Mag-log inเช้าวันต่อมาหลังจากกินอาหารเช้าอิ่มแล้ว มู่ชิงก็คิดจะออกไปเดินเล่นกับสามีเหมือนเช่นเมื่อวานนี้ เพราะอยู่แต่ในจวนนางก็เบื่อไม่มีอันใดทำ อีกทั้งเซียวเหวินยังบอกว่าวันนี้เขาจะนำผักที่ปลูกได้ไปขาย จากนั้นก็จะนำเงินที่ขายผักได้มามอบให้กับนายท่านซึ่งก็คือบิดาของนางนั่นเอง มู่ชิงยิ้มหวานก่อนจะช่วยเขาจัดแจงนำผักใส่กระบุง และพากันไปขายยังตลาด เมื่อได้เงินมาแล้วนางก็รู้ว่าผักพวกนี้ขายได้ถึงสิบตำลึง
“เอาเงินมาให้ข้า”
“แต่ว่า...”
“เอามาเถอะน่า”
นางออกคำสั่งกับเขาเสียงเข้ม เซียวเหวินที่กลัวภรรยามากอยู่แล้วจึงไม่กล้าปากมีเสียง ทำได้เพียงส่งเงินสิบตำลึงให้แก่นาง มู่ชิงที่รับเงินมาแล้วก็ยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะเก็บเงินแปดตำลึงเอาไว้กับตัว ส่วนเงินสองตำลึงนั้นนางก็นำไปมอบให้กับบิดาของตน เซียวเหวินที่เห็นเช่นนั้นก็ทำได้เพียงยกมือขึ้นเกาศีรษะ ไม่กล้าเอ่ยอะไรให้มากความเพราะกลัวภรรยาจะโมโห
ด้านราชครูมู่วันนี้เพิ่งจะกลับจากการประชุมยามเช้า เพิ่งจะนั่งลงที่ห้องตำราได้ไม่นานก็มีบ่าวรับใช้มาแจ้งว่ามู่ชิงมาขอพบ เขาจึงให้นางเข้ามาด้านในห้องตำรา
“มีอะไร?”
เขาถามบุตรสาวโดยที่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่งานเอกสารตรงหน้า อยู่ๆก็มีเงินสองตำลึงยื่นมาตรงหน้า เงินจำนวนน้อยนิดนั้นทำให้เขาถึงกับขมวดคิ้วก่อนจะเอ่ย
“เงินอะไร?”
“เงินขายผักเจ้าค่ะ วันนี้อาเหวินไปขายผักมา”
ราชครูมู่พลันคิ้วกระตุก รู้ดีว่าแต่ไหนแต่ไรเซียวเหวินมักจะนำผักที่ปลูกเอาไว้หลังจวนไปขาย แล้วนำเงินมาให้เขา จากนั้นเขาจะแบ่งกำไรส่วนหนึ่งให้เซียวเหวินเอาไว้ใช้สอย แต่ที่ผ่านมามันไม่ได้ขายได้เพียงสองตำลึงนี่นา
“แต่ละเดือนเขาไปขายได้ราวสิบถึงยี่สิบตำลึง เหตุใดคราวนี้จึงเหลือเพียงสองตำลึง”
“ลูกยืมแปดตำลึงเจ้าค่ะท่านพ่อ ไว้จะคืนทีหลัง”
ราชครูมู่ถึงกับแยกเขี้ยวใส่บุตรสาวอย่างไม่อาจยอมรับได้ แม้แต่เงินแปดตำลึงของเซียวเหวินนางก็ยังจะยักยอก ช่างเป็นบุตรที่ยอดแย่โดยแท้ นี่มันบุตรหรือโจรขโมยกันแน่
“เงินห้าร้อยตำลึงเจ้าใช้หมดไปแล้วหรือ?”
“ยังไม่หมดเจ้าค่ะ แต่ขอยืมอีกสองร้อยตำลึงได้หรือไม่เจ้าคะ ท่านพ่อ วันนี้ลูกอยากซื้อเนื้อแพะมากิน”
ราชครูมู่แทบกระอักเลือดออกมา เขาถลึงตาใส่บุตรสาวก่อนจะด่าทออย่างหมดความอดทน
“บัดซบ! เจ้าคิดว่าข้าเป็นบ่อเงินบ่อทอง หรือคิดว่าเงินที่หามาได้มันหาง่ายปานนั้นกัน!”
“อุ๊ยตาย! ท่านพ่อ ลูกเห็นท่านแม่ยืนอยู่ข้างหลังท่าน!”
มู่ชิงพูดด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลนทำเอาราชครูมู่หวาดหวั่น เขารีบโยนตั๋วเงินสองร้อยตำลึงมาให้นางทันที หญิงสาวรับไว้ด้วยความยินดีพลางยิ้มเต็มใบหน้า ยังไม่ทันที่สองพ่อลูกจะพูดคุยกันต่อ ก็มีบ่าวรับใช้มาแจ้งว่าชินอ๋องเว่ยลู่เสด็จมาที่จวน
มู่ชิงขมวดคิ้ว ทันใดนั้นความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมก็พรั่งพรูขึ้นมา เว่ยลู่คือชินอ๋องแห่งแคว้นอวี้ เขาเป็นน้องชายแท้ๆ ของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน สถานะสูงส่งยิ่งนัก และที่สำคัญเขาคือคนที่เจ้าของร่างเดิมหลงรักจนหมดหัวใจ เดิมทีพวกเขามีสัญญาหมั้นหมายกัน แต่เมื่อนางได้เสียกับเซียวเหวินแล้วจึงไม่อาจแต่งงานกับเว่ยลู่ได้ คนที่ต้องแต่งงานกับเขาตามสัญญาจึงเปลี่ยนเป็นมู่หว่านแทน
มู่ชิงเมื่อได้นึกย้อนถึงเรื่องนี้ก็ประติดประต่อเรื่องราวขึ้นมาได้ทันที แท้จริงแล้วเรื่องที่นางได้เสียกับเซียวเหวินนั้นมีเงื่อนงำ สองแม่ลูกใจคอคับแคบคิดจะแย่งวาสนาคู่สมรสของนางจึงทำเช่นนี้
แต่จะโทษนางจางซื่อและมู่หว่านเพียงฝ่ายเดียวก็คงไม่ได้ เพราะเว่ยลู่เองก็ไม่ได้ชอบนางและมีใจให้มู่หว่าน เหอะ หญิงแพศยากับชายชั่วย่อมเหมาะสมกันดี
ราชครูมู่เมื่อได้ยินก็หันมามองบุตรสาวตนแวบหนึ่ง ในดวงตาแฝงแววครุ่นคิดมากมาย
“เจ้ากลับเรือนไปก่อนเถอะ”
“เจ้าค่ะ”
มู่ชิงเองก็ไม่สนใจจะไปพบกับคนพรรค์นั้นอยู่แล้ว นางจึงจับมือเซียวเหวินให้เดินกลับเรือนไปด้วยกัน แต่ผู้ใดจะรู้ว่าระหว่างทางเดินกลับพบเข้ากับเว่ยลู่และมู่หว่านที่กำลังเดินเคียงข้างกันมาพอดี มู่หว่านยกยิ้มสะใจ ราวกับว่านางพอใจที่ได้เย้ยหยันมู่ชิงที่เพิ่งเสียคู่หมั้นเช่นนี้
เว่ยลู่ปรายตามองมู่ชิงปราดหนึ่ง ก่อนจะหันมามองเซียวเหวิน แล้วจึงส่งเสียงหัวเราะหึหึออกมา
“เหอะ ช่างดียิ่งนัก คุณหนูใหญ่ผู้ใฝ่ต่ำ ถึงขนาดเอาบ่าวต่ำต้อยมาทำสามี ช่างโง่เขลาสิ้นดี!”
มู่หว่านเมื่อได้ฟังก็ยกยิ้มมุมปาก ไม่คิดจะช่วยแก้ต่างแทนพี่สาวต่างมารดาเลยแม้แต่น้อย มู่ชิงได้ฟังก็กรอกตาซ้ายทีขวาทีแล้วถามเว่ยลู่
“ท่านอ๋องทรงด่าใครหรือเพคะ?”
เว่ยลู่จ้องมู่ชิงตาไม่กระพริบ เมื่อก่อนหากนางได้พบเขาเป็นต้องรีบเข้ามาทำความเคารพอย่างอ่อนน้อม แต่นี่นางกลับเอ่ยวาจาเช่นนี้กับเขาหรือ
“ไม่รู้จักสำนึก!”
"ท่านอ๋อง ทรงด่าตนเองเช่นนี้ได้ด้วยหรือเพคะ ให้ตายเถอะ เกิดมาหม่อมฉันเพิ่งเคยพบเคยเจอคนที่ด่าตนเอง เฮ้อ"
เว่ยลู่กำหมัดแน่นเมื่อถูกมู่ชิงยอกย้อน แต่ก่อนนางไม่เป็นเช่นนี้ แต่อยู่ๆ กลับปากกล้า เห็นทีผีคงจะสิงนางอย่างที่มู่หว่านกล่าวเอาไว้จริงๆ
“ต่ำช้า!”
“แน่ะ ด่าตนเองอีกแล้ว”
“ข้าด่าเจ้านั่นแหละ!”
“เช่นนั้นก็เอ่ยชื่อสิเพคะ ใครจะไปรู้กัน หม่อมฉันก็คิดว่าพระองค์ด่าตนเองว่าต่ำช้าเสียอีก”
เว่ยลู่ “.......”
บัดซบ! เหตุใดเขาถึงรู้สึกว่ายิ่งเถียงยิ่งแพ้กันนะ
สองปีต่อมา เว่ยฮ่องเต้ทรงสละราชบัลลังก์และมอบอำนาจทั้งหมดให้แก่เว่ยฉีเหวินบุตรชายของตน ส่วนพระองค์ก็เสด็จไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขโดยพักอยู่ที่ตำหนักใหญ่ท้ายวังหลวงกับหวังไทเฮาและไทฮองไทเฮาอย่างสุขสำราญใจท่ามกลางแสงอรุณแรกของวันใหม่ที่สาดส่องลงมายังวังหลวง วันนี้คือวันแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อรัชทายาทผู้ผ่านพ้นมรสุมชีวิตและบททดสอบแห่งอำนาจมาได้อย่างองอาจ กำลังจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดนั่นก็คือบัลลังก์มังกรเว่ยฉีเหวิน ในชุดฉลองพระองค์สีทองอร่าม ปักลวดลายมังกรห้าเล็บด้วยดิ้นทองที่ประณีตบรรจงสะท้อนแสงอาทิตย์จนเจิดจ้า ใบหน้าคมเข้มของเขาสงบนิ่ง ทว่าแววตากลับเปล่งประกายความมุ่งมั่นและเปี่ยมไปด้วยเมตตาธรรม เขายืนตระหง่านอยู่หน้าบัลลังก์มังกรในตำหนักใหญ่ เบื้องหลังคือเหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ที่ต่างก้มหัวยอมรับเขาอย่างไร้ข้อกังขา ส่วนมู่ชิงก็อยู่ในชุดอาภรณ์หงส์สีแดงชาด ปักดิ้นทองรูปหงส์เคียงคู่มังกร นางดูสง่างามราวกับเทพธิดาที่จุติลงมาเพื่อเคียงคู่กับมังกรหนุ่มผู้นี้ ใบหน้าของนางประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่สื่อถึงความสุขและความภาคภูมิใจ นางเคียงข้างเขามาตั้งแต่วันที่เขาไม่มีสิ่งใด จนถ
สามวันต่อมา ก็เป็นวันที่มู่ชิงและเว่ยฉีเหวินจะต้องเดินทางไปไหว้พระบนเขาตามที่เว่ยฮ่องเต้มีหมายกำหนดการเอาไว้ การเดินทางครั้งนี้เว่ยลู่และมู่หว่านก็ร่วมเดินทางไปด้วยเช่นเดียวกันก่อนจะออกเดินทางเพียงหนึ่งวัน มู่หว่านได้วางแผนการหนึ่งเอาไว้ นางได้สั่งให้คนแอบเล่นไม่ซื่อกับรถม้าของมู่ชิงและเว่ยฉีเหวิน คาดว่าหลังออกจากเมืองหลวงราวครึ่งชั่วยามยาที่ม้ากินเข้าไปก็จะเริ่มออกฤทธิ์ จากนั้นม้าก็จะคุ้มคลั่งวิ่งพุ่งไปข้างหน้าไม่หยุด ได้ยินว่าก่อนจะถึงวัดบนเขาต้องผ่านหน้าผาแห่งหนึ่งเสียก่อน หากม้าตัวนั้นคุ้มคลั่งจนวิ่งตกหน้าผาไปเช่นนี้แล้ว สองคนนั้นจะต้องไม่รอดอย่างแน่นอนนางต้องใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะส่งคนของตนแทรกซึมเข้าไปในตำหนักบูรพาได้ หญิงสาวยกยิ้มมุมปาก รู้สึกมีความสุขและรอดูหายนะของมู่ชิงและเว่ยฉีเหวินอย่างใจจดใจจ่อในขณะที่รถม้ากำลังจะออกเดินทาง มู่ชิงกลับเอ่ยขึ้นมาเสียก่อน“การเดินทางไกลหากใช้รถม้าหลายคันอาจจะทำให้การเดินทางล่าช้าและไม่สะดวกสบาย ซ้ำยังจะทำให้การสัญจรติดขัดได้ เอาอย่างนี้เถิดชายาชินอ๋อง มิสู้ท่านมานั่งรถม้าคันเดียวกับข้าดีไหมเล่า?”มู่ชิงพูดพร้อมกับยิ้มเต็มใบหน้า มู่หว
หลังจากที่อภิเษกสมรสกันเรียบร้อยแล้ว มู่ชิงและเว่ยฉีเหวินก็ย้ายมาอาศัยอยู่ในตำหนักบูรพา ทุกๆ วันนางใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย มู่ชิงไม่ได้วางตัวสูงส่งหรือกดข่มผู้ใดเลยแม้แต่น้อย แม้กระทั่งกับบ่าวไพร่นางก็ใจดีมีเมตตาอยู่เสมอ ส่วนเว่ยฉีเหวินนั้นหลังจากที่ได้รับตำแหน่งรัชทายาทแล้ว เขาก็ต้องช่วยบิดาจัดการงานราชการในยามเช้าเช่นเดียวกันแม้จะเกิดและเติบโตที่ด้านนอกวังหลวง แต่ถึงอย่างไรเขาก็มีสายเลือดของราชวงศ์ แน่นอนว่าสิ่งใดที่ต้องเรียนรู้เขาก็ล้วนเรียนรู้ได้โดยว่องไว ประจวบเหมาะกับการสั่งสอนอย่างมุ่งมั่นตั้งใจของราชครูมู่ ไม่นานชายหนุ่มผู้อ่อนโยนก็กลับกลายเป็นชายหนุ่มผู้องอาจมีอำนาจอยู่ในมือเช้านี้เว่ยลู่ก็มาร่วมประชุมยามเช้าด้วย เขาปลงตกกับเรื่องของเว่ยฉีเหวินไปนานแล้ว แม้จะไม่ค่อยพบปะสนทนากับหลานชายเท่าใดนัก แต่เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจเดียดฉันท์ดังเช่นแต่ก่อน หลังจากร่วมประชุมยามเช้าเสร็จ เขาก็ขอตัวกลับจวนของตนไปทันทีเมื่อมาถึงจวนชินอ๋องก็มีบ่าวเข้ามารายงานว่าตอนนี้มู่หว่านกำลังลงโทษสาวใช้นางหนึ่งอยู่ที่เรือนใหญ่ เหตุเพราะเมื่อคืนนางเข้ามาส่งชาให้กับเขาในห้องตำรา เว่ยลู่พอได้ฟังก็มีสี
เว่ยฉีเหวินกัดฟันกรอด เร่งความเร็วช่วงล่างจนสะโพกสอบแทบเคล็ด เขากระแทกเน้นย้ำไปยังจุดเร้นลับที่สุดของนางติดต่อกันหลายครั้งอย่างรุนแรง ก่อนที่มู่ชิงจะกรีดร้องลั่น กายบางกระตุกเกร็งระรัว ร่องสวาทบีบขมิบตอดรัดแก่นกายยักษ์เอาไว้แน่นพร้อมกับฉีดปล่อยน้ำหวานสีใสออกมาจนเปียกชุ่ม ชายหนุ่มร้องคำรามลั่นราวกับสัตว์ป่า เขาอัดสะโพกกระแทกเข้าไปให้ลึกที่สุดและค้างเอาไว้ ก่อนจะปลดปล่อยน้ำเชื้ออุ่นร้อนสีขาวขุ่นระลอกใหญ่ พุ่งฉีดอัดเข้าสู่ส่วนลึกที่สุดของกายภรรยาหยดแล้วหยดเล่าสองร่างเหนื่อยหอบหายใจรดกันท่ามกลางม่านมุ้งที่โรยตัวลงมาปิดกั้นโลกภายนอก ลมหายใจอุ่นและหยาดเหงื่อผสานรวมเป็นหนึ่ง สองร่างทิ้งตัวลงกอดก่ายกันบนเตียงนุ่มด้วยความเหนื่อยอ่อนทว่าอิ่มเอมในรสสวาทที่แสนตราตรึงราตรีอันยาวนานยังคงดำเนินต่อไป เพลิงปรารถนาที่เพิ่งมอดดับไปได้เพียงชั่วก้านธูปไหม้กลับถูกจุดประกายขึ้นมาอีกครั้งอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายคาวหวานของน้ำรักที่คละคลุ้งอยู่บนผ้าปูที่นอนและหยาดเหงื่อที่โซมกายมิได้ทำให้คนทั้งสองรู้สึกเหน็ดเหนื่อย ตรงกันข้ามมันกลับเป็นดั่งสุราฤทธิ์แรงที่ปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบให้ตื่นตัวขึ้นมามากกว่าเก่ามู่ชิงนอน
วาจาหวานหูที่เต็มไปด้วยความเร่าร้อนทำเอาหัวใจของมู่ชิงเต้นกระหน่ำรัว ไม่รอให้นางได้เอ่ยปากโต้แย้ง ริมฝีปากหยักลึกของเว่ยฉีเหวินก็ทาบทับลงมาบดจูบอย่างแผ่วเบาในครั้งแรก ทว่าชั่วอึดใจเมื่อลิ้นเรียวเล็กของหญิงสาวเริ่มตอบสนองอย่างขัดเขิน ชายหนุ่มก็แปรเปลี่ยนจังหวะเป็นดุดัน รุกราน ปลายลิ้นร้อนชื้นสอดแทรกลึกเข้าไปเกี่ยวพันระคนหยอกเย้า แลกเปลี่ยนน้ำหวานอันหอมหวานอย่างตะกรุมตะกราม สองมือเรียวบางของมู่ชิงเลื่อนขึ้นไปโอบรอบลำคอแกร่ง ก่อนจะดึงรั้งให้ร่างหนาแนบชิดลงมาอีกจนหน้าอกอวบอิ่มบดเบียดเข้ากับแผงอกกว้างเว่ยฉีเหวินส่งเสียงครางต่ำในลำคออย่างพอใจ มือหนาข้างหนึ่งเริ่มอยู่ไม่สุข ลูบไล้เอวบางคอดกิ่วขึ้นมาจนถึงทรวงอกคัดตึง ชายหนุ่มใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้บดคลึงยอดปทุมถันสีหวานผ่านเนื้อผ้าบางเบาจนมันชูชันแข็งเป็นไตสู้มือ มู่ชิงสะดุ้งเฮือก แอ่นอกรับสัมผัสสยิวกายด้วยความรัญจวนใจ“อื้อ อาเหวิน”เมื่อเห็นว่าภรรยาคนงามเริ่มคล้อยตามเพลิงสวาท เว่ยฉีเหวินจึงกระชากสายรัดเอวผ้าไหมของนางออกรวดเดียว เสื้อตัวในแยกออกจากกัน เผยให้เห็นเต้างามขนาดใหญ่ขาวเนียนผุดผ่องไร้ราคีคาว ชายหนุ่มผละริมฝีปากออกซุกไซ้ลงมาที่ซอกคอข
หลังจากที่จัดการเรื่องราวต่างๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว เว่ยฉีเหวินก็ทูลต่อบิดาของตนว่าเขาจะแต่งงานกับมู่ชิง อีกทั้งยังบอกว่าก่อนหน้านี้เขาและนางได้เป็นสามีภรรยากันเรียบร้อยแล้ว เว่ยฮ่องเต้และหวังฮองเฮานั้นก็ไม่ได้คัดค้านอะไร เพราะอย่างไรเสียชาติกำเนิดของมู่ชิงก็ดียิ่ง บิดาของนางก็ดำรงตำแหน่งท่านราชครู น้องสาวต่างมารดาก็ได้เป็นถึงพระชายาชินอ๋อง เมื่อความคิดเห็นตรงกันแล้ว จึงรับสั่งให้มีกำหนดการจัดงานแต่งงานในทันทียามนี้ทั่วทั้งจวนตระกูลมู่ถูกประดับประดาด้วยผ้าไหมสีแดงชาดและโคมไฟมงคล เสียงดนตรีบรรเลงเพลงมงคลแว่วลอยมาตามสายลมตั้งแต่ยามเช้าตรู่ ในเรือนนอนของมู่ชิงอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกำยานดอกกล้วยไม้ หญิงสาวนั่งอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ ใบหน้าของนางงดงามหมดจดราวกับสลักจากหยกเนื้อดี ดวงตากลมโตทอประกายความสุขระคนตื่นเต้น ริมฝีปากบางแต่งแต้มด้วยชาดสีแดงสดดุจผลอิงเถาหญิงอาวุโสและแม่สื่อผู้มีดวงชะตาเป็นมงคลกำลังช่วยกันปรนนิบัติแต่งกายให้นาง ชุดแต่งงานของมู่ชิงทำจากผ้าไหมซูโจวสีแดงมงคล ปักลายหงส์เหินคู่มังกรด้วยเส้นไหมทองคำแท้อย่างประณีต ทุกฝีเข็มสะท้อนถึงความตั้งใจและพระเมตตาของหวังฮองเฮาท
เช้าวันต่อมาเซียวเหวินก็ออกจากจวนไปส่งผักตามปกติ วันนี้เขาไม่ได้พามู่ชิงมาด้วยเพราะเห็นว่านางเหนื่อยล้าอ่อนแรงจากกิจกรรมอันแสนเร่าร้อนเมื่อคืนนี้ เขาจึงบอกให้นางนอนพักผ่อนให้มากๆ มู่ชิงเองก็พยักหน้าอย่างว่าง่ายก่อนจะล้มตัวลงนอนหลับต่อเพราะนางรู้สึกเหนื่อยล้ามากจริงๆหลังจากจัดแจงทำทุกอย่างเสร็จเรีย
ภายในห้องนอนยามนี้ร้อนระอุไปด้วยเพลิงราคะ ดูเหมือนว่ากิจกรรมที่แสนเร่าร้อนเมื่อครู่กำลังจะเริ่มอีกแล้ว สองร่างเปลือยเปล่ากำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่บนเตียงยับยู่ยี่ เสียงหอบหายใจกระชั้นชิดของมู่ชิงและเซียวเหวินผสานเป็นเสียงเดียวกันจนแยกไม่ออก ความต้องการที่ถูกจุดติดซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้ชายหนุ่มผู้อ่
เมื่อเห็นว่าเถียงสู้มู่ชิงไม่ได้ เว่ยลู่จึงเปลี่ยนเป้าหมายมาที่เซียวเหวิน ไม่รู้เพราะเหตุใด ยามที่ได้มองเห็นใบหน้าของบุรุษผู้นี้มันกลับทำให้เขารู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก“สามีเจ้านี่ช่างหน้าตาทุเรศสิ้นดี แต่ก็เหมาะสมกับเจ้ามากเลยนะ”วาจาดูแคลนเช่นนั้นทำเอาเซียวเหวินไม่พอใจขึ้นมา ใครจะดูถ
เมื่อกลับมาถึงจวนสองสามีภรรยาก็ช่วยกันทำอาหารเย็นอย่างมีความสุข ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ที่นางตบตีนางจางซื่อและพรรคพวกของนางในคราวนั้น บ่าวไพร่คนอื่นๆในจวนก็ไม่กล้าหาเรื่องนางอีก อาจเพราะตอนนี้ท่านพ่อกลับมาแล้ว พวกบ่าวไพร่จึงไม่กล้ากำเริบเสิบสานเท่าใดนัก“เจ้าอ้าปากสิ ข้าจะป้อนขนมนี้ให้เจ้ากินเอง”“คุณ







