เข้าสู่ระบบไม่นานนัก อาการป่วยของซูฉีก็ทุเลาลงจนมีสุขภาพแข็งแรงเป็นปกติ เสิ่นมู่หรานจึงถือโอกาสพานางไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ในหมู่คุณชายเจ้าสำราญ ด้วยรูปลักษณ์อันหล่อเหลาและนิสัยรักสนุกของเสิ่นมู่หราน ไม่ว่าเขาจะก้าวไปที่แห่งใดก็มักตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนเสมอ ซูฉีที่เดินเคียงคู่มาด้วยจึงหนีไม่พ้นต้องกลายเป็นจุดสนใจของเหล่าสหายที่นั่งล้อมวงอยู่
เหล่าสหายสนิทของเสิ่นมู่หรานต่างกอดคอกันส่งเสียงกระเซ้าเย้าแหย่
"นี่รึคนที่เจ้าพามาประชดเทพธิดาหว่านหว่าน?"
เสิ่นมู่หรานเพียงยกจอกสุราขึ้นจิบแล้วตอบอย่างกำกวม "ก็ไม่เชิง"
"ตาบอดหรืออย่างไร? ข้าว่าแม่นางผู้นี้งามหยาดเยิ้มเสียยิ่งกว่าหว่านหว่านอีกนะ" สหายอีกคนโต้กลับพลางกวาดสายตามองซูฉีอย่างโลมเลีย
"เจ้าต่างหากที่ตาบอด นางจะมีปัญญาไปเทียบรัศมีของหว่านหว่านได้อย่างไร" อีกคนรีบแย้งขึ้นทันควัน
"แล้วนางรู้หรือไม่ว่า วันนี้อาจจะโดนหว่านหว่านเล่นงานเอาได้?"
เสิ่นมู่หรานแค่นหัวเราะในลำคอ "ไม่จำเป็นหรอก ยิ่งโดนหนักเท่าไหร่ ก็ยิ่งพิสูจน์ได้ชัดเจนว่าหว่านหว่านยังคงตัดใจจากข้าไม่ได้"
ซูฉีที่นั่งอยู่ไม่ไกลได้ยินทุกการสนทนาอย่างชัดเจน ถ้อยคำเหล่านั้นเปรียบเสมือนหนามยอกใจคนฟัง แต่เสิ่นมู่หรานหาได้ใส่ใจไม่ เขายังคงหันไปชนจอกสุรากับสหายอย่างสำราญใจ
"คืนนี้ไม่เมาไม่เลิก!"
"เจ้ากล้าดื่มหนักขนาดนี้ ไม่กลัวพี่ชายเจ้ามาสั่งสอนหรือ?" คุณชายหน้าขาวผู้หนึ่งเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"วันนี้พี่ชายข้าไม่มีเวลามาวุ่นวายกับข้าหรอก... เขาไปดูตัวว่าที่คู่หมายอยู่"
คำตอบนั้นทำให้หัวใจของซูฉีที่เคยเหี่ยวเฉาพลันตื่นตัวขึ้นมาทันที ความคิดที่เคยล่องลอยกลับมาจดจ่ออยู่กับเสิ่นมู่เฟิง บุรุษผู้กุมอำนาจของตระกูลเสิ่น เจ้าสำนักคุ้มภัยฯที่ทั้งเก่งกาจและรูปงามจนเป็นที่หมายปองของสตรีทั่วทั้งเมือง แม้แต่เหล่าคุณชายในงานนี้ต่างก็สนอกสนใจเรื่องราวของเขาเป็นอย่างมาก เสิ่นมู่หรานจึงไม่รอช้าที่จะโอ้อวดเรื่องของพี่ชายต่อ
"เขาน่ะหรือ ครองตัวเป็นโสดมาตั้งนาน ไม่รู้ปีนี้กินยาผิดขวดหรืออย่างไรถึงยอมไปดูตัวได้ สงสัยเพราะคู่ดูตัวเป็นสาวงามกระมัง ได้ยินว่าฐานะชาติตระกูลยังทัดเทียมกันอีกด้วย... หึ อีกไม่นาน ข้าคงมีพี่สะใภ้แล้ว"
ท่ามกลางเสียงดนตรีรื่นเริง ซูฉีกลับรู้สึกหงุดหงิดในใจอย่างประหลาด ทันใดนั้นเอง ประตูห้องอาหารก็ถูกผลักออกอย่างแรง พร้อมการปรากฏตัวของสตรีผู้หนึ่ง
"ยินดีต้อนรับสาวงามอันดับหนึ่งแห่งเฉิงอัน"
หว่านหว่านก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างาม รักแรกของเสิ่นมู่หรานในวันนี้งดงามเกินกว่าใคร ทว่าแววตาของนางกลับฉายชัดถึงความเกลียดชังที่พุ่งตรงมายังซูฉี โดยมีกลุ่มคุณหนูตระกูลดังคอยส่งเสียงสนับสนุนและเปรียบเทียบซูฉีกับนางอย่างไม่หยุดหย่อน
ในขณะเดียวกัน ซูฉีก็เริ่มวางแผนการที่สำคัญยิ่งกว่าสำหรับชีวิตของนาง แม้เสิ่นมู่หรานจะใช้จ่ายเงินทองอย่างฟุ่มเฟือยไร้สติ แต่นางไม่เคยปริปากห้ามปรามหรือขัดขวาง ในทางกลับกัน นางกลับคอยเก็บเล็กผสมน้อยรวบรวมเศษเงินที่เขาโปรยทิ้งเอาไว้อย่างเงียบเชียบ
จนในที่สุด บัดนี้ซูฉีได้รวบรวมเงินค่ารักษาอาการป่วยของมารดาได้ครบถ้วนตามความตั้งใจแล้ว ถึงเวลาที่นางจะสามารถตัดขาดจากความสัมพันธ์จอมปลอมกับเสิ่นมู่หรานได้เสียที ทว่านางกลับยังคงครุ่นคิดไม่ตกว่าควรจะต้องเอ่ยปากเช่นไรดี จึงจะถอนตัวออกมาได้โดยราบรื่น
บรรยากาศภายในงานเลี้ยงเริ่มตึงเครียดขึ้นทุกที ซูฉีจึงตัดสินใจขอตัวออกมา เดินรับลมชมดอกบัวที่สระน้ำด้านหลังภัตตาคาร เพื่อจะพักใจให้สงบลงบ้าง
ระหว่างที่นางกำลังยืนใจลอยอยู่นั้น หว่านหว่านพร้อมด้วยกลุ่มคุณหนูผู้ติดตามก็ก้าวเข้ามารุมล้อมนางจากด้านหลัง สลัดคราบเทพธิดาผู้สูงส่งทิ้งไปจนสิ้น เหลือเพียงกิริยาอันธพาลที่ไม่ต่างจากสตรีไร้หัวนอนปลายเท้า
“เมื่อครู่เจ้ากรอกตาใส่ข้าใช่หรือไม่”
หว่านหว่านเปิดฉากด้วยน้ำเสียงหาเรื่อง
ซูฉีเพียงปรายตามองอย่างเย็นชา “ข้าเปล่า”
“โกหก พวกเราเห็นกันหมด” หว่านหว่านกระทืบเท้าอย่างขัดใจเมื่อเห็นท่าทีไม่สะทกสะท้านของนาง
“เจ้าคงคิดไปเอง”
ซูฉีถอนหายใจยาวด้วยความเบื่อหน่าย นางไม่อยากแม้แต่จะมองหน้าหว่านหว่านด้วยซ้ำ เพราะเพียงแค่การหันไปโต้ตอบก็ถือเป็นการเสียเวลาชีวิตอันมีค่าของนางไปเปล่าๆ
ท่าทีเฉยเมยราวกับนางเป็นเพียงอากาศธาตุของซูฉี ยิ่งกระตุ้นให้หว่านหว่านโกรธจัดจนสติขาดผึง นางส่งสัญญาณมือให้พรรคพวกสาวๆ เข้าไปฉุดกระชากเสื้อผ้าของซูฉีหมายจะรุมทำร้ายให้ขายหน้า
“เสื้อผ้าชุดนี้ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นของที่เสิ่นมู่หรานซื้อให้เจ้า รสนิยมของเขามันต่ำเตี้ยเรี่ยดินจริงๆ วันนี้ข้าจะทำให้เจ้ารู้สำนึกว่าใครคือคนที่เจ้าไม่ควรอาจเอื้อมมาล่วงเกิน” หว่านหว่านแผดเสียงข่มขู่
ทว่าก่อนที่มือของหว่านหว่านจะทันได้สัมผัสใบหน้าของนาง ซูฉีที่หมดความอดทนก็โต้กลับอย่างฉับพลัน นางคว้าหมับเข้าที่มวยผมของหว่านหว่านแล้วออกแรงกระชากอย่างเต็มกำลัง ก่อนจะหมุนตัวกดศีรษะของหญิงสาวลงไปในบ่อน้ำ เพื่อล้างปากที่เต็มไปด้วยคำพูดสกปรกให้สะอาดหมดจดกลุ่มคุณหนูผู้ถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอม ต่างพากันถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว พวกนางไม่คาดคิดว่าซูฉีจะมีพละกำลังมหาศาลเช่นนี้“เจ้า... บุ๋ง... บุ๋ง... นัง...”หว่านหว่านสำลักน้ำแทบตายเพราะพยายามจะด่าทอซูฉี ทว่าซูฉีกลับหาได้สะทกสะท้าน นางยังคงกดหัวอีกฝ่ายไว้แน่น“ถ้าเจ้าไม่พอใจ ก็ไปเอาเรื่องกับเสิ่นมู่หรานโน่น มาลงที่ข้าจะมีประโยชน์อะไร มีแต่ผู้หญิงไร้สมองเท่านั้นแหละที่ชอบตบตีแย่งชิงผู้ชาย”เสียงโวยวายของหว่านหว่านเปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้โฮด้วยความอับอาย ทว่าในจังหวะนั้นเอง เสิ่นมู่หรานและสหายที่ได้ยินเสียงเอะอะก็วิ่งกรูออกมาจากภัตตาคาร ซูฉีจึงจำต้องยอมปล่อยมือจากหว่านหว่านอย่างนึกเสียดาย ทั้งที่ยังสั่งสอนนางไม่สาสมใจสภาพของหว่านหว่านในยามนี้ช่างน่าสมเพชเวทนาจนแม้แต่ลูกหมาตกน้ำก็ยังดูดีกว่า นางวิ่
ไม่นานนัก อาการป่วยของซูฉีก็ทุเลาลงจนมีสุขภาพแข็งแรงเป็นปกติ เสิ่นมู่หรานจึงถือโอกาสพานางไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ในหมู่คุณชายเจ้าสำราญ ด้วยรูปลักษณ์อันหล่อเหลาและนิสัยรักสนุกของเสิ่นมู่หราน ไม่ว่าเขาจะก้าวไปที่แห่งใดก็มักตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนเสมอ ซูฉีที่เดินเคียงคู่มาด้วยจึงหนีไม่พ้นต้องกลายเป็นจุดสนใจของเหล่าสหายที่นั่งล้อมวงอยู่เหล่าสหายสนิทของเสิ่นมู่หรานต่างกอดคอกันส่งเสียงกระเซ้าเย้าแหย่"นี่รึคนที่เจ้าพามาประชดเทพธิดาหว่านหว่าน?"เสิ่นมู่หรานเพียงยกจอกสุราขึ้นจิบแล้วตอบอย่างกำกวม "ก็ไม่เชิง""ตาบอดหรืออย่างไร? ข้าว่าแม่นางผู้นี้งามหยาดเยิ้มเสียยิ่งกว่าหว่านหว่านอีกนะ" สหายอีกคนโต้กลับพลางกวาดสายตามองซูฉีอย่างโลมเลีย"เจ้าต่างหากที่ตาบอด นางจะมีปัญญาไปเทียบรัศมีของหว่านหว่านได้อย่างไร" อีกคนรีบแย้งขึ้นทันควัน"แล้วนางรู้หรือไม่ว่า วันนี้อาจจะโดนหว่านหว่านเล่นงานเอาได้?"เสิ่นมู่หรานแค่นหัวเราะในลำคอ "ไม่จำเป็นหรอก ยิ่งโดนหนักเท่าไหร่ ก็ยิ่งพิสูจน์ได้ชัดเจนว่าหว่านหว่านยังคงตัดใจจากข้าไม่ได้"ซูฉีที่นั่งอ
“คุณชายเสิ่น... ท่านกล้าดีอย่างไรถึงล้อเล่นกับหัวใจข้าเช่นนี้” นางเอ่ยตัดพ้อ นึกไปถึงเหตุการณ์เร่าร้อนในธารน้ำตก“เจ้าหมายถึงใคร?” เสิ่นมู่เฟิงย้อนถามทันควัน เขารวบข้อมือนางไว้ นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยแรงอารมณ์“จะใครเสียอีกเล่า เขาก็คือคนที่หน้าตาเหมือนกับท่านนั่นอย่างไร” นางถลึงตามองเขาอย่างตัดพ้อและไม่พอใจ“ข้าไม่เหมือนเสิ่นมู่หราน และไม่เคยล้อเล่นกับหัวใจเจ้า” เขาเน้นย้ำเสียงแข็ง“ท่านรู้เรื่องเสิ่นมู่หรานได้อย่างไร?”ความรู้สึกเจ็บแปลบที่ข้อมือยามเขาบีบแน่นขึ้น ทำให้สติที่เลือนรางของนางแทบระเบิดออกในชั่วพริบตา“ซูเอ๋อร์... ข้าไม่ได้เป็นเพียงความฝัน” ใบหน้าหล่อเหลาของเสิ่นมู่เฟิงโน้มต่ำลงมาจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าว ก่อนจะบดขยี้ริมฝีปากลงมาอย่างเร่าร้อนและหิวกระหายทว่าในเสี้ยวลมหายใจที่จุมพิตนั้นแนบสนิท ความเป็นจริงที่นางเพิ่งรับรู้กลับยิ่งทำให้สถานการณ์พลิกผันไปอย่างคาดไม่ถึง“พี่มู่เฟิง ซูฉีอยู่กับท่านหรือไม่ เมื่อครู่นี้ เหมือนข้าจะได้ยินเสียงของนางเลย” เสียงของเสิ่นมู่หรานดังแทรกขึ้น ก่อนเจ้าตัวจะผลักป
“ซูเอ๋อร์ ข้าถูกเจ้าปั่นหัวจนแทบเสียสติแล้ว”เขารูดรั้งความเป็นชายของตนอย่างดุดัน จังหวะการเคลื่อนไหวหนักหน่วงประหนึ่งการทลายประตูเมือง เมื่อเขาหลับตาลง ทุกสัมผัสที่เขาจินตนาการถึงยามที่ได้ครองครองนางยิ่งแจ่มชัดขึ้น ภาพร่างบางที่แอ่นโค้งรับแรงกระแทกในความฝันย้อนกลับมาหลอกหลอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้จังหวะการรูดรั้งยิ่งทวีความรุนแรงและเร็วกระชั้นยิ่งขึ้นเสียงลมหายใจของชายหนุ่มกลายเป็นเสียงคำรามต่ำในลำคอ ยามที่ความใคร่พุ่งทะยานสู่จุดสูงสุด มือแกร่งเร่งความเร็วจนลมหายใจติดขัด ผิวน้ำที่โอบล้อมร่างสูงใหญ่สั่นไหวและปั่นป่วนตามจังหวะสาวรูดอย่างบ้าคลั่ง จนกระทั่งเสิ่นมู่เฟิงกระตุกเกร็งไปทั้งร่าง หยาดน้ำรักสีขาวขุ่นพุ่งกระฉูดออกมาท่ามกลางสายน้ำตกที่ซัดสาดเป็นละอองเขาทิ้งตัวพิงโขดหินด้วยความอ่อนเพลีย ลมหายใจหอบถี่ค่อยๆ สงบลง ทว่านัยน์ตาที่ยังคงจดจ้องไปยังเส้นทางที่ซูฉีจากไปนั้นกลับเต็มไปด้วยความปรารถนาที่หิวกระหายยิ่งกว่าเก่า สำหรับเสิ่นมู่เฟิง การได้ครอบครองนางในห้วงคำนึงไม่อาจเติมเต็มความว่างเปล่าในใจเขาได้อีกต่อไป ถึงเวลาแล้วที่เขาต้องเปลี่ยนความฝันให้กลายเป็นความจริง
"ว้าย!"เสียงอุทานดังขึ้นพร้อมกับร่างบางที่ร่วงหล่นลงสู่แอ่งน้ำลึก ชุดผ้าไหมชั้นดีที่รุ่ยร่ายชุ่มไปด้วยน้ำหนักมหาศาลดึงรั้งให้นางจมดิ่งลงไปใต้ผิวน้ำที่เย็นจัดซูฉีสำลักน้ำจนหน้าเขียวหน้าเหลือง แขนขาของนางพันกันวุ่นวายอยู่ในเนื้อผ้าที่พองตัวประหนึ่งโซ่ตรวนท่ามกลางม่านน้ำที่กระจายตัว ร่างกายเปลือยเปล่ากำยำของเสิ่นมู่เฟิงที่แอบอยู่หลังโขดหินฟากตรงข้ามพุ่งทะยานออกมาดุจมังกร เขาแหวกว่ายผ่านกระแสน้ำเพียงอึดใจก็เข้าถึงตัวนาง มือแกร่งกระชากเอวบางของซูฉีเข้าหาตัวแน่น ก่อนจะพาพุ่งขึ้นเหนือน้ำด้วยพละกำลังมหาศาลซูฉีหอบหายใจอย่างหนัก น้ำที่ชุ่มโชกทำให้อาภรณ์ของนางแนบสนิทไปกับเรือนร่าง เผยให้เห็นทรวดทรงโค้งเว้าชัดเจน"เจ้า... บาดเจ็บหรือไม่ ?"เสิ่นมู่เฟิงเค้นเสียงลอดไรฟัน กรามของเขาขบเข้าหากันแน่น ความร้อนรุ่มที่เขาพยายามมาแช่น้ำดับทิ้งกลับปะทุขึ้นมาใหม่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม เมื่อร่างนุ่มนิ่มของนางถูกกดแนบชิดกับอกเขา"ท่าน..." สมองของซูฉีว่างเปล่าไร้ซึ่งคำพูด สายตาของเสิ่นมู่เฟิงมองมายังนางไม่ได้มีความตื่นตระหนกเหมือนผู้ที่เพิ่งจะช่วยชีวิตคนอื่น ทว
ใบหน้าของซูฉีแดงซ่านจนถึงใบหู นางรีบก้มหน้าหลบสายตาคมกริบคู่นั้น เดินตัวลีบแทรกผ่านเขาไปราวกับหนูเจอราชสีห์ส่วนเสิ่นมู่เฟิงที่ยืนนิ่งดั่งรูปสลัก ภายในกายกลับร้อนรุ่มราวกับถูกไฟกองใหญ่เผาผลาญ เพียงแค่ซูฉีเดินผ่านหน้าไป กึ่งกลางกายของเขาก็แข็งขืนขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม เสิ่นมู่เฟิงจำต้องเร่งฝีเท้าหลบเลี่ยงนางไปในทางอื่นโดยไว เพื่อซ่อนเร้นความอัปยศที่คอยแต่จะโผล่พ้นร่มผ้าออกมา"บัดซบ... ช่างหื่นไม่รู้กาลเทศะเสียจริง"ชายหนุ่มสบถเสียงต่ำ พยายามบังคับร่างที่สั่นเทาด้วยแรงกำหนัดให้ก้าวเดินไปในทิศทางตรงกันข้ามเขาจำต้องหาวิธีดับไฟราคะที่กำลังจะแผดเผาตัวตนจนมอดไหม้ เสิ่นมู่เฟิงตัดใจหันหลังเดินตรงดิ่งไปยังลำธารด้านหลังเรือนสกุลเสิ่น ที่นั่นมีแอ่งน้ำตกที่ไหลเย็นตลอดทั้งปี เขาถอดอาภรณ์ออกจากร่างอย่างเร่งรีบแล้วกระโจนลงไปในกระแสน้ำ หวังจะใช้ความเย็นสดชื่นขจัดความปรารถนาร้อนแรงที่เขามีต่อนางให้สลายหายไปการเผชิญหน้ากับเสิ่นมู่เฟิงเพียงครู่สั้น ๆ ทำให้ซูฉีหัวใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ทีแรกนางตั้งใจจะไปหลบภัยอยู่ในห้องนอนรับรองแขก ทว่าก็กลัวจะเผลอหลับและฝันถึงเขาอ







