แชร์

บทที่ 6

ผู้เขียน: ปู๋ชั่ว
น้ำในทะเลสาบเย็นยะเยือกจนแทบทำให้เลือดในกายแข็งตัว ข้าฝืนตะเกียกตะกายว่ายน้ำ ขยับแขนทั้งสองอย่างยากลำบาก กว่าจะคว้าตัวหลิ่วรั่วอินที่กำลังจมลงไปได้

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสัญชาตญาณเอาชีวิตรอด หรือเพราะนางตั้งใจจะให้ข้าตายกันแน่ หลังจากที่ข้าพยายามสุดกำลังประคองนางให้พ้นน้ำจนหายใจได้แล้ว นางกลับใช้สองมือกดร่างข้าไว้แน่น ไม่ยอมให้ศีรษะของข้าพ้นผิวน้ำ

บาดแผลตามร่างกายของข้ายังไม่ทันหายดี อีกทั้งเมื่อครู่เพิ่งถูกเฆี่ยนยี่สิบแส้ พอดิ้นรนเช่นนี้ แผลก็ปริออกทันที เลือดสดทะลักออกมาไม่หยุด

ร่างกายยิ่งหนักอึ้ง ข้ารู้สึกราวกับเท้าทั้งสองหนักนับพันชั่ง ดึงร่างข้าให้จมต่ำลงไม่หยุด

ข้ากัดฟัน ใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายผลักนางขึ้นไปถึงฝั่ง ส่วนตนเองกลับหมดแรงและค่อย ๆ จมดิ่งลงไป

โชคดีที่เวลานั้น เหล่าองครักษ์ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามได้ยินเสียงผิดปกติจึงรีบวิ่งมา พวกเขายื่นลำไผ่มาให้ข้าจับ จนสามารถปีนขึ้นจากน้ำได้

ทันทีที่ขึ้นฝั่ง ลมหนาวก็พัดปะทะ ข้าหนาวจนตัวสั่นงอเป็นก้อน

แต่หางตาของข้ากลับเห็นเพียงลู่สิงโจวปลดเสื้อคลุมของตนออก ห่อหุ้มร่างหลิ่วรั่วอินไว้ แล้วอุ้มนางขึ้นอย่างทะนุถนอมราวกับของล้ำค่า

เขาเดินออกไปได้ครู่หนึ่ง จึงนึกถึงข้าขึ้นมา แล้วหันกลับมามอง

“หมิงเยว่ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”

ข้าค่อย ๆ ลุกขึ้นจากพื้น แล้วย่อกายคำนับเขาอย่างนอบน้อม

“บ่าวไม่เป็นไรเพคะ ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเป็นห่วง”

“ฝ่าบาททรงลืมแล้วหรือ ตอนที่ท่านตกน้ำในวัยเยาว์ ก็เป็นบ่าวที่ช่วยท่านขึ้นมานะเพคะ”

“บ่าวว่ายน้ำเก่ง จึงไม่เป็นอะไรเพคะ”

ทันทีที่สิ้นคำพูด เขาก็ชะงักงันไปทั้งร่าง จ้องมองข้าด้วยแววตาแข็งค้าง

ข้ารู้ว่า เขาต้องนึกถึงเหตุการณ์ที่ตนเคยตกน้ำในอดีตขึ้นมาแล้วเป็นแน่

ตอนนั้นฐานอำนาจของเขายังไม่มั่นคง แม้ถูกข่มเหงหยามหมิ่นก็ทำได้เพียงฝืนอดทน คาดไม่ถึงว่าเหล่าองค์ชายคนอื่นจะยิ่งกระทำหนักข้อ ถึงขั้นถีบเขาลงทะเลสาบเยือกแข็งกลางฤดูหนาว

บรรดาบ่าวรับใช้ที่อยู่โดยรอบไม่มีผู้ใดกล้าลงไปช่วย มีเพียงข้าที่ไม่สนใจสิ่งใด กระโดดลงน้ำทันที

เวลานั้นข้าเพิ่งอายุสิบห้าปี การจะลากเด็กหนุ่มคนหนึ่งขึ้นจากน้ำเป็นเรื่องยากเหลือเกิน ข้ากัดริมฝีปากของตนเองจนเลือดไหล ฝืนบังคับให้สติยังคงอยู่ ก่อนจะช่วยเขาขึ้นจากน้ำได้สำเร็จ

ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด เขาคิดว่าตนคงไม่อาจมีชีวิตรอด จึงคิดใช้อำนาจเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่ส่งข้าออกไป และจัดเตรียมหนทางภายหน้าไว้ให้ข้า

แต่ไม่ว่าพูดอย่างไร ข้าก็ไม่ยอมไป ซ้ำยังรวบรวมความกล้า หยิบผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวที่ปักเตรียมไว้ตั้งนานแล้วออกมา บอกกับเขาว่า

“องค์ชาย ชั่วชีวิตนี้ บ่าวจะไม่มีวันจากหรือทอดทิ้งท่าน”

“หากท่านสิ้นพระชนม์ บ่าวก็จะไม่ยอมมีชีวิตอยู่ต่อไปเพียงผู้เดียวเป็นอันขาด”

เขามองข้า ดวงตาเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา ความรักที่ซ่อนอยู่เอ่อล้นออกมาจากแววตา

คืนนั้น เรากอดกันจนหลับ และต่างถือว่าคืนนั้นคือคืนเข้าหอของเรา

หลังจากนั้น เขาไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนั้นอีก ส่วนข้าก็ทำราวกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น

ความสัมพันธ์ที่ทั้งประหลาดและอึดอัดเช่นนี้ ดำเนินเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

ลู่สิงโจวมองข้า นิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร ก่อนจะอุ้มหลิ่วรั่วอินจากไป

ข้าเดินตามขบวนอยู่ด้านหลัง ห่างออกไปก็เห็นลูกสุนัขผอมโซตัวหนึ่งหมอบส่งเสียงครางอยู่ริมทาง

ดูเหมือนมันใกล้จะหนาวตายแล้ว ข้าจึงย่อตัวลง ลูบศีรษะของมันเบา ๆ

“เจ้าก็ถูกทอดทิ้งเหมือนกันหรือ?”

“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็กลับบ้านกับข้าเถอะ”

นับจากนี้ไป ข้าจะไม่ต้องอยู่ตัวคนเดียวอีกแล้ว ข้ามีเพื่อนแล้ว

หลังกลับไป ข้าก็เลี้ยงลูกสุนัขไว้ในห้องของตน บางครั้งก็ปล่อยมันออกไปวิ่งเล่นในลานเรือนสักพัก

ข้าตั้งชื่อให้มันว่าเสี่ยวไป๋ มีของอร่อยอะไร ข้าก็แบ่งไว้ให้มันเสมอ

เมื่อมีของกิน มันก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เพียงไม่กี่วันก็กลายเป็นลูกสุนัขขาวอวบ

เสี่ยวไป๋ฉลาดและรู้ความมาก ทุกครั้งที่ข้ากลับมา มันจะนั่งรออยู่หน้าประตูเพื่อรับข้า

บางครั้งพวกนางกำนัลน้อยแกล้งทำเป็นรังแกข้า มันก็ยังแยกเขี้ยวขู่แทนข้า

ตั้งแต่มีเสี่ยวไป๋ ข้าก็รู้สึกว่าชีวิตเริ่มมีสิ่งให้เฝ้ารอ

ข้าวางแผนไว้แล้ว... วันที่ข้าออกจากวัง ข้าจะพาเสี่ยวไป๋ไปด้วยกัน

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • สายพิณขาด กระจกรักร้าว   บทที่ 24

    หนึ่งชั่วยามต่อมา ทางวังก็ส่งคนมารับลู่สิงโจวกลับไปภายหลังข้าจึงได้รู้ว่า มือสังหารในวันนั้นคือพวกที่เหลือรอดของตระกูลหลิ่วทว่าเมื่อลู่สิงโจวฟื้นขึ้นมา เขากลับสูญเสียความทรงจำถึงกระนั้น ผู้คนในวังต่างรู้กันดีว่า ไม่ว่าราชกิจจะยุ่งเพียงใด เขาก็ยังคงไปดูแลต้นมะลิในอุทยานหลวงทุกวันวันเวลายังคงไหลผ่านไปอย่างเนิบช้าในเมืองเล็ก ข้ากับหลินเฟิงใช้ชีวิตอันสงบสุขต่อไปดังเดิมวันหนึ่ง ข้ากำลังตั้งใจปักภาพดอกโบตั๋นอยู่ในร้านปักผ้า จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงเอะอะดังมาจากหน้าประตูข้าวางเข็มปักในมือลงแล้วลุกขึ้นไปดู ก็เห็นองครักษ์ในอาภรณ์หรูหรากลุ่มหนึ่งห้อมล้อมรถม้าคันงามที่จอดอยู่หน้าโรงปักผ้าม่านรถม้าถูกแหวกออกเบา ๆ สตรีผู้มีท่วงท่าสง่างามค่อย ๆ ก้าวลงมาเมื่อข้าเพ่งมองให้ชัด ก็พบว่านางคือชุนเอ๋อร์นางสวมชุดชาววังสีเขียวอ่อน ประดับศีรษะด้วยมุกหยก ดูสูงศักดิ์และงามสง่ายิ่งเมื่อเห็นข้า แววตาของนางก็ฉายประกายยินดี ก่อนจะรีบเดินตรงเข้ามาหา“พี่หมิงเยว่ ในที่สุดข้าก็หาท่านพบ”ชุนเอ๋อร์จับมือข้าไว้ น้ำเสียงเจือความตื่นเต้นอยู่ไม่น้อยข้าประหลาดใจอยู่ไม่น้อย ไม่คิดเลยว่าชุนเอ๋อร์จะมาปรากฏตัว

  • สายพิณขาด กระจกรักร้าว   บทที่ 23

    ลู่สิงโจวยืนอยู่หน้าประตู มองร่างอันคุ้นเคยตรงหน้า ถ้อยคำนับพันนับหมื่นอัดแน่นอยู่ในลำคอ จนชั่วขณะหนึ่งไม่อาจเอ่ยคำใดออกมาได้เขาค่อย ๆ ก้าวเข้ามาในลาน พลางเรียกเสียงแผ่ว “หมิงเยว่...”เมื่อได้ยินเสียงนั้น ข้าสะดุ้งหันกลับไปทันที และในวินาทีที่เห็นลู่สิงโจว ทั้งร่างก็แข็งค้างหลินเฟิงก้าวมาขวางหน้าข้าโดยสัญชาตญาณ พลางมองลู่สิงโจวอย่างระแวดระวังสายตาของลู่สิงโจวมองข้ามหลินเฟิงตรงมายังข้า แววตาเต็มไปด้วยความรักลึกซึ้งและความรู้สึกผิด “หมิงเยว่ ข้าตามหาเจ้ามานานเหลือเกิน”ข้าเคยคิดมาตลอดว่า หากได้พบเขาอีกครั้ง หัวใจข้าคงเต็มไปด้วยความเคียดแค้น ทว่าไม่คาดคิดเลยว่า ภายในใจกลับสงบนิ่งอย่างยิ่งเมื่อเห็นเช่นนั้น ลู่สิงโจวก็ราวกับคนเสียสติ โผเข้ากอดข้าไว้แน่น “หมิงเยว่ ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน กลับวังไปกับข้า มาเป็นฮองเฮาของข้า ดีหรือไม่”ข้าผลักเขาออก สีหน้าไร้ทั้งความโศกเศร้าและยินดี “ฝ่าบาท เชิญกลับไปเถิด”เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่สิงโจวก็รวบข้าเข้าสู่อ้อมแขนอีกครั้ง แรงที่ใช้ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนข้าหายใจแทบไม่ออกหลินเฟิงกระชากเขาออกทันที ดวงตาเต็มไปด้วยโทสะ “หากฝ่าบาทรักหมิงเยว่จ

  • สายพิณขาด กระจกรักร้าว   บทที่ 22

    ในเวลาเดียวกัน ข้ากับหลินเฟิงก็ไม่ได้อยู่นิ่งในเมืองเล็กแห่งนั้นพวกเราศึกษาคัมภีร์โบราณที่ชายชรามอบให้อย่างละเอียด หวังจะค้นหาหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับการก่อกบฏของตระกูลหลิ่ววันหนึ่ง ข้าพบแผ่นหนังแกะเก่าเหลืองซีดซ่อนอยู่ตามรอยแยกของคัมภีร์ บนแผ่นหนังมีสัญลักษณ์และเครื่องหมายประหลาดวาดเอาไว้“หลินเฟิง รีบมาดูนี่!” ข้าเรียกเขาด้วยความตื่นเต้นหลินเฟิงโน้มตัวเข้ามา เพ่งพินิจแผ่นหนังแกะ พลางขมวดคิ้วแน่น “สัญลักษณ์พวกนี้ดูเหมือนรหัสลับบางอย่าง อาจเกี่ยวข้องกับแผนการของตระกูลหลิ่วก็ได้”พวกเราจึงเริ่มค้นคว้าตำราต่าง ๆ และขอคำชี้แนะจากผู้รู้ในเมืองหลายคน จนในที่สุดก็ถอดความหมายของสัญลักษณ์เหล่านั้นได้สำเร็จที่แท้ บนแผ่นหนังแกะบันทึกสถานที่และเวลาที่ตระกูลหลิ่วใช้ติดต่อกับกองกำลังฝ่ายต่าง ๆ อย่างลับ ๆ“นี่เป็นการค้นพบครั้งใหญ่จริง ๆ!” หลินเฟิงกล่าวด้วยความตื่นเต้น “เมื่อมีข้อมูลพวกนี้ เราก็จะสาวไปถึงพวกพ้องของตระกูลหลิ่ว และกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซากได้”ดังนั้น พวกเราจึงตัดสินใจนำข่าวนี้ไปแจ้งแก่เสนาบดีผู้คอยสนับสนุนหลินเฟิงในการรวบรวมหลักฐานมาโดยตลอดเพื่อให้ข่าวส่งถึงอย่างปลอดภัย

  • สายพิณขาด กระจกรักร้าว   บทที่ 21

    ทันใดนั้น ประตูตำหนักบรรทมก็ถูกผลักเปิดออก หลิ่วรั่วอินก้าวเข้ามาด้วยท่าทีอ่อนช้อย“ฝ่าบาท ท่านไม่ได้อยู่กับหม่อมฉันมานานแล้วนะเพคะ”สิ้นเสียงนาง ลู่สิงโจวก็พุ่งเข้าบีบคอนางทันที"เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าข้าไม่กล้าฆ่าเจ้า"ความอึดอัดจากการขาดอากาศหายใจถาโถมเข้าใส่ ใบหน้าของหลิ่วรั่วอินซีดเผือดในพริบตา“ฝ่าบาท... ท่านทำหม่อมฉันเจ็บ!”ลู่สิงโจวไม่สนใจแม้แต่น้อย แรงที่บีบคอยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆเสียง “กร๊อบ” ดังขึ้น หลิ่วรั่วอินรู้สึกถึงความเจ็บปวดรุนแรงที่ลำคอ นางจึงกัดมือของลู่สิงโจวที่กำลังบีบคอตนโดยสัญชาตญาณลู่สิงโจวขมวดคิ้ว ก่อนจับศีรษะของนางกระแทกเข้ากับเสาเตียงครั้งหนึ่ง... สองครั้ง...เลือดไหลอาบลงมาจากหน้าผากของหลิ่วรั่วอิน ภาพนั้นชวนหวาดหวั่นเป็นอย่างยิ่งดวงตาของลู่สิงโจวแดงก่ำ ราวกับสัตว์ป่าที่กำลังคลุ้มคลั่งก่อนที่หลิ่วรั่วอินจะหมดสติ นางถอดปิ่นปักผมออก แล้วแทงเข้าไปยังบริเวณหัวใจของลู่สิงโจวอย่างแรง“ทหาร! คุ้มกันฝ่าบาท!”องครักษ์กลุ่มหนึ่งถือดาบบุกเข้ามา ก่อนช่วยกันกดหลิ่วรั่วอินลงกับพื้นลู่สิงโจวกุมหน้าอก หอบหายใจหนัก “หลิ่วรั่วอินคิดลอบสังหารข้า งประหารชีว

  • สายพิณขาด กระจกรักร้าว   บทที่ 20

    ขณะที่พวกเรากำลังเคลิบเคลิ้มไปกับทิวทัศน์อันงดงามเบื้องหน้า จู่ ๆ สีหน้าของหลินเฟิงก็เคร่งขรึมขึ้น เขากวาดตามองไปรอบด้านอย่างระแวดระวัง “หมิงเยว่ ระวังตัว ข้ารู้สึกว่ามีคนอยู่แถวนี้”ข้าขยับเข้าไปใกล้เขาโดยไม่รู้ตัว หัวใจก็เริ่มเต้นกระหน่ำในตอนนั้นเอง ชายชราผู้หนึ่งในชุดผ้าสีเรียบก็ค่อย ๆ เดินออกมาจากพุ่มไม้แม้เส้นผมของเขาจะขาวโพลน แต่ยังดูกระฉับกระเฉงแข็งแรง ดวงตาเปี่ยมด้วยความลุ่มลึกและเฉลียวฉลาดชายชรากวาดตามองพวกเราตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ก่อนพยักหน้าเล็กน้อย “สหายน้อยทั้งสองอย่าได้ตื่นตกใจ ข้าไม่มีเจตนาร้าย”หลินเฟิงก้าวมาบังอยู่เบื้องหน้าข้า ก่อนเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “ไม่ทราบว่าท่านอาวุโสเป็นผู้ใด เหตุใดจึงอยู่ที่นี่”ชายชรายิ้มบาง ๆ “ข้าเป็นผู้สันโดษที่อาศัยอยู่ในภูเขาแห่งนี้ ปลีกวิเวกอยู่ที่นี่มาหลายสิบปีแล้ว”"วันนี้เห็นพวกเจ้าทั้งสองเข้ามาถึงที่นี่ จึงออกมาดูเสียหน่อย เมื่อมองจากสีหน้าของพวกเจ้าแล้ว คงผ่านเรื่องราวยากลำบากมามากไม่น้อย”ข้ากับหลินเฟิงสบตากัน หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงเล่าความชั่วช้าของตระกูลหลิ่ว รวมถึงสิ่งที่พวกเราประสบมาให้ชายชราฟังโดยสังเขปเมื่อ

  • สายพิณขาด กระจกรักร้าว   บทที่ 19

    ข้ากับหลินเฟิงได้รับข่าวในเมืองเล็กว่า ตระกูลหลิ่วได้ย้ายกองทหารฝีมือดีสามพันนายไปประจำการที่เขาจู๋ซีแล้วทันทีที่ได้ยินข่าวนี้ ข้ากับหลินเฟิงสบตากัน ต่างมองเห็นทั้งความเคร่งเครียดและความเด็ดเดี่ยวในแววตาของอีกฝ่ายภูมิประเทศของเขาจู๋ซีสลับซับซ้อน ป้องกันง่ายแต่บุกยาก การที่ตระกูลหลิ่วย้ายกองกำลังมาที่นี่ ย่อมแสดงว่าพวกเขาวางแผนไว้อย่างรัดกุมแล้วแต่ขณะเดียวกัน นั่นก็หมายความว่าพวกเราอาจพบหลักฐานชิ้นสำคัญยิ่งกว่าที่นั่น และโค่นล้มตระกูลหลิ่วได้อย่างสิ้นเชิง“หมิงเยว่ การเดินทางครั้งนี้อันตรายอย่างยิ่ง” หลินเฟิงกุมมือข้าไว้แน่น พลางมองข้าด้วยสายตาแน่วแน่ “แต่นี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่พวกเราจะโค่นตระกูลหลิ่วให้สิ้นซาก”ข้าพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ข้าไม่กลัว หลินเฟิง ขอเพียงกำจัดภัยให้ชาวบ้านและช่วยแบ่งเบาภาระของเจ้าได้ ข้ายินดีเผชิญทุกอย่างไปพร้อมกับเจ้า”จากนั้นพวกเราจึงเก็บสัมภาระอย่างง่าย ๆ แล้วออกเดินทางสู่เขาจู๋ซีทันทีตลอดเส้นทาง ป่าไม้ขึ้นหนาทึบ หนทางขรุขระคดเคี้ยว ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความยากลำบากแต่ด้วยความมุ่งมั่นที่ยึดมั่นอยู่ในใจ พวกเราจึงไม่เคยคิดถอยแม้แต่น้อยในที่สุ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status