登入“ซูเอ๋อร์คนดี พี่ขออีกรอบนะ”
เสิ่นมู่เฟิงไม่คิดที่จะถอนตัวออก เขาจับนางพลิกคว่ำโก่งโค้งในท่าที่สามารถลูบคลำสองเต้าอวบอัดของนางได้อย่างถนัดถนี่
ตับ ! ตับ ! ตับ !...
“อ๊ะ... อร๊า !” ซูฉีหวีดร้องเสียงแหลม ร่างอ้อนแอ้นสั่นเทิ้มไปทั้งตัว มือบางเอื้อมลงไปปิดป้องเนินเนื้อสามเหลี่ยมที่ถูกเขากระแทกกระทั้นจนบวมแดง ร้อนวูบวาบ
“ไม่เอาแล้ว... ท่านหื่นเกินไปแล้ว... อ๊ะ ! อย่า... อ๊า... !”
เสิ่นมู่เฟิงดึงมือบางออกไปให้พ้นทาง เขาจับแขนเรียวเล็กทั้งสองข้างของนางไว้มั่น กระชากร่างอ้อนแอ้นเข้ารับแรงปะทะจากด้านหลัง
เสียงเปียกแฉะลามกระคนกับเสียงเนื้อหวดเนื้อดังสนั่นหวั่นไหว ท่อนเอ็นยักษ์มุดทะลวงเข้าออกในรูร่องรัดรึงด้วยอารมณ์กลัดมัน
เขาห่มสะโพกบดขยี้นวลเนื้ออวบอูมของนางอย่างรุนแรงและป่าเถื่อน เมื่อเลือดกำหนัดไหลมาคัดคั่งอยู่ที่ปลายลึงค์
“ซี๊ดดด... อ่าห์...!” ชายหนุ่มแผดเสียงคำรามดังลั่นพร้อมกับกระแทกตัวเข้าลึกเป็นครั้งสุดท้าย ส่วนหัวบานใหญ่กระตุกหงึกหงักในกายสาวแล้วฉีดพ่นน้ำเชื้อขุ่นคลั่กออกมาจำนวนมหาศาล
กลางดึกคืนนั้น
เสิ่นมู่เฟิงสะดุ้งตื่นขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของยามวิกาล กลิ่นอายหอมหวานจากกายสาวในความฝันยังคงอบอวลติดอยู่ที่ปลายจมูก สัมผัสเปียกชื้นเหนียวเหนอะบริเวณเป้ากางเกงทำให้เขาต้องสบถออกมาด้วยความหงุดหงิดใจ เขาพลิกกายนอนคว่ำลงบนเตียง พยายามกัดฟันข่มอารมณ์ที่ยังคงคุกรุ่นให้สงบลงอย่างยากลำบาก
เขาเป็นถึงเจ้าสำนักคุ้มภัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งเมืองเฉิงอัน... แต่กลับต้องมาพ่ายแพ้ให้กับอารมณ์ปรารถนาที่มีต่อคนรักของน้องชายเช่นนั้นรึ?
เสิ่นมู่เฟิงนึกสมเพชตนเอง ทว่านับจากคืนนั้นเป็นต้นมา ยิ่งเขาพยายามหักห้ามใจ ภาพใบหน้าสีชมพูและรอยยิ้มสดใสของซูฉีกลับยิ่งแจ่มชัดในความทรงจำ
ณ สวนดอกไม้ในจวนสกุลเสิ่น บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นไม้หอมและเสียงดนตรีบรรเลง เสิ่นมู่หรานจัดงานเลี้ยงน้ำชาอย่างเอิกเกริก หวังเพียงให้ข่าวคราวการพาซูฉีกลับมาไหว้บิดามารดาแพร่สะพัดไปถึงหูคุณหนูหว่านหว่านให้เร็วที่สุด
ซูฉีในอาภรณ์สีชมพูอ่อนที่ถูกจับแต่งเนื้อแต่งตัวจนสวยสะพรั่งนั่งอยู่ท่ามกลางเหล่าคุณชายเจ้าสำราญ สายตาหิวกระหายและวาจาแทะโลมที่ส่งมาทำให้นางรู้สึกอึดอัดไม่สบายตัวราวกับถูกมดรุมกัด
"มู่หราน... ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะรสนิยมดีงามถึงเพียงนี้ แม่นางซูฉีคนนี้มีผิวพรรณผุดผ่องยิ่งกว่าหยกชั้นเลิศเสียอีก" คุณชายหน้าขาวผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น พลางใช้สายตาเจ้าชู้สำรวจร่างกายของนางอย่างจาบจ้วง
ซูฉีแสร้งเอามือกุมขมับ ใบหน้างามซีดเผือดลงทันควัน
"พี่มู่หราน... ข้า... ข้ารู้สึกวิงเวียนศีรษะเหลือเกิน สงสัยจะเป็นเพราะแดดแรงเกินไป ข้าขอตัวไปพักผ่อนที่เรือนรับรองสักครู่ได้หรือไม่เจ้าคะ?"
เสิ่นมู่หรานที่กำลังตื่นเต้นกับการวางแผนยั่วยุหว่านหว่าน พยักหน้าให้ซูฉีอย่างไม่ใส่ใจ "ไปเถอะ อย่าได้มาเป็นก้างขวางคอข้ากับสหายเลย... เจ้าก็รู้ว่าพวกข้าต้องปรึกษาเรื่องสำคัญอยู่"
"ขอบคุณเจ้าค่ะ"
ซูฉีรีบคว้าโอกาสนั้นปลีกตัวออกไปอย่างรวดเร็ว
เพื่อแปลงโฉมให้ซูฉีดูโดดเด่นที่สุดในงานเลี้ยงจิบน้ำชา เสิ่นมู่หรานยอมทุ่มไม่อั้น เขาว่าจ้างช่างเขียนคิ้วแต้มชาดฝีมือฉกาจที่สุดในเมืองเฉิงอันมาจัดการแต่งหน้าทำผมให้ซูฉี ทั้งอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดีทองและเครื่องประดับล้ำค่าถูกแต่งเติมจนนางดูสวยสะพรั่งราวกับบุปผาแรกแย้มที่พร้อมจะเบ่งบานกลางสวน
ทว่าความงามนั้นกลับกลายเป็นภาระหนักอึ้งที่ทำให้ซูฉีรู้สึกอึดอัดใจเหลือทน นางเดินเลี่ยงออกมาจากวงล้อมสายตาโลมเลียของเหล่าคุณชายตระกูลดังเพื่อหาที่หลบภัย
ไม่คาดคิดว่าจะเดินสวนทางกับเสิ่นมู่เฟิงที่บริเวณโถงทางเดิน
ไอเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่ทำให้ซูฉีชะงักกึก ทันใดนั้นภาพความฝันเร่าร้อนในยามค่ำคืนที่ชายหนุ่มเป็นคนกระชากสติสัมปชัญญะของนางให้แตกกระเจิงก็ผุดวาบขึ้นมาในหัว
ทว่าก่อนที่มือของหว่านหว่านจะทันได้สัมผัสใบหน้าของนาง ซูฉีที่หมดความอดทนก็โต้กลับอย่างฉับพลัน นางคว้าหมับเข้าที่มวยผมของหว่านหว่านแล้วออกแรงกระชากอย่างเต็มกำลัง ก่อนจะหมุนตัวกดศีรษะของหญิงสาวลงไปในบ่อน้ำ เพื่อล้างปากที่เต็มไปด้วยคำพูดสกปรกให้สะอาดหมดจดกลุ่มคุณหนูผู้ถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอม ต่างพากันถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว พวกนางไม่คาดคิดว่าซูฉีจะมีพละกำลังมหาศาลเช่นนี้“เจ้า... บุ๋ง... บุ๋ง... นัง...”หว่านหว่านสำลักน้ำแทบตายเพราะพยายามจะด่าทอซูฉี ทว่าซูฉีกลับหาได้สะทกสะท้าน นางยังคงกดหัวอีกฝ่ายไว้แน่น“ถ้าเจ้าไม่พอใจ ก็ไปเอาเรื่องกับเสิ่นมู่หรานโน่น มาลงที่ข้าจะมีประโยชน์อะไร มีแต่ผู้หญิงไร้สมองเท่านั้นแหละที่ชอบตบตีแย่งชิงผู้ชาย”เสียงโวยวายของหว่านหว่านเปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้โฮด้วยความอับอาย ทว่าในจังหวะนั้นเอง เสิ่นมู่หรานและสหายที่ได้ยินเสียงเอะอะก็วิ่งกรูออกมาจากภัตตาคาร ซูฉีจึงจำต้องยอมปล่อยมือจากหว่านหว่านอย่างนึกเสียดาย ทั้งที่ยังสั่งสอนนางไม่สาสมใจสภาพของหว่านหว่านในยามนี้ช่างน่าสมเพชเวทนาจนแม้แต่ลูกหมาตกน้ำก็ยังดูดีกว่า นางวิ่
ไม่นานนัก อาการป่วยของซูฉีก็ทุเลาลงจนมีสุขภาพแข็งแรงเป็นปกติ เสิ่นมู่หรานจึงถือโอกาสพานางไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ในหมู่คุณชายเจ้าสำราญ ด้วยรูปลักษณ์อันหล่อเหลาและนิสัยรักสนุกของเสิ่นมู่หราน ไม่ว่าเขาจะก้าวไปที่แห่งใดก็มักตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนเสมอ ซูฉีที่เดินเคียงคู่มาด้วยจึงหนีไม่พ้นต้องกลายเป็นจุดสนใจของเหล่าสหายที่นั่งล้อมวงอยู่เหล่าสหายสนิทของเสิ่นมู่หรานต่างกอดคอกันส่งเสียงกระเซ้าเย้าแหย่"นี่รึคนที่เจ้าพามาประชดเทพธิดาหว่านหว่าน?"เสิ่นมู่หรานเพียงยกจอกสุราขึ้นจิบแล้วตอบอย่างกำกวม "ก็ไม่เชิง""ตาบอดหรืออย่างไร? ข้าว่าแม่นางผู้นี้งามหยาดเยิ้มเสียยิ่งกว่าหว่านหว่านอีกนะ" สหายอีกคนโต้กลับพลางกวาดสายตามองซูฉีอย่างโลมเลีย"เจ้าต่างหากที่ตาบอด นางจะมีปัญญาไปเทียบรัศมีของหว่านหว่านได้อย่างไร" อีกคนรีบแย้งขึ้นทันควัน"แล้วนางรู้หรือไม่ว่า วันนี้อาจจะโดนหว่านหว่านเล่นงานเอาได้?"เสิ่นมู่หรานแค่นหัวเราะในลำคอ "ไม่จำเป็นหรอก ยิ่งโดนหนักเท่าไหร่ ก็ยิ่งพิสูจน์ได้ชัดเจนว่าหว่านหว่านยังคงตัดใจจากข้าไม่ได้"ซูฉีที่นั่งอ
“คุณชายเสิ่น... ท่านกล้าดีอย่างไรถึงล้อเล่นกับหัวใจข้าเช่นนี้” นางเอ่ยตัดพ้อ นึกไปถึงเหตุการณ์เร่าร้อนในธารน้ำตก“เจ้าหมายถึงใคร?” เสิ่นมู่เฟิงย้อนถามทันควัน เขารวบข้อมือนางไว้ นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยแรงอารมณ์“จะใครเสียอีกเล่า เขาก็คือคนที่หน้าตาเหมือนกับท่านนั่นอย่างไร” นางถลึงตามองเขาอย่างตัดพ้อและไม่พอใจ“ข้าไม่เหมือนเสิ่นมู่หราน และไม่เคยล้อเล่นกับหัวใจเจ้า” เขาเน้นย้ำเสียงแข็ง“ท่านรู้เรื่องเสิ่นมู่หรานได้อย่างไร?”ความรู้สึกเจ็บแปลบที่ข้อมือยามเขาบีบแน่นขึ้น ทำให้สติที่เลือนรางของนางแทบระเบิดออกในชั่วพริบตา“ซูเอ๋อร์... ข้าไม่ได้เป็นเพียงความฝัน” ใบหน้าหล่อเหลาของเสิ่นมู่เฟิงโน้มต่ำลงมาจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าว ก่อนจะบดขยี้ริมฝีปากลงมาอย่างเร่าร้อนและหิวกระหายทว่าในเสี้ยวลมหายใจที่จุมพิตนั้นแนบสนิท ความเป็นจริงที่นางเพิ่งรับรู้กลับยิ่งทำให้สถานการณ์พลิกผันไปอย่างคาดไม่ถึง“พี่มู่เฟิง ซูฉีอยู่กับท่านหรือไม่ เมื่อครู่นี้ เหมือนข้าจะได้ยินเสียงของนางเลย” เสียงของเสิ่นมู่หรานดังแทรกขึ้น ก่อนเจ้าตัวจะผลักป
“ซูเอ๋อร์ ข้าถูกเจ้าปั่นหัวจนแทบเสียสติแล้ว”เขารูดรั้งความเป็นชายของตนอย่างดุดัน จังหวะการเคลื่อนไหวหนักหน่วงประหนึ่งการทลายประตูเมือง เมื่อเขาหลับตาลง ทุกสัมผัสที่เขาจินตนาการถึงยามที่ได้ครองครองนางยิ่งแจ่มชัดขึ้น ภาพร่างบางที่แอ่นโค้งรับแรงกระแทกในความฝันย้อนกลับมาหลอกหลอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้จังหวะการรูดรั้งยิ่งทวีความรุนแรงและเร็วกระชั้นยิ่งขึ้นเสียงลมหายใจของชายหนุ่มกลายเป็นเสียงคำรามต่ำในลำคอ ยามที่ความใคร่พุ่งทะยานสู่จุดสูงสุด มือแกร่งเร่งความเร็วจนลมหายใจติดขัด ผิวน้ำที่โอบล้อมร่างสูงใหญ่สั่นไหวและปั่นป่วนตามจังหวะสาวรูดอย่างบ้าคลั่ง จนกระทั่งเสิ่นมู่เฟิงกระตุกเกร็งไปทั้งร่าง หยาดน้ำรักสีขาวขุ่นพุ่งกระฉูดออกมาท่ามกลางสายน้ำตกที่ซัดสาดเป็นละอองเขาทิ้งตัวพิงโขดหินด้วยความอ่อนเพลีย ลมหายใจหอบถี่ค่อยๆ สงบลง ทว่านัยน์ตาที่ยังคงจดจ้องไปยังเส้นทางที่ซูฉีจากไปนั้นกลับเต็มไปด้วยความปรารถนาที่หิวกระหายยิ่งกว่าเก่า สำหรับเสิ่นมู่เฟิง การได้ครอบครองนางในห้วงคำนึงไม่อาจเติมเต็มความว่างเปล่าในใจเขาได้อีกต่อไป ถึงเวลาแล้วที่เขาต้องเปลี่ยนความฝันให้กลายเป็นความจริง
"ว้าย!"เสียงอุทานดังขึ้นพร้อมกับร่างบางที่ร่วงหล่นลงสู่แอ่งน้ำลึก ชุดผ้าไหมชั้นดีที่รุ่ยร่ายชุ่มไปด้วยน้ำหนักมหาศาลดึงรั้งให้นางจมดิ่งลงไปใต้ผิวน้ำที่เย็นจัดซูฉีสำลักน้ำจนหน้าเขียวหน้าเหลือง แขนขาของนางพันกันวุ่นวายอยู่ในเนื้อผ้าที่พองตัวประหนึ่งโซ่ตรวนท่ามกลางม่านน้ำที่กระจายตัว ร่างกายเปลือยเปล่ากำยำของเสิ่นมู่เฟิงที่แอบอยู่หลังโขดหินฟากตรงข้ามพุ่งทะยานออกมาดุจมังกร เขาแหวกว่ายผ่านกระแสน้ำเพียงอึดใจก็เข้าถึงตัวนาง มือแกร่งกระชากเอวบางของซูฉีเข้าหาตัวแน่น ก่อนจะพาพุ่งขึ้นเหนือน้ำด้วยพละกำลังมหาศาลซูฉีหอบหายใจอย่างหนัก น้ำที่ชุ่มโชกทำให้อาภรณ์ของนางแนบสนิทไปกับเรือนร่าง เผยให้เห็นทรวดทรงโค้งเว้าชัดเจน"เจ้า... บาดเจ็บหรือไม่ ?"เสิ่นมู่เฟิงเค้นเสียงลอดไรฟัน กรามของเขาขบเข้าหากันแน่น ความร้อนรุ่มที่เขาพยายามมาแช่น้ำดับทิ้งกลับปะทุขึ้นมาใหม่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม เมื่อร่างนุ่มนิ่มของนางถูกกดแนบชิดกับอกเขา"ท่าน..." สมองของซูฉีว่างเปล่าไร้ซึ่งคำพูด สายตาของเสิ่นมู่เฟิงมองมายังนางไม่ได้มีความตื่นตระหนกเหมือนผู้ที่เพิ่งจะช่วยชีวิตคนอื่น ทว
ใบหน้าของซูฉีแดงซ่านจนถึงใบหู นางรีบก้มหน้าหลบสายตาคมกริบคู่นั้น เดินตัวลีบแทรกผ่านเขาไปราวกับหนูเจอราชสีห์ส่วนเสิ่นมู่เฟิงที่ยืนนิ่งดั่งรูปสลัก ภายในกายกลับร้อนรุ่มราวกับถูกไฟกองใหญ่เผาผลาญ เพียงแค่ซูฉีเดินผ่านหน้าไป กึ่งกลางกายของเขาก็แข็งขืนขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม เสิ่นมู่เฟิงจำต้องเร่งฝีเท้าหลบเลี่ยงนางไปในทางอื่นโดยไว เพื่อซ่อนเร้นความอัปยศที่คอยแต่จะโผล่พ้นร่มผ้าออกมา"บัดซบ... ช่างหื่นไม่รู้กาลเทศะเสียจริง"ชายหนุ่มสบถเสียงต่ำ พยายามบังคับร่างที่สั่นเทาด้วยแรงกำหนัดให้ก้าวเดินไปในทิศทางตรงกันข้ามเขาจำต้องหาวิธีดับไฟราคะที่กำลังจะแผดเผาตัวตนจนมอดไหม้ เสิ่นมู่เฟิงตัดใจหันหลังเดินตรงดิ่งไปยังลำธารด้านหลังเรือนสกุลเสิ่น ที่นั่นมีแอ่งน้ำตกที่ไหลเย็นตลอดทั้งปี เขาถอดอาภรณ์ออกจากร่างอย่างเร่งรีบแล้วกระโจนลงไปในกระแสน้ำ หวังจะใช้ความเย็นสดชื่นขจัดความปรารถนาร้อนแรงที่เขามีต่อนางให้สลายหายไปการเผชิญหน้ากับเสิ่นมู่เฟิงเพียงครู่สั้น ๆ ทำให้ซูฉีหัวใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ทีแรกนางตั้งใจจะไปหลบภัยอยู่ในห้องนอนรับรองแขก ทว่าก็กลัวจะเผลอหลับและฝันถึงเขาอ







