INICIAR SESIÓNใบหน้าของซูฉีแดงซ่านจนถึงใบหู นางรีบก้มหน้าหลบสายตาคมกริบคู่นั้น เดินตัวลีบแทรกผ่านเขาไปราวกับหนูเจอราชสีห์
ส่วนเสิ่นมู่เฟิงที่ยืนนิ่งดั่งรูปสลัก ภายในกายกลับร้อนรุ่มราวกับถูกไฟกองใหญ่เผาผลาญ เพียงแค่ซูฉีเดินผ่านหน้าไป กึ่งกลางกายของเขาก็แข็งขืนขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม เสิ่นมู่เฟิงจำต้องเร่งฝีเท้าหลบเลี่ยงนางไปในทางอื่นโดยไว เพื่อซ่อนเร้นความอัปยศที่คอยแต่จะโผล่พ้นร่มผ้าออกมา
"บัดซบ... ช่างหื่นไม่รู้กาลเทศะเสียจริง"
ชายหนุ่มสบถเสียงต่ำ พยายามบังคับร่างที่สั่นเทาด้วยแรงกำหนัดให้ก้าวเดินไปในทิศทางตรงกันข้าม
เขาจำต้องหาวิธีดับไฟราคะที่กำลังจะแผดเผาตัวตนจนมอดไหม้ เสิ่นมู่เฟิงตัดใจหันหลังเดินตรงดิ่งไปยังลำธารด้านหลังเรือนสกุลเสิ่น ที่นั่นมีแอ่งน้ำตกที่ไหลเย็นตลอดทั้งปี เขาถอดอาภรณ์ออกจากร่างอย่างเร่งรีบแล้วกระโจนลงไปในกระแสน้ำ หวังจะใช้ความเย็นสดชื่นขจัดความปรารถนาร้อนแรงที่เขามีต่อนางให้สลายหายไป
การเผชิญหน้ากับเสิ่นมู่เฟิงเพียงครู่สั้น ๆ ทำให้ซูฉีหัวใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ทีแรกนางตั้งใจจะไปหลบภัยอยู่ในห้องนอนรับรองแขก ทว่าก็กลัวจะเผลอหลับและฝันถึงเขาอีก
เรือนสกุลเสิ่นมีพื้นที่กว้างขวางแวดล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่และลำธาร ซูฉีเดินเหม่อลอยไปตามทางเดินหินที่ทอดตัวยาวผ่านสวนลึก แสงแดดยามบ่ายที่ส่องกระทบใบไม้ กลายเป็นเงาสว่างวูบวาบ ไหวระริกไปตามแรงลม ทำให้หัวใจของนางเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ
ทุกก้าวย่างที่นางเดิน ความฝันเร่าร้อนในค่ำคืนที่ผ่านมากลับยิ่งแจ่มชัดราวกับเพิ่งจะเกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ
เพียงแค่หลับตา นางก็เหมือนได้ยินเสียงลมหายใจฟืดฟาดของเสิ่นมู่เฟิงดังอยู่ข้างหู
ความรัญจวนร้อนระอุแผ่ซ่านเข้ามาในกายสาวจนหัวใจของนางแทบระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ นั่นไม่ใช่ความฝันที่เลือนราง แต่เป็นสัมผัสที่ตราตรึงลงบนเนื้อหนัง
ซูฉีหอบหายใจถี่กระชั้น แขนเรียวกอดรัดแผ่นหลังแกร่งไว้แน่น ร่างบางสั่นสะท้านดั่งใบไม้ต้องลมยามถูกเขารุกราน
“คนบ้า... เอามันออกไป... ข้าจะขาดใจตายอยู่แล้ว”
เสียงหวานร้องครวญครางอ้อนวอน เมื่อความเสียวซ่านพุ่งทะยานไม่หยุดยั้งจนสมองของนางขาวโพลนไปหมด หยาดน้ำตาแห่งความสุขสมเอ่อคลอหน่วยตาขณะที่ความรู้สึกของนางพุ่งขึ้นสูงดั่งคลื่นยักษ์ที่กำลังจะถาโถมเข้าหาฝั่ง
“ซูเอ๋อร์คนดี พี่ขออีกรอบนะ”
เสิ่นมู่เฟิงในยามนี้ดุดันร้ายกาจราวกับเสือหิว เขากดสะโพกสอบเข้าหานางอย่างบ้าคลั่ง สองมือแกร่งจับเรียวขาของนางแยกออกกว้างและโหมกระหน่ำความแข็งขึงเข้าใส่ไม่ยั้งมือ ความหื่นกระหายดิบเถื่อนของเขา ยิ่งเร่งเร้าให้ความปรารถนาของนางปะทุออกมาอย่างไม่สิ้นสุด
ตับ! ตับ! ตับ!
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังผสานกับเสียงครวญครางของซูฉีที่หวีดร้องด้วยความเสียวซ่านถึงขีดสุด “อ๊า ! ไม่เอาแล้ว... ท่านหื่นเกินไปแล้ว... อ๊ะ ! อย่า... อ๊า...!”
ความร้อนจากกายแกร่งที่เหมือนจะละลายเนื้อหนังได้ทำให้นางรู้สึกราวกับวิญญาณกำลังหลุดลอยออกจากร่าง ทุกสัมผัสจากความแข็งขืนที่อัดกระแทกเข้ามาอย่างหนักหน่วงนั้นทำให้ร่างบางโค้งงอไปตามแรงปะทะ มือเรียวจิกเข้าที่ไหล่หนาของเขาจนแทบฝังเล็บลงไปเพื่อยึดเหนี่ยว
เสิ่นมู่เฟิงยังคงโหมแรงกระแทกเข้าหานางอย่างไม่มีทีท่าว่าจะอิ่มเอม เขากัดฟันกรอดเสพสุขจากสัมผัสอ่อนนุ่มรัดรึงด้วยความกลัดมัน ลมหายใจฟืดฟาดของเขาคลอเคลียอยู่ข้างหูนางขณะที่โหมกระหน่ำตอกตรึงความปรารถนาเข้าสู่กายสาวอย่างรุนแรงและป่าเถื่อน ความหฤหรรษ์ที่ถาโถมเข้ามาทำให้นางรู้สึกราวกับถูกเปลวเพลิงแผดเผาจนเนื้อตัวจวนเจียนจะเหลวละลาย
เสิ่นมู่เฟิงครางชื่อนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยน้ำเสียงแหบพร่า เขาแผดเสียงคำรามออกมาเหมือนเสือโดนหอก ก่อนจะโถมกายเข้าหาซูฉีเป็นครั้งสุดท้าย ลำลึงค์แข็งขืนกระตุกอย่างบ้าคลั่งในตัวนาง น้ำเชื้อร้อนระอุฉีดพุ่งเข้าไปในโพรงสวาทจนลึกสุดใจ
ในความฝันแสนรัญจวนนั้น ซูฉีทำได้เพียงนอนระทวยอยู่ใต้ร่างของบุรุษผู้ช่วงชิงทุกอย่างไปจากนาง
ซูฉีเดินใจลอยมาตามทางเดินหินที่ทอดยาวเข้าสู่เขตชายป่าหลังเรือนสกุลเสิ่น เสียงน้ำตกที่ซัดสาดกระทบโขดหินดังก้องกังวานดุจเสียงพิณสวรรค์
ภาพทิวทัศน์เบื้องหน้าช่างละม้ายคล้ายคลึงกับสถานที่ในห้วงฝันจนนางอดไม่ได้ที่จะชะงักงัน ซูฉีหัวใจเต้นระรัวด้วยความสับสน นี่คือโลกแห่งความจริง หรือนางเพียงแต่กำลังฝันกลางวันกันแน่?
ด้วยความกระหาย อยากดับความร้อนรุ่มที่สุมอยู่ในอก นางจึงตัดสินใจถอดรองเท้าผ้าไว้บนริมฝั่ง แล้วย่องเบาด้วยเท้าเปล่าไปตามแนวโขดหิน หมายจะหย่อนขาลงแช่ในธารน้ำเย็นฉ่ำให้ชื่นใจ
ทว่าเพียงปลายเท้าสัมผัสถูกตะไคร่น้ำที่เกาะติดอยู่บนหินก้อนหนึ่ง ร่างของนางก็เสียหลักลื่นไถลในทันที
ทว่าก่อนที่มือของหว่านหว่านจะทันได้สัมผัสใบหน้าของนาง ซูฉีที่หมดความอดทนก็โต้กลับอย่างฉับพลัน นางคว้าหมับเข้าที่มวยผมของหว่านหว่านแล้วออกแรงกระชากอย่างเต็มกำลัง ก่อนจะหมุนตัวกดศีรษะของหญิงสาวลงไปในบ่อน้ำ เพื่อล้างปากที่เต็มไปด้วยคำพูดสกปรกให้สะอาดหมดจดกลุ่มคุณหนูผู้ถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอม ต่างพากันถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว พวกนางไม่คาดคิดว่าซูฉีจะมีพละกำลังมหาศาลเช่นนี้“เจ้า... บุ๋ง... บุ๋ง... นัง...”หว่านหว่านสำลักน้ำแทบตายเพราะพยายามจะด่าทอซูฉี ทว่าซูฉีกลับหาได้สะทกสะท้าน นางยังคงกดหัวอีกฝ่ายไว้แน่น“ถ้าเจ้าไม่พอใจ ก็ไปเอาเรื่องกับเสิ่นมู่หรานโน่น มาลงที่ข้าจะมีประโยชน์อะไร มีแต่ผู้หญิงไร้สมองเท่านั้นแหละที่ชอบตบตีแย่งชิงผู้ชาย”เสียงโวยวายของหว่านหว่านเปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้โฮด้วยความอับอาย ทว่าในจังหวะนั้นเอง เสิ่นมู่หรานและสหายที่ได้ยินเสียงเอะอะก็วิ่งกรูออกมาจากภัตตาคาร ซูฉีจึงจำต้องยอมปล่อยมือจากหว่านหว่านอย่างนึกเสียดาย ทั้งที่ยังสั่งสอนนางไม่สาสมใจสภาพของหว่านหว่านในยามนี้ช่างน่าสมเพชเวทนาจนแม้แต่ลูกหมาตกน้ำก็ยังดูดีกว่า นางวิ่
ไม่นานนัก อาการป่วยของซูฉีก็ทุเลาลงจนมีสุขภาพแข็งแรงเป็นปกติ เสิ่นมู่หรานจึงถือโอกาสพานางไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ในหมู่คุณชายเจ้าสำราญ ด้วยรูปลักษณ์อันหล่อเหลาและนิสัยรักสนุกของเสิ่นมู่หราน ไม่ว่าเขาจะก้าวไปที่แห่งใดก็มักตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนเสมอ ซูฉีที่เดินเคียงคู่มาด้วยจึงหนีไม่พ้นต้องกลายเป็นจุดสนใจของเหล่าสหายที่นั่งล้อมวงอยู่เหล่าสหายสนิทของเสิ่นมู่หรานต่างกอดคอกันส่งเสียงกระเซ้าเย้าแหย่"นี่รึคนที่เจ้าพามาประชดเทพธิดาหว่านหว่าน?"เสิ่นมู่หรานเพียงยกจอกสุราขึ้นจิบแล้วตอบอย่างกำกวม "ก็ไม่เชิง""ตาบอดหรืออย่างไร? ข้าว่าแม่นางผู้นี้งามหยาดเยิ้มเสียยิ่งกว่าหว่านหว่านอีกนะ" สหายอีกคนโต้กลับพลางกวาดสายตามองซูฉีอย่างโลมเลีย"เจ้าต่างหากที่ตาบอด นางจะมีปัญญาไปเทียบรัศมีของหว่านหว่านได้อย่างไร" อีกคนรีบแย้งขึ้นทันควัน"แล้วนางรู้หรือไม่ว่า วันนี้อาจจะโดนหว่านหว่านเล่นงานเอาได้?"เสิ่นมู่หรานแค่นหัวเราะในลำคอ "ไม่จำเป็นหรอก ยิ่งโดนหนักเท่าไหร่ ก็ยิ่งพิสูจน์ได้ชัดเจนว่าหว่านหว่านยังคงตัดใจจากข้าไม่ได้"ซูฉีที่นั่งอ
“คุณชายเสิ่น... ท่านกล้าดีอย่างไรถึงล้อเล่นกับหัวใจข้าเช่นนี้” นางเอ่ยตัดพ้อ นึกไปถึงเหตุการณ์เร่าร้อนในธารน้ำตก“เจ้าหมายถึงใคร?” เสิ่นมู่เฟิงย้อนถามทันควัน เขารวบข้อมือนางไว้ นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยแรงอารมณ์“จะใครเสียอีกเล่า เขาก็คือคนที่หน้าตาเหมือนกับท่านนั่นอย่างไร” นางถลึงตามองเขาอย่างตัดพ้อและไม่พอใจ“ข้าไม่เหมือนเสิ่นมู่หราน และไม่เคยล้อเล่นกับหัวใจเจ้า” เขาเน้นย้ำเสียงแข็ง“ท่านรู้เรื่องเสิ่นมู่หรานได้อย่างไร?”ความรู้สึกเจ็บแปลบที่ข้อมือยามเขาบีบแน่นขึ้น ทำให้สติที่เลือนรางของนางแทบระเบิดออกในชั่วพริบตา“ซูเอ๋อร์... ข้าไม่ได้เป็นเพียงความฝัน” ใบหน้าหล่อเหลาของเสิ่นมู่เฟิงโน้มต่ำลงมาจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าว ก่อนจะบดขยี้ริมฝีปากลงมาอย่างเร่าร้อนและหิวกระหายทว่าในเสี้ยวลมหายใจที่จุมพิตนั้นแนบสนิท ความเป็นจริงที่นางเพิ่งรับรู้กลับยิ่งทำให้สถานการณ์พลิกผันไปอย่างคาดไม่ถึง“พี่มู่เฟิง ซูฉีอยู่กับท่านหรือไม่ เมื่อครู่นี้ เหมือนข้าจะได้ยินเสียงของนางเลย” เสียงของเสิ่นมู่หรานดังแทรกขึ้น ก่อนเจ้าตัวจะผลักป
“ซูเอ๋อร์ ข้าถูกเจ้าปั่นหัวจนแทบเสียสติแล้ว”เขารูดรั้งความเป็นชายของตนอย่างดุดัน จังหวะการเคลื่อนไหวหนักหน่วงประหนึ่งการทลายประตูเมือง เมื่อเขาหลับตาลง ทุกสัมผัสที่เขาจินตนาการถึงยามที่ได้ครองครองนางยิ่งแจ่มชัดขึ้น ภาพร่างบางที่แอ่นโค้งรับแรงกระแทกในความฝันย้อนกลับมาหลอกหลอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้จังหวะการรูดรั้งยิ่งทวีความรุนแรงและเร็วกระชั้นยิ่งขึ้นเสียงลมหายใจของชายหนุ่มกลายเป็นเสียงคำรามต่ำในลำคอ ยามที่ความใคร่พุ่งทะยานสู่จุดสูงสุด มือแกร่งเร่งความเร็วจนลมหายใจติดขัด ผิวน้ำที่โอบล้อมร่างสูงใหญ่สั่นไหวและปั่นป่วนตามจังหวะสาวรูดอย่างบ้าคลั่ง จนกระทั่งเสิ่นมู่เฟิงกระตุกเกร็งไปทั้งร่าง หยาดน้ำรักสีขาวขุ่นพุ่งกระฉูดออกมาท่ามกลางสายน้ำตกที่ซัดสาดเป็นละอองเขาทิ้งตัวพิงโขดหินด้วยความอ่อนเพลีย ลมหายใจหอบถี่ค่อยๆ สงบลง ทว่านัยน์ตาที่ยังคงจดจ้องไปยังเส้นทางที่ซูฉีจากไปนั้นกลับเต็มไปด้วยความปรารถนาที่หิวกระหายยิ่งกว่าเก่า สำหรับเสิ่นมู่เฟิง การได้ครอบครองนางในห้วงคำนึงไม่อาจเติมเต็มความว่างเปล่าในใจเขาได้อีกต่อไป ถึงเวลาแล้วที่เขาต้องเปลี่ยนความฝันให้กลายเป็นความจริง
"ว้าย!"เสียงอุทานดังขึ้นพร้อมกับร่างบางที่ร่วงหล่นลงสู่แอ่งน้ำลึก ชุดผ้าไหมชั้นดีที่รุ่ยร่ายชุ่มไปด้วยน้ำหนักมหาศาลดึงรั้งให้นางจมดิ่งลงไปใต้ผิวน้ำที่เย็นจัดซูฉีสำลักน้ำจนหน้าเขียวหน้าเหลือง แขนขาของนางพันกันวุ่นวายอยู่ในเนื้อผ้าที่พองตัวประหนึ่งโซ่ตรวนท่ามกลางม่านน้ำที่กระจายตัว ร่างกายเปลือยเปล่ากำยำของเสิ่นมู่เฟิงที่แอบอยู่หลังโขดหินฟากตรงข้ามพุ่งทะยานออกมาดุจมังกร เขาแหวกว่ายผ่านกระแสน้ำเพียงอึดใจก็เข้าถึงตัวนาง มือแกร่งกระชากเอวบางของซูฉีเข้าหาตัวแน่น ก่อนจะพาพุ่งขึ้นเหนือน้ำด้วยพละกำลังมหาศาลซูฉีหอบหายใจอย่างหนัก น้ำที่ชุ่มโชกทำให้อาภรณ์ของนางแนบสนิทไปกับเรือนร่าง เผยให้เห็นทรวดทรงโค้งเว้าชัดเจน"เจ้า... บาดเจ็บหรือไม่ ?"เสิ่นมู่เฟิงเค้นเสียงลอดไรฟัน กรามของเขาขบเข้าหากันแน่น ความร้อนรุ่มที่เขาพยายามมาแช่น้ำดับทิ้งกลับปะทุขึ้นมาใหม่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม เมื่อร่างนุ่มนิ่มของนางถูกกดแนบชิดกับอกเขา"ท่าน..." สมองของซูฉีว่างเปล่าไร้ซึ่งคำพูด สายตาของเสิ่นมู่เฟิงมองมายังนางไม่ได้มีความตื่นตระหนกเหมือนผู้ที่เพิ่งจะช่วยชีวิตคนอื่น ทว
ใบหน้าของซูฉีแดงซ่านจนถึงใบหู นางรีบก้มหน้าหลบสายตาคมกริบคู่นั้น เดินตัวลีบแทรกผ่านเขาไปราวกับหนูเจอราชสีห์ส่วนเสิ่นมู่เฟิงที่ยืนนิ่งดั่งรูปสลัก ภายในกายกลับร้อนรุ่มราวกับถูกไฟกองใหญ่เผาผลาญ เพียงแค่ซูฉีเดินผ่านหน้าไป กึ่งกลางกายของเขาก็แข็งขืนขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม เสิ่นมู่เฟิงจำต้องเร่งฝีเท้าหลบเลี่ยงนางไปในทางอื่นโดยไว เพื่อซ่อนเร้นความอัปยศที่คอยแต่จะโผล่พ้นร่มผ้าออกมา"บัดซบ... ช่างหื่นไม่รู้กาลเทศะเสียจริง"ชายหนุ่มสบถเสียงต่ำ พยายามบังคับร่างที่สั่นเทาด้วยแรงกำหนัดให้ก้าวเดินไปในทิศทางตรงกันข้ามเขาจำต้องหาวิธีดับไฟราคะที่กำลังจะแผดเผาตัวตนจนมอดไหม้ เสิ่นมู่เฟิงตัดใจหันหลังเดินตรงดิ่งไปยังลำธารด้านหลังเรือนสกุลเสิ่น ที่นั่นมีแอ่งน้ำตกที่ไหลเย็นตลอดทั้งปี เขาถอดอาภรณ์ออกจากร่างอย่างเร่งรีบแล้วกระโจนลงไปในกระแสน้ำ หวังจะใช้ความเย็นสดชื่นขจัดความปรารถนาร้อนแรงที่เขามีต่อนางให้สลายหายไปการเผชิญหน้ากับเสิ่นมู่เฟิงเพียงครู่สั้น ๆ ทำให้ซูฉีหัวใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ทีแรกนางตั้งใจจะไปหลบภัยอยู่ในห้องนอนรับรองแขก ทว่าก็กลัวจะเผลอหลับและฝันถึงเขาอ







