Partager

บทที่ 7

Auteur: ปู๋ชั่ว
ตลอดช่วงเวลาที่ข้าพักรักษาตัว ข่าวเรื่องลู่สิงโจวโปรดปรานหลิ่วรั่วอินยังคงส่งมาถึงไม่ขาดสาย

ได้ยินว่าหลังตกน้ำ นางก็ล้มป่วยหนัก ทำให้ลู่สิงโจวปวดใจยิ่งนัก ไม่เพียงส่งของบำรุงล้ำค่าจากสำนักแพทย์หลวงไปให้อย่างต่อเนื่อง เขายังสั่งให้คนเดินทางไปยังดินแดนนอกด่าน เพื่อตามหาบัวหิมะแห่งเทียนซานอันล้ำค่าอย่างยิ่งมาให้นาง

เพื่อให้นางหลับได้อย่างสงบ เขาจึงเสาะหาผ้าแสงจันทร์อันล้ำค่ามาทำเป็นม่านล้อมเตียงให้นาง

ต่อให้แสงแดดภายนอกจะแรงกล้าเพียงใด เมื่อส่องผ่านผ้าชนิดนี้ก็จะผ่องกระจ่างดุจแสงจันทร์ จึงได้ชื่อว่าผ้าแสงจันทร์

ข้ารับฟังข่าวเหล่านี้อย่างสงบนิ่ง พลางเก็บสัมภาระของตนเงียบ ๆ และตั้งใจเตรียมตัวรอวันที่จะออกจากวัง

ยามค่ำคืน ลู่สิงโจวก็ปรากฏตัวในห้องของข้าอีกครั้ง

เขานำยาทาแผลมาให้ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “นี่เป็นยาที่ข้าไปรับมาจากสำนักแพทย์หลวงด้วยตนเอง เหมาะสำหรับรักษาบาดแผลของเจ้าที่สุด”

“วันนั้นข้าเห็นบาดแผลของเจ้าปริออก ตอนนี้ดีขึ้นบ้างหรือยัง?”

“ช่วงนี้อาอินขาดคนดูแลไม่ได้ พอดีนางหลับแล้ว ข้าจึงพอมีเวลามาดูเจ้า”

ข้านิ่งเงียบ ไม่ตอบคำ เพียงก้มหน้าฝึกคัดอักษรด้วยพู่กันต่อไป

เขาเดินมาหยุดหน้าโต๊ะหนังสือ หยิบกระดาษขึ้นมาดู ก่อนจะอดหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้ “ผ่านมาตั้งนานแล้ว เหตุใดลายมือของเจ้าจึงยังยุ่งเหยิงเช่นเดิม”

“มา ข้าจะสอนเจ้า”

เมื่อก่อนเขาก็มักสอนข้าเขียนอักษรเช่นนี้เสมอ ทว่าพอเขียนไปได้ไม่นาน เราสองคนก็มักเปลี่ยนไปวาดรูป ก่อนจะหยอกล้อกันจนวุ่นวาย ด้วยเหตุนี้ลายมือของข้าจึงไม่เคยพัฒนาขึ้นเลย

เขาเดินมายืนด้านหลัง จับมือข้าไว้ แล้วค่อย ๆ ลากพู่กันเขียนลงไปทีละขีดทีละเส้น

จนกระทั่งชื่อของหลิ่วรั่วอินถูกเขียนลงบนแผ่นกระดาษ มือของข้าก็เย็นวาบเล็กน้อย เขาจึงเพิ่งรู้ตัว

เขานิ่งเงียบไปเล็กน้อย ก่อนจะปล่อยมือ กำลังจะเอ่ยอธิบาย แต่ข้ากลับชิงพูดขึ้นมาก่อน

“ในใจของฝ่าบาทมีแต่คุณหนูหลิ่ว เช่นนั้นก็ควรอยู่ดูแลนางให้มากเถิดเพคะ”

“ตลอดหลายวันนี้ คุณหนูหลิ่วย่อมมองเห็นความรักของฝ่าบาทแล้ว และฝ่าบาทก็จะต้องสมปรารถนาเป็นแน่”

ลู่สิงโจวยืนอยู่ตรงหน้าข้า กลับไม่รู้ว่าจะเอ่ยสิ่งใด

ข้าเงยหน้าสบตาเขา แล้วกลับเห็นแววสงสารจาง ๆ อยู่ในดวงตาคู่นั้น

บางทีท่าทีสงบนิ่งยามกล่าวอวยพรเขาของข้า อาจทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ เขาเงียบไปนาน ก่อนจะเอ่ยกับข้าอย่างกะทันหัน “หมิงเยว่ ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็จะไม่ไล่เจ้าไป”

ข้ายกยิ้มบาง ๆ แล้วพยักหน้า

ทว่าครั้งนี้ เป็นข้าที่ต้องการจากไปเอง

สองวันก่อนออกจากวัง อารมณ์ของข้ายิ่งดีขึ้นเรื่อย ๆ

ข้าเลี้ยงเสี่ยวไป๋จนขาวอวบสมบูรณ์ ข้านั่งอยู่บนขั้นบันไดพลางหยอกเล่นกับมัน

“เสี่ยวไป๋ อีกเพียงสองวัน พวกเราก็จะได้กลับบ้านแล้ว กลับไปยังบ้านที่เป็นของเราจริง ๆ”

“ถึงตอนนั้น ข้าจะทำบริเวณเล็ก ๆ ให้เจ้า เจ้าจะได้วิ่งเล่นอย่างอิสระ”

“เจ้าว่าดีหรือไม่?”

มันพูดไม่ได้ ได้แต่เห่าสองครั้ง ราวกับกำลังตอบข้า

ข้ายิ้มพลางลูบศีรษะของมัน กำลังจะลุกขึ้น ทันใดนั้นประตูลานเรือนก็ถูกคนถีบเปิดผาง

ท่ามกลางเหล่านางกำนัลและบ่าวรับใช้ที่ห้อมล้อม หลิ่วรั่วอินค่อย ๆ ปรากฏตัวตรงหน้าข้า

“ข้านึกว่าสุนัขจรจัดจากที่ใด ที่แท้ก็เป็นสัตว์เดรัจฉานที่เจ้าเลี้ยงไว้นี่เอง”

“หนวกหูจะตาย รีบลากมันออกไปตีให้ตายเสีย!”

ข้าราวกับกำลังเผชิญศัตรูตัวฉกาจ รีบดึงเสี่ยวไป๋ไปไว้ด้านหลังแล้วปกป้องมัน “คุณหนูหลิ่ว ลูกสุนัขตัวนี้เพิ่งอายุได้ไม่กี่เดือน ไม่เคยทำร้ายผู้ใดเลย ได้โปรดเมตตาไว้ชีวิตมันด้วยเถิด!”

“ข้ารับรองว่า ต่อไปจะไม่ปล่อยให้มันส่งเสียงอีกแล้ว!”

นางค่อย ๆ เดินรุกเข้ามาหาข้าทีละก้าว แววตายิ่งเต็มไปด้วยท่าทีข่มเหงวางอำนาจ ส่วนถ้อยคำที่เอ่ยออกมาก็ชั่วร้ายถึงขีดสุด

“ข้าจะตีมันให้ตาย แล้วเจ้าจะทำอะไรได้?”

“เจ้าไม่รู้หรือ ว่าสิ่งที่ข้าเกลียดที่สุดก็คือสุนัข”

“สุนัขจรจัดเช่นเดียวกับเจ้า ล้วนสมควรถูกตีให้ตาย!”

ไม่ว่านางจะทำร้ายข้าอย่างไร ข้าก็อดทนมาโดยตลอด แต่ยามนี้ ข้าเหลือเพียงเสี่ยวไป๋เท่านั้น

สิ่งเดียวที่ข้าอยากปกป้อง ก็มีเพียงเสี่ยวไป๋เท่านั้น

“อย่านะ!”

นางไม่สนใจข้าแม้แต่น้อย เพียงโบกมือส่งสัญญาณให้บ่าวรับใช้ลงมือทันที

ข้ากอดเสี่ยวไป๋ไว้แน่น ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมปล่อยมือ

ทุกคนกรูกันเข้ามา พยายามแย่งสุนัขออกจากอ้อมแขนข้า ใช้ทุกวิถีทางที่ทำได้

ข้าไม่รู้ว่าถูกตบไปกี่ครั้ง ถูกชกไปกี่หมัด แต่ในใจมีเพียงความคิดเดียว จะปล่อยให้ผู้ใดทำร้ายเสี่ยวไป๋ไม่ได้เด็ดขาด

ในเวลานั้นเอง ลู่สิงโจวได้ยินเสียงเอะอะจึงรีบรุดมา

เขาสวมอาภรณ์ยาวสีดำปักลายหม่างด้วยดิ้นทอง ดูสูงศักดิ์และน่าเกรงขาม

ทันทีที่ทุกคนเห็นเขา ก็รีบหยุดมือแล้วคุกเข่าลงเต็มลาน

“ฝ่าบาท!”

ข้าราวกับคว้าความหวังสุดท้ายเอาไว้ กอดเสี่ยวไป๋แน่น พลางร้องไห้และคุกเข่าลงตรงหน้าเขา

ข้าไม่เคยเสียกิริยาเช่นนี้มาก่อน ไม่ว่าจะถูกลงโทษเช่นไร ข้าก็กัดฟันอดทนมาโดยตลอด

แต่ครั้งนี้ ข้าหวาดกลัวจริง ๆ

“ฝ่าบาท บ่าวขอร้องท่าน บ่าวขอร้องท่านเพียงครั้งนี้ครั้งเดียว ได้โปรดอย่าทำร้ายเสี่ยวไป๋เลยนะเพคะ”

“หากคุณหนูหลิ่วไม่ชอบมัน บ่าวจะส่งมันออกไปเอง ขอเพียงไว้ชีวิตมัน”

“ได้โปรดเถิดเพคะ!”

เขาไม่เอ่ยคำใด ราวกับกำลังใคร่ครวญ

หลิ่วรั่วอินเดินเข้าไปหาเขา ทำปากยื่นพลางออดอ้อน “ฝ่าบาท เมื่อครู่เจ้าสุนัขตัวนี้เห่าเสียจนหม่อมฉันตกใจแทบตาย หม่อมฉันไม่ชอบมัน”

“ท่านสั่งให้ตีมันให้ตายเถิด มิเช่นนั้นหม่อมฉันคงต้องฝันร้ายทุกคืนแน่”

เขาก้มลงมองข้า แสงแดดสาดลงมาจนข้ามองใบหน้าของเขาไม่ชัด ได้ยินเพียงน้ำเสียงเย็นชาและไร้เยื่อใย

“ลากสุนัขออกไปตีให้ตาย”

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • สายพิณขาด กระจกรักร้าว   บทที่ 24

    หนึ่งชั่วยามต่อมา ทางวังก็ส่งคนมารับลู่สิงโจวกลับไปภายหลังข้าจึงได้รู้ว่า มือสังหารในวันนั้นคือพวกที่เหลือรอดของตระกูลหลิ่วทว่าเมื่อลู่สิงโจวฟื้นขึ้นมา เขากลับสูญเสียความทรงจำถึงกระนั้น ผู้คนในวังต่างรู้กันดีว่า ไม่ว่าราชกิจจะยุ่งเพียงใด เขาก็ยังคงไปดูแลต้นมะลิในอุทยานหลวงทุกวันวันเวลายังคงไหลผ่านไปอย่างเนิบช้าในเมืองเล็ก ข้ากับหลินเฟิงใช้ชีวิตอันสงบสุขต่อไปดังเดิมวันหนึ่ง ข้ากำลังตั้งใจปักภาพดอกโบตั๋นอยู่ในร้านปักผ้า จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงเอะอะดังมาจากหน้าประตูข้าวางเข็มปักในมือลงแล้วลุกขึ้นไปดู ก็เห็นองครักษ์ในอาภรณ์หรูหรากลุ่มหนึ่งห้อมล้อมรถม้าคันงามที่จอดอยู่หน้าโรงปักผ้าม่านรถม้าถูกแหวกออกเบา ๆ สตรีผู้มีท่วงท่าสง่างามค่อย ๆ ก้าวลงมาเมื่อข้าเพ่งมองให้ชัด ก็พบว่านางคือชุนเอ๋อร์นางสวมชุดชาววังสีเขียวอ่อน ประดับศีรษะด้วยมุกหยก ดูสูงศักดิ์และงามสง่ายิ่งเมื่อเห็นข้า แววตาของนางก็ฉายประกายยินดี ก่อนจะรีบเดินตรงเข้ามาหา“พี่หมิงเยว่ ในที่สุดข้าก็หาท่านพบ”ชุนเอ๋อร์จับมือข้าไว้ น้ำเสียงเจือความตื่นเต้นอยู่ไม่น้อยข้าประหลาดใจอยู่ไม่น้อย ไม่คิดเลยว่าชุนเอ๋อร์จะมาปรากฏตัว

  • สายพิณขาด กระจกรักร้าว   บทที่ 23

    ลู่สิงโจวยืนอยู่หน้าประตู มองร่างอันคุ้นเคยตรงหน้า ถ้อยคำนับพันนับหมื่นอัดแน่นอยู่ในลำคอ จนชั่วขณะหนึ่งไม่อาจเอ่ยคำใดออกมาได้เขาค่อย ๆ ก้าวเข้ามาในลาน พลางเรียกเสียงแผ่ว “หมิงเยว่...”เมื่อได้ยินเสียงนั้น ข้าสะดุ้งหันกลับไปทันที และในวินาทีที่เห็นลู่สิงโจว ทั้งร่างก็แข็งค้างหลินเฟิงก้าวมาขวางหน้าข้าโดยสัญชาตญาณ พลางมองลู่สิงโจวอย่างระแวดระวังสายตาของลู่สิงโจวมองข้ามหลินเฟิงตรงมายังข้า แววตาเต็มไปด้วยความรักลึกซึ้งและความรู้สึกผิด “หมิงเยว่ ข้าตามหาเจ้ามานานเหลือเกิน”ข้าเคยคิดมาตลอดว่า หากได้พบเขาอีกครั้ง หัวใจข้าคงเต็มไปด้วยความเคียดแค้น ทว่าไม่คาดคิดเลยว่า ภายในใจกลับสงบนิ่งอย่างยิ่งเมื่อเห็นเช่นนั้น ลู่สิงโจวก็ราวกับคนเสียสติ โผเข้ากอดข้าไว้แน่น “หมิงเยว่ ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน กลับวังไปกับข้า มาเป็นฮองเฮาของข้า ดีหรือไม่”ข้าผลักเขาออก สีหน้าไร้ทั้งความโศกเศร้าและยินดี “ฝ่าบาท เชิญกลับไปเถิด”เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่สิงโจวก็รวบข้าเข้าสู่อ้อมแขนอีกครั้ง แรงที่ใช้ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนข้าหายใจแทบไม่ออกหลินเฟิงกระชากเขาออกทันที ดวงตาเต็มไปด้วยโทสะ “หากฝ่าบาทรักหมิงเยว่จ

  • สายพิณขาด กระจกรักร้าว   บทที่ 22

    ในเวลาเดียวกัน ข้ากับหลินเฟิงก็ไม่ได้อยู่นิ่งในเมืองเล็กแห่งนั้นพวกเราศึกษาคัมภีร์โบราณที่ชายชรามอบให้อย่างละเอียด หวังจะค้นหาหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับการก่อกบฏของตระกูลหลิ่ววันหนึ่ง ข้าพบแผ่นหนังแกะเก่าเหลืองซีดซ่อนอยู่ตามรอยแยกของคัมภีร์ บนแผ่นหนังมีสัญลักษณ์และเครื่องหมายประหลาดวาดเอาไว้“หลินเฟิง รีบมาดูนี่!” ข้าเรียกเขาด้วยความตื่นเต้นหลินเฟิงโน้มตัวเข้ามา เพ่งพินิจแผ่นหนังแกะ พลางขมวดคิ้วแน่น “สัญลักษณ์พวกนี้ดูเหมือนรหัสลับบางอย่าง อาจเกี่ยวข้องกับแผนการของตระกูลหลิ่วก็ได้”พวกเราจึงเริ่มค้นคว้าตำราต่าง ๆ และขอคำชี้แนะจากผู้รู้ในเมืองหลายคน จนในที่สุดก็ถอดความหมายของสัญลักษณ์เหล่านั้นได้สำเร็จที่แท้ บนแผ่นหนังแกะบันทึกสถานที่และเวลาที่ตระกูลหลิ่วใช้ติดต่อกับกองกำลังฝ่ายต่าง ๆ อย่างลับ ๆ“นี่เป็นการค้นพบครั้งใหญ่จริง ๆ!” หลินเฟิงกล่าวด้วยความตื่นเต้น “เมื่อมีข้อมูลพวกนี้ เราก็จะสาวไปถึงพวกพ้องของตระกูลหลิ่ว และกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซากได้”ดังนั้น พวกเราจึงตัดสินใจนำข่าวนี้ไปแจ้งแก่เสนาบดีผู้คอยสนับสนุนหลินเฟิงในการรวบรวมหลักฐานมาโดยตลอดเพื่อให้ข่าวส่งถึงอย่างปลอดภัย

  • สายพิณขาด กระจกรักร้าว   บทที่ 21

    ทันใดนั้น ประตูตำหนักบรรทมก็ถูกผลักเปิดออก หลิ่วรั่วอินก้าวเข้ามาด้วยท่าทีอ่อนช้อย“ฝ่าบาท ท่านไม่ได้อยู่กับหม่อมฉันมานานแล้วนะเพคะ”สิ้นเสียงนาง ลู่สิงโจวก็พุ่งเข้าบีบคอนางทันที"เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าข้าไม่กล้าฆ่าเจ้า"ความอึดอัดจากการขาดอากาศหายใจถาโถมเข้าใส่ ใบหน้าของหลิ่วรั่วอินซีดเผือดในพริบตา“ฝ่าบาท... ท่านทำหม่อมฉันเจ็บ!”ลู่สิงโจวไม่สนใจแม้แต่น้อย แรงที่บีบคอยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆเสียง “กร๊อบ” ดังขึ้น หลิ่วรั่วอินรู้สึกถึงความเจ็บปวดรุนแรงที่ลำคอ นางจึงกัดมือของลู่สิงโจวที่กำลังบีบคอตนโดยสัญชาตญาณลู่สิงโจวขมวดคิ้ว ก่อนจับศีรษะของนางกระแทกเข้ากับเสาเตียงครั้งหนึ่ง... สองครั้ง...เลือดไหลอาบลงมาจากหน้าผากของหลิ่วรั่วอิน ภาพนั้นชวนหวาดหวั่นเป็นอย่างยิ่งดวงตาของลู่สิงโจวแดงก่ำ ราวกับสัตว์ป่าที่กำลังคลุ้มคลั่งก่อนที่หลิ่วรั่วอินจะหมดสติ นางถอดปิ่นปักผมออก แล้วแทงเข้าไปยังบริเวณหัวใจของลู่สิงโจวอย่างแรง“ทหาร! คุ้มกันฝ่าบาท!”องครักษ์กลุ่มหนึ่งถือดาบบุกเข้ามา ก่อนช่วยกันกดหลิ่วรั่วอินลงกับพื้นลู่สิงโจวกุมหน้าอก หอบหายใจหนัก “หลิ่วรั่วอินคิดลอบสังหารข้า งประหารชีว

  • สายพิณขาด กระจกรักร้าว   บทที่ 20

    ขณะที่พวกเรากำลังเคลิบเคลิ้มไปกับทิวทัศน์อันงดงามเบื้องหน้า จู่ ๆ สีหน้าของหลินเฟิงก็เคร่งขรึมขึ้น เขากวาดตามองไปรอบด้านอย่างระแวดระวัง “หมิงเยว่ ระวังตัว ข้ารู้สึกว่ามีคนอยู่แถวนี้”ข้าขยับเข้าไปใกล้เขาโดยไม่รู้ตัว หัวใจก็เริ่มเต้นกระหน่ำในตอนนั้นเอง ชายชราผู้หนึ่งในชุดผ้าสีเรียบก็ค่อย ๆ เดินออกมาจากพุ่มไม้แม้เส้นผมของเขาจะขาวโพลน แต่ยังดูกระฉับกระเฉงแข็งแรง ดวงตาเปี่ยมด้วยความลุ่มลึกและเฉลียวฉลาดชายชรากวาดตามองพวกเราตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ก่อนพยักหน้าเล็กน้อย “สหายน้อยทั้งสองอย่าได้ตื่นตกใจ ข้าไม่มีเจตนาร้าย”หลินเฟิงก้าวมาบังอยู่เบื้องหน้าข้า ก่อนเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “ไม่ทราบว่าท่านอาวุโสเป็นผู้ใด เหตุใดจึงอยู่ที่นี่”ชายชรายิ้มบาง ๆ “ข้าเป็นผู้สันโดษที่อาศัยอยู่ในภูเขาแห่งนี้ ปลีกวิเวกอยู่ที่นี่มาหลายสิบปีแล้ว”"วันนี้เห็นพวกเจ้าทั้งสองเข้ามาถึงที่นี่ จึงออกมาดูเสียหน่อย เมื่อมองจากสีหน้าของพวกเจ้าแล้ว คงผ่านเรื่องราวยากลำบากมามากไม่น้อย”ข้ากับหลินเฟิงสบตากัน หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงเล่าความชั่วช้าของตระกูลหลิ่ว รวมถึงสิ่งที่พวกเราประสบมาให้ชายชราฟังโดยสังเขปเมื่อ

  • สายพิณขาด กระจกรักร้าว   บทที่ 19

    ข้ากับหลินเฟิงได้รับข่าวในเมืองเล็กว่า ตระกูลหลิ่วได้ย้ายกองทหารฝีมือดีสามพันนายไปประจำการที่เขาจู๋ซีแล้วทันทีที่ได้ยินข่าวนี้ ข้ากับหลินเฟิงสบตากัน ต่างมองเห็นทั้งความเคร่งเครียดและความเด็ดเดี่ยวในแววตาของอีกฝ่ายภูมิประเทศของเขาจู๋ซีสลับซับซ้อน ป้องกันง่ายแต่บุกยาก การที่ตระกูลหลิ่วย้ายกองกำลังมาที่นี่ ย่อมแสดงว่าพวกเขาวางแผนไว้อย่างรัดกุมแล้วแต่ขณะเดียวกัน นั่นก็หมายความว่าพวกเราอาจพบหลักฐานชิ้นสำคัญยิ่งกว่าที่นั่น และโค่นล้มตระกูลหลิ่วได้อย่างสิ้นเชิง“หมิงเยว่ การเดินทางครั้งนี้อันตรายอย่างยิ่ง” หลินเฟิงกุมมือข้าไว้แน่น พลางมองข้าด้วยสายตาแน่วแน่ “แต่นี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่พวกเราจะโค่นตระกูลหลิ่วให้สิ้นซาก”ข้าพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ข้าไม่กลัว หลินเฟิง ขอเพียงกำจัดภัยให้ชาวบ้านและช่วยแบ่งเบาภาระของเจ้าได้ ข้ายินดีเผชิญทุกอย่างไปพร้อมกับเจ้า”จากนั้นพวกเราจึงเก็บสัมภาระอย่างง่าย ๆ แล้วออกเดินทางสู่เขาจู๋ซีทันทีตลอดเส้นทาง ป่าไม้ขึ้นหนาทึบ หนทางขรุขระคดเคี้ยว ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความยากลำบากแต่ด้วยความมุ่งมั่นที่ยึดมั่นอยู่ในใจ พวกเราจึงไม่เคยคิดถอยแม้แต่น้อยในที่สุ

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status