LOGINเขาคือบ่าวผู้ต่ำต้อยที่นางจำต้องแต่งงานด้วยเพราะแผนชั่วของแม่เลี้ยง ภายนอกเขาเหมือนบ่าวผู้อ่อนน้อมและถ่อมตัว แต่เมื่ออยู่ด้วยกันสองต่อสองภายในห้องหอเขากลับ 'ดุ' เสียจนคุณหนูผู้สูงศักดิ์อย่างนางถึงกับต้องร้องขอชีวิต!
View Moreสายลมที่พัดโชยหวีดหวิวลอดผ่านรอยปริแตกของหน้าต่างที่ผุพังทำให้ มู่ชิง สะดุ้งตื่นขึ้นมา เธอรู้สึกราวกับว่าศีรษะของตนถูกทุบด้วยค้อนเหล็กอันใหญ่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนรู้สึกปวดหนึบไปหมด ความทรงจำสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ในห้วงความคิดก่อนที่เธอจะหมดสติไปก็คือความเจ็บปวดจากแรงกระแทกมหาศาลของกิ่งไม้ที่หล่นลงมาพรากสติสัมปชัญญะของเธอไปสู่ความมืดมิดอันไร้ก้นบึง
“คุณหนู ท่านได้ยินบ่าวหรือไม่ขอรับ? ท่านรีบฟื้นขึ้นมาเถิด”
เสียงทุ้มแหบพร่าทว่าสั่นเครือเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความกังวลอย่างสุดแสน มู่ชิงค่อยๆฝืนลืมตาที่หนักอึ้งขึ้นมาภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตามิใช่เพดานสีขาวสะอาดหรือกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่คุ้นเคยในโรงพยาบาล แต่กลับเป็นหลังคามุงจากซอมซ่อที่มีรูโหว่จนมองเห็นท้องฟ้าสีเทาหม่น เมื่อเธอกวาดสายตามองไปรอบๆก็พบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงนอนในบ้านไม้เก่าๆหลังหนึ่ง หญิงสาวพยายามจะขยับกายแต่ความเจ็บปวดร้าวกลับแล่นพล่านไปตามเนื้อตัวจนเธอต้องร้องครางออกมาเบาๆ เมื่อมู่ชิงก้มมองสำรวจดูก็พบว่าร่างกายของเธอยามนี้ช่างซูบซีดจนน่าใจหาย
นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันนะ?
“น้ำ ขอน้ำ”
เสียงของมู่ชิงที่เปล่งออกมานั้นแห้งผากราวกับผืนดินที่แตกระแหงไร้ฝนมานานปี ชายหนุ่มที่นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงรีบกุลีกุจอคว้าถ้วยใส่น้ำใบเก่าๆ ที่มีน้ำเหลืออยู่เพียงก้นถ้วยขึ้นมาก่อนจะประคองศีรษะของเธอขึ้นอย่างทะนุถนอม ราวกับเกรงว่าหากออกแรงมากกว่านี้ร่างของเธอจะแตกสลายคามือ มือของเขาทั้งหนาและหยาบกร้านจากการตรากตรำทำงานหนัก ทว่ากลับสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวลึกๆ ในใจ
น้ำอุ่นจางๆ ที่ไหลลงคอช่วยปลุกสติให้มู่ชิงมองคนตรงหน้าได้ชัดมากยิ่งขึ้น ชายหนุ่มตรงหน้าเธอนั้นหน้าตาหล่อเหลาดูอายุราวช่วงยี่สิบปีต้นๆ เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่เต็มไปด้วยรอยปะชุนซ้อนทับกันจนแทบจำเนื้อผ้าเดิมไม่ได้ ทว่าสิ่งที่สะดุดตามู่ชิงมากที่สุดก็คือดวงตาของเขา ดวงตาของเขาช่างใสซื่อเป็นอย่างมาก
“คุณหนูฟื้นแล้ว! สวรรค์ช่างมีตายิ่งนัก บ่าวนึกว่าท่านจะทิ้งบ่าวไปเสียแล้ว”
หยาดน้ำตาใสๆ คลออยู่ที่เบ้าตาของเขา ก่อนจะหยดลงบนหลังมือที่ผอมบางของเธอ ทันใดนั้นความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมก็ไหลบ่าเข้ามาไม่หยุด
ร่างนี้มีชื่อว่า มู่ชิง เช่นเดียวกับเธอ นางเป็นบุตรสาวคนโตที่เกิดจากภรรยาเอกผู้ล่วงลับของราชครูมู่ แต่เพราะเกิดข้อผิดพลาดทำให้คุณหนูมู่ผู้นี้ต้องถูกบังคับให้มาแต่งงานกับ เซียวเหวิน บ่าวรับใช้ชายประจำจวนตระกูลมู่เพียงเพราะเขาและนางได้เสียกันในคืนเทศกาลหยวนเซียว ราชครูมู่โมโหและอับอายเป็นอย่างยิ่งจึงขับไล่บุตรสาวและสามีบ่าวไปอยู่ที่เรือนโกโรโกโสท้ายจวน คนทั้งสองใช้ชีวิตอย่างยากลำบากด้วยกัน เพราะเจ้าของร่างเดิมไม่สู้คน ซ้ำร้ายมารดาเลี้ยงและน้องสาวต่างมารดาก็คอยมาพูดจาทับถมนางอยู่ตลอดเวลา ส่วนเซียวเหวินก็คือบ่าวชายที่ทำสวนอยู่ท้ายจวน ราชครูมู่เวทนาเขาจึงซื้อตัวเขาจากโรงค้าทาสมาเลี้ยงดูเป็นบ่าวในจวนตั้งแต่วัยเยาว์
คืนวันเกิดเหตุเซียวเหวินเป็นคนขับรถม้าพามู่ชิงไปเที่ยวชมงานโคมไฟ แต่พอกลับถึงจวนได้ไม่นานมู่ชิงก็รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งตัว นางจึงคิดจะออกมาเดินเล่นรับลมเพียงลำพังโดยไม่ให้สาวใช้ตามมา แต่ความร้อนรุ่มในกายกลับไม่จางหายซ้ำยังทวีความรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม หญิงสาวเดินมาเจอเซียวเหวินเข้าพอดี สภาพของเขาเองก็ไม่ต่างจากนาง คนทั้งสองราวกับสูญเสียสติไปโดยปริยายโถมเข้าหากันและมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันในคืนนั้น
เช้าวันต่อมาคนที่มาพบว่านางหลับนอนกับเซียวเหวินก็คือมารดาเลี้ยง เจ้าของร่างเดิมไร้เดียงสาไม่ทันคนจึงทำได้เพียงก้มหน้าร้องไห้ยอมรับชะตากรรม พอย้ายมาอยู่ที่เรือนท้ายจวนได้ไม่นานนางก็กระโดดน้ำฆ่าตัวตายแต่เซียวเหวินกลับไปช่วยเอาไว้ได้ทันเวลาพอดี แต่เจ้าของร่างเดิมกลับตายไปเสียแล้ว และนางที่มาจากยุคปัจจุบบันก็เข้ามาอยู่ในร่างนี้แทน
นี่ก็คือเรื่องราวของเจ้าของร่างเดิม ส่วนร่างของนางในปัจจุบันนั้นได้ตายจากไปเพราะถูกกิ่งไม้หักลงมากระแทกศีรษะไปแล้ว
มู่ชิงถอนหายใจออกมาอย่างปลงตกเมื่อได้รับรู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้นกับตนเอง ที่แท้เธอก็ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของคนอื่นนี่เอง ซ้ำร้ายยังต้องมีสามีเป็นบ่าว บิดาไม่ปกป้อง มารดาเลี้ยงและน้องสาวต่างมารดายังคอยกลั่นแกล้งไม่หยุด
หญิงสาวครุ่นคิดและรู้สึกว่าเรื่องในคืนนั้นอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับมารดาเลี้ยงอยู่หลายส่วน เรื่องราวที่มารดาเลี้ยงรังแกลูกเลี้ยงนั้นนางเคยอ่านเจอในนิยายมาไม่น้อยเลย หากเป็นเช่นนั้นจริงก็นับว่านางต้องระวังตัวให้มากกว่าเดิมแล้ว
ช่างเถอะวันคืนยังอีกยาวไกล รอให้นางรักษาตัวให้ดีแล้วค่อยเอาคืนก็ยังไม่สาย ในเมื่อทะลุมิติมาแล้วนางก็จะเอาคืนแทนเจ้าของร่างเดิมเอง
มู่ชิงหันมามองเซียวเหวินปราดหนึ่ง เมื่อได้เห็นแววตาที่เขามองมาด้วยความรักใคร่และอ่อนโยนมันก็ทำให้นางชะงักไปทันที เฮ้อ เช่นนั้นก็ต้องผลักเรือไปตามน้ำใช้ชีวิตให้ดีต่อไป ดูแล้วเซียวเหวินคนนี้ก็ไม่น่าจะใช่คนเลว หวังว่านางและเขาอาจจะอยู่ร่วมกันด้วยดีได้ อีกอย่างเขาก็หน้าตาดีไม่น้อยเลย เอาเถอะ อย่างไรก็ทะลุมิติมามีสามีหล่อถือว่าคุ้มค่าแล้ว
“คุณหนูท่านหิวหรือไม่? รอประเดี๋ยว บ่าวจะไปต้มโจ๊กมาให้ขอรับ”
เขาถามนางด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น อีกทั้งคำที่เอ่ยเรียกนางก็เต็มไปด้วยความเคารพและยำเกรงอย่างเห็นได้ชัด มู่ชิงพยักหน้าเล็กน้อยเพราะรู้สึกว่าตนเองก็เริ่มหิวแล้วเหมือนกัน เซียวเหวินที่ได้ยินก็รีบลุกขึ้นและเดินไปที่ห้องครัวทันที มู่ชิงมองตามแผ่นหลังของชายหนุ่มไปด้วยแววตาที่วูบไหว เจ้าของร่างเดิมไม่เคยรักบุรุษผู้นี้เลย แม้จะแต่งงานและมีความสัมพันธ์กันมาครั้งหนึ่งแล้วแต่กลับไม่ได้มีความผูกพันลึกซึ้งเลยแม้แต่น้อย
รออยู่ไม่นานเซียวเหวินก็เดินกลับเข้ามาพร้อมกับโจ๊กถ้วยหนึ่ง เขาวางถ้วยโจ๊กลงตรงหน้านางด้วยท่าทีเงอะงะ
“แม่ครัวบอกว่าของในครัวเหลือเท่านี้ บ่าวจึงได้มาเพียงโจ๊กถ้วยเดียว คุณหนูรีบกินตอนร้อนๆร่างกายจะได้อุ่นขึ้น ก่อนหน้านี้ท่านตกน้ำหมดสติไปหลายวัน ขอเพียงท่านพักผ่อนให้มากๆย่อมต้องหายดีในเร็ววัน”
เขาบอกกับนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่เมื่อสบเข้ากับนัยน์ตาของนางเขาก็มีท่าทีประหม่าอย่างเห็นได้ชัด
“คุณหนู มองบ่าวทำไมกันขอรับ หรือว่าไม่พอใจบ่าว เช่นนั้นเชิญตบตีบ่าวเถอะขอรับจะได้หายคับแค้นใจ”
มู่ชิงได้ฟังก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะตักโจ๊กขึ้นมากินจนหมดถ้วย ก่อนจะพูดกับเขา
“ข้าไม่ตีเจ้าหรอก เซียวเหวินต่อไปพวกเรามาใช้ชีวิตร่วมกันให้ดีเถอะ”
เซียวเหวินเมื่อได้ฟังก็มีสีหน้างุนงงอย่างเห็นได้ชัด เขามองนางด้วยความตะลึงงันแต่กลับไม่กล้าถามสิ่งใด
หลายวันต่อจากนั้นอาการป่วยของมู่ชิงก็ทุเลาลงจนหายดีเป็นปกติ ส่วนเซียวเหวินก็ยังคงทำหน้าที่ดูแลนางเป็นอย่างดี
มู่ชิงมองดูโจ๊กเปล่าในถ้วยก่อนจะส่งเสียงหัวเราะหึหึออกมา
“อาเหวิน พวกเราไปที่ห้องครัวกันเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปหาเนื้อกิน”
กล่าวจบนางก็คว้าจับข้อมือของเขาให้เดินตามตนเองไป เมื่อมาถึงห้องครัวก็พบเข้ากับแม่ครัวผู้หนึ่งที่มองมายังนางด้วยสายตาดูแคลน ที่นางกล้าไม่เคารพมู่ชิงเพราะตนเองเป็นคนของฮูหยินใหญ่คนใหม่ ส่วนมู่ชิงก็เป็นเพียงบุตรสาวที่ท่านราชครูไม่รัก ไม่มีที่ให้พึ่งพิงซ้ำยังเทียบกับบ่าวผู้หนึ่งยังไม่ได้ แล้วเหตุใดนางจะต้องทำความเคารพคุณหนูผู้นี้ด้วยเล่า
ด้านมู่ชิงนั้นมีหรือนางจะมองไม่ออกว่าแม่ครัวคนนี้ไม่เคารพตน หญิงสาวเดินเข้าไปในห้องครัวแล้วพูดออกมา
“ข้าอยากได้เนื้อหมูสักชิ้นจะนำไปย่างกิน ช่วยเตรียมให้ข้าด้วย”
แม่ครัวเมื่อได้ยินประโยคนี้ก็ตอบอย่างขอไปที
“ช่วงนี้ที่จวนจำกัดค่าใช้จ่าย เนื้อหมูก็มีจำกัดคงไม่อาจแบ่งให้คุณหนูใหญ่ได้ เรื่องนี้บ่าวต้องไปเรียนถามฮูหยินใหญ่ก่อน”
มู่ชิงได้ฟังก็ส่งเสียงเหอะออกมา ไม่พูดพร่ำทำเพลงนางก็ยกเท้าถีบเข้าไปที่กลางอกของแม่ครัวผู้นั้นจนหงายหลังตึง เหล่าบ่าวไพร่ต่างตื่นตระหนกก่อนจะหันมามองที่นางเป็นตาเดียว แต่มู่ชิงสนใจเสียเมื่อไหร่ นางเดินไปเดินมาทั่วห้องครัวจนพบเข้ากับเนื้อชิ้นใหญ่ หญิงสาวยิ้มร่าก่อนจะพาเซียวเหวินเดินกลับเรือนของตนไปพร้อมกับเนื้อชิ้นนั้น แม่ครัวพลันกรีดร้องออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว แล้วรีบมุ่งหน้าไปฟ้องเจ้านายของตนเองทันที
“คุณหนูเหตุใดท่าน?”
เซียวเหวินถามมู่ชิงด้วยความตกใจ แต่หญิงสาวกลับแย้มยิ้มเต็มใบหน้า นางจัดการย่างเนื้อและยังป้อนให้เขากินอีกด้วย เซียวเหวินแม้จะสงสัยในความเปลี่ยนแปลงของคุณหนูผู้เป็นภรรยาแต่กลับไม่กล้าปริปาก เพราะถือคติว่าสามีที่ดีไม่ควรมีปากมีเสียงกับภรรยาของตน
ด้านมู่ชิงนั้นเมื่อได้กินเนื้อย่างแล้วก็มีความสุขราวลอยทะลุไปถึงชั้นฟ้า หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมามองเซียวเหวินก่อนจะยิ้มอย่างอารมณ์ดี
กินเนื้อย่างอิ่มแล้วก็ควรกินสามีตัวเองต่อ เช่นนี้จะได้สารอาหารครบถ้วนสมบูรณ์ ไหนๆก็มีความสัมพันธ์กันไปแล้ว อีกทั้งนางก็รู้สึกถูกใจหน้าตาของเขา เช่นนี้ย่อมไม่นับว่าผิดอันใด!
แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้ทำตามใจของตน ก็มองเห็นว่านางจางซื่อมารดาเลี้ยงกำลังเดินมุ่งหน้าเข้ามาหา อีกทั้งแววตาที่มองมาก็ยังฉายแววไม่พอใจอยู่หลายส่วน
มู่ชิงส่งเสียงเหอะในลำคอก่อนจะครุ่นคิดในใจ
มาแล้วศัตรูของนาง!
สองปีต่อมา เว่ยฮ่องเต้ทรงสละราชบัลลังก์และมอบอำนาจทั้งหมดให้แก่เว่ยฉีเหวินบุตรชายของตน ส่วนพระองค์ก็เสด็จไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขโดยพักอยู่ที่ตำหนักใหญ่ท้ายวังหลวงกับหวังไทเฮาและไทฮองไทเฮาอย่างสุขสำราญใจท่ามกลางแสงอรุณแรกของวันใหม่ที่สาดส่องลงมายังวังหลวง วันนี้คือวันแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อรัชทายาทผู้ผ่านพ้นมรสุมชีวิตและบททดสอบแห่งอำนาจมาได้อย่างองอาจ กำลังจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดนั่นก็คือบัลลังก์มังกรเว่ยฉีเหวิน ในชุดฉลองพระองค์สีทองอร่าม ปักลวดลายมังกรห้าเล็บด้วยดิ้นทองที่ประณีตบรรจงสะท้อนแสงอาทิตย์จนเจิดจ้า ใบหน้าคมเข้มของเขาสงบนิ่ง ทว่าแววตากลับเปล่งประกายความมุ่งมั่นและเปี่ยมไปด้วยเมตตาธรรม เขายืนตระหง่านอยู่หน้าบัลลังก์มังกรในตำหนักใหญ่ เบื้องหลังคือเหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ที่ต่างก้มหัวยอมรับเขาอย่างไร้ข้อกังขา ส่วนมู่ชิงก็อยู่ในชุดอาภรณ์หงส์สีแดงชาด ปักดิ้นทองรูปหงส์เคียงคู่มังกร นางดูสง่างามราวกับเทพธิดาที่จุติลงมาเพื่อเคียงคู่กับมังกรหนุ่มผู้นี้ ใบหน้าของนางประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่สื่อถึงความสุขและความภาคภูมิใจ นางเคียงข้างเขามาตั้งแต่วันที่เขาไม่มีสิ่งใด จนถ
สามวันต่อมา ก็เป็นวันที่มู่ชิงและเว่ยฉีเหวินจะต้องเดินทางไปไหว้พระบนเขาตามที่เว่ยฮ่องเต้มีหมายกำหนดการเอาไว้ การเดินทางครั้งนี้เว่ยลู่และมู่หว่านก็ร่วมเดินทางไปด้วยเช่นเดียวกันก่อนจะออกเดินทางเพียงหนึ่งวัน มู่หว่านได้วางแผนการหนึ่งเอาไว้ นางได้สั่งให้คนแอบเล่นไม่ซื่อกับรถม้าของมู่ชิงและเว่ยฉีเหวิน คาดว่าหลังออกจากเมืองหลวงราวครึ่งชั่วยามยาที่ม้ากินเข้าไปก็จะเริ่มออกฤทธิ์ จากนั้นม้าก็จะคุ้มคลั่งวิ่งพุ่งไปข้างหน้าไม่หยุด ได้ยินว่าก่อนจะถึงวัดบนเขาต้องผ่านหน้าผาแห่งหนึ่งเสียก่อน หากม้าตัวนั้นคุ้มคลั่งจนวิ่งตกหน้าผาไปเช่นนี้แล้ว สองคนนั้นจะต้องไม่รอดอย่างแน่นอนนางต้องใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะส่งคนของตนแทรกซึมเข้าไปในตำหนักบูรพาได้ หญิงสาวยกยิ้มมุมปาก รู้สึกมีความสุขและรอดูหายนะของมู่ชิงและเว่ยฉีเหวินอย่างใจจดใจจ่อในขณะที่รถม้ากำลังจะออกเดินทาง มู่ชิงกลับเอ่ยขึ้นมาเสียก่อน“การเดินทางไกลหากใช้รถม้าหลายคันอาจจะทำให้การเดินทางล่าช้าและไม่สะดวกสบาย ซ้ำยังจะทำให้การสัญจรติดขัดได้ เอาอย่างนี้เถิดชายาชินอ๋อง มิสู้ท่านมานั่งรถม้าคันเดียวกับข้าดีไหมเล่า?”มู่ชิงพูดพร้อมกับยิ้มเต็มใบหน้า มู่หว
หลังจากที่อภิเษกสมรสกันเรียบร้อยแล้ว มู่ชิงและเว่ยฉีเหวินก็ย้ายมาอาศัยอยู่ในตำหนักบูรพา ทุกๆ วันนางใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย มู่ชิงไม่ได้วางตัวสูงส่งหรือกดข่มผู้ใดเลยแม้แต่น้อย แม้กระทั่งกับบ่าวไพร่นางก็ใจดีมีเมตตาอยู่เสมอ ส่วนเว่ยฉีเหวินนั้นหลังจากที่ได้รับตำแหน่งรัชทายาทแล้ว เขาก็ต้องช่วยบิดาจัดการงานราชการในยามเช้าเช่นเดียวกันแม้จะเกิดและเติบโตที่ด้านนอกวังหลวง แต่ถึงอย่างไรเขาก็มีสายเลือดของราชวงศ์ แน่นอนว่าสิ่งใดที่ต้องเรียนรู้เขาก็ล้วนเรียนรู้ได้โดยว่องไว ประจวบเหมาะกับการสั่งสอนอย่างมุ่งมั่นตั้งใจของราชครูมู่ ไม่นานชายหนุ่มผู้อ่อนโยนก็กลับกลายเป็นชายหนุ่มผู้องอาจมีอำนาจอยู่ในมือเช้านี้เว่ยลู่ก็มาร่วมประชุมยามเช้าด้วย เขาปลงตกกับเรื่องของเว่ยฉีเหวินไปนานแล้ว แม้จะไม่ค่อยพบปะสนทนากับหลานชายเท่าใดนัก แต่เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจเดียดฉันท์ดังเช่นแต่ก่อน หลังจากร่วมประชุมยามเช้าเสร็จ เขาก็ขอตัวกลับจวนของตนไปทันทีเมื่อมาถึงจวนชินอ๋องก็มีบ่าวเข้ามารายงานว่าตอนนี้มู่หว่านกำลังลงโทษสาวใช้นางหนึ่งอยู่ที่เรือนใหญ่ เหตุเพราะเมื่อคืนนางเข้ามาส่งชาให้กับเขาในห้องตำรา เว่ยลู่พอได้ฟังก็มีสี
เว่ยฉีเหวินกัดฟันกรอด เร่งความเร็วช่วงล่างจนสะโพกสอบแทบเคล็ด เขากระแทกเน้นย้ำไปยังจุดเร้นลับที่สุดของนางติดต่อกันหลายครั้งอย่างรุนแรง ก่อนที่มู่ชิงจะกรีดร้องลั่น กายบางกระตุกเกร็งระรัว ร่องสวาทบีบขมิบตอดรัดแก่นกายยักษ์เอาไว้แน่นพร้อมกับฉีดปล่อยน้ำหวานสีใสออกมาจนเปียกชุ่ม ชายหนุ่มร้องคำรามลั่นราวกับสัตว์ป่า เขาอัดสะโพกกระแทกเข้าไปให้ลึกที่สุดและค้างเอาไว้ ก่อนจะปลดปล่อยน้ำเชื้ออุ่นร้อนสีขาวขุ่นระลอกใหญ่ พุ่งฉีดอัดเข้าสู่ส่วนลึกที่สุดของกายภรรยาหยดแล้วหยดเล่าสองร่างเหนื่อยหอบหายใจรดกันท่ามกลางม่านมุ้งที่โรยตัวลงมาปิดกั้นโลกภายนอก ลมหายใจอุ่นและหยาดเหงื่อผสานรวมเป็นหนึ่ง สองร่างทิ้งตัวลงกอดก่ายกันบนเตียงนุ่มด้วยความเหนื่อยอ่อนทว่าอิ่มเอมในรสสวาทที่แสนตราตรึงราตรีอันยาวนานยังคงดำเนินต่อไป เพลิงปรารถนาที่เพิ่งมอดดับไปได้เพียงชั่วก้านธูปไหม้กลับถูกจุดประกายขึ้นมาอีกครั้งอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายคาวหวานของน้ำรักที่คละคลุ้งอยู่บนผ้าปูที่นอนและหยาดเหงื่อที่โซมกายมิได้ทำให้คนทั้งสองรู้สึกเหน็ดเหนื่อย ตรงกันข้ามมันกลับเป็นดั่งสุราฤทธิ์แรงที่ปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบให้ตื่นตัวขึ้นมามากกว่าเก่ามู่ชิงนอน

















