Mag-log inเย็นตะวันคล้อย ใกล้ค่ำ ปรายปรีญาก็ลงมาช่วยแม่เตรียมของขาย ขาก้าวลงบันได แต่ปากอ้าหาว จนเห็นลิ้นไก่ เปลือกตาก็เปิดไม่เต็มตา เพราะยังรู้สึกแฮงค์จากฤทธิ์สุรา เมื่อคืน
" โห พี่ปรายอ้าปากหาวขนาดนี้ ไม่ใช่ยุงบินเข้าไปวงไข่แล้วเหรอ"
"อ้าว แกกลับมาตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย เห็นไม่ค่อยอยู่ติดบ้านเลยช่วงนี้"
"กลับมานานแล้วจ้าาจนช่วยแม่เสียบหมูเสร็จแล้วเนี่ย อีกอย่างช่วงนี้ใกล้สอบไฟล์นอล ก็เลยออกไปติวกับเพื่อนมา ว่าแต่พี่เถอะ เมื่อคืนไม่กลับบ้านแม่เป็นห่วงแทบแย่"
"เออ ช่างเถอะ แล้วแม่ไปไหนเนี่ยพี่ลงมาไม่เห็นเลย"
"เห็นบอกว่าจะออกไปร้านขายยา ยังไม่มาเลย ไปนานแล้วนะ"
"แม่ไม่สบายเหรอ เดี๋ยวพี่เดินออกไปดูก่อนนะ แกก็เก็บจองให้เรียบร้อยละ "
ปรายปรีญาบอกน้องสาวเสร็จ ก็เดินออกไปยืนรอแม่ ริมร้hวประตูบ้าน ที่สูงเลยหน้าอกนิดเดียว ในสมองก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย จนคนเป็นแม่เดินมาจนจะประชิดตัวถึงรู้สึกว่ามีคนมา
"อ้าว แม่ตกใจหมดเลย ไปซื้อยาอะไรมาเนี่ย ไม่สบายเหรอ"
"แม่ไม่ได้เป็นอะไร ช่วงนี้รู้สึกเหนื่อยๆ เลยไปซื้อยาบำรุงมานะ"
"อ่อ งั้นก็เข้าบ้านกันเถอะ ป่านนี้ไอ้ปรางเตรียมของเสร็จแล้ว เดี๋ยววันนี้ปรายจะทำกะเพราหนวดหมึกไข่ดาวจองโปรดทุกคนให้กินเอง"
"อืม ดีเหมือนกัน แม่ขอแบบเผ็ดสะท้านทรวงเลยนะ"
ตกค่ำเย็นนั้น ทุกคนต่างกินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย เพราะนานๆ ทีปรายปรีญาจะเข้าครัวทำอาหารให้ทุกคนกิน
"วันนี้ทางบอร์ดผู้บริหารจะเรียกแต่ละแผนกเข้าประชุมนะ แต่งกายให้เรียบร้อยด้วยละ"
"กี่โมงอ่าพี่จี๊ด"
"บ่าย3 เพราะคุณภัทรจะเป็นคนมาประชุมเอ็ง"
วันนี้หัวหน้าแผนกQC แจ้งเรื่องประชุมแต่เช้าเลยแถมคนที่เรียกประชุมคือคุณภัทรอีก ฉันจะเอาหน้าไปเจอเขายังไงวะเนี่ย
"ไอ้ปราย วันนั้นกลับยังไงวะ เมาขนาดนั้นพี่เดินหารอบงานว่าจะไปส่งซะหน่อย"
"กลับแท๊กซี่อ่าพี่ รู้ตัวอีกทีก็ถึงบ้านละ"
"เออ แล้วก็ไม่โทรบอกพวกกูก็เป็นห่วง"
"ขอโทษจ้าาา พอดีตื่นมาแฮ้งค์อ่า เลยลืม"
ปรายปรีญาจำต้องโกหกทุกคน เพราะไม่อยากให้เข้าใจผิดหากต้องเล่าว่าไปนอนค้างบ้านประธานบริษัท มีหวังเป็นขี้ปากพนักงานอีก
"วันนี้ที่ผมต้องเรียกประชุมทุกคน เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่าน ทาง HR หรือบริษัทเองอาจจะละเลยในเรื่องการแต่งกาย และความสะอาด และภาพลักษณ์ที่ดีของบริษัท ผมจึงอยากขอความร่วมมือทุกท่าน แต่งหน้า แต่งตัวให้เป็นระเบียบตามความเหมาะสมที่ควรมีด้วยนะครับ"
เสียงนุ่ม รื่นหูที่ส่งผ่านลำโพง แต่ก็ดูเกรงขาม กระจายเสียงให้พนักงานแต่ละแผนกที่มารวมตัวกันวันนี้ ต่างพยักหน้ารับทราบถึงการขอความร่วมมือของบริษัท กวิณภัทร ถึงปากจะพูดผ่านไมค์ แต่สายตาเขากลับจ้องมายังปรายปรีญา ที่ยืนตัวเกร็ง แอบอยู่หลังยี่หวา เธอไม่อยากมองหน้าเขาเพราะละอายใจกับสิ่งที่ก่อ หากทุกคนรู้ว่าที่ถูกเรียกประชุมวันนี้ ต้นสายปลายเหตุมาจากเธอมีหวังเธอโดนยำเละแน่ๆ
หลังจากเลิกประชุม ปรายปรีญาจึงเดินมารอลิฟต์ ลงมาชั้นจอดรถเพราะลืมกระเป๋าตังค์ไว้ใต้เบาะรถคู่ใจ ระหว่างเดินกลับ เธอจึงเดินมาพบกับ กวิณภัทร ที่ยืนคุยกับผู้หญิงคนหนึ่ง แต่เธอเห็นเพียงด้าน หลัง คล้ายๆ ว่าเคยเห็นที่ไหน
จนเธอเห็นกวิณภัทรส่งผู้หญิงคนนั้นขึ้นรถ ภาพที่ลานจอดรถก็ผุดเข้ามาในหัว สองคนนี้กำลังจูบกันนี่ มิน่าล่ะ คุณภัทรถึงบอกว่าอย่าให้เราเอาเรื่องนี้ไปบอกใคร แล้วทำไมต้องกลัวคนอื่นรู้ หรือว่าคุณภัทรคบซ้อนหลายคน หูววว หล่อร้ายนะเนี่ย
เมื่อส่งแก้วฤดีขึ้นรถไปแล้ว หลังจากที่เธอมาเอาแฟ้มงานที่ลืมไว้ในรถคันที่เขาให้คนขับรถไปส่งเธอวันนั้น ก็หันกลับมาเจอปรายปรีญาที่ยืนมองและทำสีหน้าเลิ่กลักๆ อยู่ เขารู้ได้ทันทีว่าเธออาจจะจำแก้วฤดีได้ จึงเดินตรงเขาไปหา แต่ยัยนั้นทำไม กลับถอยหลังเหมือนจะวิ่งหนี
เอ้า อยู่ๆ ทำไมทำหน้าขลึงขลังขนาดนั้นเนี่ย อย่าเดินเข้ามานะ ฉันไม่เอาเรื่องนี้ไปบอกใครหรอก ความคิดที่วิ่งมาในหัวสั่งให้ปรายปรีญาหันหลังวิ่งไปกดลิฟต์อย่างไว เพื่อหนีร่างสูงที่กำลังจะมาถึงเธอแล้ว เดชะบุญจริงเลย ลิฟต์มาถึงพอดี เธอไม่รอช้า วิ่งพรวดเข้าไป จิ้มๆๆ ปิดประตูอย่างเร็ว เฮอออ รอดแล้วฉัน แต่...ลืมกดชั้นที่จะไป
ครืด.....ติ๊ง ประตูลิฟต์อ้าออก ร่างสูงมองเข้ามาในลิฟ ก่อนก้าวขายาวๆ เข้ามาพร้อมกับกดไปที่ชั้น28 ปรายปรีญา ไม่รีรอ จะเดินออกไปขึ้นตัวอื่น แต่ก็ช้ากว่า แขนยาวๆ ที่คว้าหมับเข้าที่ข้อมือเธอ
"จะไปไหน"
"อ่อ พอดีปรายลืมมือถือไว้ที่ใต้เบาะรถนะคะ"
"แล้วในมือนี่คืออะไร"
"เออ...คือว่า"
"เธอตั้งใจจะวิ่งหนีฉันใช่ไหม"
"เปล่านะคะ คุณภัทร ปรายไม่ได้ตั้งใจหนีหรือ แอบดูนะคะ แล้วอีกอย่างคุณทำหน้ายักษ์เดินมาขนาดนั้น ปรายก็ต้องวิ่งสิคะ"
"ฉันแค่จะมาบอกว่า ต่อให้วันนั้น หรือวันนี้ เธอจะเห็นอะไรก็ตาม ฉันขอสั่งให้เงียบไว้ซะ "
เขาโน้มตัวลงมา จ้องตาปรายปรีญาที่ยืนทำหน้าหวาดกลัวอยู่ต่ำกว่าตัวเขา ด้วยระดับความสูงที่ต่างกัน ถึง30กว่าเซนติเมตร
"ปรายสัญญาค่ะ ว่าจะพูดอะไรทั้งนั้น แต่ตอนนี้ปล่อยแขนปรายก่อนได้ไหมคะ ปรายเจ็บ"
กวิณภัทรจึงยอมปล่อยหลังจากที่เธอรับปาก แต่ก็เห็นข้อมือของเธอเป็นรอยจ้ำแดงๆ ขึ้นเด่นชัด เพราะด้วยความที่เธอผิวขาวด้วยจึงสังเกตเห็นง่าย
หลังจากลิฟต์เคลื่อนตัวขึ้นไปส่งกวินณภัทร ปรายปรีญาก็กดลงมาชั้นที่เธอทำงานอยู่ ตลอดทางที่เดินเข้าห้องเธอ บ่นด่ามาตลอด คนบ้า จะแอบคบกิ๊ก แล้วยังต้องเดือดร้อนคนอื่นอีก ใจร้ายใจดำชะมัด บีบซะแรงเจ็บไปหมดแล้วเนี่ย
"ปราย มาพอดี ทางทีมขายโทรมานะ ว่าเคสที่ปรายส่งคืนไปแก้ไขทางนั้นอ่า น่าจะผิดอะไรหรือเปล่า ไปเปิดหน้าเคสดูให้พี่หน่อย"
"อ่อ ได้ค่ะ แป๊บนะพี่"
ใส่รหัสเครื่องเสร็จปรายปรีญาก็นั่งตรวจเคสงานที่ส่งคืน
"ก็ไม่มีอะไรผิดนี่คะพี่ ทางทีมขายเขาแจ้งมาว่ายังไงเหรอคะ"
"เขาบอกว่าเคสที่ปรายส่งให้ไปสอบถามเรื่องโรคประจำตัวนะสิ"
"แต่ปรายดูดีแล้วนะคะ ลูกค้าที่สมัครทำ เขาแจ้งชัดเจนว่าเป็นความดันสูง กินยาประจำ มันก็ต้องเป็นข้อยกเว้นที่ทางบริษัทประกันไม่คุ้มครองโรคที่ลูกค้าเป็นมาก่อนอยู่แล้วนี่คะ"
"โอเค เดี๋ยวพี่โทรแจ้งทางหัวหน้าทีมขายแป๊บนะ"
วันซวยอะไรวะเนี่ย เกือบทำงานพลาด แถมยังต้องมาอารมณ์เสียเพราะเรื่งส่วนตัวคุณภัทรอีก
~ครืน ครืน ~ เสียงตั้งสั่นโทรศัพท์ของปรายปรีญาดังขึ้นขณะกำลังนั่งทานข้าวเที่ยงกับพี่ๆ ในทีมอยู่ที่Canteenของบริษัท จึงเห็นว่าเป็นเบอร์โทรน้องสาวตนเอง
"ฮาโหล ว่าไงจ๊ะ"
"พี่ปราย ฮือๆๆ หึกๆ "
"ปรางแกเป็นอะไร ร้องไห้ทำไม "
"พี่ปราย แม่ หือๆ อึก อึก"
"ปราง พี่ฟังแกไม่รู้เรื่อง ตั้งสติ หยุดร้อง แม่เป็นอะไร"
"แม่อยู่โรงพยาบาลอ่าพี่ ตอนนี้อยู่ในห้อง I.C.U
ยังไม่ออกมาเลย พี่รีบมาหาปรางหน่อย ปรางกลัว"
"ได้ๆ พี่จะรีบไป"
วางสายจากน้องสาวเสร็จ ปรายปรีญาก็หันไปหาหัวหน้าและทุกคนที่มองมา เหมือนอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พร้อมกับบอกหัวหน้าว่าวันนี้ขอลาฉุกเฉินด่วนเพราะแม่เข้าโรงพยาบาล ปรายปรีญาไม่รอฟังคำตอบจากหัวหน้าก็คว้ากุญแจรถ ตรงบึงไปที่ลานจอดรถทันที
เธอวิ่งผ่านหน้าและเกือบชนกวิณภัทรไป แต่วินาทีนั้นเธอไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าคนที่จะชนเป็นใคร เขามองตามร่างอวบที่วิ่งลงบันไดเลื่อนตรงลานจอดรถอย่างรีบร้อนด้วยความสงสัยว่าเธอจะรีบไปไหน อีกอย่างใกล้เวลาเข้างานบ่ายแล้วด้วย
แม่ รอปรายก่อนนะ ปรายกำลังไป แม่อย่าเป็นอะไรนะ มือที่จับแฮนด์รถสั่นเทาด้วยความกลัว น้ำตาเริ่มรินลงมาอาบสองแก้ม เพราะตั้งแต่เกิดมาเธอไม่เคยเห็นแม่เข้าโรงพยาบาลสักครั้ง เพราะด้วยรูปร่างและความคล่องแคล่ว ทำให้เธอเขาใจมาเสมอว่าแม่แข็งแรงดี......
หน้าห้องฉุกเฉินทุกคนต่างมายืนรอการผ่าตัดของกวิณภัทร ร่างอวบซึ่งสภาพตอนนี้ดูอิดโรย ใบหน้าปูดบวม พยาบาลขอให้ไปตรวจร่างกายและพักก่อนเธอก็ไม่ยอมไป เธอเดินวนไปมาอยู่อย่างนั้น จนเพ็ญศรีลุกขึ้นมาดึงแขนลูกสาวไว้ “ปราย แม่ว่าแกเองก็ควรไปพักนะ” “ไม่ค่ะแม่ ปรายจะรอคุณภัทร ปรายจะรอเขาออกมา” ปรายปรีญบอกคนเป็นแม่ เพ็ญศรีได้แต่สงสารลูกสาว แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย เวรกรรมอะไรกันหนอชีวิตคู่ของทั้งสองคนถึงประสบพบแต่วิบากกรรม “โธ่ ยัยปราย” เพ็ญศรีลูบหัวลูกสาวแล้วดึงเข้ามากอด เธอรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนของเสียงสะอื้นที่ปรายปรีญาพยายามกลั้นไว้ เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง อาจารย์หมอก็ออกมาจากห้องผ่าตัดด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียด “คุณหมอคะ คุณภัทรเป็นอย่างไรบ้างคะ” “คนไข้เสียเลือดมาก หมอเสียใจด้วยนะครับ” สิ้นเสียงของหมอ ปรายปรีญาก็สติหลุดวิ่งฝ่าทุกคนเข้าไปในห้องผ่าตัดพร้อมกับบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง เธอเห็นพยาบาลกำลังเก็บอุปกรณ์ผ่าตัดโดยมีร่างชายหนุ่มนอนอยู่บนเตียงถูกคลุมด้วยผ้าสีเขียวตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ขาที่ก้าวแทบไม่ออกเดินไปยืนข้างขอบเตียง เธอยืนนิ่ง น้ำตาไหลมาดุจสายลำธาร ตัวสั่นไหวด้วยแรงสะอื้น “ไหน
เมื่อถึงเวลานัดหมายกวิณภัทรก็นั่งรถไปยังจุดหมายทันที สภาพโรงงานเก่าที่เต็มไปด้วยกองไม้ผุพัง กลิ่นสาบเหม็นอับลอยมาตามลมเป็นระลอก ขาที่ก้าวเข้ามาด้วยความตั้งมั่นก็เดินอย่างระแวดระวังอยู่ที “มาแล้วเหรอไอ้หลานชาย มาไว้ดีนี่” วิบูลก้าวขาออกมาจากมุมมืด ใบหน้าที่หมองคล่ำไม่หลงเหลือมาดผู้บริหารเก่า รอยเหี่ยวย่นรอบดวงตาปรากฏให้เห็นเด่นชัด “เมียกูอยู่ไหน” “ใจเย็นๆสิ มาถึงก็ร่ำร้องอยากเจอหน้าเมียเลยนะ กูยังไม่ฆ่ามันทิ้งง่ายๆหรอก เพราะกูอยากให้มึงเห็นด้วย ฮ่าๆ” เสียงหัวเราะลั่นโรงงานด้วยความสะใจ แต่ก็แอบน่าขนลุก “มึงนี่มันชั่วช้าสารเลวไม่เคยเปลี่ยนจริงๆเลยนะ” “ก็เพราะใครล่ะ ทำให้กูต้องตกมาอยู่ในสภาพแบบนี้ ไม่ใช่เพราะมึงเหรอ ครั้งที่แล้วกูน่าจะแทงมึงตรงหัวใจ มึงจะได้ไม่ต้องมาปากเก่งใส่กูอีก” “มึงก็ยังคอยโทษแต่คนอื่น เหมือนเดิม ไม่เคยโทษในความโลภ ความอยากได้ของคนอื่นเลยทำให้มึงต้องกลายมาเป็นแบบนี้ไง แทนที่ออกจากคุกมามึงจะสำนึกแล้วกลับตัว สุดท้ายมึงมันก็กลับมาเลวเหมือนเดิม” กวิณภัทรขบกราม กำมือแน่น อยากวิ่งเข้าไปซัดหน้ามันจริงๆ แต่ก็ทำได้เพียงอดทนเอาไว้ “มึงต้องการอะไร แล้วปล่อยเมียกูได้แ
หลังจากที่แก้วฤดีกลับไปปรายปรีญานั่งคิดทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาครู่ใหญ่ ก็จริงอยู่ที่กวิณภัทรเคยทำร้ายจิตใจเธอจนบอบช้ำ แต่เรื่องราวที่ผ่านมาวันเวลาที่ผ่านไปเธอเองก็ยอมรับว่าไม่เคยลืมเขาไปจากใจได้เลย และถ้าวันนี้เธอยังจมอยู่กับความหลังแล้วชีวิตเธอกับลูกจะมีความสุขไปได้อย่างไร เธอจะลองให้โอกาสเขาสักครั้ง คิดได้อย่างนั้นมือคว้ากระเป๋าสะพายได้ก็รีบเดินออกจากบ้าน ขายังก้าวไม่พ้นประตูรั้วก็ต้องชะงัก เมื่อเจอว่ามีชายร่างกายกำยำ 2-3 ยืนดักรอเธออยู่หน้าบ้าน สายตามองมาที่เธออย่างพิจารณาแล้วก้มมองรูปถ่ายก่อนจะพยักหน้าให้กัน สัญชาตญาณของเธอบอกได้ทันทีว่าผู้ชายเหล่านี้ไม่ได้มาดีแน่ๆ ขาสองข้างค่อยๆถอยหลังหันกลับเพื่อเตรียมหนี แต่ก็ก้าวได้เท่านั้นเพราะพวกมันไวกว่า ร่างอวบที่เชื่องช้าเหมือนเต่าชราแบบเธอ ปรายปรีญาพยายามดิ้นให้หลุดพ้นจากการจับตัวพร้อมกับตะโกนให้คนช่วย “พวกแกเป็นใคร ต้องการอะไร อยากได้เงินเหรอในกระเป๋าฉันพอมีอยู่บ้าง เอาไปหมดเลย แต่ปล่อยฉันไปเถอะนะลูกฉันยังเล็ก” เธอพยายามวิงวอนแค่คิดว่าตัวเองจะไม่ได้อยู่เห็นหน้าลูกใจเธอก็แทบสลายหากต้องตายด้วยน้ำมือพวกนี้ “ฉันไม่อยากได้เศษเหรียญใ
รุ่งเช้าแสงตะวันสาดส่องผ่านหน้าต่างแยงดวงตา ปรายปรีญาหรี่ตาสู้แสงแดดยามเช้าร่างกายที่ถูกห่มด้วยอ้อมกอดเพื่อคลายความหนาวจากเครื่องปรับอากาศขยับกายเพื่อให้หลุดจากอ้อมแขน พอเธอลืมตาขึ้นก็เจอหน้าคมกำลังนอนพินิจพิจารณาใบหน้าตัวเองอยู่ “ตื่นแล้วเหรอครับ” “ก็เห็นนี่คะ ทำไมต้องถาม จะกอดปรายอีกนานไหมคะ ปรายจะไปอาบน้ำไปดูลูก” “ไม่ต้องห่วงครับ ป้าเรไรจัดการอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อยแล้ว เหลือแต่เราสองคนนี้ละ” “ถ้ารู้ว่าเหลือแค่เราสองคนก็ปล่อยค่ะ จะได้รีบลงไปด้านล่างป่านนี้คุณพ่อคงรอทานข้าวแล้วค่ะ” กวิณภัทรทำท่าอ้อยอิ่งเหมือนไม่อยากปล่อย แต่ก็ต้องจำยอมเมื่อปรายปรีญาหงุดหงิดและหยิกแขนเขาไปหนึ่งที จนผิวขาวขึ้นเป็นรอยเขียว “ขอโทษนะคะ คุณพ่อที่ทำให้รอทานข้าว ปรายนี่แย่จริงๆ เลย ตื่นสาย” “ไม่เป็นไรๆ พ่อไม่ใช่คนหัวโบราณนะ ที่จะมาคิดเล็กคิดน้อยเรื่องตื่นสาย เมื่อวานก็คงพากันเหนื่อยด้วย พ่อเข้าใจ” “แล้วนี่ หนูกรีนไปไหนคะ ปรายลงมายังไม่เห็นลูกเลย” “หนู อยู่นี้ค่ะแม่” สาวน้อยยิ้มฟันขาว วิ่งนำหน้าป้าเรไรที่ถือถุงขนมจากร้านสะดวกซื้อเดินตามหลังมา” “ไปไหนมาคะ แล้วไปงอแงอะไรกับป้าเขามาหรือเปล่า” “ไม่
กวิณภัทรเดินเข้ามาในห้องประชุมด้วยท่าทางสีหน้าอารมณ์ดี แตกต่างจากร่างอวบที่เดินตามหลังมาด้วยสีหน้าบึ้งตึง แถมมือยังถูกพันธนาการด้วยกุญแจมืออีกแล้วต้องมาคอยยืนอยู่ข้างๆ เขา อายผู้คนในห้องประชุมก็อาย ยิ่งเธอพยายามต่อต้านดื้อดึง เขาอาจจะทำมากกว่านี้ก็ได้ เหล่าพนักงานกว่า400คน มองมาข้างหน้าแล้วก็หันไปซุบซิบนินทาด้วยความอยากรู้อยากเห็นเหมือนเคย “นั้นไง ต่าย ปรายยืนอยู่ข้างๆ คุณภัทร หน้าบูดเป็นตูดลิงเลย” “อือ เห็นแล้ว สงสัยถูกบังคับให้มาด้วย ดูมืออีกข้างสิ” ต่ายพยักพเยิดให้ยี่หวาดูมือที่มีผ้าพันอยู่ แต่ก็เห็นว่าภายใต้ผ้าคือกุญแจมือ “คุณภัทรทำเกินไปหรือเปล่าต่าย ทำแบบนี้มันผิดกฎหมาย” “แล้วเราทำอะไรได้ล่ะ รอเลิกประชุมก่อนค่อยไปหาน้องแล้วกัน” เสียงเซ็งแซ่ต้องหยุดลง เมื่อกวิณภัทรก้าวขาขึ้นโพเดียม เพื่อกล่าวเปิดประชุม ซึ่งเป็นประจำของทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือนที่จะมีการจัดประชุมขึ้นเพื่อฟังความคิดเห็นของเหล่าพนักงานว่าต้องการสิ่งใดในการอำนวยความสะดวกในการทำงาน และวันนี้ทางบริษัทมาขอคะแนนเสียงกับพนักงานว่าหากทางบริษัทจะจ้างหมอนวดคลายเส้น มาให้บริการทุกวันจันทร์ของเดือน จะดีหรือไม่ จะเป็นการ
“ตัวเล็กของพ่อทำอะไรอยู่ครับ” “หนูกำลังต่อจิ๊กซอว์ให้ลูกหมูสามตัวค่ะ” กวิณธิดาก้มหน้าก้มตาต่อจิ๊กซอว์ที่กวิณภัทรซื้อให้อย่างตั้งอกตั้งใจ จิ๊กซอว์นิทาน เป็นหนึ่งในของเล่นกองโตที่เขาแทบจะเหมามาทั้งร้านให้กับลูกสาวคนเดียว เขานั่งมองลูกสาวที่สีหน้ามุ่งมั่นจริงจังกับงานตรงหน้าเป็นอย่างมาก สีหน้าที่เวลาทำอะไรสักอย่างแล้วดูจริงจังขนาดนี้ถอดแบบแม่มาไม่มีผิดเพี้ยน มือหนาลูบหัวลูกสาวด้วยความเอ็นดู ชีวิตเขาเกือบสูญเสียคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตไปเกือบสองคน วันนี้เขาได้มีโอกาสได้ทั้งสองกลับมาแล้ว เขาจึงสัญญากับตัวเองว่าจะรักษาเขาไว้จนกว่าชีวิตเขาจะหมดลมหายใจ “คุณยังไม่กลับไปอีกเหรอคะ” “จะกลับไปได้ไง พี่รอกลับพร้อมปราย” “ใครบอกว่าปรายจะกลับไปพร้อมคุณ” “ไม่มีใครบอก แต่จะให้กลับไปด้วยกัน เรามีเรื่องต้องคุยกันอีกเยอะเลยนะครับ” “ปราย ว่าเราคุยกันไปหลายรอบแล้วนะคะ แล้วปรายก็ไม่รู้จะคุยอะไรกับคุณแล้วด้วย” “แต่ทำไมพี่มีเรื่องจะคุยกับปรายเยอะแยะไปหมดเลยล่ะ” เจ้าตัวเล็กหันไปมองหน้าพ่อที หันไปมองหน้าแม่ตัวเองที ที่ยืนเถียงกันไปมา ก่อนจะบอกว่าอยากไปนอนกับพ่อ แล้วยิ้มแป้นยักคิ้วหนึ่งข้างให้คนเป็นพ่อเชิง
"จะไปไหน""ฉันจะกลับค่ะ""เดี๋ยวฉันไปส่ง แถวนี้มันเปลี่ยวไม่มีรถผ่าน"ปรายปรีญาไม่หันไปมองคนที่ขับรถไปชำเลืองมองเธอไป แถมบางทีเธอก็เมินเฉยเหมือนกับว่าเขามาคนเดียว ภายใต้ใบหน้าที่เมินเฉยแต่ภายในใจเจ็บปวดจนแทบทนไม่ไหว อยากจะกรีดร้องให้กับความน่าสมเพสของตัวเอง เธอทำอะไรผิดนักหนาทำไม่ถูกพายุพัดใส่เธอซ้
"แกต้องรับผิดชอบหนูปราย"คนเป็นพ่อนั่งจ้องหน้าลูกชายสลับกับใบหน้าปรายปรีญาที่นั่งทำหน้าอมทุกข์หนักใจไม่ต่างกับคนที่นั่งอยู่ข้างๆ หลังจากที่ทั้งสองนั่งรถกลับมาบ้านพร้อมลุงชัยเพื่อสอบถามเรื่องราวของทั้งสองว่าเป็นมาอย่างไร"รับผิดชอบอะไรครับ ถ้าจะให้ผมรับผิดชอบโดยการแต่งงานผมไม่แต่ง อีกอย่างผมเสนอเงิน
"ฉันเอาเงินมาคืนคุณค่ะ แต่ไม่ครบนะคะ ส่วนที่เหลือฉันจะรีบหามาคืนคุณให้เร็วที่สุด""ไม่จำเป็น เงินที่ฉันจ่ายไปมันก็ค่าตัวเธอทั้งนั้นล่ะเธออย่าหยิ่งในศักดิ์ศรีให้มันมากนัก กว่าเธอจะหาเงินครบ650,000แม่เธอคงจะหายใจรออยู่หรอก"กวิณภัทรพูดหน้าตาเรียบเฉยไม่รู้สึกรู้สาว่าคำพูดเขามันทิ่มแทงใจเธอได้มากเพียง
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ปรายปรีญาเดินก้มหน้างุดๆเดินเข้ามานั่งตรงโต๊ะที่คนร่างสู่งเดินมานั่งฝั่งตรงข้ามที่เธอนั่งอยู่ ที่เดินก้มหน้าเข้ามาไม่ใช่เพราะกลัวแต่อย่างใด แต่กลับรู้สึกอายที่เรื่องเมื่อคืนผุดขึ้นมาในหัวอย่างชัดเจน ใช่แล้ว ช่วงแรกเธอนั้นยอมรับว่าขัดขื่นแต่หลังจากนั้นมันไม่ใช่เลยสักนิด แต่กว่า







