Masuk
ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ร่างหนึ่งนอนฟุบอยู่เหนือพื้นดิน เลือดสีแดงสดย้อมชุดดำจนแทบมองไม่ออกว่ากำลังได้รับบาดเจ็บ
สวี่จื่อเฟิง นักฆ่าผู้เย็นชาไร้หัวใจ บัดนี้กลับนอนแน่นิ่งด้วยบาดแผลฉกรรจ์ที่ฟันเข้าที่หัวไหล่ ดวงตาคมหลุบปิดภายใต้หน้ากากที่ปิดบังครึ่งหน้า ร่างกายหมดแรงไปกับภารกิจล้มเหลวเป็นครั้งแรกในชีวิต
เสียงกีบม้าเริ่มดังใกล้เข้ามา ขบวนรถม้าของตระกูลไป๋กำลังเดินทางผ่านเส้นทางป่า ตรงไปยังอารามนอกเมืองเพื่อขอพร
ทว่าในขณะที่ขบวนรถม้าเคลื่อนไปตามเนินเขา เสียงร้องของม้าเบิกทางก็ดังขึ้นอย่างตื่นตกใจ ก่อนจะหยุดลงกะทันหัน
“มีผู้ชายบาดเจ็บอยู่ข้างทางเจ้าค่ะ” เสียงสาวใช้ตะโกนลั่น พลางชะโงกหน้ามองไปยังร่างที่เกือบกลืนหายไปกับพื้นหญ้า
ม่านรถม้าเลิกขึ้นช้าๆ เผยให้เห็นหญิงสาวในชุดเรียบง่ายสีฟ้าอ่อน ใบหน้าสวยสงบนิ่ง ดวงตาคมนุ่มนวลเต็มไปด้วยความเมตตา
“หยุดรถ”
ไป๋ซืออวี่รีบลงจากรถม้า ฝ่าหมอกเข้าไปดู ท่ามกลางใบไม้เปียกชื้นและกลิ่นเลือดจางๆ ชายหนุ่มผู้หนึ่งนอนแน่นิ่ง เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนเลือด
แผลฉกรรจ์ที่ไหล่ยังคงมีเลือดซึม ใบหน้าถูกปิดด้วยหน้ากากครึ่งใบหน้าเห็นเพียงใบหน้าส่วนล่างและริมฝีปากที่แห้งผากของเขา ดูก็รู้ว่ากำลังหลบหนีมา แต่เห็นคนใกล้ตายตรงหน้านางมิอาจนิ่งเฉย
“หายใจยังสม่ำเสมอ แต่เสียเลือดมาก ต้องรีบห้ามเลือดก่อน” นางแตะมือเบาๆ ที่ชีพจร ไม่ได้ถอดหน้ากากที่ปิดบังใบหน้านั้นออก
ร่างกายที่ดูเหมือนไร้สติขยับเล็กน้อย เปลือกตาหนักอึ้งเปิดขึ้นช้าๆ ดวงตาคมกริบปรากฏแววหม่นลึกและอาฆาต แต่ในวินาทีที่เห็นใบหน้าอ่อนโยนของนาง หัวใจที่เย็นชามาหลายปีเหมือนหยุดเต้นไปชั่วขณะ
“เจ้าคือใคร” เขาเอ่ยเสียงแผ่ว ริมฝีปากแตกระแหง ไม่แน่ใจว่านี่คือฝันหรือความจริง
“คนที่ยอมเสี่ยงช่วยท่าน แม้จะไม่รู้ว่าท่านเป็นใคร” ไป๋ซืออวี่ยิ้มบางๆ ก่อนจะตอบอย่างอ่อนโยน
สวี่จื่อเฟิงหลับตาลงอีกครั้ง รอยยิ้มบางราวกับเด็กน้อยปรากฏขึ้นที่มุมปาก ในใจของเขาเริ่มก่อร่างบางสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน
“เขายังไม่ตาย” ไป๋ซืออวี่ตะโกนบอกแล้วหันไปออกคำสั่ง
“หามเขาขึ้นรถม้า ข้าจะรักษาเขาเอง”
“คุณหนู เขาอาจเป็นโจร เป็นคนไม่ดี” เสี่ยวหรูสาวใช้คนสนิทรีบกล่าวด้วยความกังวล
“แต่อย่างน้อยเขาก็ยังเป็นคนบาดเจ็บ และข้ายังเป็นหมอ จะให้ข้าละเลยชีวิตของคนงั้นหรือ”
เมื่อนางยืนยันเช่นนั้นจึงไม่มีใครกล้าโต้แย้งอีก แม้ชายผู้นั้นจะเต็มไปด้วยความเย็นเยียบและน่าหวาดกลัว แต่คุณหนูของพวกเขากลับช่วยเหลือโดยไม่คิดถึงอันตรายเลยสักนิด
************************
กลิ่นธูปจางๆ ลอยคลุ้งในเรือนพักของอารามเก่าแก่ เสียงพระสวดแว่วไกลกล่อมให้อากาศสงบเงียบ
ชายหนุ่มที่นอนหลับอยู่บนเตียงไม้เรียบง่าย ใบหน้าของเขายังมีหน้ากากสวมติดเอาไว้ ชุดเดิมถูกถอดเปลี่ยนเป็นชุดผ้าฝ้ายสีจาง แผลถูกพันด้วยผ้าสะอาดมีรอยโลหิตซึมออกมาเล็กน้อย
สวี่จื่อเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ยังไม่รู้สึกตัว ความเย็นของผิวกายเจือปนความปวดร้าวที่บ่า ก่อนที่ภาพในหัวจะเข้าสู่ความทรงจำที่เลวร้าย
เพียะ! เสียงหวดแส้ยังดังก้องในความฝัน ร่างเล็กของเด็กชายในอดีตนอนตัวสั่นกลางพื้นไม้เย็นเยียบ ดวงตาเรียวจ้องมองเงาดำสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งที่ยืนถือแส้อย่างเย็นชา
“อย่าทำผิดอีก” เสียงนั้นเย็นเฉียบ ก่อนจะฟาดแส้ลงที่แผ่นหลังของเขา ความเจ็บปวดจนเนื้อปริแตกนั้นทำให้เด็กชายร้องไห้ออกมาด้วยความหวาดกลัว ชายที่สังหารบุพการีของตนและลักพาตัวมากักขังไว้
“จำเอาไว้ ไม่มีความอ่อนแอในหมู่นักฆ่า” เสียงแส้ฟาดลงมาอีกครั้งเมื่อประโยคนั้นจบลง ทำให้เขาสะดุ้งตื่นขึ้นด้วยความหวาดกลัว
เสียงลมหายใจถี่กระชั้นดังขึ้นพร้อมกับการขยับร่างกายอย่างรวดเร็วตามสัญชาตญาณนักฆ่า มือหนึ่งคว้าลำคอของร่างที่อยู่ใกล้สุด
แต่แรงบีบนั้นคลายออกทันที ดวงตาคมเบิกกว้างเล็กน้อยเมื่อเห็นหญิงสาวในชุดสีฟ้าอ่อน ดวงตาของนางเบิกกว้างด้วยความตกใจ แต่ก็ไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือ
มือของเขาสั่นเล็กน้อย ก่อนจะชักมือกลับอย่างรวดเร็ว
“ข้าขอโทษ...” เสียงของเขาแหบพร่า ปนความรู้สึกผิดอย่างจริงจัง บุรุษภายใต้หน้ากากเบือนหน้าหนี หอบหายใจแรง ใจยังเต้นระรัวเพราะแรงสัญชาตญาณที่ยังไม่สลาย
ร่างกายของเขาเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ มือสองข้างกำผ้าห่มแน่น แต่ก่อนที่เขาจะยันกายลุกขึ้น เสียงนุ่มเบาก็เอื้อนเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนโยน
“อย่าขยับตัวแรง แผลเจ้ากำลังสมาน”
เสียงนั้นไม่ใช่เสียงเย็นชาอย่างหลี่ฉางเฟย ไม่ใช่เสียงตะคอก ไม่ใช่คำสั่ง มันเป็นความห่วงใยอย่างที่เขาไม่เคยได้รับตั้งแต่ที่มารดาจากไป
เขาหันไปช้าๆ มองหญิงสาวนั่งบดสมุนไพรอยู่ข้างเตียง สวี่จื่อเฟิงเงียบไปครู่หนึ่ง เขาไม่ชินกับการที่มีใครอยู่ใกล้เขาแล้วไม่กลัวหรือหวาดระแวง
“เจ้าช่วยข้าไว้” เขาถามแล้วจ้องใบหน้าของนาง นึกชอบคุณที่นางไม่ได้ถอดหน้ากากออก ไม่เช่นนั้นตามกฎแล้วเขาจะต้องสังหารนางและทุกคนในอารามแห่งนี้ที่อาจจะเห็นใบหน้าของเขา
“อืม ขบวนรถของข้าผ่านไปเห็นท่านล้มอยู่ข้างทาง ข้าเองก็พอรู้เรื่องยาสมุนไพรและการแพทย์อยู่บ้าง จะไม่ช่วยเลยก็ไม่ได้ โชคดีที่ข้าพกสมุนไพรเหล่านี้ติดตัวอยู่ตลอด”
ดวงตาคมสบกับดวงตานุ่มนวลของนางอีกครั้ง เขานิ่งไปเหมือนกำลังจดจำใบหน้านี้ให้แม่นยำทุกส่วนไม่ให้เลือนหายแม้สักเสี้ยว
“ข้าจะจดจำบุญคุณในครั้งนี้” เขากล่าวเสียงเบา แววตาที่มักเต็มไปด้วยความเย็นชากลับสั่นไหวเล็กน้อย
“บอกชื่อของเจ้าได้หรือไม่ ข้าควรจะรู้ชื่อผู้มีพระคุณของข้า”
“ไป๋ซืออวี่” นางตอบพร้อมรอยยิ้มบางๆ
“ไป๋...ซืออวี่” เขาทวนชื่อนั้นช้าๆ คล้ายจะสลักไว้ในหัวใจ
“ข้าต้องลงจากรถ ตอนนี้ยังไม่ปลอดภัยสำหรับพวกเจ้า ข้ากำลังถูกตามล่า หากใครรู้ว่าอยู่กับพวกอาจไม่เป็นผลดีนัก” นักฆ่าวัยยี่สิบเอ็ดพยุงตัวลุกนั่ง แม้จะยังเจ็บแผลจนหน้าซีด
“ท่านยังบาดเจ็บ” นางยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน ช่างไร้เดียงสาในสายตาของเขา
“ไม่เป็นไร ข้าทนได้” สวี่จื่อเฟิงฝืนยิ้มบางๆ แม้จะเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
ไป๋ซืออวี่มองเขานิ่ง ก่อนจะพูดเสียงเบา
“เช่นนั้น...ข้าจะไม่รั้งท่านไว้ แต่ก่อนไป ข้าอยากให้ท่านรับสิ่งนี้ไว้”
นางยื่นถุงผ้าเล็กๆ ซึ่งภายในบรรจุสมุนไพรห้ามเลือดและยาแก้ไข้เบื้องต้น
“ชีวิตท่านมีค่า อย่าโยนมันทิ้งไปง่ายๆ”
สวี่จื่อเฟิงรับมันไว้อย่างเงียบงัน ราวกับมือเขากำลังถือสิ่งล้ำค่ากว่าทองพันชั่ง
‘ข้าจะไม่ลืมเจ้า… ไป๋ซืออวี่’
************************
สายลมอ่อนในฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านลานฝึกกว้างเบื้องหลังจวนสกุลสวี่ กลิ่นหอมบางเบาของเหล่าบุปผาในสวนลอยคลุ้งอยู่ในอากาศในลานฝึก สวี่จื่อเฟิงในชุดฝึกสีเข้มกำลังก้มตัวสอนท่ารำดาบให้กับเด็กชายวัยห้าขวบที่ยืนถือดาบไม้ด้วยความตั้งอกตั้งใจ“มั่นใจในฝีเท้า กำมือให้แน่น อย่ารีบร้อน” เสียงของเขานุ่มลึก แต่แฝงไว้ด้วยความเข้มงวดที่แผ่วเบา เด็กชายพยักหน้าหงึกๆ ก่อนจะทำท่ารำอีกครั้ง ดวงตาสดใสเปล่งประกายเหมือนอยากจะให้บิดาภูมิใจห่างออกไปใต้ต้นหลิวริมศาลา ไป๋ซืออวี่ในชุดผ้าแพรสีอ่อน นั่งพิงหมอนอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ มองดูบุตรีวัยสามขวบวิ่งเล่นอยู่ไม่ไกลกับลูกๆ ของเสี่ยวไป๋ เด็กหญิงหัวเราะคิกคักให้อาหารกระต่ายเหล่านั้น แล้วพูดเจื้อยแจ้วอย่างมีความสุขไป๋ซืออวี่มองภาพบุตรสาววิ่งเล่นด้วยสายตาที่เอ็นดู ก่อนจะปรายตามองไปยังสามีและลูกชายที่ยังคงฝึกอยู่กลางลาน สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน และแววตาของความพึงใจในชะตาชีวิตที่มอบให้ทุกสิ่งอย่าง“พอแค่นี้ก่อนเถอะ ดื่มน้ำพักเสียหน่อย” เสียงหวานของนางเอ่ยเรียกเบาๆสวี่จื่อเฟิงละสายตาจากลูกชาย หันไปยิ้มให้ภรรยาอย่างอ่อนโยน
ยามราตรีคลี่คลุมทั่วเรือนใหญ่ แสงเทียนในห้องนอนถูกหรี่ให้เหลือเพียงเล่มเดียวบนเตียงไม้แกะสลักลวดลายอ่อนช้อย ไป๋ซืออวี่เอนกายพิงอกสามีเบาๆ สวี่จื่อเฟิงโอบเอวภรรยาไว้แน่น มือหนาลูบเบาๆ ที่หน้าท้องนูนของนางด้วยความทะนุถนอม“ลูกของเรา จะเหมือนเจ้าหรือข้านะ” เขาถามเสียงนุ่มราวกลัวจะรบกวนชีวิตเล็กๆ ที่กำลังเติบโตอยู่ในครรภ์“ข้าว่าขอแค่สุขภาพแข็งแรงก็พอ จะเหมือนใครก็ได้” ไป๋ซืออวี่ยิ้ม“แต่หากเหมือนเจ้า ข้าคงได้ลูกที่อ่อนโยนและใจดี” ชายหนุ่มว่าเสียงแผ่ว มืออีกข้างของเขาจับมือของนางแน่น “และความอ่อนโยนนี้ทำให้ข้าหลงรักเจ้าตั้งแต่แรกพบ”นางเอนหัวพิงไหล่เขาแน่นขึ้น น้ำเสียงละมุนยิ่งกว่าเสียงลม “ข้าสั่งท่านสังหารท่านลุง ข้าลงโทษบ่าวไพร่ที่รังแกข้าในคืนเข้าหอ ท่านยังรักข้าอยู่หรือไม่”“เจ้าเพียงเข้มแข็งขึ้น ไม่ได้อ่อนแอให้ใครรังแกง่ายๆ แต่หัวใจเจ้ายังคงอ่อนโยนเช่นเดิม และที่สำคัญ ข้ารักเจ้าที่เป็นเจ้า ไม่ว่าอนาคตเจ้าจะกลายเป็นสตรีที่ดุร้าย ข้าก็จะยังรักเจ้าเพียงผู้เดียว”เขาหันหน้ามามองดวงตานางใต้แสงเทียน เสียงหัวใจของเขาและนางที่เต้นในจังหวะเด
สวี่จื่อเฟิงเดินเร็วแทบกลายเป็นวิชาตัวเบาเข้าไปในเรือนของท่านปู่ ขณะนั้นสวี่หลุนจื่อกำลังนั่งจิบชา นั่งอ่านรายการบัญชีที่หลานสะใภ้ทำอย่างละเอียดด้วยความชื่นชม“ท่านปู่” เสียงของสวี่จื่อเฟิงดังขึ้นก่อนตัวจะมาถึงสวี่หลุนจื่อเงยหน้าขึ้น มองหลานชายที่ปกติเงียบขรึม แต่ตอนนี้กลับมีรอยยิ้มเปื้อนหน้าเหมือนเด็กหนุ่มผู้เพิ่งได้ขนมโปรด“อะไรของเจ้า รีบวิ่งอย่างกับถูกหลานสะใภ้ไล่”“นางท้อง” เขาเอ่ยแทรก รอยยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม ใบหน้าเปล่งประกาย บ่งบอกว่าข่าวที่น่ายินดีนี้เป็นเรื่องจริง“หา?” ท่านปู่วางถ้วยชาลงอย่างไม่รู้ตัว ขมวดคิ้ว ก่อนค่อยๆ ลุกขึ้น“เจ้าว่าอะไรนะ”“ภรรยาของข้า ไป๋ซืออวี่นางตั้งครรภ์ ท่านปู่ ข้าจะได้เป็นพ่อคนแล้ว” เสียงของเขาสั่นเล็กน้อยตอนที่พูดประโยคนั้นจบลงสวี่หลุนจื่อยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนริมฝีปากจะแตะรอยยิ้มอ่อนโยน และตาเริ่มแดงวาวด้วยความปลื้มใจ“สวรรค์เมตตา ข้าคิดว่าข้าคงไม่ได้อยู่จนเห็นวันนี้เสียแล้ว”“ข้าจะดูแลนางและลูกให้ดีที่สุด ท่านปู่ไม่ต้องเป็นห่วง”“ลูกเจ้าต้องแข็งแรง ข้าจะให้ห
วันสอบขุนนางฝ่ายบู๊เวียนมาถึง ลานกว้างหน้าวังหลวงคลาคล่ำด้วยชายหนุ่มผู้มุ่งหวังจะรับใช้แผ่นดิน หลายคนถือดาบเคียงข้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ต่างจากใครบางคนที่เดินเข้ามาเงียบๆ พลางเหยียบเงาตนเองด้วยก้าวเดินที่มั่นคงสวี่จื่อเฟิง สวมชุดนักเรียนสอบของฝ่ายบู๊ สะอาดเรียบ แม้เรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้านทุกกระเบียด เขายืนอยู่ท้ายแถว ไม่ยอมหยิ่งผยองแต่อย่างใด“นั่นใครน่ะ ท่าทางเย็นชาและไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย”“ได้ยินว่าเป็นหลานของท่านโหวสวี่หลุนจื่อ ทายาทที่พลัดพรากสิบกว่าปี”“ยังไม่สอบระดับท้องถิ่นแต่เหตุใดจึงได้มาสอบระดับเมืองหลวง หรือว่าใช้เส้นสายอย่างนั้นหรือ”“อย่าเอ็ดไป ที่ซื่อจื่อได้ร่วมสอบ เพราะก่อนหน้านี้เคยจับโจรที่บุกจวนเสนาบดีต้วน ฝีมือเป็นที่ประจักษ์ จึงได้รับการยกเว้นให้ร่วมสอบเป็นกรณีพิเศษ”เสียงซุบซิบเหล่านั้นลอยมาเบาๆ แต่เจ้าตัวไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อยเมื่อการสอบเริ่มขึ้น แต่ละคนต้องแสดงฝีมือการต่อสู้ การยิงธนู การประลองดาบ และทดสอบสติปัญญาผ่านบทสถานการณ์ต่างๆ ในสนามทดสอบจำลองสวี่จื่อเฟิงก้าวออกไปอย่างเงียบเชียบ มือข้าง
กลางป่ารกร้างท้ายเมืองหลวงทางทิศใต้ จางหมิ่นเอ๋อร์และซูหลานถูกมัดมือไพล่หลังด้วยเชือกหลวมๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ทว่าพอคิดจะหนีก็พบว่ามีสายตาของคนของสวี่จื่อเฟิงคอยจ้องอยู่ทุกมุมทางโหวซื่อจื่อยืนสงบนิ่งที่ข้างต้นไม้สูงใหญ่ สีหน้าเย็นชา มือไพล่หลัง ท่าทางไม่ต่างจากพญาเหยี่ยวที่กำลังมองเหยื่อดิ้นรนอย่างสิ้นหวัง“ท่านจะพาข้าไปที่ใด” นางถามเสียงสั่น“เข้าป่าลึกกว่านี้แล้วสังหารเจ้าโยนให้สัตว์ป่าแทะกิน เจ้าตายแล้วเท่านั้นข้าจึงจะวางใจ” เขาตอบเสียงเรียบ“หากจะฆ่าข้า ท่านข้าไปนานแล้ว”“เพราะภรรยาข้าขอร้องไว้ไม่ให้มือเปื้อนเลือด แต่ดูให้ดีว่าข้าไม่เคยลังเลแม้แต่จะฆ่าคนตรงหน้า”สิ้นคำชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดชาวบ้านธรรมดาถูกลากเข้ามาตรงหน้า เขาแสร้งร้องขอชีวิต พลางดิ้นรนเหมือนเหยื่อจริง“เจ้าไม่ต้องห่วง” สวี่จื่อเฟิงกล่าวกับชายผู้นั้นด้วยน้ำเสียงแฝงแววเหี้ยม“ข้าจะทำให้เจ้าตายอย่างเจ็บปวดที่สุด ใครใช้ให้เจ้าเดินชนภรรยาของข้า”จากนั้นมีดในมือก็ฟาดเฉียงลงไป เลือดปลอมพุ่งกระเซ็นอย่างแม่นยำ กลิ่นคาวจางๆ ที่เตรียมไว้กระจายไปท
ภายในเรือนหลักของจวนสกุลสวี่ จางหมิ่นเอ๋อร์คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าสวี่หลุนจื่อผู้นำตระกูลสวี่ ใบหน้าของนางบวมช้ำจากการถูกตบ ฟันบนด้านซ้ายที่เป็นเขี้ยวเล็กๆ หลุดร่วงไปหนึ่งซี่จนต้องเม้มปากปกปิดเอาไว้ด้วยความอับอายแต่กระนั้นสีหน้าของนางก็ยังคงซีดเผือดและเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ถูกทำร้ายขนาดนี้แทนที่เขาจะเป็นห่วงกลับมองนางด้วยสายตาที่ผิดหวัง จางหมิ่นเอ๋อร์ไม่เคยเห็นเขามีสีหน้าเช่นนี้มาก่อนสวี่หลุนจื่อยืนอยู่หน้าบันไดขั้นสูงของห้องโถง ท่าทางองอาจ หลังเหยียดตรงแม้จะอายุมากแล้ว สายตาทอดมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างเงียบงันนานนับก้านธูป“เจ้ารู้ตัวหรือไม่ ว่าเจ้าทำเรื่องอันใดลงไป” เสียงของเขาไม่ดังนัก แต่หนักแน่นและเปี่ยมด้วยแรงกดดันสวี่จื่อเฟิงและไป๋ซืออวี่นั่งฟังนิ่ง เรื่องนี้สุดแล้วแต่ผู้เฒ่าสวี่จะตัดสินออกมาเป็นอย่างไร พวกเขาแค่เข้ามานั่งรับฟังเท่านั้น“ข้าแค่... ข้าแค่ไม่อยากถูกทอดทิ้ง ข้ากลัว…” จางหมิ่นเอ๋อร์เม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาแดงก่ำสวี่หลุนจื่อหลับตาลงชั่วครู่ ลมหายใจหนักแน่นระบายออกจากอก“ข้ารับเจ้ามาเลี้ยงดู ปรนเปรอเจ้าดั่งหลานในสายเล







