LOGINเสียงสายฝนที่พัดกระหน่ำเริ่มซาลงเหลือเพียงหยาดน้ำพร่างพรม กระทบกระจกหน้ารถ SUV สีดำที่กำลังเคลื่อนตัวไปตามถนนยามค่ำคืน หลังจากมื้ออาหารที่กรุ่นไปด้วยความทรงจำอันขมขื่นจบลง เอิร์ธรับหน้าที่ขับรถมาส่งริชาที่คอนโดมิเนียมของเธอ
ความเงียบปกคลุมภายในห้องโดยสาร มีเพียงเสียงเครื่องยนต์และลมแอร์พัดเบาๆ ริชานั่งเหม่อมองไฟถนนสีส้มที่ส่องกระทบละอองน้ำบนกระจกเป็นระยะ ในหัวยังคงวนเวียนอยู่กับคำว่า 'แต่งงาน' ที่เอิร์ธเพิ่งพูดออกมา
จังหวะที่รถจอดติดสัญญาณไฟแดงตรงสี่แยก เอิร์ธก็ยื่นมือไปเปิดวิทยุเพื่อลายความเงียบ ท่วงทำนองเสียงกีตาร์โปร่งอันคุ้นเคยดังคลอขึ้นมาเบาๆ ผ่านลำโพงคุณภาพดี... มันคือเสียงอินโทรโน้ตเพลงเก่าสไตล์อคูสติกที่เรียบง่าย แต่มีพลังพุ่งตรงเข้ามากระแทกใจของริชาอย่างจัง
ทั้งเอิร์ธและริชาต่างชะงักไปพร้อมกัน
"เพลงนี้นี่หว่า..." เอิร์ธพึมพำออกมาเบาๆ เผลอยิ้มออกมาที่มุมปาก สายตามองตรงไปยังไฟแดงข้างหน้าด้วยความถวิลหาอดีต "จำได้ไหมริชา เพลงนี้แหละ... เพลงที่ฉันหัดเล่นจนนิ้วแตกสมัย ม.5"
ริชาไม่ได้ตอบอะไร ทำเพียงแค่พยักหน้ารับเบาๆ สายตามองสบเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขา ความรู้สึกอึดอัดแน่นในอกย้อนกลับมาอีกครั้ง... มีหรือที่เธอจะจำเพลงนี้ไม่ได้ ในเมื่อเพลงนี้คือเพลงที่กรีดหัวใจเธอเป็นรอยแผลลึกที่สุดในวัยเยาว์
ย้อนกลับไปในฤดูการเตรียมงานวิชาการของโรงเรียน สมัยชั้น ม.5
บ่ายวันหนึ่งในห้องซ้อมดนตรีเก่าใต้ใต้อาคารเรียน เสียงดีดกีตาร์ผิดๆ ถูกๆ ดังลอดออกมาอย่างต่อเนื่อง ริชากำลังนั่งเคลียร์เอกสารตารางซ้อมบนโต๊ะไม้หน้าห้องซ้อม เสียงก้าวเท้าของเอิร์ธเดินแกมวิ่งเข้ามาหาเธอด้วยท่าทางตื่นเต้น ในมือถือสมุดโน้ตเพลงเล่มเก่าที่มีรอยขีดเขียนเต็มไปหมด
"ริชา! ช่วยเราเลือกเพลงหน่อยดิ" เอิร์ธทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างๆ เธอ ลมหายใจหอบเล็กน้อย ใบหน้าเต็มไปด้วยประกายความมุ่งมั่น "งานวิชาการโรงเรียนเดือนหน้า วงเราได้ขึ้นแสดงเวทีด้วยนะ แล้วเราตั้งใจว่าจะใช้โอกาสนี้ร้องเพลงบอกรักลูกปัดต่อหน้าทุกคนว่ะ!"
ริชาชะงักมือที่กำลังจัดกระดาษ หัวใจวูบไหวไปชั่วครู่ แต่มุมปากก็ยังคงฝืนยิ้มให้อย่างที่เคยทำ "บอกรักลูกปัดเหรอ... เอิร์ธมีเพลงในใจหรือยังล่ะ"
"มีสองสามเพลงว่ะ แต่ตัดสินใจไม่ได้เลย เพลงไหนที่มันสื่อถึงความรักได้ดีที่สุด แบบว่า... ฟังแล้วรู้เลยว่ารักและปรารถนาดีกับเขามากแค่ไหน เธอช่วยเลือกหน่อยดิ" เอิร์ธยื่นสมุดโน้ตเพลงให้เธอ
ริชารับสมุดมา สายตากวาดมองรายชื่อเพลงเหล่านั้น หนึ่งในนั้นคือเพลงอคูสติกความหมายอบอุ่น เพลงที่เนื้อหากล่าวถึงการเป็นสายลมคอยอยู่เคียงข้างและปกป้องใครสักคนตลอดไป... มันคือเพลงที่ริชาชอบที่สุด และฝันอยากให้ใครสักคนร้องให้เธอฟัง
(ถ้าเป็นฉัน... ฉันคงอยากฟังเพลงนี้ที่สุด) ริชาคิดในใจด้วยความรู้สึกขมขื่น
"เพลงนี้สิเอิร์ธ..." ริชาใช้นิ้วชี้ไปที่ชื่อเพลงนั้น "เนื้อหาดีมาก ไม่หวานเลี่ยนจนเกินไป แต่มันสื่อถึงความรักที่บริสุทธิ์และพร้อมจะอยู่เคียงข้างเขาเสมอ ถ้าเอิร์ธร้องเพลงนี้ให้ลูกปัด เขาต้องรับรู้ถึงความรู้สึกจริงใจของเอิร์ธแน่ๆ"
"จริงเหรอ! งั้นเอาเพลงนี้แหละ!" เอิร์ธยิ้มกว้าง รอยยิ้มสดใสที่สว่างไสวเหมือนดวงอาทิตย์ "ขอบใจมากนะริชา เธอนี่ตาถึงจริงๆ เดี๋ยวเราจะตั้งใจซ้อมเพลงนี้ให้เป๊ะที่สุดเลย!"
หลังจากวันนั้น ชีวิตช่วงเย็นของริชาก็เปลี่ยนไป...
เอิร์ธทุ่มเทให้กับเพลงนี้อย่างจริงจัง เขาฝึกจับคอร์ดเกาเพาเวอร์คอร์ดที่ค่อนข้างยากสำหรับมือใหม่ เอิร์ธซ้อมเล่นดนตรีทุกวันหลังเลิกเรียน ตั้งแต่ห้าโมงเย็นจนถึงทุ่มครึ่ง โดยมีริชาคอยอยู่เบื้องหลังเสมอ
ในขณะที่เพื่อนคนอื่นกลับบ้านกันหมดแล้ว ริชาจะเป็นคนที่นั่งรออยู่ในห้องซ้อม คอยวิ่งวุ่นจัดการตารางซ้อมให้วงดนตรี คอยยื่นขวดน้ำเย็นและผ้าเย็นให้เอิร์ธยามที่เขาเหงื่อซึม คอยช่วยถือสมุดแกะโน้ตเพลง และคอยฟังเขาร้องท่อนเดิมซ้ำๆ เป็นร้อยๆ รอบ
"ริชา ท่อนนี้เสียงเราสูงไปป่ะ ฟังให้หน่อยดิ" "ริชา จังหวะตรงนี้เราหลุดไหม"
ริชาคอยตอบ คอยให้กำลังใจ และคอยแก้โน้ตให้เขาอย่างใจเย็น มือเรียวของเธอเคยแอบหยิบพลาสเตอร์ยามาแปะที่นิ้วมือของเอิร์ธยามที่สายกีตาร์บาดจนนิ้วแตกและมีเลือดซิบๆ ทุกครั้งที่เธอจับมือเขาเพื่อแปะพลาสเตอร์ หัวใจของเธอจะเต้นรัวด้วยความรักและความห่วงใยอย่างสุดซึ้ง
เธอมองหน้าเอิร์ธยามที่เขาก้มหน้าก้มตาเกากีตาร์และร้องเนื้อเพลงรักท่อนนั้นซ้ำๆ... 'จะขอเป็นสายลมที่คอยโอบกอดเธอไว้...'
เสียงร้องทุ้มนุ่มของเขาดังสะท้อนอยู่ในห้องซ้อมที่เงียบสงบ ริชานั่งฟังอยู่ตรงนั้น ซึมซับท่วงทำนองเพลงโปรดของเขาไว้ในหัวใจ แอบซ่อนความรู้สึกรักอันลึกซึ้งไว้ในท่วงทำนองนั้นอย่างเงียบเชียบ แกล้งทำเป็นว่าเขากำลังร้องเพลงนี้ให้เธอฟัง... ทั้งที่รู้ดีอยู่เต็มอกว่า บทเพลงอันแสนหวานนี้ ถูกเตรียมไว้เพื่อมอบให้ผู้หญิงอีกคนในวันงานวิชาการ
และแล้ว วันงานวิชาการก็มาถึง...
เวทีกลางสนามโรงเรียนถูกประดับประดาด้วยแสงไฟและลูกโป่งสวยงาม นักเรียนนับพันคนยืนมุงอยู่หน้าเวที เสียงกรีดร้องดังกระหึ่มเมื่อวงดนตรีของเอิร์ธก้าวขึ้นสู่เวที เอิร์ธในชุดนักเรียนที่พับแขนเสื้อขึ้น ดูเท่และเฉิดฉายราวกับดาราดัง
ริชายืนอยู่ในมุมมืดข้างเวที... คอยถือขวดน้ำ เตรียมผ้าเย็น และจัดการความเรียบร้อยของสายแจ็คเครื่องดนตรีอยู่เบื้องหลัง
เมื่อถึงเพลงไฮไลต์ แสงไฟฟอลโลว์สปอตไลต์ส่องจับมาที่ตัวเอิร์ธ เสียงกีตาร์โปร่งที่เขาซ้อมมาเป็นสัปดาห์ดังขึ้นอย่างไพเราะและกังวาน เอิร์ธกุมไมโครโฟน เริ่มส่งเสียงร้องเพลงรักหวานซาบซึ้งนั้นออกมา ท่ามกลางเสียงหวีดร้องด้วยความฟินของเพื่อนๆ ทั้งโรงเรียน
เอิร์ธละสายตาจากกีตาร์ มองตรงไปยัง ลูกปัด ที่ยืนอยู่แถวหน้าสุดของหน้าเวที... รอยยิ้มและสายตาของเอิร์ธในยามที่ร้องเพลงนั้น เต็มไปด้วยความรัก ความหลงใหล และความปรารถนาทั้งหมดในชีวิตของเด็กหนุ่ม
ลูกปัดยกมือขึ้นปิดปากด้วยความเขินอาย น้ำตาแห่งความสุขเอ่อล้นออกมา ขณะที่เพื่อนๆ พากันผลักและแซวกันยกใหญ่
เบื้องหลังฉากความรักอันสมบูรณ์แบบนั้น... ริชายืนมองภาพนั้นจากมุมมืดข้างเวที มือเรียวเล็กของเธอกำขวดน้ำเปล่าในมือแน่นจนเย็นเฉียบ น้ำตาเงียบๆ ไหลซึมผ่านรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้า
เพลงที่เธอช่วยเลือก... โน้ตเพลงที่เธอช่วยแกะ... เสียงร้องที่เธอคอยนั่งฟังและให้กำลังใจจนนิ้วเขาแตก...
สุดท้ายแล้ว ท่วงทำนองที่แสนงดงามนี้ ก็ถูกส่งไปถึงคนที่เขารักอย่างสมบูรณ์แบบ ส่วนคนที่เป็นสายลมคอยพัดอยู่เบื้องหลังอย่างเธอ... ก็ทำได้เพียงแค่เก็บงำความรักที่ไม่มีวันเป็นจริงไว้ในท่วงทำนองนั้นคนเดียวตลอดไป
ตลอดทั้งวันภายในห้องทำงานแอร์เย็นเฉียบของบริษัทเอกชนแห่งใหญ่ เสียงแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ที่ดังระเบงเซ็งแซ่ไม่ได้เข้าสู่หัวสมองของริชาเลยแม้แต่น้อย หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดเอกสารรายงานค้างไว้ยังคงนิ่งสนิทอยู่ที่หน้าเดิมมาเกือบสามชั่วโมงริชานั่งเหม่อมองออกไปนอกกระจกใสบานใหญ่ สายตามองหยดน้ำฝนที่ยังคงเกาะแพรวพราวบนกระจกด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในอก สมองของเธอว้าวุ่นและสับสนจนไม่อาจตั้งสมาธิกับสิ่งใดได้ในหัวใจของเธอตอนนี้... เหมือนกำลังถูกดึงรั้งด้วยโซ่ล่ามสองเส้นที่พาเธอไปคนละทิศทางใจหนึ่ง... บอกให้เธอยอมรับความจริงอันแสนเจ็บปวดว่า ถึงเวลาที่จะต้องจบความสัมพันธ์ ความรู้สึก และการเป็น 'สถานีพักใจ' ให้กับเอิร์ธอย่างจริงจังเสียที ข่าวเรื่องการแต่งงานของเขากับลูกปัดคือเส้นชัยที่เตือนว่าเวลาของเธอหมดลงแล้วอย่างเป็นทางการแต่อีกใจหนึ่ง... ก็กังวลถึงเรื่องของเมษ แฟนหนุ่มคนปัจจุบันที่เธอเพิ่งทิ้งรอยแผลและความแคลงใจไว้ให้เขาเมื่อเช้านี้ เธอรู้ดีว่าเมษเป็นคนดีและมอบควา
บรรยากาศยามเช้าหลังจากที่เอิร์ธเพิ่งก้าวออกจากห้องไปได้ไม่นาน ยังคงทิ้งร่องรอยของไออุ่นและความขมขื่นไว้ในความรู้สึกของริชา เธออยู่ในชุดทำงานเรียบร้อย ทว่าก่อนที่เธอจะได้ก้าวไปหยิบเครื่องสำอาง เสียงสัญญาณกระดิ่งหน้าห้องก็ดังขึ้นขัดจังหวะอ๊อด... อ๊อด...รัวและถี่กระชั้น... บอกถึงอารมณ์ของผู้ที่ยืนรออยู่ด้านนอกได้อย่างชัดเจนริชาขมวดคิ้วเล็กน้อย เดินตรงไปเปิดประตู และทันทีที่บานประตูเปิดออก ร่างสูงของ เมษ — ปรเมษฐ์ ชายหนุ่มในชุดทำงานเนี๊ยบกริบ ก็ก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าตึงเครียด นัยน์ตาคู่คมเต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธและความค้างคาใจเมษคือแฟนคนปัจจุบันของริชา เขาเป็นสถาปนิกหนุ่มบุคลิกอบอุ่น สุภาพ และคอยดูแลใส่ใจเธอเป็นอย่างดีตลอดระยะเวลาสองปีที่คบหากันมา แต่ในเช้าวันนี้ ความอบอุ่นเหล่านั้นกลับถูกแทนที่ด้วยรังสีแห่งความระแวง"เมษ... มาได้ยังไงคะ ทำไมไม่โทรบอกก่อน" ริชาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ"โทรเหรอครับ?" เมษหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงประชดประชัน เขาชูโทรศัพท์มือถือขึ้นตรงหน้าเธอ "ผมโทรหาริชาตั้งแต่เมื่อคืนเป็นสิบๆ สาย แล้วเมื่อเช้าก็โทรอีก แต่โทรยังไงก็ไม่ติด
แสงแดดยามเช้าลอดผ่านผ้าม่านโปร่งสีขาวเข้ามาตกกระทบทีปลายโซฟา เสียงสายฝนด้านนอกซาลงจนเหลือเพียงเสียงหยดน้ำร่วงกราวจากขอบหน้าต่างเอิร์ธค่อยๆ รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาจากความฝัน ความล้าที่เคยหนักอึ้งในหัวเมื่อคืนเบาบางลงไปมาก แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องชะงักนิ่ง... คือสัมผัส นุ่มนวลและไออุ่นที่กอดรัดอยู่ข้างกายเขาลืมตาขึ้นมอง ภาพตรงหน้าคือ ริชา ที่กำลังนอนหลับตาพริ้มอยู่ในอ้อมกอดของเขา ใบหน้าหวานยามไร้เครื่องสำอางดูหมดจดและเปราะบาง วงแขนหนาของเขายังคงตระกองกอดร่างบางไว้แนบอกอย่างถือสิทธิ์ โดยที่ศีรษะของเธอซบลงตรงแผงอกของเขาพอดีหัวใจของเอิร์ธกระตุกวูบ... ความรู้สึกอบอุ่นแปลกๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานานแล่นผ่านเข้ามาในอก มันเป็นความรู้สึกสงบ ปลอดภัย และผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก ชายหนุ่มนอนนิ่งอยู่อย่างนั้น ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวเพราะกลัวว่าเสียงลมหายใจจะไปปลุกคนที่กำลังหลับสนิท สายตาคมคายจดจ้องมองใบหน้าของริชาในระยะใกล้ ร่องรอยความล้าใต้ตาของเธอทำให้เขารู้สึกผิดขึ้นมาจับใจ
บรื้น...เสียงเครื่องยนต์สัญญาณไฟเขียวดังขึ้น ดึงริชากลับมาจากภาพความทรงจำในอดีต รถยนต์ของเอิร์ธเคลื่อนตัวเลี้ยวเข้าสู่ทางเข้าคอนโดมิเนียมหรูของเธอพอดีเสียงเพลงในวิทยุค่อยๆ จบลง พร้อมกับรถที่จอดสนิทตรงลานจอดรถใต้อาคาร เอิร์ธดับเครื่องยนต์ ทิ้งตัวพิงเบาะด้วยท่าทางอ่อนล้าอย่างถึงที่สุด ดวงตาคู่คมปรือลงราวกับไม่อาจประคองสติไว้ได้อีกต่อไป ความเครียดและแอลกอฮอล์ที่สะสมมาตลอดวันผสมกับความเหนื่อยล้าดึงพลังงานของเขาไปจนหมด"เอิร์ธ... ไหวไหม ขับรถกลับบ้านเองไหวหรือเปล่า" ริชาหันไปถามด้วยความห่วงใยเมื่อเห็นท่าทางของเขาเอิร์ธค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองเธอ น้ำเสียงทุ้มนุ่มพร่าสั่นและแหบแห้ง "ไม่ไหวว่ะริชา... หัวง่วงจนหมุนไปหมดเลย ขอ... ขอขึ้นไปนั่งพักบนห้องเธอสักแป๊บได้ไหม ขอนอนพักสายตาหน่อย เดี๋ยวดีขึ้นแล้วจะรีบขับรถกลับ"ริชานิ่งชะงักไปชั่วครู่ หัวใจกระตุกไหวด้วยความสับสน แต่เมื่อเห็นสีหน้าโรยแรงของชายหนุ่มที่เธอรักหมดหัวใจ หน้าที่ขอ
เสียงสายฝนที่พัดกระหน่ำเริ่มซาลงเหลือเพียงหยาดน้ำพร่างพรม กระทบกระจกหน้ารถ SUV สีดำที่กำลังเคลื่อนตัวไปตามถนนยามค่ำคืน หลังจากมื้ออาหารที่กรุ่นไปด้วยความทรงจำอันขมขื่นจบลง เอิร์ธรับหน้าที่ขับรถมาส่งริชาที่คอนโดมิเนียมของเธอความเงียบปกคลุมภายในห้องโดยสาร มีเพียงเสียงเครื่องยนต์และลมแอร์พัดเบาๆ ริชานั่งเหม่อมองไฟถนนสีส้มที่ส่องกระทบละอองน้ำบนกระจกเป็นระยะ ในหัวยังคงวนเวียนอยู่กับคำว่า 'แต่งงาน' ที่เอิร์ธเพิ่งพูดออกมาจังหวะที่รถจอดติดสัญญาณไฟแดงตรงสี่แยก เอิร์ธก็ยื่นมือไปเปิดวิทยุเพื่อลายความเงียบ ท่วงทำนองเสียงกีตาร์โปร่งอันคุ้นเคยดังคลอขึ้นมาเบาๆ ผ่านลำโพงคุณภาพดี... มันคือเสียงอินโทรโน้ตเพลงเก่าสไตล์อคูสติกที่เรียบง่าย แต่มีพลังพุ่งตรงเข้ามากระแทกใจของริชาอย่างจังทั้งเอิร์ธและริชาต่างชะงักไปพร้อมกัน"เพลงนี้นี่หว่า..." เอิร์ธพึมพำออกมาเบาๆ เผลอยิ้มออกมาที่มุมปาก สายตามองตรงไปยังไฟแดงข้างหน้าด้วยความถวิลหาอดีต "จำได้ไหมริชา เพลงนี้แหละ... เพล
กลิ่นน้ำซุปหอมกรุ่นปะทะพริกเผาร้อนๆ ลอยอบอวลแข่งกับสายฝนที่ยังคงกระหน่ำลงมาด้านนอกร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำตรอกเก่า บรรยากาศภายในร้านไฟสีเหลืองนวลยังคงอบอุ่นเหมือนเมื่อสิบปีก่อน ทว่าสิ่งที่ต่างออกไปในค่ำคืนนี้ คือโต๊ะไม้ตัวยาวริมสุดไร้ซึ่งเสียงหัวเราะเฮฮาของกลุ่มเพื่อนสมัยมัธยม ไร้ซึ่งรอยยิ้มหวานสดใสของดาวโรงเรียนที่เคยนั่งอยู่โต๊ะข้างๆตรงนี้... มีเพียง เอิร์ธ ในชุดสูททำงานที่หลุดลุ่ย กับ ริชา ที่นั่งอยู่ข้างกายเขาเหมือนในวันวาน"ก๋วยเตี๋ยวต้มยำได้แล้วจ้า!" เสียงแม่ค้าวัยกลางคนเอ่ยทักทายอย่างเป็นกันเอง พร้อมกับวางชามก๋วยเตี๋ยวสองชามลงบนโต๊ะไม้ชามแรกของเอิร์ธเป็นต้มยำกุ้งน้ำข้นสีส้มสดจัดจ้านเต็มไปด้วยพริกผัด ส่วนอีกชามที่ถูกดันมาวางตรงหน้าของริชา คือต้มยำน้ำใสสีเหลืองทอง ควันพวยพุ่งขึ้นมาไร้ร่องรอยของพริกป่นแม้แต่เม็ดเดียว และไร้ซึ่งคราบน้ำมันของกระเทียมเจียว"ต้มยำน้ำใส ไม่ใส่พริก ไม่ใส่กระเทียมเจียว ตามที่สั่งจ้ะพ่อหนุ่ม" แม่ค้ายิ้มให้เอิร์ธก่อนจะเดินกลับไปที่หน้าเตาริชามมองชามก๋วยเตี๋ยวตรงหน้าด้วยความรู้สึกจุกแน่นในอก สิบปีผ่านไป... จากเด็กหนุ่มมัธยมปลาย สู่ชายหนุ่มวัยทำงานในวัยยี่สิบห







