로그인ยามเช้าของอีกวัน แสงอรุณอ่อนๆ สาดแสงเข้ามาผ่านทางหน้าต่าง กระทบกับเปลือกตา หญิงสาวที่กำลังงัวเงีย ปรายปรีญาพยายามลืมตาสู้แสง ศรีษะที่หนักอึ้ง มึนงง ปวดไปทั้งหัว เธอจึงพยายามสะบัดหัวไปมาเพื่อให้ตัวเองตั้งสติได้ ก่อนจะยันกายลุกขึ้น พิงหัวเตียง มองสำรวจไปรอบๆ ห้อง เเจกันลายครามที่อยู่มุมห้องตั้งตระหง่านโดดเด่น ผ้าม่านสีโอรสราคาแพงปลิวไปมาอยู่รีบหน้าต่าง
เวรละ!! ห้องใครวะเนี่ย แล้วเรามาอยู่นี่ได้ยังไง เธอพยายามนึกแต่ก็นึกไม่ออก จึงรีบลงจากเตียง แต่ก็ยิ่งตกใจเข้าไปอีกเมื่อเสื้อผ้าที่สวมใส่ไม่ใช่ชุดตัวเอง แต่กลับเป็นชุดกีฬาผู้ชาย ที่เธอสวมได้พอดีเปะ
"อ้าวคุณ ตื่นแล้วเหรอคะ ชุดคุณดิฉันซักให้เมื่อคืนเลยเอามาให้นะคะ"
คุณป้าท่าทางใจดีเดินเปิดประตูเข้ามา พร้อมกับยื่นชุดเดรสตัวเมื่อคืนให้กับเธอ ปรายปรีญายกมือไหว้ขอบคุณ
"คุณป้าคะ หนูจำไม่ได้ว่ามาอยู่นี่ได้ยังไง แล้วที่นี่มันที่ไหนคะ"
"อ่อ เมื่อคืนคุณหนูของป้าเขาพามาค่ะ "
"ห่ะ คุณหนูนี้ผู้หญิงหรือผู้ชายคะป้า แล้วชุดที่ใส่ ...."
ปรายปรีญาทำท่าตรงใจ สีหน้ากังวล
"คุณหนูของป้าเป็นผู้ชาย แต่ไม่ต้องตกใจไปนะ ป้าเป็นคนเปลี่ยนชุดให้เอง "
"อ่อค่ะ ขอบคุณนะคะ"
"รีบไปเปลี่ยนชุดเถอะค่ะ คุณท่านและคุณหนูรออยู่ด้านล่าง"
ปรายปรีญาพยักหญ้าให้ก่อนจะรีบไปชำระร่างกายที่เหม็นกลิ่นแอลกอฮอล์เมื่อคืน และยิ่งกังวลหนักเข้าไปอีก ที่เธอยังไม่กลับบ้าน ป่านนี้แม่คงเป็นห่วงแย่แล้ว หลังจากจัดการกับตัวเองเสร็จเธอเดินหากระเป๋าตัวเองรอบห้องแต่ก็ไม่เจอ
จึงเดินลงมาด้านล่างของบ้าน ก็เห็นผู้ชายวัยกลางคนนั่งหันหลังให้อยู่ตรงโต๊ะทานอาหาร กำลังนั่งอ่านหนังสือ พร้อมทานอาหารไปในตัว
" เอ่ออ ขอโทษนะคะคุณท่าน"
ชายคนดังกล่าวจึงหันมาตามเสียง
"อ้าว ลุงชัยสวัสดีค่ะ ลุงมาอยู่นี่ได้ยังไงคะเนี่ย หรือว่า...."
"หวัดดีจ๊ะ หนูปราย ใช่แล้วจ๊ะ นี่บ้านลุงเอง พอดีเจ้าลูกชาย ไปเห็นหนูเมาจนไม่ได้สติ ไม่รู้จะพาไปไหนเลยพามาบ้านนี่ละ ไม่ต้องพูดอะไรเยอะ มาๆ มากินข้าวต้มกุ้งร้อนๆ ดีกว่า จะได้ส่างเมาด้วย"
ขณะที่กำลังจะเดินไปนั่งลงเก้าอี้ข้างๆ ลุงชัย เสียงหนานุ่มที่คุ้นๆ หูก็ลอยมา
"ตื่นแล้วเหรอ นึกว่าจะตื่นสายกว่านี่ซะอีก"
ปรายปรีญาจึงหันไปตามเสียงที่ทักถาม
ดวงตาเบิกโพลง ถึงกับเข่าอ่อน ถอยหลังออกไปสองสามก้าว หัวใจหล่นไปอยู่ตาตุ่ม ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาเป็นลูกของลุงชัย แต่ๆ เขาคือคุณกวิณภัทร!!
ไอ้ปรายเอ๊ย ชะตาขาดแล้ว สองครั้งที่เจอกันในสภาพ ที่ไม่เคยปกติสักครั้ง
"ขะ~คุณภัทร"
เสียงตะกุกตะกักเรียกเขาออกมาแบบแผ่วเบา
แต่เขากลับทำหน้านิ่งเฉย ราวกับหุ่นปั้น เดินมานั่งตรงข้ามกับเธอ พร้อมกับวางกระเป๋าสะพายลงและเลื่อนส่งมาให้เธอ กระเป๋าเธอนี่นา
"จะยืนอยู่อีกนานไหม"
พอกวิณภัทรพูดแบบนั้น เธอยิ่งลนลานเข้าไปอีก ก่อนจะเลื่อนเก้าอี้นั่งลง ส่วนคนตรงหน้าเธอ ก็ก้มหน้าตักข้าวต้มกิน โดยไม่ได้สนใจใคร เธอจึงแอบมองสำรวจคนตรงหน้าได้แบบชัดแจ๋ว 4D วันนี้วันหยุด คุณภัทรจึงไม่ได้เซทผม ผมหน้าม้าหน่อยๆ ตกลงมาปิดหน้าผาก เสื้อยืดสีดำธรรมดา แต่พออยู่บนร่างผู้ชายคนนี้กลับดูดีมากๆ เลย ปรายปรีญาแอบรอบมองอยู่สักพัก ก่อนละสายตาและลงมือทานข้าวต้มกุ้งที่อยู่ตรงหน้า
"หนูปราย พอดีเมื่อคืนลุงโทรบอกแม่หนูปรายแล้วนะ เพราะลุงเห็นว่าดึกแล้ว กลัวเขาเป็นห่วงนะ"
"เหรอคะลุงชัย ขอบคุณมากนะคะ ปรายกลัวแม่เป็นห่วงมากเลย จะโทรหาเมื่อกี้แต่หากระเป๋าไม่เจอ"
ปรายปรีญายิ้มแบบแหยๆ ให้ เธอไม่แปลกใจสักนิดที่ลุงจะมีเบอร์ของแม่เธอ เพราะลุงชอบโทรมาจองหมูปิ้งทีเป็นร้อยๆ ไม้ บางทีก็เอาไปแจกคนยากไร้ บ้าง ฝากคนอื่นบ้าง ทำให้เธอสนิทกลับลุงชัยไปด้วย เพราะท่านเป็นคนใจดี แค่แปลกใจมากกว่ารู้จักกับลุงมาตั้งนาน แต่ทำไมเธอไม่เคยรู้เลยนะว่าท่านเป็นเจ้าของบริษัทที่ตัวเองทำงาน แต่เธอก็ไม่กล้าถามกลัวเป็นการยุ่งเรื่องของท่านมากเกินไป ส่วนคนตรงหน้าก็ไม่พูดไม่จากับเธอสักคำ จนกินเสร็จทำท่าจะลุกออกจากโต๊ะ
"เจ้าภัทรนั้นแกจะไปไหน"
"ผมก็จะกลับคอนโดผมสิครับ"
" งั้นดีเลยพ่อ ฝากไปส่งหนูปรายด้วยได้ไหม"
เขาตวัดสายตามองผู้หญิงคนนี้รอบที่สิบได้แล้วมั่งรู้สึกหงุดหงิด น่ารำคาญ ยังไงไม่รู้
"ทำไมผมต้องไปส่ง เธอกลับเองไม่ได้หรือไง"
เขาพยักหน้าหันมาถามผู้หญิงร่างอวบตรงหน้าที่พยายามบีบตัวเอ็งให้เล็กลงเท่าลูกแมว
"อ่ะ ไม่เป็นไรค่ะ ลุงชัย คุณภัทร เดี๋ยวปรายเรียกแท๊กซี่กลับเองได้ค่ะ "
หญิงสาวรีบตอบกลับอย่างไว ถ้าไปด้วฉันจะโดนกินหัวไหมเนี่ย
"ไม่ได้ ฉันรับปากกับแม่หนูปรายไว้แล้ว ว่าจะให้ลูกชายไปส่ง"
"แต่พ่อครับคนขับรถบ้านเราก็มี..."
"แต่ฉันสั่ง!! " เสียงที่ดูนิ่งๆ ของลุงชัย ทำเอาเธอเสียวสันหลังวาบ ไม่กล้าเอยปฏิเสธอีกเลย
ขณะที่นั่งมาในรถเขา เธอกับเขาเงียบมาตลอดทาง เงียบจนได้ยินเสียงหายใจของกันและกัน เธออึดอัดเหมือนจะหายใจไม่ออก ให้ได้ ความรู้สึกเหมือนวันนั้นที่อยู่ในลิฟต์ไม่มีผิด จนมาถึงถนนเส้นหนึ่ง เธอจึงรู้ตัวว่าใกล้จะถึงบ้านแล้ว
"จอดตรงป้ายรถเมล์ข้างหน้าก็ได้ค่ะคุณภัทร เดี๋ยวปรายเดินเข้าซอยไปเองค่ะ"
ทันทีที่พูดจบเขาก็ตีไฟเลี้ยวเลียบรถจอดข้างทางก่อนถึงป้ายรถเมล์เล็กน้อย ไม่ถามอะไรเธอสักคำ
ก่อนลงรถปรายปรีญาจึงหันไปยกมือไหว้ขอบคุณและขอโทษเขา
"ปรายขอโทษนะคะ ที่ทำให้คุณลำบากและเดือดร้อนไปด้วย แล้วก็ขอบคุณมากๆ นะคะช่วยไว้และมาส่ง"
"อือ แค่เธอไม่เอาเรื่องที่เห็นเมื่อคืนไปพูดก็พอ"
"ห่ะ เห็นเรื่องอะไรหรือคะ เมื่อคืน ปรายทำอะไรคุณภัทรคะ "
"เธอจำไม่ได้เหรอ"
"ไม่ค่ะ"
"จำไม่ได้ก็ดีแล้ว ลงไปได้แล้วฉันรีบ"
"ค่ะๆ "
ปรายปรีญารีบเปิดประตูลงจากรถอย่างไวเลย ถ้าอยู่นานกว่านี้มีหวังขาดออกซิเจนตายแน่ๆ
ส่วนกวินภัทรโล่งอกที่ยัยหมูปิ้งจำเรื่องเมื่อคืนไม่ได้ เพราะเขากลัวยัยนี่เอาเรื่องที่เธอจูบกับแก้วฤดีไปพูดให้คนอื่นฟังแล้วแก้วฤดีจะเสียหาย
"กลับมาแล้วเหรอยายตัวดี"
เพ็ญศรี ยืนเท้าสะเอวพร้อมมือถือไม้แขวนเสื้อรอเธออยู่ เดินเข้ามาจะฟาดลูกสาว ที่ไปทำตัวเหลวไหลให้คนอื่นเดือดร้อน
"เดี๋ยวแม่! ใจเย็นๆ ปรายไม่ใช่เด็กแล้วนะ"
"แกรู้ไหม ฉันเป็นห่วงแกมาก ถ้าคุณชัยไม่โทรมาบอกฉันก็ไม่รู้เลยว่าลูกสาวฉันไปเมานอนหมดสติอยู่ลานจอดรถโรงแรมเนี่ย"
"โอ๋ แม่อย่าโกรธปรายเลยนะ ปรายไม่รู้ว่ากินไปเยอะเลยไม่ได้สติ นึกว่าตัวเองนั่งแท๊กซี่กลับมาบ้านแล้ว"
"ไปเลยขึ้นไปอาบน้ำอาบท่าพักผ่อนเลย ตอนเย็นจะได้มาช่วยแม่เตรียมของ"
"ได้เลยจ้ะคุณนายเพ็ญศรี"
ไม่พูดเปล่า แต่ก้มลงหอมแก้มคนเป็นแม่ฟอดใหญ่ ที่ทำหน้าบึ้งเป็นตูดลิงเพราะโมโหตัวเอง แต่จะต่อว่ามากก็ไม่ได้เพราะแต่ก่อนเธอเองก็ใช่ว่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกซะเมื่อไร แต่เธอโชคดีที่ลูกเป็นเด็กน่ารัก ใฝ่ดี จึงไม่ได้เป็นเด็กใจแตกแบบคำนินทาของชาวบ้าน
หน้าห้องฉุกเฉินทุกคนต่างมายืนรอการผ่าตัดของกวิณภัทร ร่างอวบซึ่งสภาพตอนนี้ดูอิดโรย ใบหน้าปูดบวม พยาบาลขอให้ไปตรวจร่างกายและพักก่อนเธอก็ไม่ยอมไป เธอเดินวนไปมาอยู่อย่างนั้น จนเพ็ญศรีลุกขึ้นมาดึงแขนลูกสาวไว้ “ปราย แม่ว่าแกเองก็ควรไปพักนะ” “ไม่ค่ะแม่ ปรายจะรอคุณภัทร ปรายจะรอเขาออกมา” ปรายปรีญบอกคนเป็นแม่ เพ็ญศรีได้แต่สงสารลูกสาว แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย เวรกรรมอะไรกันหนอชีวิตคู่ของทั้งสองคนถึงประสบพบแต่วิบากกรรม “โธ่ ยัยปราย” เพ็ญศรีลูบหัวลูกสาวแล้วดึงเข้ามากอด เธอรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนของเสียงสะอื้นที่ปรายปรีญาพยายามกลั้นไว้ เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง อาจารย์หมอก็ออกมาจากห้องผ่าตัดด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียด “คุณหมอคะ คุณภัทรเป็นอย่างไรบ้างคะ” “คนไข้เสียเลือดมาก หมอเสียใจด้วยนะครับ” สิ้นเสียงของหมอ ปรายปรีญาก็สติหลุดวิ่งฝ่าทุกคนเข้าไปในห้องผ่าตัดพร้อมกับบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง เธอเห็นพยาบาลกำลังเก็บอุปกรณ์ผ่าตัดโดยมีร่างชายหนุ่มนอนอยู่บนเตียงถูกคลุมด้วยผ้าสีเขียวตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ขาที่ก้าวแทบไม่ออกเดินไปยืนข้างขอบเตียง เธอยืนนิ่ง น้ำตาไหลมาดุจสายลำธาร ตัวสั่นไหวด้วยแรงสะอื้น “ไหน
เมื่อถึงเวลานัดหมายกวิณภัทรก็นั่งรถไปยังจุดหมายทันที สภาพโรงงานเก่าที่เต็มไปด้วยกองไม้ผุพัง กลิ่นสาบเหม็นอับลอยมาตามลมเป็นระลอก ขาที่ก้าวเข้ามาด้วยความตั้งมั่นก็เดินอย่างระแวดระวังอยู่ที “มาแล้วเหรอไอ้หลานชาย มาไว้ดีนี่” วิบูลก้าวขาออกมาจากมุมมืด ใบหน้าที่หมองคล่ำไม่หลงเหลือมาดผู้บริหารเก่า รอยเหี่ยวย่นรอบดวงตาปรากฏให้เห็นเด่นชัด “เมียกูอยู่ไหน” “ใจเย็นๆสิ มาถึงก็ร่ำร้องอยากเจอหน้าเมียเลยนะ กูยังไม่ฆ่ามันทิ้งง่ายๆหรอก เพราะกูอยากให้มึงเห็นด้วย ฮ่าๆ” เสียงหัวเราะลั่นโรงงานด้วยความสะใจ แต่ก็แอบน่าขนลุก “มึงนี่มันชั่วช้าสารเลวไม่เคยเปลี่ยนจริงๆเลยนะ” “ก็เพราะใครล่ะ ทำให้กูต้องตกมาอยู่ในสภาพแบบนี้ ไม่ใช่เพราะมึงเหรอ ครั้งที่แล้วกูน่าจะแทงมึงตรงหัวใจ มึงจะได้ไม่ต้องมาปากเก่งใส่กูอีก” “มึงก็ยังคอยโทษแต่คนอื่น เหมือนเดิม ไม่เคยโทษในความโลภ ความอยากได้ของคนอื่นเลยทำให้มึงต้องกลายมาเป็นแบบนี้ไง แทนที่ออกจากคุกมามึงจะสำนึกแล้วกลับตัว สุดท้ายมึงมันก็กลับมาเลวเหมือนเดิม” กวิณภัทรขบกราม กำมือแน่น อยากวิ่งเข้าไปซัดหน้ามันจริงๆ แต่ก็ทำได้เพียงอดทนเอาไว้ “มึงต้องการอะไร แล้วปล่อยเมียกูได้แ
หลังจากที่แก้วฤดีกลับไปปรายปรีญานั่งคิดทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาครู่ใหญ่ ก็จริงอยู่ที่กวิณภัทรเคยทำร้ายจิตใจเธอจนบอบช้ำ แต่เรื่องราวที่ผ่านมาวันเวลาที่ผ่านไปเธอเองก็ยอมรับว่าไม่เคยลืมเขาไปจากใจได้เลย และถ้าวันนี้เธอยังจมอยู่กับความหลังแล้วชีวิตเธอกับลูกจะมีความสุขไปได้อย่างไร เธอจะลองให้โอกาสเขาสักครั้ง คิดได้อย่างนั้นมือคว้ากระเป๋าสะพายได้ก็รีบเดินออกจากบ้าน ขายังก้าวไม่พ้นประตูรั้วก็ต้องชะงัก เมื่อเจอว่ามีชายร่างกายกำยำ 2-3 ยืนดักรอเธออยู่หน้าบ้าน สายตามองมาที่เธออย่างพิจารณาแล้วก้มมองรูปถ่ายก่อนจะพยักหน้าให้กัน สัญชาตญาณของเธอบอกได้ทันทีว่าผู้ชายเหล่านี้ไม่ได้มาดีแน่ๆ ขาสองข้างค่อยๆถอยหลังหันกลับเพื่อเตรียมหนี แต่ก็ก้าวได้เท่านั้นเพราะพวกมันไวกว่า ร่างอวบที่เชื่องช้าเหมือนเต่าชราแบบเธอ ปรายปรีญาพยายามดิ้นให้หลุดพ้นจากการจับตัวพร้อมกับตะโกนให้คนช่วย “พวกแกเป็นใคร ต้องการอะไร อยากได้เงินเหรอในกระเป๋าฉันพอมีอยู่บ้าง เอาไปหมดเลย แต่ปล่อยฉันไปเถอะนะลูกฉันยังเล็ก” เธอพยายามวิงวอนแค่คิดว่าตัวเองจะไม่ได้อยู่เห็นหน้าลูกใจเธอก็แทบสลายหากต้องตายด้วยน้ำมือพวกนี้ “ฉันไม่อยากได้เศษเหรียญใ
รุ่งเช้าแสงตะวันสาดส่องผ่านหน้าต่างแยงดวงตา ปรายปรีญาหรี่ตาสู้แสงแดดยามเช้าร่างกายที่ถูกห่มด้วยอ้อมกอดเพื่อคลายความหนาวจากเครื่องปรับอากาศขยับกายเพื่อให้หลุดจากอ้อมแขน พอเธอลืมตาขึ้นก็เจอหน้าคมกำลังนอนพินิจพิจารณาใบหน้าตัวเองอยู่ “ตื่นแล้วเหรอครับ” “ก็เห็นนี่คะ ทำไมต้องถาม จะกอดปรายอีกนานไหมคะ ปรายจะไปอาบน้ำไปดูลูก” “ไม่ต้องห่วงครับ ป้าเรไรจัดการอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อยแล้ว เหลือแต่เราสองคนนี้ละ” “ถ้ารู้ว่าเหลือแค่เราสองคนก็ปล่อยค่ะ จะได้รีบลงไปด้านล่างป่านนี้คุณพ่อคงรอทานข้าวแล้วค่ะ” กวิณภัทรทำท่าอ้อยอิ่งเหมือนไม่อยากปล่อย แต่ก็ต้องจำยอมเมื่อปรายปรีญาหงุดหงิดและหยิกแขนเขาไปหนึ่งที จนผิวขาวขึ้นเป็นรอยเขียว “ขอโทษนะคะ คุณพ่อที่ทำให้รอทานข้าว ปรายนี่แย่จริงๆ เลย ตื่นสาย” “ไม่เป็นไรๆ พ่อไม่ใช่คนหัวโบราณนะ ที่จะมาคิดเล็กคิดน้อยเรื่องตื่นสาย เมื่อวานก็คงพากันเหนื่อยด้วย พ่อเข้าใจ” “แล้วนี่ หนูกรีนไปไหนคะ ปรายลงมายังไม่เห็นลูกเลย” “หนู อยู่นี้ค่ะแม่” สาวน้อยยิ้มฟันขาว วิ่งนำหน้าป้าเรไรที่ถือถุงขนมจากร้านสะดวกซื้อเดินตามหลังมา” “ไปไหนมาคะ แล้วไปงอแงอะไรกับป้าเขามาหรือเปล่า” “ไม่
กวิณภัทรเดินเข้ามาในห้องประชุมด้วยท่าทางสีหน้าอารมณ์ดี แตกต่างจากร่างอวบที่เดินตามหลังมาด้วยสีหน้าบึ้งตึง แถมมือยังถูกพันธนาการด้วยกุญแจมืออีกแล้วต้องมาคอยยืนอยู่ข้างๆ เขา อายผู้คนในห้องประชุมก็อาย ยิ่งเธอพยายามต่อต้านดื้อดึง เขาอาจจะทำมากกว่านี้ก็ได้ เหล่าพนักงานกว่า400คน มองมาข้างหน้าแล้วก็หันไปซุบซิบนินทาด้วยความอยากรู้อยากเห็นเหมือนเคย “นั้นไง ต่าย ปรายยืนอยู่ข้างๆ คุณภัทร หน้าบูดเป็นตูดลิงเลย” “อือ เห็นแล้ว สงสัยถูกบังคับให้มาด้วย ดูมืออีกข้างสิ” ต่ายพยักพเยิดให้ยี่หวาดูมือที่มีผ้าพันอยู่ แต่ก็เห็นว่าภายใต้ผ้าคือกุญแจมือ “คุณภัทรทำเกินไปหรือเปล่าต่าย ทำแบบนี้มันผิดกฎหมาย” “แล้วเราทำอะไรได้ล่ะ รอเลิกประชุมก่อนค่อยไปหาน้องแล้วกัน” เสียงเซ็งแซ่ต้องหยุดลง เมื่อกวิณภัทรก้าวขาขึ้นโพเดียม เพื่อกล่าวเปิดประชุม ซึ่งเป็นประจำของทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือนที่จะมีการจัดประชุมขึ้นเพื่อฟังความคิดเห็นของเหล่าพนักงานว่าต้องการสิ่งใดในการอำนวยความสะดวกในการทำงาน และวันนี้ทางบริษัทมาขอคะแนนเสียงกับพนักงานว่าหากทางบริษัทจะจ้างหมอนวดคลายเส้น มาให้บริการทุกวันจันทร์ของเดือน จะดีหรือไม่ จะเป็นการ
“ตัวเล็กของพ่อทำอะไรอยู่ครับ” “หนูกำลังต่อจิ๊กซอว์ให้ลูกหมูสามตัวค่ะ” กวิณธิดาก้มหน้าก้มตาต่อจิ๊กซอว์ที่กวิณภัทรซื้อให้อย่างตั้งอกตั้งใจ จิ๊กซอว์นิทาน เป็นหนึ่งในของเล่นกองโตที่เขาแทบจะเหมามาทั้งร้านให้กับลูกสาวคนเดียว เขานั่งมองลูกสาวที่สีหน้ามุ่งมั่นจริงจังกับงานตรงหน้าเป็นอย่างมาก สีหน้าที่เวลาทำอะไรสักอย่างแล้วดูจริงจังขนาดนี้ถอดแบบแม่มาไม่มีผิดเพี้ยน มือหนาลูบหัวลูกสาวด้วยความเอ็นดู ชีวิตเขาเกือบสูญเสียคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตไปเกือบสองคน วันนี้เขาได้มีโอกาสได้ทั้งสองกลับมาแล้ว เขาจึงสัญญากับตัวเองว่าจะรักษาเขาไว้จนกว่าชีวิตเขาจะหมดลมหายใจ “คุณยังไม่กลับไปอีกเหรอคะ” “จะกลับไปได้ไง พี่รอกลับพร้อมปราย” “ใครบอกว่าปรายจะกลับไปพร้อมคุณ” “ไม่มีใครบอก แต่จะให้กลับไปด้วยกัน เรามีเรื่องต้องคุยกันอีกเยอะเลยนะครับ” “ปราย ว่าเราคุยกันไปหลายรอบแล้วนะคะ แล้วปรายก็ไม่รู้จะคุยอะไรกับคุณแล้วด้วย” “แต่ทำไมพี่มีเรื่องจะคุยกับปรายเยอะแยะไปหมดเลยล่ะ” เจ้าตัวเล็กหันไปมองหน้าพ่อที หันไปมองหน้าแม่ตัวเองที ที่ยืนเถียงกันไปมา ก่อนจะบอกว่าอยากไปนอนกับพ่อ แล้วยิ้มแป้นยักคิ้วหนึ่งข้างให้คนเป็นพ่อเชิง







