Mag-log inเมื่อภวินทร์กลับมาถึงบ้าน พิมพ์ภรณ์ก็ชวนภวินทร์เข้าไปในห้องนั่งเล่นเพื่อที่จะคุยเรื่องการแต่งงาน
"แม่อยากให้ลูกแต่งงานกับเฟรนด์" ทันทีที่ทั้งสองนั่งกันเรียบร้อยแล้ว พิมพ์ภรณ์ก็เอ่ยขึ้นโดยไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลา "..." เขานิ่งไปเมื่อได้ยินสิ่งที่แม่บอก และไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน "ลูกจะแต่งงานกับเฟรนด์ได้ไหม" "ผมจะแต่งงานกับเฟรนด์ครับแม่" "แม่ไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหมลูก" พิมพ์ภรณ์เอ่ยถามอย่างเหลือเชื่อ เพราะนางก็ลองเสี่ยงพูดดู "แม่ไม่ได้หูฝาดครับ ผมจะแต่งงานกับเฟรนด์จริงๆ ..." เขาตอบออกมาอย่างหนักแน่นและจริงจัง แล้วถามต่อ "...แล้วเฟรนด์รู้เรื่องนี้หรือยังครับ" "แม่บอกเฟรนด์แล้วเมื่อตอนเย็น" "เฟรนด์ว่ายังไงบ้างครับ" "เฟรนด์เขาปฏิเสธน่ะ" "เหรอครับ" เขามีสีหน้าสลดลง "แม่จึงบอกเฟรนด์ไปว่าถ้าเกิดลูกปฏิเสธที่จะแต่งงาน แม่ก็จะไม่บังคับเขา" "แม่ไปบอกเฟรนด์ได้เลยว่าผมจะแต่งงานกับเธอ และจะแต่งให้เร็วที่สุด" "ได้ แม่จะพูดกับเฟรนด์พรุ่งนี้ตอนเช้าก่อนที่เขาจะออกไปทำงาน" "งั้นผมขึ้นห้องก่อนนะครับ" ว่าแล้ว เขาก็หยัดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วสาวเท้าขึ้นชั้นสองไป วันต่อมา ก่อนที่เฟรนด์จะออกไปทำงาน เธอก็เข้ามาพบพิมพ์ภรณ์ เพราะพิมพ์ภรณ์โทรไปบอกเมื่อเช้าว่าให้เข้าพบ "ฉันพูดเรื่องนั้นกับภวินทร์แล้วเมื่อคืน" "พี่ภวินทร์ว่ายังไงบ้างคะคุณท่าน" "ภวินทร์ไม่ปฏิเสธที่จะแต่งงานกับเธอ" "..." เธอนิ่งอึ้งไป เพราะคิดไม่ถึงว่าเขาจะไม่ปฏิเสธ "เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เธอรู้ใช่ไหมว่าจะต้องทำยังไง ฉันหวังว่าเธอจะไม่ผิดคำพูดกับฉันนะเฟรนด์" "ค่ะคุณท่าน" เธอรับคำอย่างจำยอมพลางมีสีหน้าสลดลง "เดือนหน้าฉันจะจัดงานแต่งงานให้เธอกับภวินทร์" "ทำไมถึงเร็วจังล่ะคะคุณท่าน" "ภวินทร์บอกว่าให้จัดงานโดยเร็วที่สุด" "ค่ะคุณท่าน" เธอรับคำด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา เพราะไม่เต็มใจ แต่ในเมื่อรับปากกับคุณท่านไว้แล้วเมื่อวาน เธอจะมาผิดคำพูดไม่ได้ ในขณะที่พิมพ์ภรณ์กับเฟรนด์นั่งคุยกันอยู่นั้น ภวินทร์ที่อยู่ในชุดสูทหรูสีดำก็ลงมายังชั้นล่าง เฟรนด์ที่เห็นร่างสูงจึงมองเขาด้วยแววตาขุ่นเคืองเพราะโกรธที่เขาไม่ปฏิเสธเรื่องแต่งงาน เจ้าของใบหน้าหล่อที่เห็นคนตัวเล็กทำหน้าขรึมใส่เขาอยู่ก็ยกยิ้มเหมือนกับว่าตัวเองเป็นฝ่ายชนะ ก่อนที่เฟรนด์จะละสายตาจากเขาแล้วหันมาพูดกับพิมพ์ภรณ์ "คุณท่านคะ เฟรนด์ไปทำงานก่อนนะคะ" "อืมไปเถอะ" จากนั้น หญิงสาวก็ออกจากบ้านไป โดยร่างสูงตามหลังเธอไปติดๆ ก่อนมือหนาจะคว้าเข้าที่แขนเรียวให้หยุดเดินเพราะหมั่นไส้ที่เธอทำหน้าบึ้งตึงใส่เขา หมับ! "แต่งงานกับพี่แล้วมันจะตายหรือไงเฟรนด์" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามขึ้นจากทางด้านหลัง จึงทำให้เฟรนด์ที่ไม่อยากเห็นหน้าเขาต้องชะงักฝีเท้าไว้ "ค่ะ" เธอตอบด้วยสีหน้านิ่ง "เธอรังเกียจพี่ถึงขนาดนั้นเลยเหรอ" เขาก้าวมายืนอยู่ตรงหน้าเธอแล้วเอ่ยถามออกไปโดยดวงตาคมจ้องมองไปยังเจ้าของใบหน้าใสที่ตอนนี้บูดบึ้งไปซะแล้ว "แต่ก่อนเฟรนด์ไม่เคยรังเกียจพี่ แต่ตอนนี้เฟรนด์เกลียดพี่ เกลียดพี่ที่ไม่ปฏิเสธการแต่งงาน ถ้าพี่ปฏิเสธว่าจะไม่แต่งงานกับเฟรนด์ คุณท่านก็ไม่ว่าอะไรหรอกค่ะ" "พี่ไม่อยากให้แม่ต้องไม่สบายใจ พี่ไม่อยากขัดใจแม่" "แต่คุณท่านก็บอกแล้วนะคะว่าถ้าพี่ภวินทร์ปฏิเสธ คุณท่านก็จะไม่ให้เฟรนด์แต่งงานกับพี่" "แม่พูดแบบนั้นก็จริง แต่ใจจริงแล้ว แม่อยากให้เธอแต่งงานกับพี่" "แต่เราสองคนไม่ได้รักกันนะคะ จะแต่งงานกันได้ยังไง" "แต่งได้สิ ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย มีตั้งหลายคู่นะที่โดนจับคลุมถุงชน" "เฟรนด์จะแต่งงานกับพี่ภวินทร์ก็ได้ แต่คงไม่ถึงปีหรอกค่ะที่เฟรนด์จะหย่ากับพี่" "หึ มันไม่ง่ายหรอกนะที่เธอจะหย่ากับพี่ถ้าพี่ไม่หย่าให้" "ถึงพี่ภวินทร์จะไม่หย่าให้ แต่เฟรนด์ก็จะหาทางเลิกกับพี่ให้ได้" "ก็เอาสิ ถ้าเธอทำได้" "เฟรนด์ทำได้แน่ ไม่ต้องมาท้า" "พี่จะรอดูก็แล้วกัน ว่าที่เมียของพี่" เขาพูดพลางยกยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเดินไปขึ้นรถและขับออกไป โดยเฟรนด์ที่ยืนอยู่ด้วยอารมณ์หงุดหงิดอย่างทำอะไรไม่ได้ก็รีบสาวเท้าเดินออกไปเช่นกัน ด้านเฟรนด์ เฟรนด์ที่ตอนนี้อยู่ที่ทำงานมีใบหน้าไม่สดใสเหมือนวันก่อนๆ เมื่อคิดไปถึงว่าจะต้องฝืนใจแต่งงานกับเขา "วันนี้เฟรนด์เป็นอะไรไป ทำไมดูหน้าไม่แจ่มใสเลยล่ะ" ลินดาที่เป็นรุ่นพี่ในแผนกเอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นว่าเฟรนด์ดูสีหน้าไม่สดใสเหมือนวันก่อนๆ "เฟรนด์มีเรื่องให้คิดน่ะค่ะพี่ลินดา" "เรื่องอะไรเหรอ พอจะบอกพี่ได้ไหม" "เฟรนด์ต้องแต่งงานกับพี่ภวินทร์ค่ะ เพราะคุณท่านขอ" "แล้วไม่ดีหรือไง พี่ว่าคุณภวินทร์เขาทั้งหล่อทั้งเท่ห์ เรื่องรวยไม่ต้องพูดถึง และที่สำคัญเขาเป็นคนไม่เจ้าชู้ด้วย" "แต่เฟรนด์ไม่ได้รักเขาค่ะพี่ลินดา" "ลองอยู่ๆกันไปก่อน ไม่แน่ต่อไปเฟรนด์อาจจะรักเขาก็ได้นะ" "คงไม่มีวันนั้นหรอกค่ะพี่ลินดา" "อย่าเพิ่งพูดไปสิ อนาคตข้างหน้าไม่มีอะไรแน่นอนหรอกนะเฟรนด์" "แต่พี่ลินดาห้ามเอาเรื่องที่เฟรนด์จะแต่งงานไปบอกใครเด็ดขาดนะคะ" "พี่ไม่บอกใครหรอก เชื่อใจพี่ได้" "ขอบคุณค่ะ งั้นก็ทำงานต่อเถอะค่ะพี่ลินดา" จากนั้น ทั้งสองก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานกันต่อสามเดือนต่อมา งานมงคลสมรสของภวินทร์กับเฟรนด์ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่โรงแรมหรูแห่งหนึ่งเมื่อหนึ่งเดือนก่อน ทั้งคู่ได้จดทะเบียนสมรสกันอีกครั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยการจดทะเบียนสมรสกันครั้งนี้ได้จดในวันงาน ซึ่งมีนักข่าวจากหลายสำนักมาทำข่าวกัน และตอนนี้ทั้งคู่ก็ย้ายมาอยู่เรือนหอหลังใหม่มีราคาหลายสิบล้านบาท ตอนนี้อายุครรภ์ของเฟรนด์ครบสี่เดือนแล้ว เริ่มมีหน้าท้องนูนๆออกมาให้เห็นแล้ว ว่าที่คุณพ่อก็เห่อลูกที่ยังอยู่ในท้องไม่เบา ไม่ใช่เห่อแต่ลูกอย่างเดียว แต่เห่อแม่ของลูกด้วย "จุ๊บ" เสียงจุ๊บหน้าท้องนูนๆของว่าที่คุณพ่อที่ตอนนี้กำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น และแม่ของลูกก็นั่งอยู่บนโซฟา โดยมือหนาลูบหน้าท้องของเธอไปมาเบาๆ และมืออีกข้างก็กอดเอวของเธอ "ช่วงนี้เฟรนด์ไม่ค่อยแพ้ท้องแล้วใช่ไหม" ใบหน้าหล่อแหงนหน้าถามยังเจ้าของใบหน้าสวยที่นั่งอยู่ "ไม่แพ้แล้วค่ะ ช่วงนี้กินได้เยอะขึ้น" เจ้าของเสียงใสระบายยิ้มหวานก้มลงตอบยังใบหน้าหล่อที่นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นสวมกอดเอวของเธออยู่ "วันนี้พี่อยากพาเธอไปหาของอร่อยๆกินกัน เธอจะไปไหม" "ไปค่ะ วันนี้เฟรนด์อยากกินไอติมอยู่พอดี" "อย่ากินของหวานเยอะนะครับคุณแม
สามวันต่อมา เป็นเวลาสามวันแล้วที่ภวินทร์ไม่เข้าบริษัท เพราะใจคอยแต่ห่วงหาหวังให้เธอกลับมา เขาโทรหาเธอทุกวัน แต่ก็โทรไม่ติด ทั้งส่งข้อความทางไลน์เผื่อว่าเธอจะเปิดอ่าน แต่แล้วก็ไร้วี่แวว ตอนนี้จิตใจของเขาไม่อยู่กับร่องกับรอยเลย เพราะในสมองของเขาคิดแต่เรื่องของเฟรนด์ แต่แล้วอยู่ๆเหมือนมีอะไรมาดลใจทำให้เขาคิดได้ว่า... "หรือว่าเฟรนด์จะกลับบ้าน" เรียวปากหนาพึมพำออกมาพลางในใจรู้สึกมีความหวังขึ้นมา หลังจากที่กลุ้มใจมาแล้วสามวันสามคืน เขาลืมคิดถึงข้อนี้ไปเลย เหมือนกับเส้นผมบังภูเขา ไม่ได้คิดไปว่าเฟรนด์จะกลับบ้าน เนื่องจากเขาคิดเพียงแต่ว่าเธอจะหนีเขาไปไกลจนเขาหาไม่เจอ ทันใดนั้นเขาจึงกดโทรหาผู้เป็นแม่ทันที ตู๊ด~ 'ว่าไงภวินทร์' 'เฟรนด์กลับไปบ้านหรือเปล่าครับ' 'ไม่รู้สิ ตอนนี้แม่ไม่ได้อยู่บ้าน' 'ตอนนี้แม่อยู่ไหน' 'แม่มาปฏิบัติธรรมกับเพื่อนที่ต่างจังหวัดสามสี่วันแล้ว' 'อ๋อครับ' 'ลูกมีปัญหาอะไรกับเฟรนด์หรือเปล่า' 'มีนิดหน่อยครับ' 'มีเรื่องอะไรกันล่ะลูก' 'ผมทำให้เฟรนด์น้อยใจครับ เฟรนด์ก็เลยกลับบ้านโดยไม่บอกผม' 'อ๋อ' 'งั้นแค่นี้นะครับแม่' จากนั้น นิ้วเรียวก็กดวางสายแล้วรีบแต่งตัวออกไปจ
เมื่อเขาออกจากห้องนอนไปแล้ว เฟรนด์ก็หลับต่อไปอีกสองชั่วโมง เมื่อตื่นขึ้นมาเธอก็ลุกไปเข้าห้องน้ำอย่างโซซัดโซเซ เพราะทั้งมึนหัวและทั้งคลื่นไส้ เธอนึกภาวนาอยู่ในใจว่าขออย่าให้แพ้ท้องตอนที่เขาอยู่ทีเถอะขอร้อง ทว่ามันก็ไม่ได้ผล ทันทีที่เห็นอ่างล้างหน้าเธอก็โก่งคออาเจียนทันที "อุ๊บ อ๊วก" ร่างสูงที่เข้าห้องนอนมาเมื่อไม่เห็นคนตัวเล็กนอนอยู่บนเตียงจึงมาดูในห้องน้ำ เมื่อเห็นว่าเธออาเจียนอยู่ พลันมือหนาก็เลื่อนไปลูบแผ่นหลังของเธอเบาๆ และอีกมือรวบผมของเธอเอามาไว้ด้านหลัง เฟรนด์ที่เห็นดังนั้นจึงตกใจเกือบช็อกเมื่อเขามาเห็นตอนเธออาเจียนแบบนี้ ก่อนจะจัดการบ้วนปากแล้วค่อยๆทรงตัวหันมาพูดกับเขา "ออกไปเถอะ เฟรนด์จะอาบน้ำ" "ไปหาหมอนะ" เขาพูดอย่างเป็นห่วงและกังวลเป็นอย่างมากเมื่อเห็นว่าใบหน้าของเธอซีดมาก "ไม่" "อย่าดื้อได้ไหมเฟรนด์" "ไม่ไป" "ไม่ไปก็ไม่ไป งั้นพี่ออกไปรอข้างนอกนะ" เขาไม่อยากฝืนใจเธอ "..." พยักหน้า จากนั้นเขาจึงออกไปพร้อมกับมีสีหน้าหนักใจไม่น้อยที่เห็นอาการของเธอและเธอยังไม่ยอมไปโรงพยาบาลอีก หลังจากที่เธออาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ออกมาจึงเห็นว่าคนตัวสูงนั่งอยู่บนเตียงนอน โดยหันห
เฟรนด์ที่ตอนนี้รู้สึกพะอืดพะอม แต่ก็ต้องอดกลั้นเอาไว้ไม่อยากอาเจียนให้เขาเห็น ทว่ามันไม่สามารถที่จะทำได้ตามที่ใจคิดเมื่อความแปรปรวนของร่างกายนั้นไม่สามารถที่จะต้านทานเอาไว้ได้ หญิงสาวรีบลุกออกจากเตียงนอนแล้วเข้าห้องน้ำไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับล็อกประตูและเปิดก๊อกให้น้ำไหลเพื่อกลบเสียงอาเจียนของเธอ ซ่า! ซ่า! ชายหนุ่มที่เห็นคนตัวเล็กรีบลุกไปจากเตียงนอนเขาก็ลุกตามไปด้วยอย่างร้อนรน "แค่ก แค่ก อ๊วก" เธอโก่งคออาเจียนออกมาจนหน้าดำหน้าแดงในอ่างล้างหน้า ซึ่งเสียงน้ำที่เธอเปิดก็อกทิ้งไว้นั้นทำให้กลบเสียงได้เป็นอย่างดี แม้กระทั่งเสียงของเขาที่เคาะประตูเรียกอยู่ข้างนอกเธอก็ไม่ค่อยได้ยิน แล้วเขาจะได้ยินเสียงที่เธออาเจียนได้ยังไง ก๊อก! ก๊อก! "เฟรนด์เป็นอะไรหรือเปล่า เปิดประตูให้พี่หน่อย" เขาตะโกนเรียกหญิงสาวด้วยอาการตกใจที่อยู่ๆเธอก็ลุกพรวดพราดวิ่งเข้าห้องน้ำมา ชายหนุ่มเคาะประตูรัวๆด้วยความรู้สึกร้อนรน เขาเรียกคนตัวเล็กที่อยู่ข้างในด้วยหัวใจเป็นห่วงไม่น้อย จนกระทั่งเธอเปิดประตูออกมา มือหนาจึงดึงเธอเข้าไปกอดแนบอกอย่างห่วงใย หมับ! "เธอเป็นอะไรบอกพี่ได้ไหมเฟรนด์ อย่าเงียบแบบนี้สิ รู้ไหมว่าพี่เครี
วันต่อมา ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เฟรนด์รู้สึกคลางแคลงใจเรื่องเขากับอิงดาวว่ามันเป็นยังไง เธอยังคงสงสัยว่าเขาทั้งสองคนกลับมาคบกันอีกหรือเปล่าหลังจากที่หย่ากับเธอแล้ว การไปทำงานและกลับจากทำงานพร้อมกันของเขากับอิงดาวทำให้เธอรู้สึกเคลือบแคลงใจมาตลอด วันนี้เธอจึงอยากจะถามเขาให้รู้กันไปเลย เธอก็อยากรู้เหมือนกันว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นอะไรกันแน่ เพราะเท่าที่เธอสังเกตดูเขาจะเอาอกเอาใจอิงดาวเหมือนกับเป็นคู่รักยังไงยังงั้น ติ๊ด แกร็ก เสียงสแกนคีย์การ์ดดังขึ้นพร้อมกับประตูบานใหญ่ที่เปิดเข้ามาโดยคนตัวสูงที่กลับมาจากทำงาน เฟรนด์ที่วันนี้รู้สึกคลื่นไส้จึงกลับจากที่ทำงานก่อนเวลา แล้วนั่งรอชายหนุ่มอยู่ในห้องโถง เมื่อเห็นว่าเขาเปิดประตูเข้ามา ริมฝีปากสวยจึงคลี่ยิ้มบางๆให้เขา ทว่าสีหน้าของเขาเรียบเฉยเหมือนเดิม เมื่อเห็นเช่นนั้นเธอจึงตัดสินใจแน่วแน่ว่าไม่ควรบอกเรื่องท้องกับเขา "ทำไมวันนี้ถึงกลับมาเร็วล่ะ" เขาถามเธอที่นั่งอยู่ พลางนึกแปลกใจว่าทำไมวันนี้เธอจึงกลับมาก่อนเขา ปกติเขาจะกลับมาก่อนเธอทุกวัน "เฟรนด์รู้สึกปวดหัวค่ะก็เลยขอกลับก่อนเวลา" "ไม่สบายหรือเปล่า" เมื่อได้ยินที่เธอบอกเขาก็รู้สึกเป
เมื่อทั้งสามเข้ามาภายในงาน เพื่อนของพิมพ์ภรณ์ที่เป็นแม่ของฝ่ายเจ้าสาวก็เอ่ยทักทายขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ชวนกันคุยนั่นคุยนี่ตามประสาเพื่อนที่เคยเรียนคณะเดียวกัน จนกระทั่งแม่เจ้าสาวหันไปเห็นเฟรนด์ที่ยืนข้างลูกชายของเพื่อนอดไม่ได้จึงเอ่ยถามขึ้น "สาวสวยที่มากับเธอใครเหรอ" "ลูกสะใภ้ฉันเองแหละ" "ลูกสะใภ้เธอสวยและน่ารักมากเลยนะ เหมาะสมกับลูกชายเธอราวกับกิ่งทองใบหยกแน่ะ" แม่เจ้าสาวเอ่ยปากชมเฟรนด์ โดยเฟรนด์ที่ได้ยินจึงระบายยิ้มหวานออกมา "ขอบใจเธอมากนะที่ชมลูกสะใภ้ฉัน งั้นฉันเข้าไปในงานก่อนนะ" "ตามสบายเลยนะ" แม่เจ้าสาวเอ่ยตามหลังคนทั้งสามที่เดินเข้าไปภายในงาน ในขณะที่ทั้งสามเดินไปยังโต๊ะที่ว่างอยู่ ภวินทร์ที่ตอนนี้รู้สึกหัวร้อนเป็นอย่างมากเมื่อเห็นว่าพวกผู้ชายที่นั่งอยู่ในงานมองมายังคนตัวเล็กอย่างไม่วางตา แล้วแถมยังยิ้มมองเธอตาเป็นมันอีก เมื่อเห็นสายตาของผู้ชายหลายคนที่มองมายังเธอ เขารู้สึกอยากจะพาเธอกลับเสียให้ได้เพราะไม่อยากให้ผู้ชายพวกนั้นมองเธอ ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงเอาร่างของตัวเองบังร่างเล็กไว้จนกระทั่งไปถึงโต๊ะที่ว่างและจัดการให้เธอนั่ง เขาจึงค่อยโล่งใจขึ้นมาหน่อย สามชั่วโม
หลังจากที่ภวินทร์จัดเตรียมอาหารบนโต๊ะเรียบร้อยแล้วก็เปิดประตูเข้าห้องนอนไป จึงเห็นว่าเธอนอนอยู่ พลางคิดในใจว่าเธอคงจะน้อยใจที่เขาพูดเมื่อกี้ "ออกไปกินข้าว" ชายหนุ่มมายืนอยู่ข้างเตียงที่ร่างเล็กนอนตะแคงอยู่แล้วเอ่ยออกไป "เฟรนด์ไม่ค่อยหิวค่ะ" เธอแหงนหน้าขึ้นตอบร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างเตียง "ฉันไม่เชื
หลังจากที่เฟรนด์เก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเรียบร้อยแล้วก็ออกจากห้องนอนมา จึงเห็นว่าเขานั่งอยู่บนโซฟาก้มมองหน้าจอโทรศัพท์อยู่ เมื่อเห็นดังนั้นเธอจึงก้าวไปหายังร่างสูงที่นั่งอยู่ ก่อนเรียวปากชมพูจะเอ่ยออกไป "พี่ภวินทร์คะ เฟรนด์เก็บเสื้อผ้าเสร็จแล้วค่ะ" "อืม" ดวงตาคมละจากหน้าจอโทรศัพท์แล้วเงยหน้าขึ้นไปร
เขาก้มหน้าลงไปยังกลางกายสาวแล้วแลบลิ้นออกมาสัมผัสกับเนินรักสีชมพูอ่อน ลิ้นหนาค่อยๆแหวกสองกลีบสวยที่ยังปิดเรียบสนิทให้แยกออกจากกัน ก่อนที่ปลายลิ้นชื้นจะตวัดขึ้นลงไปในร่องกลีบสีสวยอย่างนุ่มนวล แผล่บ! แผล่บ! แผล่บ! "อ๊า ซี้ด" แค่ลิ้นนุ่มสัมผัสลงมาแค่เพียงนิดเดียวเท่านั้น เธอก็รู้สึกวาบหวามไปทั่วทุกอ
เฟรนด์กลับมาถึงคอนโดด้วยจิตใจห่อเหี่ยวไม่เหมือนกับวันก่อนๆที่เขายังอยู่กับเธอ ตลอดสิบปีที่ผ่านมาเธอจะเห็นหน้าเขาทุกวัน ได้คุยกับเขาทุกวัน แต่นับจากนี้ต่อไปเธอคงไม่ได้เจอเขาทุกวันอีกแล้ว ไม่ได้คุยกับเขาทุกวันอีกแล้ว ตอนนี้เธอรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว มองไปรอบกายพลันรู้สึกเคว้งคว้าง ความเปล่าเปลี่ยวเข







