Masukสามเวลาอาหารหลักของทุกวัน ลู่เหมยต้องคอยปรนนิบัติพัดวีแม่สามี วันนี้ก็เช่นกัน
ขณะยืนจัดสำรับอาหารเย็น ตระเตรียมถ้วยตะเกียบ ฮูหยินเฟิงจางซื่อเอ่ยถามเสียงเรียบคล้ายหยั่งเชิงในที “อี้เอ๋อร์หายไปที่ใด?”
ฝ่ามือเรียวขาวชะงักเล็กน้อย ลู่เหมยตอบอ้อมแอ้ม “คงออกไปพบปะเหล่าสหายเฉกเดิมเจ้าค่ะ”
“เหลวไหล!” จางซื่อตบโต๊ะดังปังจนตะเกียบเคลื่อนจากแท่นวาง “เจ้าเป็นภรรยาแต่ไม่จำเป็นต้องเข้าข้างสามีทุกเรื่องกระมัง”
ลู่เหมยรีบจัดตะเกียบ เข้ามาพะเน้าพะนอเหมือนที่ชอบทำทุกครั้งให้แม่สามีพึงใจ “ท่านแม่ใจเย็นเถิดเจ้าค่ะ ท่านพี่เคร่งเครียดจากตำราจึงต้องการไปผ่อนคลายเท่านั้น”
เสียงตบโต๊ะดังปังอีกครั้ง “เหมยเอ๋อร์ เจ้านะเจ้า” จางซื่อชี้นิ้วสั่นเทา “เจ้าช่างเขลานัก อย่าคิดว่าข้าไม่รู้เชียว อี้เอ๋อร์หนีเที่ยวทุกวัน ฝึกเขียนอักษรที่ใดกัน”
ลู่เหมยเงียบกริบ เถียงแทนเฟิงอี้ไม่ได้อีกแม้ครึ่งคำ
แววตาที่เริ่มมีร่องรอยแห่งวัยชราเหลือบมองลูกสะใภ้อย่างโกรธเคือง “ข้าจะบอกให้เจ้ารู้ไว้นะเหมยเอ๋อร์ สตรีเราจะรักใคร่สามีเพียงใดแต่จะตามใจเขาทุกเรื่องไม่ได้ ข้าเลือกเจ้าเป็นภรรยาให้ลูกชายก็หวังจะให้ช่วยขัดเกลา เจ้าก็รู้ว่าอี้เอ๋อร์หัวรั้นปานใด ชอบเที่ยวเตร่แค่ไหน อายุยี่สิบยังไม่รู้หนังสือ ทำตัวเหมือนบุรุษยากจนค้นแค้นกระนั้น”
ขนาดมารดายังเอ่ยเพียงนี้ ไม่ต้องสืบก็รู้ว่าเฟิงอี้อันธพาลเกเรแค่ไหน
พอคิดมาถึงตรงนี้ลู่เหมยก็มักไม่ค่อยเข้าใจตัวเองนัก เหตุใดถึงชมชอบบุรุษผู้นั้นปานนี้เล่า!
“ท่านแม่ ข้าจะส่งคนไปตามท่านพี่เดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”
ลู่เหมยพูดจาหนักแน่น ทำท่าจะหันไปสั่งการสาวใช้ ทว่าจางซื่อแค่นเสียงเฮอะ “เจ้าจะส่งคนไปตามอี้เอ๋อร์ที่ใด”
“เรือนเร้นจันทร์เจ้าค่ะ ข้ารู้ว่าที่นั่นเป็นจุดนัดพบเหล่าสหายของเขา” ช่วยไม่ได้ที่นางหลงรักเขาตั้งแต่เด็ก ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเขาจึงสืบรู้จนหมดมาโดยตลอด
ทว่าครั้งนี้เหมือนลู่เหมยจะคาดเดาผิดพลาดไปหมด เพราะจางซื่อตบโต๊ะอีกแล้ว
“โง่เง่า!”
ลู่เหมยแสบแก้วหูนัก ทั้งนึกห่วงใยฝ่ามือแม่สามียิ่ง
“ท่านแม่ใจเย็นเจ้าค่ะ”
“จะเย็นได้อย่างไร เหมยเอ๋อร์ เจ้าไม่รู้อะไรจริงรึ” จางซื่อเอ่ยเสียงเครียดแต่แววตาเผยถึงความอ่อนอกอ่อนใจ
“ทุกวันนี้ ลูกชายตัวดีของข้ามิได้ไปเรือนเร้นจันทร์ แต่คลุกอยู่หอนางโลมหนี่ฮวา เขาเลี้ยงดูฟูมฟักรักถนอมยอดพธูผู้หนึ่ง”
“หา!” ลู่เหมยที่เพิ่งรู้เรื่องสามีถึงขั้นเบิกตากว้าง
เรื่องเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นแน่นอน นางรู้ดีว่าเฟิงอี้เป็นบุรุษถือตัวและรักสะอาดเพียงใด แต่เพื่อประชดประชัน หมายเอาชนะนางที่ได้กลายเป็นภรรยาของเขาสำเร็จ
เขาถึงขั้น....
“นางผู้นั้นนอกจากงดงามยังเรียบร้อยอ่อนหวาน เอาอกเอาใจเก่ง ข้าได้ข่าวว่าอี้เอ๋อร์หลงนางหัวปักหัวปำ”
เสียงหงุดหงิดของจางซื่อยังคงดังเล็ดลอดกระแทกเข้าโสตประสาทของลู่เหมยซึ่งเริ่มตึงเครียดถึงขีดสุด
ภาพสามีกำลังกกกอดคลอเคลียหญิงอื่นและกระทำการอันวาบหวามเสียวสะท้านอย่างที่ทำกับนางอย่างสุขสมทุกค่ำคืนผุดขึ้นเต็มหัว
ลู่เหมยมือสั่น นางกัดฟันกลั้นน้ำตาเอ่ยเสียงหนัก “ท่านแม่ วันนี้ข้าจะออกไปตามเฟิงอี้กลับมาเอง แล้วจะเฝ้าให้เขาฝึกอักษรด้วยตัวเองเจ้าค่ะ หากไม่สำเร็จอย่าเรียกข้าว่าลูกสะใภ้”
พอที การปรับปรุงตัวเป็นภรรยาแสนดีคอยโอนอ่อนผ่อนปรนสามี เฟิงอี้ ท่านตัดเส้นความอดทนของข้าเองนะ!
เรือนเร้นจันทร์เหล่าสหายนัดพบกันเพื่อร่ำสำราญเฉกทุกคราทว่าวันนี้เจ้าของเรือนกลับไม่สำราญเท่าที่ควรดวงตาของเฟิงอี้เต็มไปด้วยเพลิงโทสะโหมกระหน่ำ ยิ่งคิดก็ยิ่งเคือง ฮึดฮัดขัดใจจนต้องระบายความโกรธเกรี้ยวออกมาด้วยการตบโต๊ะดังปัง“นางคิดว่าตัวเองสูงส่งปานใด ยิ่งใหญ่มาจากไหน บอกให้ข้าแต่งด้วยข้าก็ต้องแต่ง ปล่อยให้ข้านอนคนเดียว ข้าก็ต้องนอนคนเดียว สตรีน่าชังผู้นี้คิดว่าข้าเฟิงอี้รังแกง่ายถึงเพียงนั้นเชียวรึ”โม่โฉวเกรงโต๊ะไม้สลักล้ำค่าจะหักหากยังปล่อยให้สหายระบายโทสะจึงรีบเอ่ยปลอบ “เจ้าใจเย็นก่อนเถอะ ภรรยาเจ้าขออนุญาตมารดาเจ้าแล้วนี่นา”“ไร้เหตุผลสิ้นดี ข้าเป็นสามี นางควรมาแจ้งข้าก่อน ส่วนเรื่องขออนุญาตมารดาควรเป็นข้าที่ออกหน้าให้” ยิ่งพูดยิ่งอึดอัดคับข้องใจ เฟิงอี้สีหน้าฉุนเฉียวขุ่นขึ้ง แววตาเยือกเย็นสาดประกายดึงดันแฝงความถือดีอันดื้อรั้น “สตรีออกเรือนกลายเป็นคนของสามี นางจะกลับบ้านเดิมแล้วค้างแรมนานเป็นเดือนได้อย่างไร”นึกถึงเตียงเคยอุ่นบัดนี้เย็นเยียบไร้เนื้อนุ่มให้กกกอด ชายหนุ่มให้รู้สึกสะท้านเยือกในอกอย่างไร้เหตุผลคนอุตส่าห์ให้เป็นหนึ่งเดียวที่ได้รับสิทธิ์อันชอบธรรม แล
แม้รู้ว่าสหายเป็นบุรุษบ้าพลังชอบต่อยตีกับคนไปทั่ว แต่ก็คาดไม่ถึงว่าจะไม่ยั้งมือไว้ไมตรีเช่นนี้“นางย่อมรู้ว่าข้าแต่งงานแล้ว” เฟิงอี้ถามเสียงเย็น “ใช่หรือไม่?”ตงหมิงพยักหน้า “ย่อมใช่” เรื่องเฟิงอี้คนรู้ทั้งเมืองเฟิงอี้สะบัดชายเสื้อเก็บเท้าแล้วนั่งลง “เช่นนั้น” ชายหนุ่มแค่นเสียงฮึในลำคอกล่าวด้วยสีหน้าชืดชาไม่รู้สึกผิด “นางย่อมสมควรโดน!”แม้เฟิงอี้รังเกียจเดียดฉันลู่เหมยผู้เป็นภรรยาก็จริง แต่ที่เกลียดที่สุดคือสตรีที่รู้ว่าเขามีภรรยาแล้วยังคิดเข้าหาในอดีตตอนที่บิดายังไม่สิ้นลมหายใจ ยังหนุ่มแน่นร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงรูปงามหล่อเหลา มีสาวงามมากมายมาติดพัน พวกนางพันเล่ห์ร้อยมารยาเสียจนบิดาเผลอไผลตกบ่วงยากยับยั้งกระทั่งรับอนุเข้ามาเติมเต็มแทบล้นเรือน ทำมารดาต้องร่ำไห้ชอกช้ำปานใดเขายังจดจำได้ ยังไม่พอ อนุของบิดายังร้ายกาจถึงขนาดปอกลอกสูบเลือดสูบเนื้อบิดาจนสิ้นเนื้อประดาตัวนับว่าโชคดีที่มารดามิใช่ตะเกียงไร้น้ำมันนางมอบสินเดิมให้บิดากลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง กระทั่งได้สัมปทานเหมืองจึงกลับมาร่ำรวยมหาศาลต่อมาตอนบิดาบาดเจ็บสูญสิ้นความองอาจผึ่งผาย สตรีใดเล่าอยู่เคียงข้าง ก็มีแค่มารดาที่ลำบากยากเข
มาถึงก็ปีนเตียงเปิดศึกกับนางอย่างเร่าร้อนทั้งคืน งัดสารพัดลีลาออกมาเพื่อปล่อยเด็กเข้าท้องนางนั่นแล“เดี๋ยวแม่บอกอี้เอ๋อร์เอง”“เช่นนั้นเสร็จเรื่องแล้ว ข้าจะรีบกลับเจ้าค่ะท่านแม่”“อืม...”ลู่เหมยกำชับสาวใช้เกี่ยวกับงานในเรือนอีกเล็กน้อยก็ออกเดินทางกลับบ้านเดิมทันที มีสาวใช้ติดตามแค่หนึ่งคน เพราะสองครอบครัวเฟิงลู่อยู่เมืองเดียวกัน ห่างแค่ทิศเหนือทิศใต้เท่านั้นเรือนเร้นจันทร์เป็นสถานที่สำหรับนัดพบสหายมาร่ำสุรายิงนกตกปลาของเฟิงอี้ เป็นเรือนที่ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีที่สุดของเมืองเยี่ยโจว มีอาณาเขตพอเหมาะไม่กว้างเกินไปไม่คับแคบเกินไป ด้านหน้าหันเข้าตัวตลาดที่ผู้คนเดินขวักไขว่ สาวงามมากมีที่เดินดาดเดื่อนบนถนนหนทางพวกบุรุษก็สามารถมองลงมาเพื่อยลโฉมของพวกนางได้จากชั้นสองส่วนด้านหลังหันออกไปทางลำธารสีเขียวมรกต กลางวันเห็นพระอาทิตย์ทรงกลด ยามเย็นเห็นพระอาทิตย์อัสดง มีน้ำตกอยู่ไกลๆ เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจสำหรับคู่รักและสร้างความสำราญสำหรับบุรุษอย่างที่สุดเดิมทีเฟิงอี้ไม่นิยมพาสาวงามเข้ามา วันนี้กลับมีสตรีมาร่วมวงด้วยกันถึงสี่นาง แต่ละนางงดงามหยาดเยิ้มไร้ที่ติสาเหตุเพราะมีคนหนึ่งที่อู๋หยุนร
ทว่าในสติที่เริ่มพร่าเลือนอีกครา นางคล้ายได้ยินว่าอะไรนะ เฟิงอี้จะมอบบุตรให้กระนั้นหรือ?ดังนั้น พอริมฝีปากได้รับอิสระ ขณะที่เฟิงอี้กำลังเคลื่อนใบหน้าลงต่ำ นางจึงกัดฟันสะกดกลั้นความเสียวสยิว เค้นวาจาทีละคำ“ข...ข้า อื้อ...ย...ยังไม่อยากมีลูก”ตราบใดที่สามียังไม่ได้ความ เขาย่อมไม่คู่ควรเป็นบิดา เด็กน้อยที่ต้องเกิดมาจะได้ไม่น้อยเนื้อต่ำใจที่มีบิดาทำตัวไร้ค่าน่าอับอาย นางอาจชอบเขาอย่างไร้เหตุผลแต่คนเป็นบุตรธิดาจะยัดเยียดความรักเชิดชูโดยปราศจากเหตุผลน่าเชื่อถือไม่ได้ความคิดของภรรยา เฟิงอี้มีหรือไม่ล่วงรู้เท่าทัน แน่นอนว่าเขาเองก็รู้ตัวว่าตนเองเป็นบุรุษเช่นใด เขากับนางต่อกรกันตั้งแต่เด็กมีหรือไม่กระจ่างแจ้งถึงจิตใจอันซับซ้อนนั่นชายหนุ่มเงยหน้าจากยอดถันสีชมพูชูชัน เอ่ยเสียงต่ำ “เรื่องนี้เจ้าชนะข้าไม่ได้หรอก” กล่าวจบก็ก้มหน้าจัดการกับเนินอกอิ่มนุ่มที่แสนนุ่มหวานต่อ ยกเอวสอบขึ้นสุดกดลงสุด ขยับลึกล้ำจนไม่อาจมีสิ่งใดมาหยุดจังหวะวาบหวามชนิดนี้ได้มาดูกันว่าน้ำพิสุทธิ์ของข้ากับยาห้ามครรภ์ของเจ้า ใครจะแน่กว่ากันหากมีบุตรถือกำเนิดเกิดมา เขานี่แหละจะเป็นบิดาที่ดี เป็นผู
บนที่นอนยับย่น ตำแหน่งหมอนผ้าห่มเละเทะ เสื้อผ้ากระจัดกระจายเต็มฟูก ลู่เหมยส่ายหน้าน้ำตาคลอ เรือนผมนุ่มสลวยแผ่สยาย นางเสียวสะท้านจนสติพร่าเลือน เห็นเพียงไหล่กว้างกับกล้ามเนื้อแผงอกกำยำขยับขึ้นขยับลง“ไม่รู้ อาอี้ ข้าไม่รู้ทั้งสิ้น”ใบหน้าคมคายซุกไซ้ไปทั่วลำคองามระหง ลมหายใจร้อนผ่าวรินรดอยู่ข้างหู เฟิงอี้หัวเราะเสียงทุ้มทรงเสน่ห์ “ข้าจะสอนเจ้าเอง”“อ๊ะ! อื้อ...”***************************************************หลังจากถูกเคี่ยวกรำเกือบทั้งคืนจนแทบสลบไสล ลู่เหมยก็หลับลึกคล้ายสิ้นสติไปในอ้อมอกแข็งแรงฝ่ายเฟิงอี้ที่นอนแผ่ตัวเปลือยปล่อยกายเป็นหมอนให้ใครบางคนหนุนนอนจะได้หลับสบายเนิ่นนานแล้วก็เพียงลอบถอนหายใจเอือมระอา หากลู่เหมยตื่นขึ้นมาก็คงกลายร่างเป็นนางมารอีก ปล่อยให้หลับไปเช่นนี้แหละจึงจะดีจู่ๆ ภาพในห้วงฝันก็ผุดวาบ เฟิงอี้ยังจดจำฝันนั้นได้ ในห้วงฝัน ปรากฏภาพตนเองถูกเหยียบอยู่ใต้ร่างสตรีผู้หนึ่ง เมื่อเงยหน้าขึ้นมองจึงเห็นแม่นางน้อยรูปร่างอ้อนแอ้น แต่ดวงตากลับคมกริบฉายแววเฉลียวฉลาด วาจาแหลมคมยิ่งกว่าหอกดาบกำลังกำราบเขาไว้ได้ชะงัดด้วยคำสั่งสอนและใช
ครั้นเข้าเรือนส่วนตัวมา เฟิงอี้ก็ถูกสตรีป่าเถื่อนพาไปนั่งลงที่โต๊ะเขียนหนังสือแล้วสั่ง“ท่านฝึกคัดอักษรก่อน ข้าจะไปเตรียมสำรับมื้อเย็น ทำอาหารที่ท่านชอบให้”ว่าแล้วก็พาใบหน้าที่มีผื่นแดงคล้ายเป็นโรคร้ายพร้อมห่อยาแก้พิษผลุนผลันเดินออกจากห้องไปเฟิงอี้ขบกราม โกรธจนกล้ามเนื้อสั่นเทาเหตุใดไม่แก้เชือกให้ข้าก่อนเล่า!สตรีฉลาดน่ารักมักเป็นที่ต้องตาพึงใจ หากแต่เฟิงอี้ไม่ชอบลู่เหมยที่อาละวาดเกรี้ยวกราด ทำตัวฉลาดเกินบุรุษมาแต่ไหนแต่ไรและวันนี้ เขาเกลียดที่สุดคือน้ำตาและมารยานางฝ่ายลู่เหมยยังคงไม่รู้ตัวว่าหากตนร่ำไห้อ้อนวอนสามี หลั่งน้ำตาอย่างอ่อนหวาน อาจได้ใจและได้รับการปฏิบัติที่ดีตอบกลับมา ซึ่งโอกาสอันดีนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้วนางรู้แค่ว่าการอาละวาดเกี้ยวกราดไม่ได้ผลกับคนเช่นเฟิงอี้ ดังนั้นนางจึงใช้น้ำตาและมารยาให้เป็นประโยชน์ขั้นสูงสุด ร่ำไห้พร้อมผื่นพิษเต็มหน้าปะไรเล่าหญิงสาวที่ใบหน้ากลับมานวลเนียนดุจเดิมกำลังนั่งขีดเขียนอักษรใต้แสงเทียนภาพสะคราญโฉมผุดผาดผ่องอำไพของสตรีผู้หนึ่งช่างละมุนละไมจนยากละสายตาภายใต้แสงเทียนสีอ่อนจางนั้น ทำเอาบุรุษผู้หนึ่งต้องขยี้ตาตนเองหลายครั้งหลายครา คิดในใจว







