Home / รักโบราณ / สายลับจับอ๋องใหญ่ / บทที่ 1 ตีนแมวแห่งเป่าจู

Share

สายลับจับอ๋องใหญ่
สายลับจับอ๋องใหญ่
Author: เอสเต้/ซีฟางกั๋วเจีย

บทที่ 1 ตีนแมวแห่งเป่าจู

last update Last Updated: 2026-01-26 17:30:51

            ร่างเล็กบางที่กระโจนขึ้นบนกำแพงแล้วป่ายปีนอย่างรวดเร็วทำเอาเจ้าเมืองเป่าจูเหลียงฮุ่ยฟู่หัวเสียยิ่งนัก นี่เป็นครั้งที่สามในรอบเจ็ดวันที่เขาวิ่งตามจับนางไม่ทัน

            “ซินเอ๋อร์ หากเจ้ากลับมาเมื่อใด พ่อจะขังเจ้าไว้สามวันสามคืนเทียว” เสียงชายวัยกลางคนตะโกนไล่หลังมา มิได้ทำให้สาวน้อยรู้สึกหวาดกลัวเลย นางหันหลังกลับมาตะโกนตอบ

            “ท่านพ่อ เอาไว้ข้าสืบได้ความจริงเมื่อใด  ข้าจะกลับมาหาท่านก็แล้วกันนะ” จากนั้นนางก็ได้ยินเสียงถ้วยน้ำชาใบใหญ่กระทบกำแพงดังเพล้ง!

            เหลียงเจินซินวิ่งบนกำแพงได้อย่างคล่องแคล่วคล้ายวิ่งบนพื้นราบ หากจะนับท่านน้าไป๋มู่หลิวเป็นมือปราบอันดับหนึ่งแห่งตะวันออก ท่านลุงไป๋เฉิงหลิวผู้ถ่ายทอดวิชาแมวเก้าชีวิตนี้ให้นางก็นับเป็นนักสืบอันดับหนึ่งได้เช่นกัน ในตระกูลไป๋ของท่านแม่มีเพียงท่านลุงเท่านั้นที่ถ่ายความพิเศษมาจากท่านตา นั่นคือเลือดของเขาสามารถต้านพิษได้ทุกชนิด รวมทั้งหยดออกมาละลายน้ำกินล้างพิษได้ และนางก็พบในภายหลังว่าตนเองก็คือทายาทรุ่นหลานที่ได้รับความพิเศษนี้มา

            “ซินเอ๋อร์ เจ้ามาเสียที ข้ารอจนตะคริวจะกินแล้วนี่ ” ไป๋ฉิงเหวินญาติผู้พี่บุตรของท่านน้ามือปราบยืนหน้าหงิกรอนางอยู่ข้างกำแพงนัดหมาย

            “กว่าข้าจะหลบท่านพ่อออกมาได้ นี่ก็โดนคาดโทษไว้แล้วว่าจะขังข้าสามวัน หากข้าไม่มีผลงานกลับไปอวดอ้างล่ะก็ คราวนี้เห็นทีโดนขังลืมเป็นแน่” นางตอบพร้อมกระโดดตุ๊บ! ลงมาจากกำแพง

            “เจ้ามันสมกับเป็นทายาทแมวเก้าชีวิตของท่านลุงจริงเชียว”

            “อย่ามัวชื่นชมข้าอยู่เลย ไหนบอกมาสิว่าร่องรอยคดีนี้มีอะไรบ้าง ”

            ไป๋ฉิงเหวินเป็นมือปราบหน้าใหม่ของเมืองเป่าจู เขาอายุมากกว่าซินเอ๋อร์เพียงหนึ่งปี ทั้งสองเป็นคู่หูกันมาตั้งแต่เด็ก ด้วยความที่เหลียงเจินซินเป็นคนหัวไวทำให้นางเป็นที่ถูกใจของท่านลุงใหญ่ ตอนนางอายุแปดขวบจึงได้รับการถ่ายทอดวิชาแมวเก้าชีวิต เมื่อฝึกฝนจนครบห้าปีนางก็กลายเป็นตีนแมวอันดับหนึ่ง ครั้นมาช่วยญาติผู้พี่สืบคดีนานวันเข้านางก็อวดอ้างตนเองเป็นนักสืบแห่งเป่าจูตามรอยของท่านลุง

            “ข้าอยากได้หลักฐานเพิ่มเติมอีกสักหน่อย ผู้ต้องสงสัยว่าฆ่าแม่ค้าผ้ารายนี้อ้างว่ามิได้เกี่ยวข้องกับผู้ตาย แต่ทั้งถนนก็มีแต่เขาคนเดียวเดินผ่านในยามนั้น แม้จะยังหาอาวุธไม่เจอ เรื่องความสัมพันธ์ ข้าว่าเราคงจะหาได้แน่ ถ้าเข้าไปค้นที่บ้านคนผู้นี้ได้” มือปราบหนุ่มยื่นกระดาษที่เขียนที่อยู่และชื่อของผู้ต้องสงสัยให้กับญาติผู้น้อง

            “ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักสืบเจินซินเถิด เจ้าไปนั่งดื่มน้ำชารอที่โรงเตี๊ยมไข่มุกได้เลย” นางใช้ฝ่ามือตบอกเบาๆ “ข้าเอากระเป๋าเครื่องมือมาด้วย เจ้าไม่ต้องห่วง งัดแงะแกะค้นที่ใดก็ได้ทั้งนั้น”

            เสี่ยวเหวินมองดูกระเป๋าผ้าที่นางสะพายทแยงแนวบ่าแล้วพยักหน้า “ดี! เช่นนั้นข้าจะไปรอเจ้าที่เดิม ทำสำเร็จแล้วเดี๋ยวข้าจะแบ่งเงินรางวัลให้”

            “ได้! แล้วเจอกัน” นางวิ่งด้วยความเร็วไปยังบ้านของผู้สงสัยที่อยู่ถัดไปอีกสามซอย

            กระทั่งผ่านไปครึ่งชั่วยามก็เห็นเหลียงเจินซินเดินผิวปากหวือเข้ามาที่โต๊ะ

            “ข้าขอซาลาเปาไส้หมูผสมไข่สองลูก เกี๊ยวน้ำไส้หมูอีกหนึ่งชาม”

            ไป๋ฉิงเหวินเห็นท่าทางของตีนแมวสาวก็รู้ว่านางทำสำเร็จ เขายิ้มแย้มพลางตะโกนสั่งบุตรชายของเถ้าแก่โรงเตี๊ยมเสียงดังลั่น

“อาจือ เอาเหมือนเดิมเพิ่มเติมเกี๊ยวน้ำไส้หมู”

            “ได้เลย!”

สองพี่น้องคุ้นเคยกับเถ้าแก่โรงเตี๊ยมและบุตรของเขาเป็นอย่างดี ถงหลิงจือรุ่นเดียวกันกับไป๋ฉิงเหวินเรียนหนังสือด้วยกันมาตั้งแต่เล็กๆ อาจือร้องสั่งเสี่ยวเอ้อเอามาบริการสหายโดยเร่งด่วน

            “ว่าไงแม่ตีนแมว คราวนี้เสี่ยวเหวินใช้เจ้าไปทำอันใดอีก” ถงหลิงจือเดินมาสัพยอกน้องสหาย

            “เรียกให้ดีๆ อาจือ ข้าเป็นนักสืบซินต่างหากเล่า  บอกกี่ทีไม่รู้จักจำ ประเดี๋ยวข้าย่องมาขโมยของร้านเจ้าเสียเลยนี่” ดวงตากลมโตสุกใสมีท่าทีดุร้ายขึ้นมาทันควัน

            “เอาล่ะๆ ท่านนักสืบซินอย่าไม่ล้อเจ้าแล้ว อย่ามาทำอันตรายข้าเลย” 

ถงหลิงจือคุ้นเคยกับเหลียงเจินซินเป็นอย่างดี นางมักจะติดสอยห้อยตามญาติผู้พี่คนนี้เหมือนเงาตามตัว

นางควักเอาของที่ได้มายื่นให้มือปราบหนุ่ม “นี่หลักฐาน ชัดเจนจนไม่รู้ว่าจะรอดตัวได้อย่างไร”

            ไป๋ฉิงเหวินเปิดดูของในห่อผ้าสีขาว มีปิ่นปักผมกับจดหมายอยู่สี่ฉบับ เมื่ออ่านดูแล้วล้วนเป็นของสตรีที่เสียชีวิตผู้นั้น “อา...ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง” เขารีบเก็บหลักฐานเข้าไว้ในสาบเสื้อ “เจ้ารีบกินแล้วไปศาลกับข้า”

            นักสืบซินไม่รอให้พี่ชายพูดซ้ำ นางรีบกินเกี๊ยวน้ำจนหมดชามก่อนจะควักเอาผ้าขาวออกจากกระเป๋าที่สะพายข้างหลังห่อซาลาเปาสองลูกลงไป

“เอาไว้ถึงศาลก่อนข้าค่อยเอาออกมากินอีก”

            ทั้งสองเดินตามกันไปยังศาลเมืองเป่าจู หัวหน้ามือปราบไป๋มู่หลิว บิดาของไป๋ฉิงเหวินกำลังอ่านผลการชันสูตรศพสตรีที่เพิ่งตายเมื่อคืนวานอย่างคร่ำเคร่ง อาวุธที่ใช้สังหารยังค้นหาไม่พบ แม้จะมีผู้ต้องสงสัยรายเดียวที่เดินผ่านซอยนั้นในยามค่ำคืนแต่เมื่อไม่มีรอยเลือดบนตัวเขาก็ยากจะปรักปรำ จำใจต้องปล่อยคนผู้นั้นกลับเคหะสถานไป

‘นางก็โดนแทงตั้งหลายแผล เลือดจะไม่กระเด็นโดนคนผู้นั้นหรือไร’

            “ท่านพ่อ ข้าได้หลักฐานสำคัญมาแล้ว”

เสียงของไป๋ฉิงเหวินดังพอจะทำให้หัวหน้ามือปราบหลุดจากภวังค์ เมื่อหันไปเห็นหลานสาวตัวป่วนมากับลูกชายก็นึกรู้ในทันที

            “นี่พวกเจ้าได้สิ่งใดมายืนยันบ้าง  ข้าปวดหัวจะแย่แล้ว อาวุธสังหารก็ไม่เจอ ร่องรอยคราบเลือดบนตัวผู้ต้องสงสัยก็ไม่มี”

            มือปราบหนุ่มยื่นสิ่งที่ได้มาให้ท่านพ่อของตนดู หัวหน้ามือปราบเปิดอ่านจดหมายทั้งสี่ฉบับแล้วก็ยิ้มออกมา

“ดี! เรียกมือปราบกัวเข้ามานี่”

บุตรชายรีบออกไปตามรองหัวหน้ามือปราบเข้ามาโดยไว ไป๋มู่หลิวรีบให้นำกำลังคนไปจับกุมผู้ต้องสงสัยมาขังคุกเสีย บัดนี้มีหลักฐานยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างเขาและผู้ตายแล้ว

            หลังการสอบเค้นอยู่หนึ่งคืน ผู้ต้องหาจึงให้การรับสารภาพ เหลียงเจินซินไม่กล้ากลับจวนเจ้าเมืองนางจึงหลบไปอยู่บ้านของญาติผู้พี่ กระทั่งเช้าเมื่อท่านน้าคุมตัวผู้ต้องหาไปค้นมีดเล่มนั้นพร้อมกับผ้าที่เขาใช้คลุมร่างตนเองก่อนจ้วงแทงผู้ตายพบแล้ว นางจึงให้มือปราบฉินที่เป็นผู้ช่วยคนสำคัญของท่านน้าพานางไปส่งที่บ้าน

            “มือปราบฉิน ท่านอย่าลืมว่าข้าลำบากเพียงใดในการหนีท่านพ่อมาช่วยพวกท่านสืบคดีในครั้งนี้ หากท่านสรรเสริญเยินยอข้าน้อยไปเพียงหนึ่งประโยค ข้าย่อมมีโอกาสถูกท่านพ่อขังลืมถึงสามวัน ท่านเข้าใจหรือไม่”

            ฉินหลิ่งซานอมยิ้มพร้อมส่ายศีรษะดูสาวน้อยที่ตนเห็นมาตั้งแต่เด็กด้วยความเอ็นดู “สบายใจได้คุณหนู ข้าจะสรรเสริญท่านมิให้ขาดตกบกพร่อง จนกว่าท่านเจ้าเมืองจะบอกให้ข้าหยุดพูดเลยเทียว”

            “สมแล้วที่ท่านน้าไว้วางใจให้ท่านเป็นผู้มาส่งข้าทุกครั้ง คราวก่อนท่านกล่าวได้เลิศเลอจนท่านพ่อทนไม่ไหวต้องตบรางวัลข้า เอาแบบนั้นก็แล้วกัน”

            มือปราบฉินได้รับการขนานนามว่าจอมเยินยอแห่งเป่าจู เขามีฝีปากในการชื่นชมผู้คนอย่างดีเลิศ หลายคราที่เจ้าเมืองเป่าจูได้ฟังถึงกับเคลิบเคลิ้มจากที่คิดจะลงโทษบุตรสาวให้สาสมกลับต้องรีบหยิบยื่นข้าวของเงินทองให้เป็นของรางวัล ซ้ำยังให้รางวัลฉินหลิ่งซานในฐานะบุคคลเยินยอจนเต็มอิ่มเสียอีกด้วย

เหลียงฮุ่ยฟู่เคยกล่าวถึงคนผู้นี้ไว้ว่า “หากเขาได้เป็นขันทีคงรุ่งเรืองถึงขั้นเป็นกงกงแน่เทียว ฝีปากที่เอ่ยชมจนแทบจะล่องลอยถึงสวรรค์เพียงนี้ ซ้ำยังเยินยอได้โดยไม่มีความละอายแม้แต่นิด สีหน้าไม่เคยเปลี่ยนสีดูมีความจริงใจขั้นสุดยอดทีเดียว”

            เมื่อได้ยินคุณหนูเหลียงถ่ายทอดคำชมที่บิดาของนางมีให้เขาเช่นนั้น สีหน้าของฉินหลิ่งซานคราแรกก็ชาพอสมควร แต่เมื่อมาส่งนางบ่อยครั้งเข้า เขาก็คิดได้ว่าตนเองก็ทำเช่นที่ท่านเจ้าเมืองว่าไว้จริง จึงไม่คิดกระดากที่จะสรรเสริญเยินยอสองพ่อลูกนี้ต่อไป ชนิดไม่ได้รางวัลไม่เลิกชื่นชม!

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • สายลับจับอ๋องใหญ่   บทที่ 169 เปิดหน้าท่านอ๋อง(ตอนจบ)

    พิธีอภิเษกสมรสขององค์รัชทายาทแห่งแคว้นจินจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าครั้งที่องค์หญิงจินเฟิ่งเข้าพิธีกับจวิ้นอ๋องแห่งแคว้นหมิง ขบวนแห่ไปรับเจ้าสาวที่ยาวเหยียดจนสุดถนน คนทั้งเมืองที่มายืนชะเง้อชะแง้รอดู เสียงดนตรีที่ดังไปทั้งเมืองล้วนแล้วแต่สร้างความครึกครื้นคึกคัก ร้านรวงต่างพร้อมใจกันประดับโคมไฟสีแดงและ ผ้าแดงเพื่อร่วมแสดงความยินดีกับท่านอ๋องใหญ่ องค์ชายจินเสวี่ยหลงทรงถอดหน้ากากต่อหน้าราษฎรเป็นครั้งแรก รูปร่างสูงใหญ่งามสง่าใบหน้าคมคายในชุดเจ้าบ่าวสีแดงสดบนหลังม้าศึกตัวใหญ่ ทุกคนต่าง ชี้ชวนกันชื่นชม “ไหนว่าท่านอ๋องใหญ่อัปลักษณ์อย่างไรเล่า ดูซิ...รูปลักษณ์อย่างนี้ราวกับเทพเซียนจากบนสวรรค์ก็ว่าได้” “ใช่ๆ ไม่เคยคิดเลยว่าที่ทรงสวมหน้ากากปิดบังเอาไว้กลับกลายเป็นใบหน้าหล่อเหลาเยี่ยงนี้” “นับเป็นวาสนาที่ได้เห็นท่านอ๋องทรงถอดหน้ากาก” เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสองข้างทางดังขรม องครักษ์ซ่งกับองครักษ์หร่วนยิ้มอย่างปลาบปลื้มในตัวองค์ชายจินเสวี่ยหลงที่ตนเองติดตามมานานปี ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง ท่านอ๋องทรงยอมถอดหน้ากากมาสู้หน้าผู้คนเสียที!

  • สายลับจับอ๋องใหญ่   บทที่ 168 นอนกับเสด็จป้า

    “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ” ร่างใหญ่ก้มลงกระซิบข้างหู เหลียงเจินซินเงยหน้าขึ้นมองอย่างเหนื่อยอ่อน “หม่อมฉันแค่เหนื่อยมากเพคะ ตอนนี้ง่วงมากอยากจะหลับนานๆ” ท่านอ๋องถึงกับสะดุ้ง ใบหน้าของนางซีดเผือดแขนขาอ่อนเปลี้ยอยู่ในอ้อมกอดของพระองค์ “ซินเอ๋อร์ เจ้าอย่าหลับนะ มองหน้าข้าไว้!” น้ำเสียงตื่นตระหนกของ ท่านอ๋องทำให้เหลียงเจินซินไม่กล้าหลับตาลงอีก นางเกรงว่าเขาจะกังวล เหลียงเจินซินยกมือขึ้นลูบใบหน้าของท่านอ๋องเบาๆ เสียงของนางเริ่มกระท่อนกระแท่นเพราะความเหนื่อยอ่อน “ท่านอ๋อง หม่อมฉันแค่ง่วงจริงๆ นะเพคะ” “ไม่ได้ๆ เจ้าอย่าหลับตาเด็ดขาด” ท่านอ๋องจุมพิตที่นางผาก สันจมูก และแก้มซ้ายขวาของนางเพื่อหวังให้หญิงคนรักยังมีสติ...หากว่านางหลับตาลงแล้ว พระองค์เกรงว่านางจะไม่ลืมตาขึ้นอีก “หากเจ้าไม่ตื่นขึ้นมาอีกเล่า ข้าจะอยู่อย่างไร ” น้ำเสียงสั่นเครือและดวงตาแดงก่ำที่น้ำตาจวนจะหยาดหยดนั้นทำเอาเหลียงเจินซินต้องพยายามอย่างสุดกำลังที่จะไม่หลับตาลง “ท่านอ๋องเพคะ หม่อมฉันแค่เหนื่อยและง่วงจริงๆ นะเพคะ” “ไม่ได้ๆ เจ้าต้องมองหน้าข้าเอาไว

  • สายลับจับอ๋องใหญ่   บทที่ 167 ซินเอ๋อร์หมดแรง

    เหลียงเจินซินกระโจนไปขวางหน้ากลุ่มของลู่เย่เอาไว้ ตรอกแห่งนั้นกว้างพอที่บุรุษจะยืนเรียงหน้าได้สักแปดคน นางสวมชุดคุณชายสีดำ สะพายกระเป๋าพาดทแยงตามไหล่ข้างหนึ่ง ใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นดูแล้วไม่เหมือนกับจอมยุทธ์ผู้อาจหาญ ยังไม่มีผู้ใดตามมาทัน หากนางไม่ขวางไว้ล่ะก็ เจ้าคนแซ่ลู่กำลังจะไปถึงรถม้าที่จอดอยู่เบื้องหน้าไม่ไกลนัก เหลียงเจินซินตัดสินใจกระโดดลงไปขวางคนกลุ่มนั้น ลู่เย่ขมวดคิ้วเขาไม่เคยเห็นคุณชายน้อยผู้นี้มาก่อน นี่เป็นการประจันหน้ากันครั้งแรก “เจ้าเป็นผู้ใด บังอาจมาขวางทางข้า” “ข้าเป็นคนของทางการ ได้รับมอบหมายให้มาจับกุมเจ้า” “ฮ่าๆ คุณชายน้อยไปเล่นที่อื่น ยามนี้ต่อให้พญายมก็มิอาจขวางทางข้าได้ ถอยไป!” “ในเมื่อเจ้ารู้ว่าข้าเป็นคุณชายน้อยเช่นนั้นก็ดี...จำได้ด้วยว่าข้าแซ่เหลียง” เหลียงเจินซินกล่าวจบก็กดจุดบนใบหน้าอย่างรวดเร็ว นางกางแขนสองข้างออกกว้าง พลันควันดำก็พวยพุ่งออกจากแขนเสื้อของนาง คนทั้งหมดเห็นเหตุการณ์ตรงหน้าก็พลันชะงัก เป็นเจิ้งตั้นอี้ที่นึกขึ้นได้ “ปีศาจแมวดำ! มันคือปีศาจแมวดำ!” เหลียงเจินซินใบหน้าถมึง

  • สายลับจับอ๋องใหญ่   บทที่ 166 เร่งกลับเมืองหลวง

    ท่านอ๋องใหญ่ยิ่งตรวจตรายิ่งรู้สึกถึงความผิดปกติ นักฆ่าที่อยู่ในเรือนนี้มีจำนวนไม่มากอย่างทีทรงคาดไว้ ซ้ำยังไม่เห็นลู่เย่ที่เป็นเจ้าของเรือนตัวจริง ช่างน่าแปลกนัก! “ท่านน้าหรือว่าพวกเราจะถูกหลอกเสียแล้ว” แม่ทัพจินหลี่หมิงหันมามองหน้าหลานชาย “ข้าก็คิดเช่นเจ้า! บางทีลู่เย่อาจจะยอมทิ้งเรือนนี้แล้วหนีไปที่อื่นโดยทิ้งเหยื่อเล็กน้อยไว้ล่อพวกเรา” “เช่นนี้แล้ว...ลูเย่คิดจะหนีไปที่ใด ” “หรือว่าจะเป็น....” สองน้าหลานจึงสั่งการสั่งการให้คนทั้งหมดเตรียมตัวกลับเข้าอำเภอหลี่ เมื่อเดินทางออกมาถึงชายป่าสนพันหมู่ ไป๋ฉิงเหวินที่รออยู่ก็รีบรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นในทันที “สือกุ้ยอินน่ะหรือ ที่ตามคนพวกนั้นไป” “พ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้นางอยู่เมืองหลวงแล้ว ที่สำคัญวันพรุ่งนี้ก็เป็นวันประหาร ใต้เท้าลู่ ตุลาการเหลียงเกรงว่าลู่เย่จะบุกชิงตัวประกันจึงได้สั่งให้กราบทูลท่านอ๋องให้รีบเสด็จกลับเมืองหลวงพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพจินหลี่หมิงรีบตบบ่าหลานชาย “พวกเราต้องเร่งเดินทางกันแล้ว ไม่เช่นนั้นอาจไม่ทัน” “ขอรับ!” ทหารกลุ่มใหญ่จึงเ

  • สายลับจับอ๋องใหญ่   บทที่ 165 ประหารใต้เท้าลู่

    ตุลาการเหลียงที่นั่งฟังอยู่เริ่มปริวิตก ท่านพ่อกับท่านแม่ของพวกเขาเดินทางจากเมืองเป่าจูมายังเมืองหลวงเพื่อรอพิธีอภิเษกสมรสของน้องสาวกับท่านอ๋องใหญ่ ยามนี้กลับมีนักฆ่าปะปนอยู่กับชาวบ้าน เห็นทีเขาต้องเตือนให้ท่านทั้งสองระวังตัวและเพิ่มคนคุ้มภัยอีกด้วย “ข้าจะไปว่าจ้างคนของสำนักคุ้มภัยมาดูแลท่านพ่อกับท่านแม่เพิ่มก่อน และเลยขอเข้าเฝ้าฮ่องเต้ พวกเจ้าสองคนจัดการหาข่าวด้วย ระวังอย่าให้เอิกเกริกคนจนแตกตื่นก็แล้วกัน ” “ไม่ต้องห่วง ข้าจะเร่งมือสืบโดยเร็วที่สุด” เมื่อพี่ชายของนางออกจากคฤหาสน์ เหลียงเจินซินก็หาชุดบุรุษให้สือกุ้ยอิน นางหยิบเอาชุดที่ดูเหมือนชาวบ้านทั่วไปเช่นนี้จึงจะเหมาะกับการเป็นสายสืบ “เจ้าเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ สวมชุดนั้นเจ้าดูสะดุดตาคนมากเกินไป” สือกุ้ยอิน ก้มลงมองชุดสตรีแสนงดงามของตนเองก็พยักหน้าหงึกหงัก “เราคงต้องติดต่อผู้คนมากหน้าหลายตา ลบเครื่องสำอางบนหน้าเจ้าออกไปด้วย แต่งเหมือนบุรุษสักหน่อยอย่าให้คนอื่นผิดสังเกต” ลู่เย่ซ่อนอยู่ในจวนสกุลลู่เพียงคืนเดียวก็หลบออกไปพักที่อื่น คนของสือกุ้ยอินที่เฝ้าอยู่ไม่เห็นพวกเขาออกไปทางใด

  • สายลับจับอ๋องใหญ่   บทที่ 164 ปีศาจแมวดำ

    “เทพแมว หากทำได้เช่นนั้นมิใช่ปีศาจแมวดำแล้วหรือ ” ลู่เย่ฟังเรื่องพิสดารนี้จากคนของตนมาหลายปาก หากจะคิดว่าพวกเขาโกหกแล้วร่องรอยแมวข่วนเต็มใบหน้าของคนเฝ้าเวรยามทั้งหลายจะมาจากที่ใด พวกเขาล้วนยืนยันว่าต้องเผชิญหน้ากับแมวดำดุร้ายหลายร้อยตัว“เกิดมาข้าก็เพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรกขอรับ...ปีศาจที่เรียกแมวดำออกมาได้เช่นนี้ไม่เคยได้ยินผู้ใดกล่าวถึงมาก่อน ข้างกายองค์ชายน้อยช่างมีคนที่น่ากลัวยิ่งนัก”“หรือว่าพวกเขาคือองครักษ์เงาแห่งแคว้นหมิงที่เล่าลือกัน ” เจิ้งตั้นอี้นึกถึงเรื่องที่ได้ยินมาว่าจวิ้นอ๋องบิดาขององค์ชายฝาแฝดมีองครักษ์เงาติดตามดูแลอยู่จำนวนหนึ่ง มิเคยมีคนรู้ว่าหน้าตาพวกเขาเป็นเช่นใดและอยู่อย่างไร รู้เพียงว่าไม่อาจมีคนเข้าใกล้จวิ้นอ๋องจากแคว้นหมิงผู้นั้นได้ ภายหลังจากอภิเษกสมรสกับองค์หญิงจินเฟิ่ง จวิ้นอ๋องได้มอบองครักษ์เงาให้กับท่านอ๋องใหญ่เพื่อแสดงความจงรักภักดี และน่าจะแบ่งคนพวกนั้นไว้คอยดูแลองค์ชายน้อยด้วย “จริงสิคุณชาย บิดาขององค์ชายน้อยคือจวิ้นอ๋องผู้มีองครักษ์เงาคอยดูแล เป็นไปได้ว่าย่อมจะแบ่งมาดูแลบุตรชายทั้งสองด้วย” “ร้ายกาจยิ่งนัก ข้าคิดเพียงว่าพ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status