วายุและเมขลาขับรถลงมาจากยอดดอยได้สักพักแล้ว บรรยากาศภายในรถเริ่มเงียบลงหลังจากที่ทั้งคู่แลกเปลี่ยนบทสนทนาที่เต็มไปด้วยความโล่งใจในการกลับมาคืนดีกันของเมฆินทร์และจารวี แสงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าไปแล้ว เหลือเพียงความมืดมิดของหุบเขาที่คืบคลานเข้ามาพร้อมความเงียบสงัด
“พี่วายุ... เราทิ้งพวกเขาไว้แบบนี้จะดีเหรอคะ” เมขลาถามขึ้นอีกครั้ง แม้จะรู้ว่าวายุทำไปเพื่อพี่ชายและเพื่อนรัก แต่ในใจเธอก็ยังกังวล
“ดีกว่าเยอะ” วายุตอบพร้อมกับหันมายักคิ้วให้ “ปล่อยให้เขาได้คุยกันบ้างเถอะน่า ตั้งหลายเดือน กว่าพวกนั้นจะมีโอกาสได้อยู่ด้วยกันแบบนี้ซักที เมย์ไม่ต้องทำหน้าเครียดขนาดนั้นหรอกน่า... มาอยู่กับพี่แล้วต้องผ่อนคลายสิครับ”
เธอส่ายหน้าอย่างอ่อนใจกับความกะล่อนของเขา แต่ใบหน้าของเธอก็ยังคงมีความคิดมากอย่างเห็นได้ชัด
“เมย์ไม่ได้เครียดเรื่องนั้นค่ะ เมย์คิดเรื่องที่พี่เมฆเล่าเรื่องชายชุดดำต่างหาก พี่เมฆบอกว่ามันพูดกับจี๊ดว่า ‘จำฉันไม่ได้เหรอ’ ถ้าเป็นพวกโรคจิตตามติดผลงานจะพูดแบบนี้เหรอคะ”
วายุเปลี่ยนสีหน้าให้จริงจังขึ้นเล็กน้อย “พี่ก็ว่าไอ้เมฆคิดถูกนะ ลักษณะการจู่โจมมันไม่เหมือนพวกคลั่งไคล้ แต่มันเหมือนคนที่ต้องการแก้แค้นมากกว่า...หรือเราลืมอะไร หรือพลาดตรงไหนไปหรือเปล่า”
“ลืม? ใครกันคะที่พี่เมฆและจี๊ดอาจจะลืมไปได้” เมย์ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เธอหันไปสบตากับวายุเพื่อรอคำตอบ
วายุเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาคมกวาดมองไปที่กระจกมองหลังอย่างระแวดระวัง แม้แสงอาทิตย์จะกำลังลับขอบฟ้า แต่บริเวณถนนยังคงมีแสงสีส้มอ่อนๆ ทำให้มองเห็นได้ไม่ยาก
“พี่ไม่แน่ใจ” วายุตอบเสียงเบาลง “แต่มันฟังดูเหมือนเป็นคนที่เคยรู้จักกับทั้งสองคนมาก่อน
“หมายถึงใครคะ!?” เมย์เร่งเร้า
“ยังก่อนน่าเมย์ อย่าเพิ่งคิดมาก” วายุปัดมือเบา ๆ ที่ไหล่ของเธอ พยายามทำตัวให้ผ่อนคลาย แต่ดวงตาของเขากลับเต็มไปด้วยความเครียด “ตอนนี้เราแค่ต้องลงจากเขาไปให้ได้ก่อน เดี๋ยวมันจะมืดซะก่อน”
ทันใดนั้น!
<ปัง!>
เสียงดังสนั่นเหมือนเหล็กปะทะกับเหล็กพุ่งเข้าปะทะกับยางล้อหลังด้านซ้ายของรถอย่างจัง ตามมาด้วยเสียงยางที่ฉีกขาดและรถที่เริ่มเสียการควบคุม!
“เฮ้ย!” วายุสบถด้วยความตกใจ ใบหน้าของเขาซีดเผือด “เสียงปืน!”
เขาไม่รอช้า เหยียบเบรกสุดแรงและพยายามหักพวงมาลัยเพื่อประคองรถที่เริ่มไถลไปด้านข้าง แต่ถนนที่คดเคี้ยวและแรงเหวี่ยงทำให้รถของเขากระแทกเข้ากับขอบทางอย่างรุนแรง
<ปัง!>
เสียงปืนดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้กว่าเดิมมาก วายุเห็นเงาของรถยนต์คันหนึ่งที่กำลังเร่งเครื่องตามมาอย่างรวดเร็วจากกระจกมองหลัง คนขับกำลังถือปืนพกเล็งมาที่พวกเขา!
“จับไว้แน่นนะเมย์!” วายุตะโกนเสียงดังสุดเสียง
รถของวายุเสียหลักอย่างสมบูรณ์ ล้อรถหมุนฟรีบนพื้นถนนที่เป็นกรวดและดินอ่อนๆ ก่อนที่รถทั้งคันจะหลุดออกจากถนน ลงสู่ไหล่ทางที่มีความลาดชันสูง
รถไถลลงไปอย่างรวดเร็ว กลิ้งไปตามก้อนหินและพุ่มไม้ เมย์กรีดร้องด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
<โครมมมมม!>
ในเสี้ยววินาทีที่ดูเหมือนจะตกลงสู่หุบเหว... รถของเขากลับไปหยุดแน่นิ่งอยู่ตรงพุ่มไม้ทึบขนาดใหญ่ที่คอยยึดตัวมันไว้ไม่ให้ร่วงลงไปในช่องเขาที่ลึกกว่านั้น ทั้งสองถูกแรงกระแทกอัดเข้ากับเข็มขัดนิรภัยอย่างแรงจนจุก แต่ก็รอดมาได้อย่างหวุดหวิด
ความเงียบเข้าปกคลุม... ตามมาด้วยเสียงเครื่องยนต์ของรถที่ไล่ตามมาที่หยุดอยู่บนถนน
วายุรู้สึกเหมือนร่างกายแหลกสลายไปทั้งตัว แต่สัญชาตญาณของการเอาตัวรอดทำให้เขารีบปรับเบาะนั่งให้ตั้งตรงและหันไปมองที่เมขลาทันที
“เมย์! เป็นอะไรไหม!?”
เมขลาตัวสั่นเทา ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก แต่เธอก็พยักหน้าเล็กน้อย
“มะ...ไม่เป็นไรค่ะ”
วายุรีบปลดเข็มขัดนิรภัยให้ตัวเอง แล้วเอื้อมมือไปปลดเข็มขัดให้หญิงสาวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระชากประตูรถที่บุบเบี้ยวให้เปิดออก
“เร็วเข้าเมย์! วิ่ง!” เขาเรียกเธอพร้อมกับคว้ามือถือที่วางอยู่ช่องใส่ของ
วายุคว้าข้อมือเมขลาไว้แน่น แล้วกระโดดออกจากซากรถที่พังยับเยินอย่างไม่คิดชีวิต เขาได้ยินเสียงคนเปิดประตูรถและเสียงฝีเท้าที่กำลังย่ำลงมาบนกรวด
“หนีไปแล้วเหรอ! มึงจะหนีไปไหนได้วะ! กลับมาให้กูจัดการให้จบ ๆ ซะ!” เสียงตะโกนดังตามหลังมาพร้อมกับเสียงปืนที่ดังขึ้นอีกครั้ง
<ปัง! ปัง!>
กระสุนเฉียดผ่านกิ่งไม้ใกล้ๆ กับศีรษะของพวกเขา
วายุไม่รอช้า เขาพาเมขลาวิ่งลัดเลาะเข้าไปในป่าทึบอย่างรวดเร็ว ทั้งคู่เลือกลงจากไหล่ทางที่สูงชัน เพื่อให้พวกที่ตามมาหาได้ยากในยามพลบค่ำ
“ไปทางนี้เมย์! อย่าหยุด!”
เมขลาพยายามวิ่งตามวายุอย่างสุดกำลัง แม้ขาจะอ่อนแรงและหัวใจเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมาก็ตาม พวกเขาไม่สนใจกิ่งไม้ที่บาดตามแขนขา ไม่สนใจความเจ็บปวดใดๆ มุ่งหน้าวิ่งหนีเข้าไปในความมืดที่รออยู่เบื้องหน้า หวังเพียงแค่ความหนาทึบของผืนป่าจะช่วยซ่อนชีวิตของพวกเขาไว้ได้
“เมย์! เราแยกกันแล้วหนี พี่จะล่อมันไปทางอื่น! รีบโทรหาไอ้เมฆทันที! เข้าใจไหม!”
“ไม่ค่ะ! เมย์ไม่ทิ้งพี่!” เมขลาตอบกลับอย่างหนักแน่น
<แคร่ก!>
เท้าของวายุสะดุดกับรากไม้ขนาดใหญ่ทำให้เขาล้มลง แต่เมขลาดึงเขาขึ้นมาทันที และช่วยประคองให้เขาวิ่งต่อไปได้
ใครกันที่ตามฆ่าพวกเรา? นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน! วายุคิดในใจ
วายุพยายามฟังเสียงเครื่องยนต์หรือเสียงฝีเท้าจากด้านบนถนน เสียงสุดท้ายที่เขาได้ยินคือเสียงตะโกนด่าทออย่างเกรี้ยวโกรธของคนร้าย จากนั้นความเงียบก็เข้าปกคลุมอย่างรวดเร็ว
ตัดภาพไปที่ฝั่งคนร้าย
คนร้ายที่สวมชุดดำกำลังกระชากประตูรถยนต์ที่บุบยับของวายุอย่างแรงหวังจะจัดการอะไรบางอย่าง แต่ในเสี้ยววินาทีนั้น... แสงไฟสว่างวาบของรถยนต์อีกคันก็พุ่งเข้ามาใกล้
“มีอะไรให้ช่วยไหมครับ!?” เสียงพลเมืองดีคนหนึ่งดังขึ้นด้วยความเป็นห่วง
คนร้ายรีบเก็บปืนและปรับสีหน้าให้เป็นปกติก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ควบคุมให้เป็นมิตรที่สุด
“เปล่าครับ! พอดีขับรถลงมาแล้วเสียหลักตกข้างทางนิดหน่อย โชคดีไม่เป็นอะไรมากครับ! ผมโทรเรียกกู้ภัยแล้วครับ ขอบคุณมากนะครับ!”
พลเมืองดีชะลอรถมองด้วยความสงสัยแต่เมื่อเห็นว่ารถพังและมีคนบอกว่าเรียกกู้ภัยแล้วจึงขับผ่านไป
คนร้ายมองตามรถคันนั้นไปจนลับตา ก่อนจะหันกลับมายังบริเวณที่วายุและเมขลาวิ่งหนีลงไป และพึมพำด้วยน้ำเสียงแค้นเคือง
“ฝากไว้ก่อนเถอะมึง! ถือว่ามึงโชคดีไปครั้งนี้!” เขารีบถอยห่างออกจากบริเวณนี้ เพราะเกรงว่าจะโดนจับได้
วายุและเมขลาในป่า
“พี่วายุ... หยุดวิ่งได้แล้วค่ะ” เมขลาหอบเหนื่อยจนตัวโยน แต่ยังคงพยายามกระซิบเสียงเบา “เหมือนเสียงไปแล้วจริง ๆ นะคะ”
วายุพิงกับต้นไม้ใหญ่ พยายามกลั้นเสียงหอบของตัวเอง “อืม... น่าจะไปแล้ว” เขาก้มมองที่แขนตัวเอง มีรอยฉีกขาดของเนื้อผ้าและเลือดสีแดงฉานกำลังไหลซึมออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน
“พี่วายุ!... เลือด!” เมขลาร้องเสียงหลงเล็กน้อยอย่างตกใจ
“น่าจะโดนแค่ถากๆ ... คงไม่ถึงตายหรอก” วายุพยายามพูดติดตลกเพื่อคลายความกังวล
เมขลาไม่รอช้า เธอฉีกแขนเสื้อด้านซ้ายของตัวเองออกอย่างไม่ลังเล ทั้งที่ตัวเธอยังสั่นเทาด้วยความกลัว
“เมย์ทำอะไร!” วายุถามอย่างประหลาดใจ
“ก็ห้ามเลือดไงคะ!” เธอใช้ผ้าที่ฉีกได้พันทับไปที่แขนของวายุอย่างประณีตและรวดเร็ว ก่อนจะผูกเงื่อนแน่น
“ว้าววว...เท่ห์จัง..”
“ยังจะมีอารมณ์มาพูดเล่นอีกนะคะ”
“พี่ว่าเรารีบโทรหาไอ้เมฆไม่ก็ไอ้ธนาเถอะ... เมย์รีบโทรเลย”
เมขลากัดริมฝีปากอย่างกังวล “มือถืออยู่ในรถค่ะ!... พี่โทรดีกว่า”
“ของพี่ก็น่าจะหายตอนที่วิ่งเมื่อกี้!”
ทั้งสองสบตากันด้วยความอับจนหนทาง
“เอาไงดีคะ เราลองกลับไปที่รถไหม” เมขลาเสนอ “ถ้าพวกมันไปแล้วจริงๆ เราน่าจะโทรหาคนได้”
“อื้ม... มันน่าจะไปแล้ว” วายุพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “งั้นไปกัน”
“มาค่ะ เมย์ช่วย” หญิงสาวค่อยๆ ประคองชายหนุ่มให้เดินย้อนขึ้นไปตามไหล่ทางที่สูงชัน
วายุพยายามเดินให้มั่นคงที่สุด แม้ว่าความเจ็บปวดจะแล่นวาบไปทั่วแขนของเขา และร่างกายจะร้าวไปหมด
“พี่นี่... ตัวหนักจังเลยนะคะ... ทำอะไรได้บ้างเนี่ยะ” เมขลาบ่นอุบอิบขณะที่พยายามแบกรับน้ำหนักของเขา
“ทำไมต้องให้เมย์ปกป้องเนี่ยะ... โตแล้วนะ ไม่ใช่เด็กเหมือนเมื่อก่อน ไหนบอกว่า โตมาจะเป็นคนปกป้องเมย์...”
ความในใจวายุ: พี่ก็ปกป้องอยู่นี่ไง ยัยโง่เอ้ย! ที่พี่ล้มไปก็เพราะโดนลูกกระสุนตะกี้เฉย ๆ หรอก...
วายุยิ้มฝืนๆ “ก็น้องเมย์ของพี่เก่งนี่นา เห็นไหม เตะต่อยก็เก่ง... เก่งจนไอ้เมฆเข้าใจผิดเรื่องจี๊ดกับเมย์เลย”
สีหน้าของเมขลาเปลี่ยนเป็นเรียบตึงทันทีที่ได้ยินคำนั้น “เงียบเลยนะพี่วา... อย่าบอกนะว่าตอนนั้น... เชื่อที่พี่กรณ์พูด...”
วายุชะงักไปเล็กน้อย คำถามนั้นเหมือนการย้อนกลับในคืนที่เต็มไปด้วยความมืดมิดของเมฆินทร์และตัวเขาเองในตอนนั้น
วายุไม่ได้ตอบคำถามของเมย์ แต่ดวงตาของเขาบ่งบอกถึงความรู้สึกผิด
“พี่วายุ!” เมย์ยืนยันคำถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ผิดหวัง
“พี่... ตอนนั้นพี่ไม่รู้จะคิดยังไงดี” วายุสารภาพ “ทุกอย่างมันดูเหมือนจริงไปหมด ทั้งคำพูดของไอ้กรณ์ ทั้งที่พี่ก็เห็นพวกน้องสนิทกันขนาดไหน...”
“เอาสมองส่วนไหนคิดคะ ถามจริง!...”
<พรึ่บ>
“ว้ายย...!”