Masukนางจางซื่อจ้องมองดูลูกเลี้ยงของตนด้วยสายตาไม่พอใจอย่างไม่ปิดบัง เพราะแต่ไหนแต่ไรนางก็ไม่เคยชอบหน้ามู่ชิงอยู่แล้ว
ตอนแรกนางแต่งเข้ามาพร้อมกับอดีตฮูหยินใหญ่ซึ่งก็คือมารดาของมู่ชิง แต่ตอนนั้นเพราะฐานะของนางต่ำต้อยจึงเป็นได้เพียงภรรยารอง นางมีบุตรสาวคนหนึ่งนามว่ามู่หว่าน ซึ่งเกิดช้ากว่ามู่ชิงเพียงหนึ่งปีเท่านั้น หลังจากอดีตฮูหยินใหญ่ตายจากไป ราชครูเว่ยก็ยกนางขึ้นมาเป็นภรรยาเอก เพราะยุคสมัยนี้ไม่ได้เคร่งครัดมากนัก ทำให้การแต่งตั้งภรรยารองขึ้นมาเป็นภรรยาเอกจึงไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่อันใด
เดิมทีนางอยากจะให้มู่หว่านบุตรสาวของตนได้เป็นคุณหนูเพียงคนเดียวของจวนตระกูลมู่ จึงหาทางกลั่นแกล้งมู่ชิงสารพัดและยังวางแผนทำให้นางได้เสียกับเซียวเหวินบ่าวรับใช้ในจวน สร้างความอับอายให้กับวงศ์ตระกูลจนต้องฆ่าตัวตาย แต่ใครจะรู้ว่านังเด็กนี่นอกจากจะไม่ตายแล้วยังรอดมาได้อีก ราชครูมู่ปากก็แสร้งว่าตัดพ่อตัดลูก แต่นางมีหรือจะดูไม่ออกว่าราชครูมู่อย่างไรก็ยังคงรักและห่วงใยมู่ชิงอยู่เสมอ
นางกลั่นแกล้งมู่ชิงสารพัด ทั้งเรื่องการใช้ชีวิตและอาหารการกิน แต่ผู้ใดจะรู้ว่าวันนี้จู่ๆ นังเด็กนี่จะใจกล้าขึ้นมาจนถึงขั้นกล้าทำร้ายบ่าวรับใช้ของนางถึงในโรงครัว แน่นอนว่านางย่อมปล่อยไปไม่ได้ ยามนี้ราชครูมู่ไปจัดการงานที่นอกเมืองและยังไม่เดินทางกลับมา เช่นนี้ก็นับว่าทางสะดวกที่นางจะสั่งสอนลูกเลี้ยงผู้นี้ให้รู้จักสำนึก
เมื่อคิดได้เช่นนั้นนางจึงเดินตรงเข้ามาหามู่ชิงทันทีกล่าวขึ้นมาว่า
“มู่ชิง ข้าได้ยินว่าเจ้าก่อเรื่องในห้องครัวอย่างนั้นหรือ เหตุใดเจ้าจึงทำเช่นนี้ แต่ไหนแต่ไรเจ้าไม่เคยกล้าทำนิสัยเช่นนี้เลยมิใช่หรือ หรือว่าตกน้ำจนมีผีมาสิงสู่?”
มู่ชิงได้ฟังกลับไม่สะทกสะท้าน เอาแต่คีบเนื้อเข้าปากอย่างสบายอารมณ์ เซียวเหวินที่ได้ยินเช่นนั้นก็รีบลุกขึ้นมาเอ่ยกับนางจางซื่ออย่างนอบน้อม
“เรียนฮูหญิงใหญ่ ยามนี้คุณหนูใหญ่ป่วยจนหน้ามืดจึงเลอะเลือนไปชั่วขณะ บ่าวขออภัยแทนนางด้วย”
นางจางซื่อเมื่อได้ฟังก็หันมาปรายตามองเซียวเหวินอย่างดูแคลนปราดหนึ่ง
“ก็แค่บ่าวต่ำต้อยผู้หนึ่ง กล้าดีอย่างไรเสนอหน้ามาพูดจาขัดข้า ตบปากมันเสีย!”
มู่ชิงเมื่อได้ยินอย่างนั้นก็วางตะเกียบลง
“หากว่าผู้ใดกล้าตบหน้าสามีข้า อย่าหาว่าข้าไม่เตือน”
น้ำเสียงที่เหี้ยมเกรียมและดวงตาที่เย็นชาทำเอาบ่าวรับใช้ถึงกับไม่กล้าลงมือ นางจางซื่อกำมือแน่นนางรู้สึกว่าตั้งแต่มู่ชิงตกน้ำและฟื้นขึ้นมา ดูเหมือนจะมีนิสัยใจคอที่แปลกไปไม่น้อยเลย
“ข้าคือนายหญิงของจวน คำสั่งข้าก็เหมือนคำสั่งของนายท่าน หรือว่าเจ้าไม่เคารพข้า มู่ชิง หากบิดาเจ้ารู้เขาจะต้องสั่งทำโทษเจ้าอย่างแน่นอน”
“แล้วอย่างไรเล่า เจ้าคิดว่าข้ากลัวหรือ เจ้าไม่ใช่มารดาข้าเสียหน่อยก็แค่เมียรองที่ได้ชูคอขึ้นมาเป็นเมียเอกยังกล้าเชิดหน้ามาสั่งสอนข้า ข้าอดทนกับคนเช่นพวกเจ้ามามากพอแล้ว และข้าก็ผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่งจนรู้ลึกซึ้งแก่ใจแล้วว่าใครที่ทำดีหรือทำเลวกับข้า แน่นอนว่าต่อไปข้าจะไม่ยอมให้เจ้าโขกสับข้าตามใจชอบได้อีก”
“ช่างอวดดีนัก! เช่นนั้นวันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้าให้รู้จักดีชั่วเอง!”
พูดจบนางจางซื่อก็สั่งให้บ่าวรับใช้กรูกันเข้ามาหมายจะจับตัวของมู่ชิงเอาไว้ แต่คนพวกนั้นยังไม่ทันได้เข้าใกล้ตัวของมู่ชิง ก็ถูกเท้าของนางถีบเข้าให้จนพากันล้มลงระเนระนาด เซียวเหวินเองเมื่อเห็นว่ามีบ่าวคนหนึ่งคิดจะทำร้ายภรรยา เขาก็รีบยกเท้าถีบมันไปเช่นเดียวกัน ก่อนจะหันมาถามมู่ชิง
“คุณหนู เป็นอะไรหรือไม่ขอรับ?”
“ข้าไม่เป็นอันใด”
นางจางซื่อเมื่อเห็นว่าคนของตนไม่อาจจับตัวของมู่ชิงและเซียวเหวินเอาไว้ได้ก็ให้โมโหโกรธา พลางก่นด่าว่าบ่าวไพร่เหล่านั้นไร้ความสามารถ เลี้ยงเอาไว้ก็เสียข้าวสุก นางจึงพุ่งเข้ามาหมายจะตบตีลูกเลี้ยงด้วยมือตนเอง อย่างไรมู่ชิงก็เป็นเพียงเด็กสาวบอบบางผู้หนึ่ง มีหรือจะกล้าบังอาจมาทำร้ายนางได้
แต่นางจางซื่อกลับคิดผิดเสียแล้ว
มู่ชิงยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะผลักเซียวเหวินให้หลบไป จากนั้นนางก็พุ่งเข้าไปคว้าจับตัวของนางจางซื่อมาที่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง นางจางซื่อพลันตื่นตระหนกตกใจแต่กลับไม่อาจสลัดหลุดจากเงื้อมมือของมู่ชิงไปได้ ส่วนบ่าวไพร่ก็ไม่กล้าเข้ามาช่วยเพราะเกรงว่าจะถูกมู่ชิงตบเข้าให้อีกรอบ
“เจ้าจะทำอะไร ปล่อยข้านะนังสารเลว!”
“แม่เลี้ยงคนงาม วันนี้ข้ากำลังจะมอบความสุขที่แสนสุดยอดให้แก่เจ้า เจ้าจะจำไม่มีวันลืมอย่างแน่นอน!”
กล่าวจบนางก็มองไปโดยรอบก่อนจะพบเข้ากับรังมดแดงรังหนึ่ง หญิงสาวยกยิ้มมุมปากก่อนจะหันมาเอ่ยกับเซียวเหวิน
“อาเหวิน เอารังมดแดงรังนั้นมาที เร็วเข้า”
เซียวเหวินทำตามคำสั่งของภรรยาเป็นหลัก จึงรีบทำตามโดยไม่ถามเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อได้รังมดแดงมาไว้ในมือแล้ว นางก็ทำในสิ่งที่ผู้คนคาดไม่ถึง
หญิงสาวจับตัวแม่เลี้ยงให้นอนราบไปบนพื้นหญ้า จากนั้นก็ถลกกระโปรงนางขึ้นและเอารังมดแดงยัดเข้าไปที่ใต้กระโปรงของนาง นางจางซื่อตกใจกรีดร้องสุดเสียงก่อนจะดิ้นชักกระตุกอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่อย่างน่าเวทนา
“อ๊าย! มดแดงกัดข้า อ๊า!”
เจ้ามดแดงตัวน้อยรุมกัดแข้งขาและของลับของนางจางซื่ออย่างบ้าคลั่ง คล้ายกับว่ากลิ่นใต้กระโปรงของนางจะช่วยดึงดูดให้พวกมันอยากกัดอยู่เช่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า นางจางซื่อกรีดร้องสุดเสียงครั้นจะถลกกระโปรงขึ้นมาปัดมดแดงออกก็คงทำไม่ได้เช่นนั้นคงน่าอับอายเป็นแน่แท้
ด้านมู่ชิงก็ส่งเสียงหัวเราะเยาะอย่างมีความสุข พลางคิดในใจว่า
กัดให้บวมไปเถอะนังตัวดี!
นางจางซื่อตาเหลือกแล้ว มดแดงพวกนี้กัดนางไม่ปล่อยจริงๆ นางหันมามองมู่ชิงที่ยืนหัวเราะร่าแล้วก็ให้รู้สึกเจ็บใจแต่กลับทำอะไรไม่ได้ จึงทำได้เพียงรีบวิ่งหนีไปล้างเนื้อล้างตัว นางเพิ่งจะเดินไปได้ไม่ไกล ก็ได้ยินเสียงมู่ชิงเอ่ยตะโกนไล่หลังมาว่า
"ล้างดีๆ ล่ะ ข้าได้กลิ่นแล้วรับไม่ได้ ช่างสงสารท่านพ่อยิ่งนัก!"
นางจางซื่อ "....."
สองปีต่อมา เว่ยฮ่องเต้ทรงสละราชบัลลังก์และมอบอำนาจทั้งหมดให้แก่เว่ยฉีเหวินบุตรชายของตน ส่วนพระองค์ก็เสด็จไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขโดยพักอยู่ที่ตำหนักใหญ่ท้ายวังหลวงกับหวังไทเฮาและไทฮองไทเฮาอย่างสุขสำราญใจท่ามกลางแสงอรุณแรกของวันใหม่ที่สาดส่องลงมายังวังหลวง วันนี้คือวันแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อรัชทายาทผู้ผ่านพ้นมรสุมชีวิตและบททดสอบแห่งอำนาจมาได้อย่างองอาจ กำลังจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดนั่นก็คือบัลลังก์มังกรเว่ยฉีเหวิน ในชุดฉลองพระองค์สีทองอร่าม ปักลวดลายมังกรห้าเล็บด้วยดิ้นทองที่ประณีตบรรจงสะท้อนแสงอาทิตย์จนเจิดจ้า ใบหน้าคมเข้มของเขาสงบนิ่ง ทว่าแววตากลับเปล่งประกายความมุ่งมั่นและเปี่ยมไปด้วยเมตตาธรรม เขายืนตระหง่านอยู่หน้าบัลลังก์มังกรในตำหนักใหญ่ เบื้องหลังคือเหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ที่ต่างก้มหัวยอมรับเขาอย่างไร้ข้อกังขา ส่วนมู่ชิงก็อยู่ในชุดอาภรณ์หงส์สีแดงชาด ปักดิ้นทองรูปหงส์เคียงคู่มังกร นางดูสง่างามราวกับเทพธิดาที่จุติลงมาเพื่อเคียงคู่กับมังกรหนุ่มผู้นี้ ใบหน้าของนางประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่สื่อถึงความสุขและความภาคภูมิใจ นางเคียงข้างเขามาตั้งแต่วันที่เขาไม่มีสิ่งใด จนถ
สามวันต่อมา ก็เป็นวันที่มู่ชิงและเว่ยฉีเหวินจะต้องเดินทางไปไหว้พระบนเขาตามที่เว่ยฮ่องเต้มีหมายกำหนดการเอาไว้ การเดินทางครั้งนี้เว่ยลู่และมู่หว่านก็ร่วมเดินทางไปด้วยเช่นเดียวกันก่อนจะออกเดินทางเพียงหนึ่งวัน มู่หว่านได้วางแผนการหนึ่งเอาไว้ นางได้สั่งให้คนแอบเล่นไม่ซื่อกับรถม้าของมู่ชิงและเว่ยฉีเหวิน คาดว่าหลังออกจากเมืองหลวงราวครึ่งชั่วยามยาที่ม้ากินเข้าไปก็จะเริ่มออกฤทธิ์ จากนั้นม้าก็จะคุ้มคลั่งวิ่งพุ่งไปข้างหน้าไม่หยุด ได้ยินว่าก่อนจะถึงวัดบนเขาต้องผ่านหน้าผาแห่งหนึ่งเสียก่อน หากม้าตัวนั้นคุ้มคลั่งจนวิ่งตกหน้าผาไปเช่นนี้แล้ว สองคนนั้นจะต้องไม่รอดอย่างแน่นอนนางต้องใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะส่งคนของตนแทรกซึมเข้าไปในตำหนักบูรพาได้ หญิงสาวยกยิ้มมุมปาก รู้สึกมีความสุขและรอดูหายนะของมู่ชิงและเว่ยฉีเหวินอย่างใจจดใจจ่อในขณะที่รถม้ากำลังจะออกเดินทาง มู่ชิงกลับเอ่ยขึ้นมาเสียก่อน“การเดินทางไกลหากใช้รถม้าหลายคันอาจจะทำให้การเดินทางล่าช้าและไม่สะดวกสบาย ซ้ำยังจะทำให้การสัญจรติดขัดได้ เอาอย่างนี้เถิดชายาชินอ๋อง มิสู้ท่านมานั่งรถม้าคันเดียวกับข้าดีไหมเล่า?”มู่ชิงพูดพร้อมกับยิ้มเต็มใบหน้า มู่หว
หลังจากที่อภิเษกสมรสกันเรียบร้อยแล้ว มู่ชิงและเว่ยฉีเหวินก็ย้ายมาอาศัยอยู่ในตำหนักบูรพา ทุกๆ วันนางใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย มู่ชิงไม่ได้วางตัวสูงส่งหรือกดข่มผู้ใดเลยแม้แต่น้อย แม้กระทั่งกับบ่าวไพร่นางก็ใจดีมีเมตตาอยู่เสมอ ส่วนเว่ยฉีเหวินนั้นหลังจากที่ได้รับตำแหน่งรัชทายาทแล้ว เขาก็ต้องช่วยบิดาจัดการงานราชการในยามเช้าเช่นเดียวกันแม้จะเกิดและเติบโตที่ด้านนอกวังหลวง แต่ถึงอย่างไรเขาก็มีสายเลือดของราชวงศ์ แน่นอนว่าสิ่งใดที่ต้องเรียนรู้เขาก็ล้วนเรียนรู้ได้โดยว่องไว ประจวบเหมาะกับการสั่งสอนอย่างมุ่งมั่นตั้งใจของราชครูมู่ ไม่นานชายหนุ่มผู้อ่อนโยนก็กลับกลายเป็นชายหนุ่มผู้องอาจมีอำนาจอยู่ในมือเช้านี้เว่ยลู่ก็มาร่วมประชุมยามเช้าด้วย เขาปลงตกกับเรื่องของเว่ยฉีเหวินไปนานแล้ว แม้จะไม่ค่อยพบปะสนทนากับหลานชายเท่าใดนัก แต่เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจเดียดฉันท์ดังเช่นแต่ก่อน หลังจากร่วมประชุมยามเช้าเสร็จ เขาก็ขอตัวกลับจวนของตนไปทันทีเมื่อมาถึงจวนชินอ๋องก็มีบ่าวเข้ามารายงานว่าตอนนี้มู่หว่านกำลังลงโทษสาวใช้นางหนึ่งอยู่ที่เรือนใหญ่ เหตุเพราะเมื่อคืนนางเข้ามาส่งชาให้กับเขาในห้องตำรา เว่ยลู่พอได้ฟังก็มีสี
เว่ยฉีเหวินกัดฟันกรอด เร่งความเร็วช่วงล่างจนสะโพกสอบแทบเคล็ด เขากระแทกเน้นย้ำไปยังจุดเร้นลับที่สุดของนางติดต่อกันหลายครั้งอย่างรุนแรง ก่อนที่มู่ชิงจะกรีดร้องลั่น กายบางกระตุกเกร็งระรัว ร่องสวาทบีบขมิบตอดรัดแก่นกายยักษ์เอาไว้แน่นพร้อมกับฉีดปล่อยน้ำหวานสีใสออกมาจนเปียกชุ่ม ชายหนุ่มร้องคำรามลั่นราวกับสัตว์ป่า เขาอัดสะโพกกระแทกเข้าไปให้ลึกที่สุดและค้างเอาไว้ ก่อนจะปลดปล่อยน้ำเชื้ออุ่นร้อนสีขาวขุ่นระลอกใหญ่ พุ่งฉีดอัดเข้าสู่ส่วนลึกที่สุดของกายภรรยาหยดแล้วหยดเล่าสองร่างเหนื่อยหอบหายใจรดกันท่ามกลางม่านมุ้งที่โรยตัวลงมาปิดกั้นโลกภายนอก ลมหายใจอุ่นและหยาดเหงื่อผสานรวมเป็นหนึ่ง สองร่างทิ้งตัวลงกอดก่ายกันบนเตียงนุ่มด้วยความเหนื่อยอ่อนทว่าอิ่มเอมในรสสวาทที่แสนตราตรึงราตรีอันยาวนานยังคงดำเนินต่อไป เพลิงปรารถนาที่เพิ่งมอดดับไปได้เพียงชั่วก้านธูปไหม้กลับถูกจุดประกายขึ้นมาอีกครั้งอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายคาวหวานของน้ำรักที่คละคลุ้งอยู่บนผ้าปูที่นอนและหยาดเหงื่อที่โซมกายมิได้ทำให้คนทั้งสองรู้สึกเหน็ดเหนื่อย ตรงกันข้ามมันกลับเป็นดั่งสุราฤทธิ์แรงที่ปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบให้ตื่นตัวขึ้นมามากกว่าเก่ามู่ชิงนอน
วาจาหวานหูที่เต็มไปด้วยความเร่าร้อนทำเอาหัวใจของมู่ชิงเต้นกระหน่ำรัว ไม่รอให้นางได้เอ่ยปากโต้แย้ง ริมฝีปากหยักลึกของเว่ยฉีเหวินก็ทาบทับลงมาบดจูบอย่างแผ่วเบาในครั้งแรก ทว่าชั่วอึดใจเมื่อลิ้นเรียวเล็กของหญิงสาวเริ่มตอบสนองอย่างขัดเขิน ชายหนุ่มก็แปรเปลี่ยนจังหวะเป็นดุดัน รุกราน ปลายลิ้นร้อนชื้นสอดแทรกลึกเข้าไปเกี่ยวพันระคนหยอกเย้า แลกเปลี่ยนน้ำหวานอันหอมหวานอย่างตะกรุมตะกราม สองมือเรียวบางของมู่ชิงเลื่อนขึ้นไปโอบรอบลำคอแกร่ง ก่อนจะดึงรั้งให้ร่างหนาแนบชิดลงมาอีกจนหน้าอกอวบอิ่มบดเบียดเข้ากับแผงอกกว้างเว่ยฉีเหวินส่งเสียงครางต่ำในลำคออย่างพอใจ มือหนาข้างหนึ่งเริ่มอยู่ไม่สุข ลูบไล้เอวบางคอดกิ่วขึ้นมาจนถึงทรวงอกคัดตึง ชายหนุ่มใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้บดคลึงยอดปทุมถันสีหวานผ่านเนื้อผ้าบางเบาจนมันชูชันแข็งเป็นไตสู้มือ มู่ชิงสะดุ้งเฮือก แอ่นอกรับสัมผัสสยิวกายด้วยความรัญจวนใจ“อื้อ อาเหวิน”เมื่อเห็นว่าภรรยาคนงามเริ่มคล้อยตามเพลิงสวาท เว่ยฉีเหวินจึงกระชากสายรัดเอวผ้าไหมของนางออกรวดเดียว เสื้อตัวในแยกออกจากกัน เผยให้เห็นเต้างามขนาดใหญ่ขาวเนียนผุดผ่องไร้ราคีคาว ชายหนุ่มผละริมฝีปากออกซุกไซ้ลงมาที่ซอกคอข
หลังจากที่จัดการเรื่องราวต่างๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว เว่ยฉีเหวินก็ทูลต่อบิดาของตนว่าเขาจะแต่งงานกับมู่ชิง อีกทั้งยังบอกว่าก่อนหน้านี้เขาและนางได้เป็นสามีภรรยากันเรียบร้อยแล้ว เว่ยฮ่องเต้และหวังฮองเฮานั้นก็ไม่ได้คัดค้านอะไร เพราะอย่างไรเสียชาติกำเนิดของมู่ชิงก็ดียิ่ง บิดาของนางก็ดำรงตำแหน่งท่านราชครู น้องสาวต่างมารดาก็ได้เป็นถึงพระชายาชินอ๋อง เมื่อความคิดเห็นตรงกันแล้ว จึงรับสั่งให้มีกำหนดการจัดงานแต่งงานในทันทียามนี้ทั่วทั้งจวนตระกูลมู่ถูกประดับประดาด้วยผ้าไหมสีแดงชาดและโคมไฟมงคล เสียงดนตรีบรรเลงเพลงมงคลแว่วลอยมาตามสายลมตั้งแต่ยามเช้าตรู่ ในเรือนนอนของมู่ชิงอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกำยานดอกกล้วยไม้ หญิงสาวนั่งอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ ใบหน้าของนางงดงามหมดจดราวกับสลักจากหยกเนื้อดี ดวงตากลมโตทอประกายความสุขระคนตื่นเต้น ริมฝีปากบางแต่งแต้มด้วยชาดสีแดงสดดุจผลอิงเถาหญิงอาวุโสและแม่สื่อผู้มีดวงชะตาเป็นมงคลกำลังช่วยกันปรนนิบัติแต่งกายให้นาง ชุดแต่งงานของมู่ชิงทำจากผ้าไหมซูโจวสีแดงมงคล ปักลายหงส์เหินคู่มังกรด้วยเส้นไหมทองคำแท้อย่างประณีต ทุกฝีเข็มสะท้อนถึงความตั้งใจและพระเมตตาของหวังฮองเฮาท
เช้าวันต่อมาเซียวเหวินก็ออกจากจวนไปส่งผักตามปกติ วันนี้เขาไม่ได้พามู่ชิงมาด้วยเพราะเห็นว่านางเหนื่อยล้าอ่อนแรงจากกิจกรรมอันแสนเร่าร้อนเมื่อคืนนี้ เขาจึงบอกให้นางนอนพักผ่อนให้มากๆ มู่ชิงเองก็พยักหน้าอย่างว่าง่ายก่อนจะล้มตัวลงนอนหลับต่อเพราะนางรู้สึกเหนื่อยล้ามากจริงๆหลังจากจัดแจงทำทุกอย่างเสร็จเรีย
ภายในห้องนอนยามนี้ร้อนระอุไปด้วยเพลิงราคะ ดูเหมือนว่ากิจกรรมที่แสนเร่าร้อนเมื่อครู่กำลังจะเริ่มอีกแล้ว สองร่างเปลือยเปล่ากำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่บนเตียงยับยู่ยี่ เสียงหอบหายใจกระชั้นชิดของมู่ชิงและเซียวเหวินผสานเป็นเสียงเดียวกันจนแยกไม่ออก ความต้องการที่ถูกจุดติดซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้ชายหนุ่มผู้อ่
เมื่อเห็นว่าเถียงสู้มู่ชิงไม่ได้ เว่ยลู่จึงเปลี่ยนเป้าหมายมาที่เซียวเหวิน ไม่รู้เพราะเหตุใด ยามที่ได้มองเห็นใบหน้าของบุรุษผู้นี้มันกลับทำให้เขารู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก“สามีเจ้านี่ช่างหน้าตาทุเรศสิ้นดี แต่ก็เหมาะสมกับเจ้ามากเลยนะ”วาจาดูแคลนเช่นนั้นทำเอาเซียวเหวินไม่พอใจขึ้นมา ใครจะดูถ
เช้าวันต่อมาหลังจากกินอาหารเช้าอิ่มแล้ว มู่ชิงก็คิดจะออกไปเดินเล่นกับสามีเหมือนเช่นเมื่อวานนี้ เพราะอยู่แต่ในจวนนางก็เบื่อไม่มีอันใดทำ อีกทั้งเซียวเหวินยังบอกว่าวันนี้เขาจะนำผักที่ปลูกได้ไปขาย จากนั้นก็จะนำเงินที่ขายผักได้มามอบให้กับนายท่านซึ่งก็คือบิดาของนางนั่นเอง มู่ชิงยิ้มหวานก่อนจะช่วยเขาจัดแจ







