LOGINหนิงอันนักเขียนนิยายปากกาทอง หลุดเข้าไปในนิยายของตนเองหลังการแก้ไขชะตากรรมของนางร้ายให้เลวร้ายเพิ่มขึ้น แต่นางไม่ได้เป็นนางเอกแต่กลายเป็นตัวร้ายที่นางเขียนให้ต้องตายในตอนจบ
View Moreปัง ปัง เสียงทุบประตูตั้งแต่ฟ้ายังไม่ว่าง ปลุกเรียกเด็กสาวที่นอนอยู่ผ่านในห้อง พร้อมเสียงตะโกนที่พ่นออกมาแต่ละคำ ช่าง...น่ารังเกียจนัก
“นังตัวขาดทุน!!! ตะวันจะโผล่พ้นหลังคาเรือนแล้ว จะนอนไปถึงไหน ลุกขึ้นมาประเดี๋ยวนี้”
“เจ้าค่ะ...” หนิงอันลากเสียงยาวตอบรับอย่างเบื่อหน่าย
ยายแก่ถงซื่อคงตาบอด แยกไม่ออกว่าตอนนี้ฟ้าด้านนอกมันยังไม่สว่าง นางที่อยู่ในห้องยังรู้เลย แต่อย่างว่า...หนิงอันมาอยู่ที่นี่ได้นับเดือน ไม่มีวันใดที่นางถงซื่อจะไม่แหกปากเรียกนางก่อนฟ้าสว่างเลยสักวัน
หนิงอัน นักเขียนนิยายนามปากกาทองคำ มีผลงานออกมาเพียงปีละหนึ่งเล่ม แต่ทุกเล่มล้วนแต่ได้รับความนิยม จนนำไปสร้างเป็นผลงานละครอยู่หลายเรื่อง หากชีวิตนางเอกไม่รันทดจนเรียกน้ำตา ก็เป็นแนวทะลุมิติย้อนกลับไปแก้แค้นแบบถึงพริกถึงขิง
หนึ่งเดือนก่อนหน้า นางกำลังแก้ไขนิยายเรื่องใหม่ที่จะส่งให้ทางสำนักพิมพ์ เพิ่มจุดจบแสนน่าสะใจของนางร้าย ฝูหนิงอัน ที่มีนามเดียวกับนาง
ในบทนิยาย ฝูหนิงอัน เด็กสาวในหมู่บ้านถงจิ่ง เพราะคนในหมู่บ้านใช้แซ่ถงมากกว่าขึ้น จึงเรียกว่าหมู่บ้านถงจิ่ง หมู่บ้านถงจิ่งอยู่ที่เมืองซีหลิง อยู่ทิศตะวันตกห่างจากเมืองหลวงสองพันลี้
เรือนตระกูลฝูอยู่เกือบท้ายสุดของหมู่บ้าน แม่น้ำสายหลักที่คนในหมู่บ้านใช้ในชีวิตประจำวัน อยู่ไม่ห่างจากเรือนมากนัก ข้ามแม่น้ำไปก็จะเป็นไร่สวน ที่ชาวบ้านเพาะปลูก ข้าว ข้าวโพด และถั่ว
ฝูเจา ท่านปู่ของฝูหนิงอัน มีภรรยาคือถงซื่อ (ถงอ้าย) ทั้งสองมีบุตรด้วยกันทั้งหมดสี่คน เป็นบุตรชายสามคนและบุตรสาวหนึ่งคน
แผนผังคนตระกูลฝู
ฝูเจา+ถงซื่อ = ฝูกุ้ย (บุตรชายคนโต) ฝูหยวน (บุตรชายคนรอง) ฝูฮวา (บุตรสาว) ฝูหลาง (บุตรชายคนเล็ก
ฝูกุ้ย+ถงเจิน (เป็นหลานสาวบ้านเดิมของนางถงซื่อ) = ฝูจินเม่ย (บุตรสาววัย16หนาว) ฝูจ้าน (บุตรชายวัย12หนาว)
ฝูหยวน+มู่เหยียน = ฝูหนิงอัน (วัย15หนาว) ฝูหยาง (วัย10หนาว)
ฝูฮวา แต่งงานติดตามสามีไปทำการค้าอยู่ชายแดนเหนือ
ฝูหลาง บุตรชายคนเล็กเป็นลูกหลงอายุ18หนาว กำลังเรียนอยู่ในสำนักศึกษาในเมืองซีหลิง
นางถงซื่อนับว่าเป็นมารดาที่รักบุตรของนางไม่เท่ากัน นางให้ความสำคัญกับฝูกุ้ยบุตรชายคนโต และรักบุตรชายคนเล็กฝูหลางดั่งชีวิตของนาง กับฝูหยวนนางละเลยบุตรชายคนนี้มากที่สุด เพราะตอนที่ฝูหยวนเกิด นางตกเลือดเสียเกือบตาย นางเชื่อว่าฝูหยวนเกิดมาเพื่อเอาชีวิตนาง จึงไม่ยอมเลี้ยงดูเขา จนมารดาของนางถงซื่อต้องมารับตัวฝูหยวนไปเลี้ยงดูจนรอดชีวิตมาได้
พอฝูหยวนโตขึ้น นางต้องการให้แต่งกับหลานสาวบ้านเดิมของนางเช่นเดียวกับฝูกุ้ย แต่ฝูหยวนที่ออกไปทำงานผู้คุ้มกันสินค้า ดันพามู่เหยียนที่ท้องโตกลับมาด้วย ถึงไม่พอใจแต่ก็ไม่อาจไล่มู่เหยียนที่ท้องโตใกล้คลอดไปอยู่ที่อื่นได้ อีกอย่างเงินที่ใช้จ่ายอย่างคล่องมือในเรือนก็ล้วนแต่มาจากฝูหยวนที่ส่งมาให้ตลอด
ถึงจะเป็นเช่นนั้น แต่นางถงซื่อก็ทำใจยอมรับมู่เหยียนไม่ได้ ยามที่นางอาศัยอยู่ในเรือนก็ถากถางนางอยู่ตลอด พอคลอดฝูหนิงอันยังไม่ทันพักฟื้นดี ก็ใช้ให้นางเริ่มทำงานในเรือนแล้ว ต่างจากถงเจินสะใภ้ใหญ่ ต่อให้ไม่ทำงานเรือนหรือช่วยงานในนา ถงซื่อก็หลับตาข้างตลอด
นานวันเข้ามู่เหยียนนางก็ทนความร้ายกาจของนางถงซื่อไม่ได้ นอกจากจะใช้ให้นางทำงานเรือน มู่เหยียนยังต้องซักเสื้อผ้าให้พ่อแม่สามีและฝูหลางอีกด้วย งานในสวนในไร่นางก็ต้องไปทำทั้งที่นางไม่เคยทำมาก่อน
เดิมมู่เหยียนเป็นคนงานในร้านขายผ้า ฝีมือนางนับว่าไม่ด้อยกว่าผู้ใดในเรื่องเย็บปัก งานหนึ่งชิ้นบางครั้งทำเงินได้ถึงร้อยตำลึงเงินก็มี แต่ต้องให้นางทิ้งงานเย็บปักมาเข้าไร่ ถึงแม้นางจะยอมหาเงินเพิ่มเข้าเรือน นางถงซื่อก็ไม่ยอมรับข้อเสนอ นางต้องการกลั่นแกล้งเสียมากกว่า
ฝูหยวนเองก็ทนกับความลำเอียงของมารดาไม่ไหว ในวันหนึ่งหลังจากที่เขาจากบ้านไปทำงานถึงสามเดือน กลับมาพบว่าภรรยาและลูกทั้งสองถูกนางถงซื่อใช้งานอย่างหนัก ทั้งยังให้อยู่อย่างอดๆ อยากๆ ทั้งที่ตนเองเป็นผู้หาเงินเข้าเรือน ก็อาละวาดออกมาอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ฝูเจาเห็นใจบุตรชายคนรองไม่น้อย จึงยอมที่จะให้เขาแยกเรือนไปอยู่กันเองสี่คนพ่อแม่ลูก เพียงแต่ยังคงส่งเงินมาให้ตามเดิมห้ามขาดไปแม้แต่เหรียญทองแดงเดียว ฝูหยวนกับมู่เหยียนยอมรับข้อเสนอในทันที แม้จะต้องเหนื่อยเพิ่มกว่าเดิม แต่ก็คงดีกว่าอยู่ในเรือนที่มีแต่เสียงด่า ดูแคลนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างจนตะวันตกดิน
จินซื่อเห็นความร้อนใจในแววตาของบุรุษทั้งสามก็เอ่ยขึ้นมา “คลอดบุตรมิได้คลอดออกมาง่ายๆ สตรีบางคนเจ็บท้องข้ามวันยังไม่คลอดก็มี”“แต่ท่านแม่ คลอดอวี่เออร์ไม่ถึงชั่วยามเลยนะขอรับ”จินซื่อเบิกตากว้างด้วยความตกใจ นางไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน “จริงหรือ มู่ซื่อโชคดียิ่งนัก” ตัวนางกว่าจะคลอดเถียนซีโหยว่ออกมาก็เจ็บท้องอยู่นาน ซ้ำเลือดยังออกจนเกือบหมดตัว ทำให้ร่างกายของนางย่ำแย่จนไม่อาจมีบุตรได้อีก“เห็นหัวเด็กแล้วเจ้าค่ะ แข็งใจเบ่งอีกนิดเจ้าค่ะ” เสียงร้องของหมอตำแย ทำให้คนที่อยู่ด้านนอกเริ่มมีความหวังไม่นานเสียงเด็กทารกคนแรกก็ร้องดังขึ้น “อุแว้ อุแว้” ตามมาด้วยคนที่สองติดๆ ยังดีที่มีหมอตำแยหลายคน จึงรับตัวเอาไว้ได้ทัน“กว่าจะออกมาได้ พอออกมาก็แทบจะแย่งกันออก” มู่เหยียนปาดเหงื่อที่หน้าผากของนาง นางลุ้นเสียยิ่งกว่าตัวเองคลอดบุตรอีกหนิงอันให้กำเนิดบุตรชายสองคน พอนางเห็นว่าเด็กทั้งสองแข็งแรงสมบูรณ์ดีก็หมดสติไปทันที เถียนซีโหยว่มองหน้าบุตรชายทั้งสองเพียงครู่เดียวก็ส่งเด็กให้มู่หยวนและจินซื่อ ตนเองรีบเข้าไปดูหนิงอันภายในห้องคลอด“อันอันนางเป็นอันใดหรือไม่ขอรับ” ใบหน้าของนางซีดขาวจนแทบจะไร้สีเลือด ทำใ
บรรดาคุณหนูที่คิดอยากจะแต่งเป็นฮูหยินรองของเถียนซีโหยว่ก็เปลี่ยนใจทันที พอนึกย้อนถึงเรื่องของคุณหนูเฉียวที่ต้องการแต่งเป็นฮูหยินของเถียนซีโหยว่ ก็อดจะสั่นสะท้านไม่ได้ หากพวกนางยังคงดื้อรั้นคงมีชะตาชีวิตไม่ต่างจากคุณหนูเฉียวขุนนางทั้งหลายเมื่อรู้ว่าเถียนซีโหยว่เป็นบุตรเขยของเจ้าสำนักชวี่ สายตาที่มองก็เกิดความหวาดกลัวขึ้นมา บางคนรีบเข้ามาสร้างความสัมพันธ์อันดีไว้ ต่อไปเรื่องที่ตนซุกซ่อนเป็นความลับ หวังว่าเถียนซีโหยว่จะไม่ขุดขึ้นมาเอาความหลังจากวันนั้น พิธีศพของฮ่องเต้พระองค์ก่อนก็ไม่เกิดปัญหาใดขึ้นมาอีกเลย เถียนซีโหยว่ก็แทบจะไม่เคยพักอยู่ในอาราม หลังจากแยกย้ายเข้าห้องพัก เขาก็แอบหนีกลับไปนอนกอดเมียรักที่จวนตระกูลมู่ ต่อให้มีคนจับได้ แต่จะกล้าหาเรื่องเขาหรือไม่เล่าผ่านพ้นพิธีพระศพ สนามสอบซิ่วไฉก็เริ่มเปิดสอบ มู่หยางในวัยสิบสามหนาว เข้าร่วมการสอบในครั้งนี้ด้วย ภายในราชสำนักเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ พอเปลี่ยนผู้นั่งบัลลังก์ ตำแหน่งขุนนางย่อมเกิดความเปลี่ยนแปลงหวงจื้อเจี้ยน เลื่อนขึ้นเป็นรองเจ้ากรมศาลต้าเยี่ย แทนรองเจ้ากรมที่ขยับขึ้นไปนั่งตำแหน่งเจ้ากรมแทนตระกูลหลี่เถียนซีโหยว่ นับว
ฮ่องเต้เห็นสายตาของมู่เหยียนที่มองมาก็รีบเดินยิ้มมาหานาง ขุนนางที่อยู่ด้านในที่ไม่รู้เบื้องหลังก็ตกตะลึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดถึงได้สนิทสนมกันเช่นนี้“หากเจิ้นจัดการเองก็ดูจะไม่เป็นธรรม ถึงได้เชิญพี่เหยียนมาตัดสิน”“เหอะ ข้าจะได้เผาวังหลังของเจ้าให้สิ้นซาก โทษฐานปล่อยให้คนของเจ้ารังแกอันอันของข้า”ฮ่องเต้สะดุ้งตกใจ เพราะดูรู้ว่ามู่เหยียนนางไม่ได้พูดเล่น ตอนที่ออกราชโองการตำหนิหนิงอันก็มิได้คิดว่าจะทำให้นางเสียชื่อเสียง เพียงอยากส่งนางกลับไปพักที่จวนและอีกอย่างก็เพื่อหาทางปลอบขวัญ โดยเลื่อนตำแหน่งให้เถียนซีโหยว่"ท่านคลายโทสะก่อนดีหรือไม่ เช่นนั้น...เจิ้นจะออกราชโองการปลอบขวัญที่เข้าใจมู่ซื่อผิด เลื่อนตำแหน่งให้ใต้เท้าเถียนดีหรือไม่”“มิได้พ่ะย่ะค่ะ มู่ซื่อกระทำผิดจริง นางอยู่ในที่ที่ไม่สมควร โอ๊ยยยย”มู่เหยียนถีบเข้าอกของเจ้ากรมหลี่ ที่ปากไม่มีหูรูดพูดไม่หยุด “ผู้ใดกันแน่ที่อยู่ในที่ที่ไม่สมควรอยู่ บุตรของเจ้าประเสริฐอยู่เพียงผู้เดียวหรือ!!!” มู่เหยียนด่าไปก็ทุบตีไปด้วย ขุนนางที่เหลือได้แต่นิ่งอึ้งทำอันใดมู่ถูกในเมื่อฮ่องเต้ไม่มีรับสั่งขัดขวางพวกตนจะเข้ามาช่วยให้ถูกทุบตีอีกหรือ และคนที่อ
แต่ผู้ที่รู้เรื่องย่อมสะใจที่เห็นคนจะโดนเล่นงานเช่นที่ตนเองเคยโดนมาแล้ว เถียนซีโหยว่ที่อยู่ด้วยก็มีใบหน้าเรียบเฉยไม่แสดงสิ่งใดออกมา ภายในอกเขาย่อมยินดีที่หนิงอันนางจะถูกส่งตัวกลับ เพื่อจะได้ไม่ต้องอยู่อย่างลำบาก กินแต่อาหารเจราชโองการถูกประกาศออกไป สร้างความตกใจและยินดีในความโชคร้ายของสองสามีภรรยาตระกูลเถียนเป็นอย่างยิ่ง หวงอวี้หลินเมื่อรู้เรื่องก็นึกโมโหหลี่เฟยจนอยากให้คนไปตามนางมาลงโทษ“หลินหลิน เจ้าจะโกรธแค้นนางไปเพื่ออันใด ต้องขอบใจนางถึงจะถูกที่ทำให้ข้าได้กลับไปนอนที่จวนอย่างสบาย” พออยู่กันตามลำพังหวงอวี้หลินไม่ยอมให้หนิงอันนางเรียกตนเองว่าฮองเฮา“เหอะ ข้าก็นึกดีใจที่เจ้าจะได้อยู่ข้างกาย ได้พูดคุยเล่นกันเสียหน่อย ดีนัก...นางทำเสียเรื่องหมด ข้าจะจำความแค้นครั้งนี้เอาไว้” หวงอวี้หลินก็เพิ่งจะได้มาอยู่อารามหลวงไม่กี่วัน เพราะนางต้องอยู่ไฟหลังคลอดบุตร“เจ้าไม่ได้ยินที่ฝ่าบาทตรัสหรือ ให้คนไปส่งข้าพร้อมกับบอกท่านแม่ของข้า เจ้าคิดว่าตระกูลหลี่จะเป็นเช่นใด”หวงอวี้หลินพอคิดตามสิ่งที่หนิงอันพูดก็ยิ้มกว้างออกมา “คงสนุกกว่างิ้วที่ข้าได้ดู”หนิงอันพูดคุยกับหวงอวี้หลินอีกเพียงไม่กี่ประโยคก็บ
หนิงอันเองก็เริ่มเจ็บแล้วเช่นกัน แม้จะเคยเดินขึ้นเขา ทำงานอยู่เป็นประจำ แต่ก็ยังไม่เคยต้องเดนมากถึงเพียงนี้ รองเท้าฟางที่สวมใส่ก็แทบจะป้องกันหินกรวดตามทางไม่ได้ ทำให้ถูกทิ่มแทงจนเป็นแผลไม่น้อยเลย“อีกเพียงครึ่งทางเท่านั้น หากเจ้าไม่ไว้พี่จะแบกเจ้าเอง”“มะ ไม่ต้องขอรับ” พี่สาวก็เหนื่อยและเจ็บเท้า เข
หนิงอันให้ฝูหยางไปล้างตัวก่อน ส่วนนางเข้าครัวไปเตรียมอาหารเย็น เนื้อที่เถียนซีโหยว่นำมาแบ่งให้พอลงไปอยู่ในท้องของสองพี่น้องแล้ว ความขุ่นเคืองที่ฝูหยางมีต่อเถียนซีโหยว่ก็หายไปจนสิ้นคืนนั้นสองพี่น้องเข้านอนในห้องเดียวกันเหมือนตอนที่อยู่ในเรือนตระกูลฝู อย่างแรกเป็นเพราะความเคยชิน อย่างที่สองเพราะกลัว
“ข้าไม่ได้ขโมยนะเจ้าคะ” นางร้องออกมาอย่างร้อนตัว“ข้ายังไม่ได้กล่าวหาว่าเจ้าขโมยเลย แล้วเจ้ารู้หรือว่ามันคือสิ่งใด”“ก็...โสมแดงอย่างไรเล่าเจ้าคะ”“อืม...” เขามองนางอย่างสงสัยเพราะเมื่อครู่สอบถามมาจากฝูหยาง เขาตอบอย่างสับสนด้วยไม่รู้ว่าพี่สาวพาเดินมาไกลถึงเพียงนี้เพื่อหาสิ่งใด หากนางต้องการหาของกิ
หนิงอันเกาแก้มเพื่อหาข้อแก้ตัวดีๆ “วันนี้ข้าโชคดีที่ออกมาจากเรือนตระกูลฝูได้ หากเปลี่ยนเส้นทางเดิน อาจจะพบเรื่องดีก็ได้ เจ้าอย่าได้ถามมาก ตามข้ามาเถิด ไม่มีอันตรายใดแน่นอนเชื่อข้า” นางจับมือน้องชายเอาไว้แน่น เพื่อให้เขาอุ่นใจสองพี่น้องเดินเข้าไปในป่าลึก หนิงอันนางอาศัยความจำจากนิยายที่นางเขียนเอาไ

















