Masukลานฝึกยามเช้า ภายในจวนนายอำเภอ
เสียงไม้กระทบดินดังเป็นจังหวะ ทหารเวรหลายสิบคนต่อแถวเรียงหน้ากระดาน กำลังฝึกความแข็งแกร่งของร่างกาย
ในบรรดานั้น มีเพียงอิ่นเฟิงที่โดดเด่นกว่าใคร ท่วงท่าของเขาแม่นยำเกินกว่าทหารระดับล่างทั่วไป ท่ามกลางความสงสัยของครูฝึก
“เจ้านี่ฝึกมาแนวไหนกันแน่” ครูฝึกเอ่ยถามขณะจ้องมองท่าปัดป้องของเขาที่ไร้ช่องโหว่
“ข้าเคยผ่านศึกชายแดนมาบ้าง” เขาตอบเสียงเรียบ ก่อนจะปล่อยหมัดซัดลงกลางทวนด้วยแรงพอดิบพอดีจนไม้หักกลาง
“เจ้าชื่ออิ่นเฟิงหรือ” เสียงทรงอำนาจของนายอำเภอดังขึ้น ขณะจ้องชายหนุ่มตรงหน้าทุกคนหยุดการฝึกแล้วทำการเคารพผู้มาเยือน
“ขอรับ” สวี่จื่อเฟิงยืนนิ่งอย่างนอบน้อม
“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าเป็นผู้ช่วยหลานสาวของข้าจากเงามีดนักฆ่าได้ทัน ฝีมือไม่เลว”
“แค่หน้าที่ขอรับ” สวี่จื่อเฟิงในนามอิ่นเฟิงโค้งศีรษะเล็กน้อย
“อืม เจ้าขึ้นมาเฝ้าด้านในให้ข้าโดยตรงเถิด ข้างกายข้าต้องการคนเก่งกล้าอย่างเจ้า”
ดวงตาคมสีเข้มของเขาไม่เผยความรู้สึก แต่ในใจกลับเต้นแรงนี่คือโอกาสในการเข้าใกล้เป้าหมาย และโอกาสที่จะอยู่ใกล้นาง
หลังได้รับหน้าที่ใหม่ สวี่จื่อเฟิงเดินตรวจตราบริเวณโถงด้านใน ระหว่างเสาแกะสลักที่ทอดยาวสู่เรือนด้านในของนายอำเภอ สายตาเขาหยุดลงเมื่อเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังพูดคุยหัวเราะอยู่หน้าศาลาริมสระ
หญิงสาวในชุดสีม่วงเข้มที่แต่งองค์อย่างพิถีพิถัน ประดับปิ่นทองคำและหยกแดงยืนอยู่ตรงกลาง สีหน้ายามพูดหัวเราะมีความสุข ทว่าดวงตากลับไม่ยิ้มตามนางกำลังสนทนากับภรรยาของนายอำเภอจางอยู่
ไม่มีใครสังเกตว่า ข้างกายนางมีบุรุษสายตาคมเฉียบของชายผู้หนึ่งจับจ้องอย่างระแวดระวังอยู่ตลอด แววตาแบบนั้นสวี่จื่อเฟิงรู้ดี... แววตาของนักฆ่า!
“นั่นคือผู้ใด” เขาถามทหารยามที่เดินตรวจตราด้วยกัน
“ไป๋ฮูหยิน ภรรยาของผู้ว่าการมณฑล ลู่ชิงชิง นางมีศักดิ์เป็นป้าสะใภ้ของคุณหนูไป๋ที่เจ้าช่วยเอาไว้เมื่อวานนี้” ทหารยามวัยยี่สิบตอบตามที่ตนรู้
“ป้าสะใภ้... ผู้ว่าการมณฑลเป็นลุงของนางหรือ” เขาถามด้วยความกังวล ไม่คิดว่านางจะเป็นหลานของคนที่เขาหมายจะปลิดชีพ
“นายอำเภอเป็นพี่ชายฝั่งมารดา ส่วนท่านผู้ว่าการมณฑลเป็นพี่ชายฝั่งบิดา คุณหนูไป๋เป็นดั่งไข่มุกเม็ดงาม[1] ที่นายท่านทั้งสองรักและทะนุถนอมเป็นอย่างมาก”
สวี่จื่อเฟิงพยักหน้าเป็นอันว่าเขาเข้าใจ เรื่องอื่นที่นอกเหนือจากนี้จะต้องตามสืบด้วยตนเองอย่างละเอียดในภายหลัง
หลังจากสงสัยคนข้างกายลู่ชิงชิง ในคืนที่สวี่จื่อเฟิงไม่ได้เข้าเวรออกเดินตรวจตรา กลางดึกเมื่อทหารร่วมหอนอนหลับสนิท จึงออกไปสืบเรื่องไป๋ฮูหยิน ผ่านสาวใช้ คนครัว แม้กระทั่งชายเฝ้าประตู เรื่องราวเริ่มปะติดปะต่อ
ลู่ชิงชิงเป็นภรรยาที่ผู้ว่าการมณฑลไป๋เยี่ยไม่เคยโปรดปราน แม้จะมีฐานะสูง แต่ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับสามีแห้งแล้งมานานนัก
ทว่าทุกครั้งที่ไป๋ซืออวี่ปรากฏตัว สายตาของไป๋เยี่ยกลับทอดมองด้วยแววตาที่ไม่ควร แสดงความเอ็นดูนางเกินกว่าฐานะลุงกับหลาน
“เขาไม่ได้รักนางเพียงเพราะเป็นหลาน” เสียงกระซิบจากสาวใช้คนหนึ่งในเรือนท้ายหลุดออกมาในคืนหนึ่งที่เขาปลอมตัวเป็นบ่าวในจวนสกุลไป๋ แสร้งทำเป็นผู้ฟังเรื่องเล่า
“นายท่านรักนางอย่างบุรุษรักสตรี เพราะนางหน้าเหมือนมารดาของนางต่างหาก แต่เรื่องนี้คนรู้น้อย ข้าเองก็ได้ยินมาจากบ่าวข้างกายของฮูหยินอีกที”
จื่อเฟิงฟังเงียบๆ นิ้วเรียวกำดาบแน่นขึ้นเล็กน้อย
และเมื่อเขาสืบไปอีกขั้น ก็พบว่าเบื้องหลังนักฆ่าที่ลอบสังหารนางเอกในคืนวันนั้น ไม่ใช่ศัตรูการเมืองของทั้งนายอำเภอจางและผู้ว่าการมณฑลไป๋ หากแต่เป็นคนที่อยู่ในจวนเดียวกันกับไป๋เยี่ย
ลู่ชิงชิง ผู้เป็นป้าสะใภ้ของนางเอง
เหตุผลของนางเขายังไม่แน่ใจ แต่มันทำให้ความเยือกเย็นในตัวเขาเพิ่มขึ้นทุกขณะ และไม่ว่าเหตุผลใดหากนางกล้าแตะต้องไป๋ซืออวี่ นางต้องตาย!
************************
ยามราตรีแผ่ปกคลุมเหนือจวนสกุลไป๋ ที่เรือนรองซึ่งเป็นที่อยู่ของครอบครัวไป๋เยียนน้องชายของผู้ว่าการไป๋ ที่อยู่
ใต้เงาทึบของต้นไม้สูงมีร่างหนึ่งยืนซ่อนตัวอยู่กับความมืด ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของเงาทะมึนนั้น
สวี่จื่อเฟิงสวมชุดดำสนิท ใบหน้าถูกผ้าคลุมบดบังเกือบมิด เว้นเพียงดวงตาคู่คมที่จับจ้องไปยังหน้าต่างห้องห้องหนึ่งซึ่งยังมีแสงตะเกียงเรืองรองอยู่
เขาควรกลับไปที่จวนนายอำเภอก่อนจะมีคนรู้ว่าเขาหายตัวไป แต่หัวใจกลับดื้อดึง พาเขาเข้ามาในเรือนรองภายในจวน เพียงเพราะสตรีนางหนึ่งที่ช่วยเหลือเขาเอาไว้
เบื้องหลังหน้าต่างบานนั้น ร่างอรชรของหญิงสาวในชุดนอนสีขาวนวลเคลื่อนไหวเบาๆ กำลังจัดวางขวดโอสถและม้วนผ้าไว้บนโต๊ะไม้ ใบหน้าของนางนั้นดูอ่อนโยนอยู่ตลอดเวลา จนเขานึกภาพเวลานางหน้าบูดบึ้งไม่ออก
แสงไฟอ่อนโยนส่องให้เห็นดวงหน้าของนางชัดเจน ดวงตาเรียวที่เต็มไปด้วยความเมตตา รอยยิ้มจางๆ ที่ประดับบนริมฝีปาก แม้เพียงเงามองผ่านหน้าต่าง สวี่จื่อเฟิงก็จำได้ไม่มีวันลืม
เขาไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดต้องอยากรู้ความเคลื่อนไหวของนาง เหตุใดจึงต้องสนใจว่าใครอยู่เบื้องหลังการลอบทำร้าย และเหตุใดจึงสนใจสตรีตรงหน้าจนไม่อาจหักห้ามใจได้ถึงเพียงนี้
มือของเขากำแน่นพลางกดตัวแนบกับต้นไม้ใหญ่ ไม่มีใครรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้ ไม่มีเสียงฝีเท้า ไม่มีเงาสะท้อนบนพื้น เขาเคยชินกับการลอบสังหารในเงามืด แต่คืนนี้ กลับทำเพียงเฝ้าดูนาง หัวใจเต้นช้าๆ อย่างประหลาด
“ไป๋ซืออวี่” เขาเอ่ยชื่อของนาง คล้ายปลุกตัวเองให้ตื่นจากภาพฝัน
ไม่มีใครเคยอ่อนโยนกับเขาเช่นนี้ ไม่มีใครยื่นมือมาให้โดยไม่ถามว่าตัวเขาเป็นใคร หรือทำผิดอะไรไว้บ้าง แต่นางช่วยด้วยจิตใจที่ดีงามของนางเอง
แต่ก่อนที่เขากำลังจะตกในภวังค์แห่งความลุ่มหลงของนางไปมากกว่านี้ ก็สังเกตได้ถึงบางอย่างที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้
เล่นงานไป๋ซืออวี่ในจวนนายอำเภอไม่ได้จึงจะใช้โอกาสนี้ลอบสังหารนางที่เรือน
สวี่จื่อเฟิงพุ่งเข้าหาบุรุษชุดดำนั้นอย่างเงียบเชียบและว่องไว เอามือปิดปากชายที่กำยำกว่าตนจากเบื้องหลัง ก่อนจะใช้มีดสั้นที่พกอยู่ที่ข้างลำตัวปาดเส้นเลือดใหญ่ที่คอโดยที่ตาไม่กะพริบ
ร่างนั้นสั่นกระตุกขณะที่โลหิตสาดพ่นออกมา สวี่จื่อเฟิงเอามีดสั้นของเขาแทงเข้าจากด้านหลังซ้ำๆ จนกระทั่งร่างนั้นแน่นิ่งไปเขาก็มองอย่างเย็นชา
“ใครกล้าทำร้ายสตรีของฆ่า ต้องตายสถานเดียว”
************************
[1] ไข่มุกเม็ดงาม เปรียบกับสำนวนไทยได้ว่า แก้วตาดวงใจ
สายลมอ่อนในฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านลานฝึกกว้างเบื้องหลังจวนสกุลสวี่ กลิ่นหอมบางเบาของเหล่าบุปผาในสวนลอยคลุ้งอยู่ในอากาศในลานฝึก สวี่จื่อเฟิงในชุดฝึกสีเข้มกำลังก้มตัวสอนท่ารำดาบให้กับเด็กชายวัยห้าขวบที่ยืนถือดาบไม้ด้วยความตั้งอกตั้งใจ“มั่นใจในฝีเท้า กำมือให้แน่น อย่ารีบร้อน” เสียงของเขานุ่มลึก แต่แฝงไว้ด้วยความเข้มงวดที่แผ่วเบา เด็กชายพยักหน้าหงึกๆ ก่อนจะทำท่ารำอีกครั้ง ดวงตาสดใสเปล่งประกายเหมือนอยากจะให้บิดาภูมิใจห่างออกไปใต้ต้นหลิวริมศาลา ไป๋ซืออวี่ในชุดผ้าแพรสีอ่อน นั่งพิงหมอนอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ มองดูบุตรีวัยสามขวบวิ่งเล่นอยู่ไม่ไกลกับลูกๆ ของเสี่ยวไป๋ เด็กหญิงหัวเราะคิกคักให้อาหารกระต่ายเหล่านั้น แล้วพูดเจื้อยแจ้วอย่างมีความสุขไป๋ซืออวี่มองภาพบุตรสาววิ่งเล่นด้วยสายตาที่เอ็นดู ก่อนจะปรายตามองไปยังสามีและลูกชายที่ยังคงฝึกอยู่กลางลาน สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน และแววตาของความพึงใจในชะตาชีวิตที่มอบให้ทุกสิ่งอย่าง“พอแค่นี้ก่อนเถอะ ดื่มน้ำพักเสียหน่อย” เสียงหวานของนางเอ่ยเรียกเบาๆสวี่จื่อเฟิงละสายตาจากลูกชาย หันไปยิ้มให้ภรรยาอย่างอ่อนโยน
ยามราตรีคลี่คลุมทั่วเรือนใหญ่ แสงเทียนในห้องนอนถูกหรี่ให้เหลือเพียงเล่มเดียวบนเตียงไม้แกะสลักลวดลายอ่อนช้อย ไป๋ซืออวี่เอนกายพิงอกสามีเบาๆ สวี่จื่อเฟิงโอบเอวภรรยาไว้แน่น มือหนาลูบเบาๆ ที่หน้าท้องนูนของนางด้วยความทะนุถนอม“ลูกของเรา จะเหมือนเจ้าหรือข้านะ” เขาถามเสียงนุ่มราวกลัวจะรบกวนชีวิตเล็กๆ ที่กำลังเติบโตอยู่ในครรภ์“ข้าว่าขอแค่สุขภาพแข็งแรงก็พอ จะเหมือนใครก็ได้” ไป๋ซืออวี่ยิ้ม“แต่หากเหมือนเจ้า ข้าคงได้ลูกที่อ่อนโยนและใจดี” ชายหนุ่มว่าเสียงแผ่ว มืออีกข้างของเขาจับมือของนางแน่น “และความอ่อนโยนนี้ทำให้ข้าหลงรักเจ้าตั้งแต่แรกพบ”นางเอนหัวพิงไหล่เขาแน่นขึ้น น้ำเสียงละมุนยิ่งกว่าเสียงลม “ข้าสั่งท่านสังหารท่านลุง ข้าลงโทษบ่าวไพร่ที่รังแกข้าในคืนเข้าหอ ท่านยังรักข้าอยู่หรือไม่”“เจ้าเพียงเข้มแข็งขึ้น ไม่ได้อ่อนแอให้ใครรังแกง่ายๆ แต่หัวใจเจ้ายังคงอ่อนโยนเช่นเดิม และที่สำคัญ ข้ารักเจ้าที่เป็นเจ้า ไม่ว่าอนาคตเจ้าจะกลายเป็นสตรีที่ดุร้าย ข้าก็จะยังรักเจ้าเพียงผู้เดียว”เขาหันหน้ามามองดวงตานางใต้แสงเทียน เสียงหัวใจของเขาและนางที่เต้นในจังหวะเด
สวี่จื่อเฟิงเดินเร็วแทบกลายเป็นวิชาตัวเบาเข้าไปในเรือนของท่านปู่ ขณะนั้นสวี่หลุนจื่อกำลังนั่งจิบชา นั่งอ่านรายการบัญชีที่หลานสะใภ้ทำอย่างละเอียดด้วยความชื่นชม“ท่านปู่” เสียงของสวี่จื่อเฟิงดังขึ้นก่อนตัวจะมาถึงสวี่หลุนจื่อเงยหน้าขึ้น มองหลานชายที่ปกติเงียบขรึม แต่ตอนนี้กลับมีรอยยิ้มเปื้อนหน้าเหมือนเด็กหนุ่มผู้เพิ่งได้ขนมโปรด“อะไรของเจ้า รีบวิ่งอย่างกับถูกหลานสะใภ้ไล่”“นางท้อง” เขาเอ่ยแทรก รอยยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม ใบหน้าเปล่งประกาย บ่งบอกว่าข่าวที่น่ายินดีนี้เป็นเรื่องจริง“หา?” ท่านปู่วางถ้วยชาลงอย่างไม่รู้ตัว ขมวดคิ้ว ก่อนค่อยๆ ลุกขึ้น“เจ้าว่าอะไรนะ”“ภรรยาของข้า ไป๋ซืออวี่นางตั้งครรภ์ ท่านปู่ ข้าจะได้เป็นพ่อคนแล้ว” เสียงของเขาสั่นเล็กน้อยตอนที่พูดประโยคนั้นจบลงสวี่หลุนจื่อยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนริมฝีปากจะแตะรอยยิ้มอ่อนโยน และตาเริ่มแดงวาวด้วยความปลื้มใจ“สวรรค์เมตตา ข้าคิดว่าข้าคงไม่ได้อยู่จนเห็นวันนี้เสียแล้ว”“ข้าจะดูแลนางและลูกให้ดีที่สุด ท่านปู่ไม่ต้องเป็นห่วง”“ลูกเจ้าต้องแข็งแรง ข้าจะให้ห
วันสอบขุนนางฝ่ายบู๊เวียนมาถึง ลานกว้างหน้าวังหลวงคลาคล่ำด้วยชายหนุ่มผู้มุ่งหวังจะรับใช้แผ่นดิน หลายคนถือดาบเคียงข้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ต่างจากใครบางคนที่เดินเข้ามาเงียบๆ พลางเหยียบเงาตนเองด้วยก้าวเดินที่มั่นคงสวี่จื่อเฟิง สวมชุดนักเรียนสอบของฝ่ายบู๊ สะอาดเรียบ แม้เรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้านทุกกระเบียด เขายืนอยู่ท้ายแถว ไม่ยอมหยิ่งผยองแต่อย่างใด“นั่นใครน่ะ ท่าทางเย็นชาและไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย”“ได้ยินว่าเป็นหลานของท่านโหวสวี่หลุนจื่อ ทายาทที่พลัดพรากสิบกว่าปี”“ยังไม่สอบระดับท้องถิ่นแต่เหตุใดจึงได้มาสอบระดับเมืองหลวง หรือว่าใช้เส้นสายอย่างนั้นหรือ”“อย่าเอ็ดไป ที่ซื่อจื่อได้ร่วมสอบ เพราะก่อนหน้านี้เคยจับโจรที่บุกจวนเสนาบดีต้วน ฝีมือเป็นที่ประจักษ์ จึงได้รับการยกเว้นให้ร่วมสอบเป็นกรณีพิเศษ”เสียงซุบซิบเหล่านั้นลอยมาเบาๆ แต่เจ้าตัวไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อยเมื่อการสอบเริ่มขึ้น แต่ละคนต้องแสดงฝีมือการต่อสู้ การยิงธนู การประลองดาบ และทดสอบสติปัญญาผ่านบทสถานการณ์ต่างๆ ในสนามทดสอบจำลองสวี่จื่อเฟิงก้าวออกไปอย่างเงียบเชียบ มือข้าง
กลางป่ารกร้างท้ายเมืองหลวงทางทิศใต้ จางหมิ่นเอ๋อร์และซูหลานถูกมัดมือไพล่หลังด้วยเชือกหลวมๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ทว่าพอคิดจะหนีก็พบว่ามีสายตาของคนของสวี่จื่อเฟิงคอยจ้องอยู่ทุกมุมทางโหวซื่อจื่อยืนสงบนิ่งที่ข้างต้นไม้สูงใหญ่ สีหน้าเย็นชา มือไพล่หลัง ท่าทางไม่ต่างจากพญาเหยี่ยวที่กำลังมองเหยื่อดิ้นรนอย่างสิ้นหวัง“ท่านจะพาข้าไปที่ใด” นางถามเสียงสั่น“เข้าป่าลึกกว่านี้แล้วสังหารเจ้าโยนให้สัตว์ป่าแทะกิน เจ้าตายแล้วเท่านั้นข้าจึงจะวางใจ” เขาตอบเสียงเรียบ“หากจะฆ่าข้า ท่านข้าไปนานแล้ว”“เพราะภรรยาข้าขอร้องไว้ไม่ให้มือเปื้อนเลือด แต่ดูให้ดีว่าข้าไม่เคยลังเลแม้แต่จะฆ่าคนตรงหน้า”สิ้นคำชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดชาวบ้านธรรมดาถูกลากเข้ามาตรงหน้า เขาแสร้งร้องขอชีวิต พลางดิ้นรนเหมือนเหยื่อจริง“เจ้าไม่ต้องห่วง” สวี่จื่อเฟิงกล่าวกับชายผู้นั้นด้วยน้ำเสียงแฝงแววเหี้ยม“ข้าจะทำให้เจ้าตายอย่างเจ็บปวดที่สุด ใครใช้ให้เจ้าเดินชนภรรยาของข้า”จากนั้นมีดในมือก็ฟาดเฉียงลงไป เลือดปลอมพุ่งกระเซ็นอย่างแม่นยำ กลิ่นคาวจางๆ ที่เตรียมไว้กระจายไปท
ภายในเรือนหลักของจวนสกุลสวี่ จางหมิ่นเอ๋อร์คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าสวี่หลุนจื่อผู้นำตระกูลสวี่ ใบหน้าของนางบวมช้ำจากการถูกตบ ฟันบนด้านซ้ายที่เป็นเขี้ยวเล็กๆ หลุดร่วงไปหนึ่งซี่จนต้องเม้มปากปกปิดเอาไว้ด้วยความอับอายแต่กระนั้นสีหน้าของนางก็ยังคงซีดเผือดและเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ถูกทำร้ายขนาดนี้แทนที่เขาจะเป็นห่วงกลับมองนางด้วยสายตาที่ผิดหวัง จางหมิ่นเอ๋อร์ไม่เคยเห็นเขามีสีหน้าเช่นนี้มาก่อนสวี่หลุนจื่อยืนอยู่หน้าบันไดขั้นสูงของห้องโถง ท่าทางองอาจ หลังเหยียดตรงแม้จะอายุมากแล้ว สายตาทอดมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างเงียบงันนานนับก้านธูป“เจ้ารู้ตัวหรือไม่ ว่าเจ้าทำเรื่องอันใดลงไป” เสียงของเขาไม่ดังนัก แต่หนักแน่นและเปี่ยมด้วยแรงกดดันสวี่จื่อเฟิงและไป๋ซืออวี่นั่งฟังนิ่ง เรื่องนี้สุดแล้วแต่ผู้เฒ่าสวี่จะตัดสินออกมาเป็นอย่างไร พวกเขาแค่เข้ามานั่งรับฟังเท่านั้น“ข้าแค่... ข้าแค่ไม่อยากถูกทอดทิ้ง ข้ากลัว…” จางหมิ่นเอ๋อร์เม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาแดงก่ำสวี่หลุนจื่อหลับตาลงชั่วครู่ ลมหายใจหนักแน่นระบายออกจากอก“ข้ารับเจ้ามาเลี้ยงดู ปรนเปรอเจ้าดั่งหลานในสายเล







