LOGINกลางป่าเงียบงันในยามค่ำคืน เรือนไม้หลังหนึ่งถูกซ่อนอยู่ท่ามกลางป่าเขาลึกที่ไม่มีใครก้าวถึง
สวี่จื่อเฟิงเดินช้าๆ เข้าสู่ห้องโถง ผ้าพันแผลถูกถอดทิ้งก่อนกลับมาถึง เขาอยู่ในชุดสีดำสนิทที่เปรอะเลือดและคราบฝุ่น ดาบที่เคยแนบข้างตัวตอนนี้ถูกปลดเก็บไว้ที่หลัง ท่าทางเงียบงันไม่แตกต่างจากทุกครั้งที่กลับมา แต่ในหัวใจกลับมีบางสิ่งไม่เหมือนเดิม
บนโต๊ะไม้เรียบยาวหลังกองแผนที่ หลี่ฉางเฟยนั่งรออยู่ก่อนแล้ว แสงจากตะเกียงส่องให้เห็นแววตาเย็นชาและแฝงความอำมหิตของเขา
“เจ้ากลับมาเสียที” เสียงแผ่วเบา แต่แววตานั้นดูเย็นชาและเต็มไปด้วยโทสะ
“ขอรับ”
หลี่ฉางเฟยคือผู้เลี้ยงดูเขา ผู้สอนเขาให้รู้จักการฆ่า และผู้ที่เปลี่ยนเขาจากเด็กธรรมดาให้กลายเป็นอาวุธมีชีวิต และที่สำคัญ เขาเป็นคนที่สังหารพ่อแม่ของสวี่จื่อเฟิง
บุรุษร่างสูงในชุดคลุมสีเทานั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ ดวงตาคมราวเหยี่ยวจ้องเขาแน่นิ่ง สองมือประสานอยู่บนตักอย่างใจเย็นเกินจริง
“ภารกิจล้มเหลว” สวี่จื่อเฟิงพูดเสียงเรียบ ไม่มีคำแก้ตัว เขาไม่เคยพูดแก้ตัว เพราะมันไม่มีความหมาย
หลี่ฉางเฟยมองเขานิ่ง ดวงตานั้นไร้อารมณ์ราวกับกำลังพิจารณาความคุ้มค่าของอาวุธเล่มหนึ่งที่เริ่มทื่อ
“เจ้ารู้ใช่ไหม ว่าเราไม่ล้มเหลวเกินสองครั้ง” พูดจบมือก็วางที่โต๊ะและเคาะเบาๆ
ใกล้ๆ มือเขามีแส้แข็ง[1] ขนาดยาวเท่าแขนวางอยู่ข้างม้วนแผนที่
“ข้าเข้าใจ” เสียงตอบรับหนักแน่น แต่ไม่มีใครรู้ว่าภายในหัวใจนั้น สั่นไหวเพียงใด
หลี่ฉางเฟยลุกขึ้นช้าๆ เดินอ้อมโต๊ะมาหาเขา ดวงตาคู่คมนั้นจ้องลึกเข้าไปในแววตาของศิษย์เอก
“เจ้าหลบหนีมาทางไหน” คำถามนั้นไม่ใช่การสืบสวน แต่เป็นการวัดใจ
“ลัดผ่านป่าทางทิศใต้ ไปออกชายป่าทางทิศตะวันออก” เขาตอบโดยไม่สะดุด ใบหน้าไม่เปลี่ยนสี ไม่มีคำว่ารถม้า ไม่เอ่ยถึงอาราม ไม่มีชื่อของหญิงสาวที่ช่วยเขาไว้หลุดออกมาจากริมฝีปากของเขา
หลี่ฉางเฟยพยักหน้าน้อยๆ ไม่ซักถามต่อ เพียงยื่นม้วนแผนที่เล็กๆ ให้เขา
“ไป๋เยี่ย คือเป้าหมายในการสังหารต่อไปของเจ้า ภารกิจคือการเข้าไปแฝงตัวในจวนนายอำเภอจางหยุนหมิง หาทางเข้าถึงตัวนายอำเภอ ให้เขาพาเข้าใกล้เป้าหมาย และรอคำสั่ง”
สวี่จื่อเฟิงรับแผนที่มากำไว้แน่นเสี้ยววินาทีนั้น ภาพรอยยิ้มของหญิงสาวในชุดฟ้าก็แวบเข้ามาในห้วงความคิด
เขาค้อมศีรษะต่ำ “ข้าจะไม่ล้มเหลวอีก”
“หวังว่าเช่นนั้น” เสียงหลี่ฉางเฟยราบเรียบ จากนั้นก็หยิบแส้แข็งที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา
สวี่จื่อเฟิงหลับตาลงน้อมรับโทษของเขา ทุกครั้งที่เขาทำผิดแส้นี้จะฟาดลงบนตัว ทุกครั้งที่เห็นเขาก็หวาดกลัวจนไม่สามารถขยับตัวได้ ชีวิตนี้เขากลัวที่สุดก็คือบุรุษผู้นี้ยามถือแส้
หลี่ฉางเฟยเลี้ยงดูเขาให้อยู่กับความหวาดกลัว ในใจเขาอยากจะสังหารชายผู้นี้ แต่ทุกครั้งเพียงแค่เห็นสายตาของเขา บุรุษหนุ่มก็ตัวเย็นเฉียบ จำรสชาติของการถูกทรมานตั้งแต่วัยเยาว์ได้ดี
แต่การแก้แค้น แม้สิบปีก็ยังไม่สาย
หากวันหนึ่งมีโอกาสและกล้าพอมากกว่านี้ เขาจะไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะสังหารคนที่ฆ่าล้างครอบครัวของตน
เสียงแส้ฟาดลงที่กลางหลัง ทั้งบาดแผลจากการต่อสู้และบาดแผลจากการถูกลงโทษ สวี่จื่อเฟิงต้องรับความเจ็บปวดสองทาง
************************
เมืองเสียนไป่ แคว้นต้าสือ ที่ประตูจวนใหญ่ของนายอำเภอจาง
ผืนธงแดงดำที่โบกสะบัดเหนือประตู สวี่จื่อเฟิงยืนอยู่ในแถวของทหารใหม่ที่เพิ่งถูกเรียกตัวเข้ารับใช้จวน เขาสวมเสื้อเกราะผ้าแบบสามัญ ใบหน้าถูกปิดบางส่วนด้วยผ้าผืนเทา ดูไร้จุดสังเกตใดๆ นอกจากไฝปลอมที่แต้มอยู่ใต้ตาขวา
“คนต่อไป ชื่ออะไร” ผู้ตรวจสอบชี้ไปที่เขา สวี่จื่อเฟิงก้าวออกมาด้านหน้าเพื่อรายงานตัว
“อิ่นเฟิง” เขาตอบเสียงเรียบ แจ้งชื่อปลอมตามที่ได้รับมอบหมาย
“อายุล่ะ” คำถามนั้นถามราวไม่ใส่ใจนัก
“ยี่สิบเอ็ด”
“ประวัติของเจ้า เคยทำอะไรมาบ้าง”
“เคยเป็นทหารชายแดน ถูกปลดประจำการเพราะอาการบาดเจ็บจากศึกเล็ก”
นายทหารผู้ตรวจสอบพยักหน้าแล้วปั๊มตราประจำตัวลงบนเอกสารอย่างเร็ว ก่อนชี้ไปยังด้านใน
“ไปเข้าประจำหน่วยเวรยาม คืนนี้มีเวรยามที่ประตูสวนด้านตะวันตกของจวน”
สวี่จื่อเฟิงก้มศีรษะรับคำสั่ง ก่อนเดินลับเข้าไปในจวนอย่างเงียบงัน
ยามบ่าย ภายในจวน
เสียงบรรเลงพิณแผ่วเบาดังแทรกจากศาลากลางสวน หญิงสาวในชุดสีฟ้าอ่อนนั่งอยู่บนม้านั่งหิน
นางกำลังจดจ้องต้นไม้ดอกที่เพิ่งบาน ดวงตาอ่อนโยนจนเหมือนว่านางมองทุกสิ่งในแง่ดีไปหมด ไม่มีทุกข์ร้อนอันใดสวี่จื่อเฟิงที่กำลังเดินลาดตระเวนผ่านมาเงียบๆ แทบหยุดหายใจในวินาทีที่สายตาเห็นนาง
ไป๋ซืออวี่ หนึ่งเดือนที่ไม่เจอกัน นางยืนอยู่ตรงหน้าเขาอีกครั้ง ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย
มือที่แนบกับด้ามดาบสั่นเล็กน้อย
เขารีบเบือนสายตา หัวใจเต้นแรงไม่แพ้วันที่นางแตะโดนตัวเขาเป็นครั้งแรก‘นางอยู่ที่นี่ได้อย่างไร’ เขาหลับตาแน่น
ยามเย็น ณ ลานฝึกอาวุธหลังจวน
แสงอาทิตย์สาดกระทบสนามดินแข็ง เสียงดาบกระทบไม้ดังขึ้นเป็นจังหวะ
สวี่จื่อเฟิงในนาม “อิ่นเฟิง” กำลังฝึกเดี่ยวอยู่มุมหนึ่งของลานฝึก ท่ามกลางทหารฝีมือปานกลางคนอื่น ท่วงท่าของเขานิ่งเฉียบ ทุกฟันแทงล้วนเปี่ยมด้วยแรงกดดันที่ซ่อนไว้ไม่เผยออกมา
เขาควรอยู่เงียบๆ แต่ไม่รู้เพราะอะไร สายตากลับลอบมองไปยังศาลาหินด้านในสวน ที่นั่นนางกำลังนั่งพูดคุยกับจางฮูหยิน ภรรยาของนายอำเภอจาง
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าวิ่งกระหืดกระหอบก็ดังขึ้น ชายคนหนึ่งที่แต่งตัวบ่าวรับใช้ในจวนพุ่งเข้าหาศาลา ราวกับจะพุ่งเข้าใส่นาง
“คุณหนูไป๋! ระวัง”
สวี่จื่อเฟิงขยับตัวโดยไม่ทันคิด ดาบในมือถูกเหวี่ยงออกไป เฉียบขาดและแม่นยำ พุ่งเฉียดใบหน้าของชายผู้นั้นเพียงเสี้ยวชั่วขณะก่อนจะฝังลึกลงกับพื้นไม้
ชายคนนั้นผงะถอยหลัง สายตาตื่นตระหนก แล้วรีบวิ่งหนีออกไป ทหารเวรรีบเข้ามารวบตัวไว้ได้ทัน เสียงโกลาหลเริ่มดังขึ้นทั่วลาน ก่อนที่ชายผู้นั้นจะตัดสินใจปลิดชีพตัวเองเพื่อไม่ให้สาวไปถึงผู้บงการอยู่เบื้องหลัง
“เขาเป็นใครกัน จะทำร้ายข้าทำไม” นางกล่าวอย่างเสียขวัญ ใบหน้ายังตื่นเล็กน้อย ดวงตากวาดมองไปยังผู้ที่ขว้างดาบช่วยนางไว้
สวี่จื่อเฟิงหันหลังเดินกลับไปทางลานฝึก
พยายามจะกลืนตัวเองกลับไปในเงามืดที่จากมา ไม่อยากให้ภารกิจของตนล้มเหลวไป๋ซืออวี่จ้องมองแผ่นหลังของเขานิ่งนาน
สายตานางเต็มไปด้วยคำถาม แม้เขาจะแต่งกายเปลี่ยนไป แต่แววตาคู่นั้น วูบหนึ่งเมื่อสบตากัน ช่างเหมือนกับชายที่นางเคยช่วยไว้ในป่านั้นไม่มีผิด“เจ้าเป็นอะไรหรือไม่” จางฮูหยินผู้มีศักดิ์เป็นป้าสะใภ้เอ่ยถาม
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าต้องขอตัวกลับไปที่เรือนก่อน” นางขอตัวกลับไปด้วยความกังวล นางไม่มีศัตรูที่ไหนจึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงมีคนจ้องเล่นงาน
************************
[1] แส้แข็ง เป็นอาวุธประเภทอาวุธสั้น รูปร่างคล้ายกระบองของ รปภ.ในปัจจุบัน มีความอ่อน ใช้ฟาด หวด ตี ในระยะประชิด (ไม่ใช่แส้ยาวแบบแส้ม้า)
เรือนหลักของจวนสกุลไป๋ที่โอ่อ่า หญิงสาวในชุดสีอ่อนสะอาดตาเดินทอดน่องไปตามทางเดินในสวนของจวนไป๋ซืออวี่มาหา ป้าสะใภ้ทั้งสองของตนเพื่อพูดคุยเรื่องสมุนไพรที่ใช้ในโรงครัวตามคำขอของลู่ชิงชิง ในขณะที่จางฮูหยินก็มาเยี่ยมเยียนตามคำเชิญของเจ้าของเรือน โดยมีทหารของจวนนายอำเภอตามมา และหนึ่งในนั้นคือสวี่จื่อเฟิงเขายืนที่หน้าประตู มองดูคุณหนูเรือนรองเดินเข้ามา นางสบตาเขาเล็กน้อย ไม่มั่นใจนักว่าเขาใช่บุรุษนิรนามในหน้ากากที่ตนเคยช่วยเหลือหรือไม่ แต่ก็ไม่ลืมที่จะมอบรอยยิ้มบางๆ ขณะเดินผ่านที่ทหารยามที่เคยช่วยชีวิตตนเอาไว้เมื่อหลายวันก่อนหัวใจของสวี่จื่อเฟิงเต้นแรง รอยยิ้มของนางทำให้เขาถึงกับสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็น“คารวะป้าสะใภ้ลู่ ป้าสะใภ้เฉิน” นางย่อกายคารวะอย่างอ่อนช้อยเมื่อเข้าไปถึงกลางห้องโถง“นั่งลงก่อนสิ” ลู่ชิงชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน“เรื่องสมุนไพรที่ข้าจะถามเจ้า เอาไว้ก่อน วันนี้จางฮูหยินมาเยี่ยมเยียน เรามาดื่มชาแล้วพูดคุยกันดีหรือไม่ พอดีว่ามีใบชาที่ถูกส่งมาจากทางเหนือ รสชาติดีเลยทีเดียว” ไป๋ฮูหยินกล่าวแล้วพยักหน้าให้บ่าวคนสนิทไปจัดการสวี่จื่อเฟิงมองดูลู่หานที่ตอนแรกเดินวนเวียนอย
“อะไรนะ” เสียงของลู่ชิงชิงตวาดลั่นบ่าวรับใช้ข้างกายของนางยืนสงบนิ่งรอดูท่าทีของผู้เป็นนาย ในขณะที่ลู่หานหลานชายของนางที่มาทำหน้าที่คอยอยู่รับใช้ข้างกายก็คุกเข่าต่อหน้าด้วยความกังวลไม่แพ้กันในห้องนี้มีเพียงคนสามคน สาวใช้คนอื่นๆ ถูกสั่งให้ออกไปรอด้านนอก เพราะเรื่องนี้เป็นความลับที่ให้ใครล่วงรู้ไม่ได้“คราแรกคนของเจ้าก็ถูกจับได้จนชิงฆ่าตัวตาย ครานี้คนของเจ้าที่ถูกส่งไปก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย นี่ข้าจะทำอะไรนางไม่ได้เชียวหรือ” ลู่ชิงชิงกล่าวด้วยความแค้นเคืองนางอุตส่าห์ใช้ช่วงที่สามีเดินทางไปต่างเมืองในการลอบสังหารหลานสาวคนโปรดของเขา แต่ก็หาสำเร็จไม่ครั้งแรกลู่หานส่งคนไปลอบสังหารนางที่จวนนายอำเภอ จัดฉากให้เหมือนถูกคนร้ายที่หมายเอาชีวิตจางฮูหยินพลั้งมือฆ่านางก็ถูกทหารยามชั้นผู้น้อยจับได้ เมื่อคืนนี้ส่งนักฆ่าอีกคนไปก็หายตัวอย่างไร้ร่องรอย“ครั้งนี้ข้าจะลงมือเอง” ผู้เป็นหลานชายกล่าวด้วยความรู้สึกผิดที่คนของเขาทำพลาด“ไม่ต้อง ท่านผู้ว่าการมณฑลกำลังจะกลับมา หากลงมือตอนนี้เกรงว่าจะถูกสาวมาจนถึงข้าได้” ไป๋ฮูหยินที่วัยเพียงสามสิบต้นๆ กล่าวเสียงเรียบ ข่มความโกรธและโทสะของตนเอาไว้“อาหง” นางเรี
ลานฝึกยามเช้า ภายในจวนนายอำเภอเสียงไม้กระทบดินดังเป็นจังหวะ ทหารเวรหลายสิบคนต่อแถวเรียงหน้ากระดาน กำลังฝึกความแข็งแกร่งของร่างกายในบรรดานั้น มีเพียงอิ่นเฟิงที่โดดเด่นกว่าใคร ท่วงท่าของเขาแม่นยำเกินกว่าทหารระดับล่างทั่วไป ท่ามกลางความสงสัยของครูฝึก“เจ้านี่ฝึกมาแนวไหนกันแน่” ครูฝึกเอ่ยถามขณะจ้องมองท่าปัดป้องของเขาที่ไร้ช่องโหว่“ข้าเคยผ่านศึกชายแดนมาบ้าง” เขาตอบเสียงเรียบ ก่อนจะปล่อยหมัดซัดลงกลางทวนด้วยแรงพอดิบพอดีจนไม้หักกลาง“เจ้าชื่ออิ่นเฟิงหรือ” เสียงทรงอำนาจของนายอำเภอดังขึ้น ขณะจ้องชายหนุ่มตรงหน้าทุกคนหยุดการฝึกแล้วทำการเคารพผู้มาเยือน“ขอรับ” สวี่จื่อเฟิงยืนนิ่งอย่างนอบน้อม“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าเป็นผู้ช่วยหลานสาวของข้าจากเงามีดนักฆ่าได้ทัน ฝีมือไม่เลว”“แค่หน้าที่ขอรับ” สวี่จื่อเฟิงในนามอิ่นเฟิงโค้งศีรษะเล็กน้อย“อืม เจ้าขึ้นมาเฝ้าด้านในให้ข้าโดยตรงเถิด ข้างกายข้าต้องการคนเก่งกล้าอย่างเจ้า”ดวงตาคมสีเข้มของเขาไม่เผยความรู้สึก แต่ในใจกลับเต้นแรงนี่คือโอกาสในการเข้าใกล้เป้าหมาย และโอกาสที่จะอยู่ใกล้นางหลังได้รับหน้าที่ใหม่ สวี่จื่อเฟิงเดินตรวจตราบริเวณโถงด้านใน ระหว่างเสาแกะสลักท
กลางป่าเงียบงันในยามค่ำคืน เรือนไม้หลังหนึ่งถูกซ่อนอยู่ท่ามกลางป่าเขาลึกที่ไม่มีใครก้าวถึงสวี่จื่อเฟิงเดินช้าๆ เข้าสู่ห้องโถง ผ้าพันแผลถูกถอดทิ้งก่อนกลับมาถึง เขาอยู่ในชุดสีดำสนิทที่เปรอะเลือดและคราบฝุ่น ดาบที่เคยแนบข้างตัวตอนนี้ถูกปลดเก็บไว้ที่หลัง ท่าทางเงียบงันไม่แตกต่างจากทุกครั้งที่กลับมา แต่ในหัวใจกลับมีบางสิ่งไม่เหมือนเดิมบนโต๊ะไม้เรียบยาวหลังกองแผนที่ หลี่ฉางเฟยนั่งรออยู่ก่อนแล้ว แสงจากตะเกียงส่องให้เห็นแววตาเย็นชาและแฝงความอำมหิตของเขา“เจ้ากลับมาเสียที” เสียงแผ่วเบา แต่แววตานั้นดูเย็นชาและเต็มไปด้วยโทสะ“ขอรับ”หลี่ฉางเฟยคือผู้เลี้ยงดูเขา ผู้สอนเขาให้รู้จักการฆ่า และผู้ที่เปลี่ยนเขาจากเด็กธรรมดาให้กลายเป็นอาวุธมีชีวิต และที่สำคัญ เขาเป็นคนที่สังหารพ่อแม่ของสวี่จื่อเฟิงบุรุษร่างสูงในชุดคลุมสีเทานั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ ดวงตาคมราวเหยี่ยวจ้องเขาแน่นิ่ง สองมือประสานอยู่บนตักอย่างใจเย็นเกินจริง“ภารกิจล้มเหลว” สวี่จื่อเฟิงพูดเสียงเรียบ ไม่มีคำแก้ตัว เขาไม่เคยพูดแก้ตัว เพราะมันไม่มีความหมายหลี่ฉางเฟยมองเขานิ่ง ดวงตานั้นไร้อารมณ์ราวกับกำลังพิจารณาความคุ้มค่าของอาวุธเล่มหนึ่งที่
ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ร่างหนึ่งนอนฟุบอยู่เหนือพื้นดิน เลือดสีแดงสดย้อมชุดดำจนแทบมองไม่ออกว่ากำลังได้รับบาดเจ็บสวี่จื่อเฟิง นักฆ่าผู้เย็นชาไร้หัวใจ บัดนี้กลับนอนแน่นิ่งด้วยบาดแผลฉกรรจ์ที่ฟันเข้าที่หัวไหล่ ดวงตาคมหลุบปิดภายใต้หน้ากากที่ปิดบังครึ่งหน้า ร่างกายหมดแรงไปกับภารกิจล้มเหลวเป็นครั้งแรกในชีวิตเสียงกีบม้าเริ่มดังใกล้เข้ามา ขบวนรถม้าของตระกูลไป๋กำลังเดินทางผ่านเส้นทางป่า ตรงไปยังอารามนอกเมืองเพื่อขอพรทว่าในขณะที่ขบวนรถม้าเคลื่อนไปตามเนินเขา เสียงร้องของม้าเบิกทางก็ดังขึ้นอย่างตื่นตกใจ ก่อนจะหยุดลงกะทันหัน“มีผู้ชายบาดเจ็บอยู่ข้างทางเจ้าค่ะ” เสียงสาวใช้ตะโกนลั่น พลางชะโงกหน้ามองไปยังร่างที่เกือบกลืนหายไปกับพื้นหญ้าม่านรถม้าเลิกขึ้นช้าๆ เผยให้เห็นหญิงสาวในชุดเรียบง่ายสีฟ้าอ่อน ใบหน้าสวยสงบนิ่ง ดวงตาคมนุ่มนวลเต็มไปด้วยความเมตตา“หยุดรถ”ไป๋ซืออวี่รีบลงจากรถม้า ฝ่าหมอกเข้าไปดู ท่ามกลางใบไม้เปียกชื้นและกลิ่นเลือดจางๆ ชายหนุ่มผู้หนึ่งนอนแน่นิ่ง เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนเลือดแผลฉกรรจ์ที่ไหล่ยังคงมีเลือดซึม ใบหน้าถูกปิดด้วยหน้ากากครึ่งใบหน้าเห็นเพียงใบหน้าส่วนล่างและริมฝีปากที่แห้งผากของเ







