เฟรนด์ก็หลับต่อไปอีกสองชั่วโมง เมื่อตื่นขึ้นมาเธอก็ลุกไปเข้าห้องน้ำอย่างโซซัดโซเซ เพราะทั้งมึนหัวและทั้งคลื่นไส้ เธอนึกภาวนาอยู่ในใจว่าขออย่าให้แพ้ท้องตอนที่เขาอยู่ทีเถอะขอร้อง ทว่ามันก็ไม่ได้ผล ทันทีที่เห็นอ่างล้างหน้าเธอก็โก่งคออาเจียนทันที "อุ๊บ อ๊วก" ร่างสูงที่เข้าห้องนอนมาเมื่อไม่เห็นคนตัวเล็กนอนอยู่บนเตียงจึงมาดูในห้องน้ำ เมื่อเห็นว่าเธออาเจียนอยู่ พลันมือหนาก็เลื่อนไปลูบแผ่นหลังของเธอเบาๆ และอีกมือรวบผมของเธอเอามาไว้ด้านหลัง เฟรนด์ที่เห็นดังนั้นจึงตกใจเกือบช็อกเมื่อเขามาเห็นตอนเธออาเจียนแบบนี้ ก่อนจะจัดการบ้วนปากแล้วค่อยๆทรงตัวหันมาพูดกับเขา "ออกไปเถอะ เฟรนด์จะอาบน้ำ" "ไปหาหมอนะ" เขาพูดอย่างเป็นห่วงและกังวลเป็นอย่างมากเมื่อเห็นว่าใบหน้าของเธอซีดมาก "ไม่" "อย่าดื้อได้ไหมเฟรนด์" "ไม่ไป" "ไม่ไปก็ไม่ไป งั้นพี่ออกไปรอข้างนอกนะ" เขาไม่อยากฝืนใจเธอ "..." พยักหน้า จากนั้นเขาจึงออกไปพร้อมกับมีสีหน้าหนักใจไม่น้อยที่เห็นอาการของเธอและเธอยังไม่ยอมไปโรงพยาบาลอีก หลังจากที่เธออาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ออกมาจึงเห็นว่าคนตัวสูงนั่งอยู่บนเตียงนอน โดยหันห
เฟรนด์ที่ตอนนี้รู้สึกพะอืดพะอม แต่ก็ต้องอดกลั้นเอาไว้ไม่อยากอาเจียนให้เขาเห็น ทว่ามันไม่สามารถที่จะทำได้ตามที่ใจคิดเมื่อความแปรปรวนของร่างกายนั้นไม่สามารถที่จะต้านทานเอาไว้ได้ หญิงสาวรีบลุกออกจากเตียงนอนแล้วเข้าห้องน้ำไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับล็อกประตูและเปิดก๊อกให้น้ำไหลเพื่อกลบเสียงอาเจียนของเธอ ซ่า! ซ่า! ชายหนุ่มที่เห็นคนตัวเล็กรีบลุกไปจากเตียงนอนเขาก็ลุกตามไปด้วยอย่างร้อนรน "แค่ก แค่ก อ๊วก" เธอโก่งคออาเจียนออกมาจนหน้าดำหน้าแดงในอ่างล้างหน้า ซึ่งเสียงน้ำที่เธอเปิดก็อกทิ้งไว้นั้นทำให้กลบเสียงได้เป็นอย่างดี แม้กระทั่งเสียงของเขาที่เคาะประตูเรียกอยู่ข้างนอกเธอก็ไม่ค่อยได้ยิน แล้วเขาจะได้ยินเสียงที่เธออาเจียนได้ยังไง ก๊อก! ก๊อก! "เฟรนด์เป็นอะไรหรือเปล่า เปิดประตูให้พี่หน่อย" เขาตะโกนเรียกหญิงสาวด้วยอาการตกใจที่อยู่ๆเธอก็ลุกพรวดพราดวิ่งเข้าห้องน้ำมา ชายหนุ่มเคาะประตูรัวๆด้วยความรู้สึกร้อนรน เขาเรียกคนตัวเล็กที่อยู่ข้างในด้วยหัวใจเป็นห่วงไม่น้อย จนกระทั่งเธอเปิดประตูออกมา มือหนาจึงดึงเธอเข้าไปกอดแนบอกอย่างห่วงใย หมับ! "เธอเป็นอะไรบอกพี่ได้ไหมเฟรนด์ อย่าเงียบแบบนี้สิ รู้ไหมว่าพี่เครี
วันต่อมา ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เฟรนด์รู้สึกคลางแคลงใจเรื่องเขากับอิงดาวว่ามันเป็นยังไง เธอยังคงสงสัยว่าเขาทั้งสองคนกลับมาคบกันอีกหรือเปล่าหลังจากที่หย่ากับเธอแล้ว การไปทำงานและกลับจากทำงานพร้อมกันของเขากับอิงดาวทำให้เธอรู้สึกเคลือบแคลงใจมาตลอด วันนี้เธอจึงอยากจะถามเขาให้รู้กันไปเลย เธอก็อยากรู้เหมือนกันว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นอะไรกันแน่ เพราะเท่าที่เธอสังเกตดูเขาจะเอาอกเอาใจอิงดาวเหมือนกับเป็นคู่รักยังไงยังงั้น ติ๊ด แกร็ก เสียงสแกนคีย์การ์ดดังขึ้นพร้อมกับประตูบานใหญ่ที่เปิดเข้ามาโดยคนตัวสูงที่กลับมาจากทำงาน เฟรนด์ที่วันนี้รู้สึกคลื่นไส้จึงกลับจากที่ทำงานก่อนเวลา แล้วนั่งรอชายหนุ่มอยู่ในห้องโถง เมื่อเห็นว่าเขาเปิดประตูเข้ามา ริมฝีปากสวยจึงคลี่ยิ้มบางๆให้เขา ทว่าสีหน้าของเขาเรียบเฉยเหมือนเดิม เมื่อเห็นเช่นนั้นเธอจึงตัดสินใจแน่วแน่ว่าไม่ควรบอกเรื่องท้องกับเขา "ทำไมวันนี้ถึงกลับมาเร็วล่ะ" เขาถามเธอที่นั่งอยู่ พลางนึกแปลกใจว่าทำไมวันนี้เธอจึงกลับมาก่อนเขา ปกติเขาจะกลับมาก่อนเธอทุกวัน "เฟรนด์รู้สึกปวดหัวค่ะก็เลยขอกลับก่อนเวลา" "ไม่สบายหรือเปล่า" เมื่อได้ยินที่เธอบอกเขาก็รู้สึกเป
เมื่อทั้งสามเข้ามาภายในงาน เพื่อนของพิมพ์ภรณ์ที่เป็นแม่ของฝ่ายเจ้าสาวก็เอ่ยทักทายขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ชวนกันคุยนั่นคุยนี่ตามประสาเพื่อนที่เคยเรียนคณะเดียวกัน จนกระทั่งแม่เจ้าสาวหันไปเห็นเฟรนด์ที่ยืนข้างลูกชายของเพื่อนอดไม่ได้จึงเอ่ยถามขึ้น "สาวสวยที่มากับเธอใครเหรอ" "ลูกสะใภ้ฉันเองแหละ" "ลูกสะใภ้เธอสวยและน่ารักมากเลยนะ เหมาะสมกับลูกชายเธอราวกับกิ่งทองใบหยกแน่ะ" แม่เจ้าสาวเอ่ยปากชมเฟรนด์ โดยเฟรนด์ที่ได้ยินจึงระบายยิ้มหวานออกมา "ขอบใจเธอมากนะที่ชมลูกสะใภ้ฉัน งั้นฉันเข้าไปในงานก่อนนะ" "ตามสบายเลยนะ" แม่เจ้าสาวเอ่ยตามหลังคนทั้งสามที่เดินเข้าไปภายในงาน ในขณะที่ทั้งสามเดินไปยังโต๊ะที่ว่างอยู่ ภวินทร์ที่ตอนนี้รู้สึกหัวร้อนเป็นอย่างมากเมื่อเห็นว่าพวกผู้ชายที่นั่งอยู่ในงานมองมายังคนตัวเล็กอย่างไม่วางตา แล้วแถมยังยิ้มมองเธอตาเป็นมันอีก เมื่อเห็นสายตาของผู้ชายหลายคนที่มองมายังเธอ เขารู้สึกอยากจะพาเธอกลับเสียให้ได้เพราะไม่อยากให้ผู้ชายพวกนั้นมองเธอ ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงเอาร่างของตัวเองบังร่างเล็กไว้จนกระทั่งไปถึงโต๊ะที่ว่างและจัดการให้เธอนั่ง เขาจึงค่อยโล่งใจขึ้นมาหน่อย สามชั่วโม
เฟรนด์กลับมาถึงคอนโดด้วยจิตใจห่อเหี่ยวไม่เหมือนกับวันก่อนๆที่เขายังอยู่กับเธอ ตลอดสิบปีที่ผ่านมาเธอจะเห็นหน้าเขาทุกวัน ได้คุยกับเขาทุกวัน แต่นับจากนี้ต่อไปเธอคงไม่ได้เจอเขาทุกวันอีกแล้ว ไม่ได้คุยกับเขาทุกวันอีกแล้ว ตอนนี้เธอรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว มองไปรอบกายพลันรู้สึกเคว้งคว้าง ความเปล่าเปลี่ยวเข
วันต่อมาหลังจากที่เมื่อวานเฟรนด์ลางานหนึ่งวัน เพื่อไปจดทะเบียนสมรสที่อำเภอ วันนี้เธอจึงตื่นแต่เช้าอาบน้ำแต่งตัวเพื่อออกไปทำงานเธอเปิดประตูออกจากห้องนอนมาก็เห็นว่าคนตัวสูงที่สวมใส่ชุดสูทหรูดูดีเรียบร้อยแล้วนั่งอยู่ เมื่อเห็นเช่นนั้นเธอจึงเอ่ยบอกเขาด้วยสีหน้าปกติ"เฟรนด์ไปทำงานแล้วนะคะพี่ภวินทร์""
คอนโดเมื่อทั้งสองคนเข้ามาในคอนโด เฟรนด์ที่ยืนอยู่ข้างคนตัวสูงหันบอกกับเขาไป"เฟรนด์ขอแยกห้องนอนกับพี่ภวินทร์นะคะ""เราเป็นผัวเมียกันแล้วนะเฟรนด์ จะให้แยกห้องนอนกันได้ยังไง""อย่ามาพูดคำว่าผัวเมียกับเฟรน์นะ เพราะเฟรนด์ไม่ได้ต้องการพี่มาเป็นสามีตั้งแต่แรก เพราะฉะนั้นอย่าพูดคำนั้นออกมาเด็ดขาด เพราะเฟ
ตอนเย็นเฟรนด์ที่เดินอยู่บนฟุตบาทในซอยทางเข้าบ้านของภวินทร์ด้วยอาการเหม่อลอย โดยไม่ได้ยินเสียงรถของภวินทร์ที่มาจอดอยู่ข้างฟุตบาทที่เธอเดินอยู่ภวินทร์ที่เห็นว่าเธอเดินใจลอยโดยไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง ดังนั้นเขาจึงลงจากรถไป"จะเดินใจลอยไปถึงไหน""..." เฟรนด์ชะงักฝีเท้าแล้วมองไปยังร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างต







