LOGIN“อะไรนะ” เสียงของลู่ชิงชิงตวาดลั่น
บ่าวรับใช้ข้างกายของนางยืนสงบนิ่งรอดูท่าทีของผู้เป็นนาย ในขณะที่ลู่หานหลานชายของนางที่มาทำหน้าที่คอยอยู่รับใช้ข้างกายก็คุกเข่าต่อหน้าด้วยความกังวลไม่แพ้กัน
ในห้องนี้มีเพียงคนสามคน สาวใช้คนอื่นๆ ถูกสั่งให้ออกไปรอด้านนอก เพราะเรื่องนี้เป็นความลับที่ให้ใครล่วงรู้ไม่ได้
“คราแรกคนของเจ้าก็ถูกจับได้จนชิงฆ่าตัวตาย ครานี้คนของเจ้าที่ถูกส่งไปก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย นี่ข้าจะทำอะไรนางไม่ได้เชียวหรือ” ลู่ชิงชิงกล่าวด้วยความแค้นเคือง
นางอุตส่าห์ใช้ช่วงที่สามีเดินทางไปต่างเมืองในการลอบสังหารหลานสาวคนโปรดของเขา แต่ก็หาสำเร็จไม่
ครั้งแรกลู่หานส่งคนไปลอบสังหารนางที่จวนนายอำเภอ จัดฉากให้เหมือนถูกคนร้ายที่หมายเอาชีวิตจางฮูหยินพลั้งมือฆ่านางก็ถูกทหารยามชั้นผู้น้อยจับได้ เมื่อคืนนี้ส่งนักฆ่าอีกคนไปก็หายตัวอย่างไร้ร่องรอย
“ครั้งนี้ข้าจะลงมือเอง” ผู้เป็นหลานชายกล่าวด้วยความรู้สึกผิดที่คนของเขาทำพลาด
“ไม่ต้อง ท่านผู้ว่าการมณฑลกำลังจะกลับมา หากลงมือตอนนี้เกรงว่าจะถูกสาวมาจนถึงข้าได้” ไป๋ฮูหยินที่วัยเพียงสามสิบต้นๆ กล่าวเสียงเรียบ ข่มความโกรธและโทสะของตนเอาไว้
“อาหง” นางเรียกชื่อสาวใช้ข้างกายที่ติดตามมาตั้งแต่ก่อนออกเรือน
“เจ้าค่ะ นายหญิง”
“จัดธูปกำหนัดให้ข้า ในเมื่อกำจัดนางให้พ้นหูพ้นตาไม่ได้ ก็ให้นางมาเป็นหลานสะใภ้ของข้าแทนก็แล้วกัน” พูดจบรอยยิ้มที่มุมปากก็ผุดขึ้น
ลู่หานได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มกว้างด้วยความยินดี เขาเองก็พึงพอใจในความงามของนางอยู่ไม่น้อย
“ดูสิว่าหากนางออกเรือนไปแล้ว ท่านพี่ยังจะพร่ำเพ้อถึงนางอยู่อีกหรือไม่” น้ำเสียงของนางกล่าวด้วยความคับแค้น
ก่อนหน้านี้ก็เป็นจางมู่ฟางมารดาของนางที่ไป๋เยี่ยคลั่งไคล้ ทุกครั้งเมื่อเห็นน้องชายของตนไป๋เยียนอยู่กับนาง เขาก็จะออกอาการหึงหวง ต่อหน้าคนอื่นแสร้งทำเป็นว่าไม่ได้คิดอะไร แต่พออยู่กับนางตามลำพังเขาก็อาละวาดจนเรือนแทบพัง
หลายปีก่อนจางมู่ฟางป่วยตายไป คนที่เสียใจจนล้มป่วยกลับเป็นไป๋เยี่ย พอไป๋ซืออวี่เริ่มเติบใหญ่ ใบหน้าละม้ายคล้ายมารดาของนาง ไป๋เยี่ยที่จมอยู่กับความทุกข์มานานก็มีความหวัง
“หลานตัวเองแท้ๆ ยังกล้าคิดไม่ซื่อ คอยดูเถอะว่า ข้าจะทำให้เขาต้องเสียใจ” นางกล่าวขณะที่มือเรียวกำแน่น
************************
ขณะเดียวกันที่จวนนายอำเภอ สวี่จื่อเฟิงในคราบทหารยามที่ตอนนี้ได้รับความไว้วางใจให้ติดตามนายอำเภอร่วมกับทหารยามชั้นในอีกสี่คน ก็ยืนอยู่เบื้องหลังเขาขณะที่มีการหารือกับขุนนางอีกคน
เรื่องราวที่พวกเขาคุยกันเป็นชั้นความลับสูงสุด แต่สาระนั้นกลับไม่สำคัญเท่ากับเป้าหมายที่เขาจ้องจะสังหาร
ในฐานะนักฆ่า เขาต้องสังหารไป๋เยี่ยตามคำสั่งตาย แต่ในฐานะบุรุษ เขาต้องสังหารบุรุษวิปริตที่แอบรักน้องสะใภ้ของตนจนลามมาถึงหลงรักหลานสาวแท้ๆ ของตัวเอง
จนกระทั่งพูดคุยถึงไป๋เยี่ย เขาจึงฟังอย่างตั้งใจ
“อีกสามวันท่านผู้ว่าการมณฑลก็จะกลับมาแล้ว ระหว่างนี้อย่าให้มีเรื่องเกิดขึ้น” นายอำเภอกล่าวแล้วถอนหายใจออกมา
“ได้ยินว่าเมื่อหลายวันก่อนมีคนร้ายบุกเข้าจวนของท่าน ไม่ทราบว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับการลอบสังหารแม่ทัพซ่งเมื่อเดือนที่แล้วหรือไม่ ในตอนนั้นเห็นว่าแม่ทัพต่อสู้อย่างสุดกำลังเกือบจะพ่ายแพ้ แต่โชคดีทหารองครักษ์เข้ามาช่วยทัน นักฆ่าผู้นั้นช่างโง่เขลา ลอบสังหารแม่ทัพในจวนที่เต็มไปด้วยทหาร ถูกส่งมาตายชัดๆ” ขุนนางระดับท้องถิ่นผู้หนึ่งกล่าวขึ้น
สวี่จื่อเฟิงกำมือแน่น เขาเองก็รู้ว่าภารกิจนั้นอันตรายเพียงใด แต่ก็เป็นอย่างที่เขาพูด ราวกับว่างานครั้งก่อนเหมือนเขาถูกส่งให้ไปตาย แต่โชคดีที่รอดออกมาได้
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก แต่คนร้ายนั้นเหมือนจะพุ่งตรงไปที่ภรรยาและหลานสาวของข้าที่พูดคุยกันอยู่ ภรรยาของข้ามิใช่สตรีที่ออกนอกจวน ส่วนหลานสาวของข้านางเองก็เป็นคนอ่อนโยนมีเมตตา และอีกอย่างนางก็เป็นหลานของท่านไป๋ด้วยเช่นกัน ข้าคิดว่าเป้าหมายอาจจะเป็นนาง คนร้ายคงอยากทำให้ทั้งข้าและท่านผู้ว่าการมณฑลต้องสูญเสียพร้อมกัน”
เหล่าขุนนางท้องถิ่นที่มาหารือต่างก็พยักหน้า เชื่อว่าอาจจะเป็นไปตามนั้น ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า การลอบสังหารครานี้เกิดจากจิตริษยาของสตรีนางหนึ่งเท่านั้น
คืนนั้น สวี่จื่อเฟิงออกมาจากหอนอนรวมของทหารยามในตอนกลางดึก อีกสามวันไป๋เยี่ยจะกลับมาที่เมือง ลู่ชิงชิงอาจจะใช้เวลาในสามวันนี้ทำอันตรายแก่ไป๋ซืออวี่ได้
ร่างกำยำปราดเปรียวในชุดสีดำสนิท นั่งอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ที่แผ่สาขาออกกว้าง ท่ามกลางความมืดเขาเฝ้ามองนางเพื่อระวังความปลอดภัยให้แก่หญิงสาว
จากหน้าต่างบานเดิม เขาเห็นว่ามีสตรีสูงวัยอีกนางที่นั่งอยู่ด้วยกัน ฟังจากการสนทนาแล้วแม่ไป๋ซืออวี่จะเรียกนางว่าท่านแม่ แต่จำได้ว่ามารดาของนางนั้นได้ล้มป่วยเสียชีวิตไปแล้ว สตรีที่นั่งอยู่กับนางจึงน่าจะเป็นภรรยาใหม่ของไป๋เยียน
เขามองนางอย่างพินิจ ก่อนที่สายตาจะลดความระแวดระวังลงเมื่อมั่นใจว่าสายตาคู่นั้นอ่อนโยนไม่ได้คิดร้ายกับสตรีในใจตน
“อวี่เอ๋อร์ แม่ขอบใจเจ้ามาก” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ซาบซึ้ง แอบมาหาลูกเลี้ยงกลางดึกก็เพราะไม่อยากให้สามีและคนรับใช้ในเรือนรองแห่งนี้รู้ว่าตนกำลังป่วยด้วยโรคผิวหนังด้วยความอับอาย
“ท่านแม่ทาขี้ผึ้งที่ข้าผสมตัวยานี้ให้ ไม่กี่วันก็จะดีขึ้น อาจะจะแสบเล็กน้อยเพราะมีเกลือเป็นส่วนผสม แต่ท่านไม่ต้องกังวลไป” นางกล่าวอย่างอ่อนโยน ก่อนจะประคองอีกฝ่ายให้ลุกขึ้น แล้วเดินไปส่งที่หน้าประตูห้อง
“ส่งข้าเท่านี้ เจ้ากลับไปพักผ่อนเถอะ” ไป๋ฮูหยินแห่งเรือนรองกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
หญิงสาวก้มศีรษะลงเล็กน้อยเพื่อเป็นการส่งนางกับสาวใช้ข้างกายเดินกลับหอนอนไป
จากนั้นไป๋ซืออวี่จึงกลับเข้าไปในห้อง กำลังยกมือของนางปิดริมฝีปากที่กำลังหาว เขาเผยรอยยิ้มนั้นออกมามองกิริยาของนางด้วยความหลงใหล
สาวใช้คนสนิทของนางช่วยถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกเผยให้เห็นชุดนอนด้านในจนเขาต้องลอบกลืนน้ำลายกับผิวพรรณที่เนียนผ่องนั้น
เมื่อสาวใช้ของนางดับตะเกียงแล้วออกจากห้องไป ไป๋ซืออวี่นอนหลับด้วยความรู้สึกที่อ่อนเพลีย เสียงหายใจที่สม่ำเสมอของนางดังเบาๆ อย่างต่อเนื่อง บ่งบอกว่าเจ้าของห้องนั้นหลับลงไปแล้ว
แต่ไม่นาน ความรู้สึกราวกับว่าถูกริมฝีปากอุ่นของใครบางคนแตะเบาๆ ที่หน้าผากของนาง หญิงสาวลืมตาขึ้นมาแต่ก็พบว่าภายในห้องของนางว่างเปล่า
มือเรียวแตะที่หน้าผากของตน ก่อนจะส่ายศีรษะเล็กน้อย เข้าใจว่านางคงฝันไป
ที่ด้านนอก สวี่จื่อเฟิงนั่งอยู่ที่กิ่งไม้กิ่งเดิม พิงศีรษะกับต้นไม้ หลับตาลงแล้วเผยรอยยิ้มออกมา แต่ถึงแม้จะหลับตาแต่ประสาทสัมผัสของเขาก็ตื่นตัวอยู่เสมอ เพื่อคอยระวังภัยให้แก่นาง
************************
เรือนหลักของจวนสกุลไป๋ที่โอ่อ่า หญิงสาวในชุดสีอ่อนสะอาดตาเดินทอดน่องไปตามทางเดินในสวนของจวนไป๋ซืออวี่มาหา ป้าสะใภ้ทั้งสองของตนเพื่อพูดคุยเรื่องสมุนไพรที่ใช้ในโรงครัวตามคำขอของลู่ชิงชิง ในขณะที่จางฮูหยินก็มาเยี่ยมเยียนตามคำเชิญของเจ้าของเรือน โดยมีทหารของจวนนายอำเภอตามมา และหนึ่งในนั้นคือสวี่จื่อเฟิงเขายืนที่หน้าประตู มองดูคุณหนูเรือนรองเดินเข้ามา นางสบตาเขาเล็กน้อย ไม่มั่นใจนักว่าเขาใช่บุรุษนิรนามในหน้ากากที่ตนเคยช่วยเหลือหรือไม่ แต่ก็ไม่ลืมที่จะมอบรอยยิ้มบางๆ ขณะเดินผ่านที่ทหารยามที่เคยช่วยชีวิตตนเอาไว้เมื่อหลายวันก่อนหัวใจของสวี่จื่อเฟิงเต้นแรง รอยยิ้มของนางทำให้เขาถึงกับสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็น“คารวะป้าสะใภ้ลู่ ป้าสะใภ้เฉิน” นางย่อกายคารวะอย่างอ่อนช้อยเมื่อเข้าไปถึงกลางห้องโถง“นั่งลงก่อนสิ” ลู่ชิงชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน“เรื่องสมุนไพรที่ข้าจะถามเจ้า เอาไว้ก่อน วันนี้จางฮูหยินมาเยี่ยมเยียน เรามาดื่มชาแล้วพูดคุยกันดีหรือไม่ พอดีว่ามีใบชาที่ถูกส่งมาจากทางเหนือ รสชาติดีเลยทีเดียว” ไป๋ฮูหยินกล่าวแล้วพยักหน้าให้บ่าวคนสนิทไปจัดการสวี่จื่อเฟิงมองดูลู่หานที่ตอนแรกเดินวนเวียนอย
“อะไรนะ” เสียงของลู่ชิงชิงตวาดลั่นบ่าวรับใช้ข้างกายของนางยืนสงบนิ่งรอดูท่าทีของผู้เป็นนาย ในขณะที่ลู่หานหลานชายของนางที่มาทำหน้าที่คอยอยู่รับใช้ข้างกายก็คุกเข่าต่อหน้าด้วยความกังวลไม่แพ้กันในห้องนี้มีเพียงคนสามคน สาวใช้คนอื่นๆ ถูกสั่งให้ออกไปรอด้านนอก เพราะเรื่องนี้เป็นความลับที่ให้ใครล่วงรู้ไม่ได้“คราแรกคนของเจ้าก็ถูกจับได้จนชิงฆ่าตัวตาย ครานี้คนของเจ้าที่ถูกส่งไปก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย นี่ข้าจะทำอะไรนางไม่ได้เชียวหรือ” ลู่ชิงชิงกล่าวด้วยความแค้นเคืองนางอุตส่าห์ใช้ช่วงที่สามีเดินทางไปต่างเมืองในการลอบสังหารหลานสาวคนโปรดของเขา แต่ก็หาสำเร็จไม่ครั้งแรกลู่หานส่งคนไปลอบสังหารนางที่จวนนายอำเภอ จัดฉากให้เหมือนถูกคนร้ายที่หมายเอาชีวิตจางฮูหยินพลั้งมือฆ่านางก็ถูกทหารยามชั้นผู้น้อยจับได้ เมื่อคืนนี้ส่งนักฆ่าอีกคนไปก็หายตัวอย่างไร้ร่องรอย“ครั้งนี้ข้าจะลงมือเอง” ผู้เป็นหลานชายกล่าวด้วยความรู้สึกผิดที่คนของเขาทำพลาด“ไม่ต้อง ท่านผู้ว่าการมณฑลกำลังจะกลับมา หากลงมือตอนนี้เกรงว่าจะถูกสาวมาจนถึงข้าได้” ไป๋ฮูหยินที่วัยเพียงสามสิบต้นๆ กล่าวเสียงเรียบ ข่มความโกรธและโทสะของตนเอาไว้“อาหง” นางเรี
ลานฝึกยามเช้า ภายในจวนนายอำเภอเสียงไม้กระทบดินดังเป็นจังหวะ ทหารเวรหลายสิบคนต่อแถวเรียงหน้ากระดาน กำลังฝึกความแข็งแกร่งของร่างกายในบรรดานั้น มีเพียงอิ่นเฟิงที่โดดเด่นกว่าใคร ท่วงท่าของเขาแม่นยำเกินกว่าทหารระดับล่างทั่วไป ท่ามกลางความสงสัยของครูฝึก“เจ้านี่ฝึกมาแนวไหนกันแน่” ครูฝึกเอ่ยถามขณะจ้องมองท่าปัดป้องของเขาที่ไร้ช่องโหว่“ข้าเคยผ่านศึกชายแดนมาบ้าง” เขาตอบเสียงเรียบ ก่อนจะปล่อยหมัดซัดลงกลางทวนด้วยแรงพอดิบพอดีจนไม้หักกลาง“เจ้าชื่ออิ่นเฟิงหรือ” เสียงทรงอำนาจของนายอำเภอดังขึ้น ขณะจ้องชายหนุ่มตรงหน้าทุกคนหยุดการฝึกแล้วทำการเคารพผู้มาเยือน“ขอรับ” สวี่จื่อเฟิงยืนนิ่งอย่างนอบน้อม“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าเป็นผู้ช่วยหลานสาวของข้าจากเงามีดนักฆ่าได้ทัน ฝีมือไม่เลว”“แค่หน้าที่ขอรับ” สวี่จื่อเฟิงในนามอิ่นเฟิงโค้งศีรษะเล็กน้อย“อืม เจ้าขึ้นมาเฝ้าด้านในให้ข้าโดยตรงเถิด ข้างกายข้าต้องการคนเก่งกล้าอย่างเจ้า”ดวงตาคมสีเข้มของเขาไม่เผยความรู้สึก แต่ในใจกลับเต้นแรงนี่คือโอกาสในการเข้าใกล้เป้าหมาย และโอกาสที่จะอยู่ใกล้นางหลังได้รับหน้าที่ใหม่ สวี่จื่อเฟิงเดินตรวจตราบริเวณโถงด้านใน ระหว่างเสาแกะสลักท
กลางป่าเงียบงันในยามค่ำคืน เรือนไม้หลังหนึ่งถูกซ่อนอยู่ท่ามกลางป่าเขาลึกที่ไม่มีใครก้าวถึงสวี่จื่อเฟิงเดินช้าๆ เข้าสู่ห้องโถง ผ้าพันแผลถูกถอดทิ้งก่อนกลับมาถึง เขาอยู่ในชุดสีดำสนิทที่เปรอะเลือดและคราบฝุ่น ดาบที่เคยแนบข้างตัวตอนนี้ถูกปลดเก็บไว้ที่หลัง ท่าทางเงียบงันไม่แตกต่างจากทุกครั้งที่กลับมา แต่ในหัวใจกลับมีบางสิ่งไม่เหมือนเดิมบนโต๊ะไม้เรียบยาวหลังกองแผนที่ หลี่ฉางเฟยนั่งรออยู่ก่อนแล้ว แสงจากตะเกียงส่องให้เห็นแววตาเย็นชาและแฝงความอำมหิตของเขา“เจ้ากลับมาเสียที” เสียงแผ่วเบา แต่แววตานั้นดูเย็นชาและเต็มไปด้วยโทสะ“ขอรับ”หลี่ฉางเฟยคือผู้เลี้ยงดูเขา ผู้สอนเขาให้รู้จักการฆ่า และผู้ที่เปลี่ยนเขาจากเด็กธรรมดาให้กลายเป็นอาวุธมีชีวิต และที่สำคัญ เขาเป็นคนที่สังหารพ่อแม่ของสวี่จื่อเฟิงบุรุษร่างสูงในชุดคลุมสีเทานั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ ดวงตาคมราวเหยี่ยวจ้องเขาแน่นิ่ง สองมือประสานอยู่บนตักอย่างใจเย็นเกินจริง“ภารกิจล้มเหลว” สวี่จื่อเฟิงพูดเสียงเรียบ ไม่มีคำแก้ตัว เขาไม่เคยพูดแก้ตัว เพราะมันไม่มีความหมายหลี่ฉางเฟยมองเขานิ่ง ดวงตานั้นไร้อารมณ์ราวกับกำลังพิจารณาความคุ้มค่าของอาวุธเล่มหนึ่งที่
ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ร่างหนึ่งนอนฟุบอยู่เหนือพื้นดิน เลือดสีแดงสดย้อมชุดดำจนแทบมองไม่ออกว่ากำลังได้รับบาดเจ็บสวี่จื่อเฟิง นักฆ่าผู้เย็นชาไร้หัวใจ บัดนี้กลับนอนแน่นิ่งด้วยบาดแผลฉกรรจ์ที่ฟันเข้าที่หัวไหล่ ดวงตาคมหลุบปิดภายใต้หน้ากากที่ปิดบังครึ่งหน้า ร่างกายหมดแรงไปกับภารกิจล้มเหลวเป็นครั้งแรกในชีวิตเสียงกีบม้าเริ่มดังใกล้เข้ามา ขบวนรถม้าของตระกูลไป๋กำลังเดินทางผ่านเส้นทางป่า ตรงไปยังอารามนอกเมืองเพื่อขอพรทว่าในขณะที่ขบวนรถม้าเคลื่อนไปตามเนินเขา เสียงร้องของม้าเบิกทางก็ดังขึ้นอย่างตื่นตกใจ ก่อนจะหยุดลงกะทันหัน“มีผู้ชายบาดเจ็บอยู่ข้างทางเจ้าค่ะ” เสียงสาวใช้ตะโกนลั่น พลางชะโงกหน้ามองไปยังร่างที่เกือบกลืนหายไปกับพื้นหญ้าม่านรถม้าเลิกขึ้นช้าๆ เผยให้เห็นหญิงสาวในชุดเรียบง่ายสีฟ้าอ่อน ใบหน้าสวยสงบนิ่ง ดวงตาคมนุ่มนวลเต็มไปด้วยความเมตตา“หยุดรถ”ไป๋ซืออวี่รีบลงจากรถม้า ฝ่าหมอกเข้าไปดู ท่ามกลางใบไม้เปียกชื้นและกลิ่นเลือดจางๆ ชายหนุ่มผู้หนึ่งนอนแน่นิ่ง เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนเลือดแผลฉกรรจ์ที่ไหล่ยังคงมีเลือดซึม ใบหน้าถูกปิดด้วยหน้ากากครึ่งใบหน้าเห็นเพียงใบหน้าส่วนล่างและริมฝีปากที่แห้งผากของเ







