Masuk“เจ้าค่ะท่านเจ้าหน้าที่หวัง แต่ท่านหวังอย่าเรียกนางจนเอิกเกริกนะเดี๋ยวพวกคนร้ายจะไหวตัวทันหนีไปเสียก่อน”
“ก็จริง ข้ามีลูกน้องมามิเยอะเสียด้วยสิ” “ให้บ่าวของมารดาข้าช่วยพังประตูไม้นี้ดีหรือไม่เจ้าคะ” “ดียิ่ง พวกเจ้านี่ช่างเป็นสตรีจิตใจดีที่สุดในเมืองสือเจ้าจริง ๆ” บ่าวชายตัวบึกบึนของฮูหยินกัวพังรั้วไม้แสนอ่อนแอที่เหมือนตั้งปิดเอาไว้กั้นอาณาเขตเฉย ๆ มิแข็งแรงพอสามารถป้องกันคนนอกมิให้บุกรุกเข้ามาด้านในได้ บ่าวสองคนสามัคคีร่วมแรงกันเพียงชั่วแวบเดียวทั้งรั้วทั้งประตูทางเข้าบานเก่าก็พากันพังโครมเอนไปที่พื้นอย่างหมดสภาพ ส่งเสียงดังจนทำให้เจ้าของเรือนวิ่งหน้าตาตื่นออกมาดูว่าเกิดอันใดขึ้น “นั่นพวกเจ้ากำลังทำสิ่งใดกันอยู่ ประตูเรือนของข้า รั้วของข้าไยจึงเป็นเช่นนั้น” เสียงใสก้องกังวานเอ่ยด้วยน้ำเสียงแตกตื่น ใบหน้างดงามหมดจดที่กัวเจียถงอิจฉาริษยายามนี้ขาวซีดมองมาที่ซากรั้วอย่างตกใจ กัวเจียถงรู้สึกสะใจยิ่งนัก ไม่พอ นางยังต้องการเห็นใบหน้างามนั้นเหยเกน่าเกลียดยิ่งกว่านี้ หญิงสาวชี้นิ้วมาทางสตรีที่พาบ่าวและเด็กชายตัวน้อยอีกคนวิ่งออกมาดูพลางตะโกนเสียงดัง “นั่นอย่างไร นางแม่มดที่วางยาพิษคุณชายผู้แสนอ่อนโยนแห่งเมืองสือเจ้า เจ้าหน้าที่หวังเข้าไปจับตัวนางเลยก่อนที่จะหนีไป” “เจ้ามัวยืนซื่อบื้ออันใดอยู่เล่า เข้าไปจับตัวนางเอาไว้ เอาไปสอบสวน” “หะ ฮะ ขอรับ” “เดี๋ยว นั่นเจ้าจะจับพวกข้าข้อหาอันใดกัน ไหนมีหนังสือจับกุมหรือไม่” “มีพลเมืองดีแจ้งเบาะแสมาว่าเจ้าสามารถปรุงยาพิษได้ และรู้จักพิษมากมาย ดังนั้นเจ้าจึงถูกสงสัยข้อหาพยายามฆ่าคุณชายตระกูลเกาอย่างไรเล่า หากเจ้าให้ความร่วมมือแก่เจ้าหน้าที่แต่โดยดีโทษอาจถูกลดลงมา ไป ไปรับโทษที่จวนทางการกับข้า” “อย่าเข้ามาใกล้ท่านแม่ของอี้เอ๋อร์นะ” เซี่ยเจ๋ออี้ฉายแววความกล้าหาญกระโดดออกมาปกป้องมารดาตนเองตั้งแต่เด็กเชียว เซี่ยจินเย่เห็นจึงอดเอ็นดูบุตรชายตนเองมิได้ ทว่าตอนนี้มิมีเวลาให้ชื่นชมมากนัก นางดึงลูกน้อยของตนเข้ามาในอ้อมกอดขณะที่สายตาตวัดไล่มองแขกมิได้รับเชิญทั้งหกคน มีสตรีที่นางรู้จักดีสองคน ฮูหยินกัวเชี่ยนหนิงกับกัวเจียถงที่บนแก้มนางยังมีรอยช้ำจากฝ่ามือของเฟยซาคราวที่แล้ว พวกนางกำลังจ้องมองมาที่เซี่ยจินเย่อย่างเย้ยหยัน “เป็นเจ้าหน้าที่ไม่มีสิทธิมาจับผู้อื่นโดยไร้หลักฐานหรือหมายแจ้งยืนยันจากทางการ ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าพวกท่านคือเจ้าหน้าที่ตัวจริง” “ข้ามีตราเจ้าหน้าที่จวนทางการ นี่... เจ้าแหกตาดูให้ดี” แผ่นโลหะสี่เหลี่ยมถูกยกขึ้นมายื่นให้พวกเซี่ยจินเย่ดู “แต่มิมีหมายแจ้งยืนยันก็มิสามารถจับพวกข้าได้มั่วซั่ว” “ใครบอกว่าพวกข้าไม่มีเล่า นี่เจ้าแหกตาของเจ้าอีกรอบอ่านข้อความพวกนี้” เป็นเสียงจากกัวเจียถง นางควักม้วนกระดาษยื่นออกมาตรงหน้าเฟยซาที่อยู่ใกล้นางมากที่สุด แม้ว่าเฟยซาอ่านหนังสือไม่ออกทว่านางรับรู้ได้ถึงความมั่นใจของอีกฝ่ายยามส่งม้วนกระดาษนั้นให้นาง ขณะส่งต่อให้คุณหนูของตนมือนางจึงสั่นเทาเล็กน้อย เซี่ยจินเย่รับมาอ่านรวดเดียวจบก่อนเงยหน้ามองอีกฝ่ายด้วยสายตาเจือความไม่พอใจ เล่นสกปรกกันถึงขั้นนี้เชียวหรือคนพวกนี้ ม้วนกระดาษในมือของนางคือหมายที่มีตราจากกรมทางการเมืองสือเจ้าประทับอยู่จริง เซี่ยจินเย่ระลึกถึงความทรงจำหนึ่งได้แล้วว่ากัวเจียถงผู้นี้เพิ่งหมั้นกับบุตรชายคนเดียวของเจ้าเมืองสือเจ้า ลูกของเขาชื่อว่า ซ่งจิ้งเฟิง ปัจจุบันซ่งจิ้งเฟิงดำรงตำแหน่งเป็นรองหัวหน้ากรมทางการเมืองสือเจ้าอยู่นี่เอง ไม่แปลกเลยที่พวกนางจะมีหมายจับกุมมาเล่นงานเซี่ยจินเย่ ดังนั้นเซี่ยจินเย่จึงคิดว่าหมายนี้เป็นของจริงแน่นอน “ใช่ นี่คือหมายจากกรมทางการของท่านเจ้าเมือง ยืนยันการทำงานของพวกข้าได้หรือยัง หึ” “แล้วข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าหมายนี่เป็นของจริง พวกเรามิเคยเห็นหน้าเจ้าหน้าที่คนนี้มาก่อนเลย ไม่รู้ว่าเขาเป็นตัวปลอมหรือไม่” เวลานี้เซี่ยจินเย่มิต้องทำอันใดมาก เพียงแต่นางต้องทำอย่างไรก็ได้เพื่อถ่วงเวลาให้นานที่สุดเท่าที่นานได้ นางจะไปที่จวนทางการอันเป็นเสมือนถ้ำเสือนั่นมิได้เด็ดขาด คู่หมั้นของกัวเจียถงมีอำนาจอยู่ที่นั่นมากมายนัก หากต้องการจับนางขังและสังหารนางเงียบ ๆ ในคุกนั้น คนที่ไร้ญาติขาดมิตรคอยสนับสนุนเช่นพวกนางจะไปมีปัญญาเรียกร้องความยุติธรรมได้จากที่ไหนกันเล่า ดังนั้นเซี่ยจินเย่จึงแสร้งทำตัวซื่อบื้อไร้ปัญญาไปก่อน เจ้าหน้าที่ที่พวกนางนำมาดูเป็นพวกปลายแถวไร้สมองมิน้อย คงต่อกรได้ไม่ยากเย็นเกินกำลังเซี่ยจินเย่ “เจ้ามิเห็นตราประทับนั่นหรือ นั่นเป็นตราของกรมทางการแห่งเมืองสือเจ้า ลายสลับซับซ้อนมิมีผู้ใดกล้าลอกเลียนแบบมิเช่นนั้นมีโทษถึงตาย” “ตราไหนหรือ ข้าโง่มิค่อยได้เรียนหนังสือเสียด้วยสิ เจ้าอธิบายให้ข้าเข้าใจทีสิเจียถง เผื่อข้าจะได้ฉลาดเหมือนเจ้าขึ้นมาบ้าง” “ตรานั่นเป็นรูปตาชั่งล้อมรอบด้วยดาบอาญา อะ อาญาอันใดสักอย่างนั่นแหละ เอาเป็นว่านั่นเป็นตราของแท้มิมีเทียม เจ้ายอมไปกับพวกเขาแต่โดยดีได้แล้ว อย่ามาทำตัวโง่ ไม่ขายหน้าตระกูลเซี่ยของเจ้าหรืออย่างไร” “เดี๋ยวสิ...” “บ่าวสองคนไปช่วยเจ้าหน้าที่จับตัวนางไปสิ เอาผ้าอุดปากด้วยนะจะได้มิถามมากอีก” “ขอรับ” “…!!...” คนพวกนี้ความอดทนต่ำและไร้มารยาทกว่าที่เซี่ยจินเย่คิด นางจึงโดนคนพวกนั้นเข้ามาจับกุม ทั้งเจ้าหน้าที่และบ่าวผู้ชายตัวใหญ่แบ่งหน้าที่กันไปยึดตัวลูกชายเซี่ยจินเย่และเฟยซาไม่ให้เข้ามาช่วยเหลือนาง ส่วนที่เหลือก็เข้ามาใกล้หญิงสาวจับแขนขึงกันคนละข้าง แน่นอนว่าในเมื่อสนทนากันดี ๆ ไม่ได้ผล เซี่ยจินเย่จึงตัดสินใจใช้กำลังเป็นทางออกเช่นเดียวกัน เซี่ยจินเย่รู้ตำแหน่งสำคัญของเส้นประสาทที่ส่งผลต่อร่างกายมนุษย์ดี นางจึงเคลื่อนไหวรวดเร็วใช้เข็มในมือตนเองจี้ไปที่จุดทำให้พวกเขามิสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ชั่วคราว ใครที่กำลังยื้อยุดแขนนางอยู่ก็พลันชะงักค้างท่าเดิมกันไปหมด ราวกับหุ่นกระบอกไม้โดนแช่แข็ง ส่วนเซี่ยจินเย่ก็แสร้งเล่นละครทำเป็นต่อต้านการจับของพวกเขา “ชะ ช่วย...” “ขะ เป็น อะ ดะ...” “พวกเจ้ามัวทำอันใดอยู่ ไม่รีบลากตัวนางไปกรมทางการอีกหรือ” “นางก็แค่สตรีคนเดียวเท่านั้น เร็ว !” สองแม่ลูกไม่รู้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนของตน หากมองภายนอกอาจเข้าใจได้ว่าบุรุษเหล่านี้กำลังจับกุมตัวนางแต่เซี่ยจินเย่ขัดขืนอยู่จึงไม่สำเร็จ ในระหว่างที่เซี่ยจินเย่กำลังเล่นงิ้วอยู่คนเดียวอย่างแนบเนียน สายตาคมของนางก็เหลือบมองไปประตูทางเข้าที่มันล้มระเนระนาดราวกับกำลังรอการมาของใครบางคนอยู่ มาสักทีเถอะ ก่อนที่เส้นที่นางใช้เข็มจี้จุดเอาไว้จะคลายออกเสียก่อน “พวกเจ้าทำอันใดกันน่ะ !”บทที่สามสิบสาม ที่มาของความวุ่นวาย“...!!...”บุรุษที่โผล่เข้ามามิใช่คนร้ายอย่างที่นางกลัว เขาเป็นคนคุ้นหน้าเลยทีเดียว การมาของเขาแบบกะทันหันเช่นนี้สร้างความประหลาดใจให้หญิงสาวยิ่งนักแท้จริงแล้วกลุ่มคนขี่ม้ากลุ่มใหญ่ที่สร้างความแตกตื่นไปทั่วบริเวณคือคนของเฉินเทียนอีเขาทำอันใดของเขากัน ทำเอานางตกอกตกใจหมดเลยมือบางลดไม้อันเป็นอาวุธป้องกันตัวชั่วคราวลงพลางถอนหายใจ“ท่านอ๋อง มาได้อย่างไรกันเพคะ หม่อมฉันตกใจหมดเลย”“ข้าก็มาตามภรรยาและลูกของข้ากลับบ้านน่ะสิ หึ เจ้าช่างเป็นสตรีใจกล้าเสียจริง หากข้ามาไม่ทันขวางทางพวกเจ้า คงพากันหอบลูกของข้าหนีไปยังที่อันแสนไกลแล้วสินะ... ใจร้าย เจ้าช่างเป็นสตรีใจร้ายยิ่งนัก”“ฮะ !”เซี่ยจินเย่ขมวดคิ้ว กะพริบตามองชายหนุ่มเพ้อเจ้อตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจเขาดื่มสุรามึนเมามาหรืออย่างไรกัน ไยจึงพูดจาเหมือนเอ่ยบทละครโรงงิ้วเช่นนี้ใครหนี ? ใครเป็นภรรยาของเขา ? หนักสุดคือ... ลูก ?ท่านอ๋องมีลูกตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ไหนเขาบอกว่ายังมิเคยแต่งงานกับสตรีใด“ไอ้บุรุษอ่อนแอผู้นั้นข้าจับมันตัดขาตัดแขนดีหรือไม่ เจ้าจะได้หนีไปกับมันไม่ได้ไกล เซี่ยจินเย่ !”“ท่านอ๋องทรงเมาหรื
“ดะ เดี๋ยวสิพี่เกา ท่านแม่ของอี้เอ๋อร์สอนว่าของกินเป็นสิ่งมีค่าจะเอาไปทิ้งเช่นนั้นมิได้นะขอรับ ชะ เช่นนั้นอี้เอ๋อร์เสียสละกินขนมของพี่ชายเองก็ได้...”“หมายความว่าอี้เอ๋อร์ตัวน้อยหายงอนพี่ชายแล้วหรือ”“ใครบอกว่าจะหายงอนพี่เกาเล่า !”มุมปากเด็กน้อยยกยิ้มโดยไม่รู้ตัวขณะนั่งกอดอกผินหน้าไปอีกทาง“อี้เอ๋อร์ไม่กลัวขนมของคุณชายเกาถูกทิ้งให้สูญเปล่าหรือลูก ฮึ”เซี่ยจินเย่ที่นั่งมองสองหนุ่มโต้เถียงกันราวกับเด็กไม่รู้จักโตอยู่นานอดออกโรงช่วยเหลือคุณชายเกาผู้น่าสงสารที่โดนเด็กรังแกมิได้มือบางยกขึ้นมาลูบศีรษะเจ้าก้อนแป้งพลางคลี่ยิ้มบาง ๆ ที่แสนอ่อนโยน“อี้เอ๋อร์หายงอนพี่เกาก็ได้ เป็นเพราะกลัวว่าของอร่อยจะต้องถูกทิ้งหรอกนะขอรับ”“...”เกาซีหมิงส่ายหน้าพลางมองสบดวงตามารดาของเจ้าเด็กดื้ออย่างนึกเอ็นดู“ใช้เวลานานหรือไม่เจ้าคะจึงจะถึงร้านสมุนไพรของสกุลเกาสาขาที่เมืองอี๋เจีย”“เมืองอี๋เจียอยู่ข้าง ๆ เมืองหลวงนี่เอง ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงชั่วยาม หากแม่นางเซี่ยง่วงนอนสามารถพักผ่อนได้เลยนะเดี๋ยวใกล้ถึงแล้วข้าจะปลุกล่วงหน้าให้เอง”“เจ้าค่ะ... อี้เอ๋อร์ง่วงหรือไม่ลูก”“อี้เอ๋อร์ไม่ง่วงขอรับ อี้เอ๋อร์อยากนั่ง
บทที่สามสิบสองตกลงแล้วท่านอ๋องมาทำไมหลังจากเหตุการณ์วุ่นวายภายในจวนตระกูลเซี่ยถูกคลี่คลาย ฮูหยินใหญ่ของตระกูลโดนเจ้าหน้าที่ทางการจับไปคุมขังข้อหาฆ่าคนตายและวางยาพิษทำร้ายผู้อื่น บรรยากาศภายในจวนเงียบงันชวนน่าอึดอัดเข้าไปใหญ่ เรือนทิศตะวันตกเต็มไปด้วยเสียงร้องไห้เสียใจของสองอนุที่มารู้ความจริงว่าตนเองเป็นหมันเสียแล้ว เรือนกลางมีหัวหน้าตระกูลเก็บตัวเงียบเชียบอยู่ในห้องนอนโดยรวมแล้วบรรยากาศในจวนชวนให้คนอยู่รู้สึกหดหู่ใจยิ่งนักแน่นอนว่ายกเว้นบรรยากาศในเรือนเซี่ยจินเย่นั้นแตกต่างออกไป สมาชิกภายในเรือนทั้งบ่าวและนายต่างนั่งกินขนมจิบน้ำชาอย่างสบายอารมณ์ อี้เอ๋อร์นั่งเปิดตำราอ่านหนังสืออย่างตั้งใจ“บ่าวนึกว่าท่านอ๋องมาที่จวนตระกูลเซี่ยเพื่อมาหาคุณหนูเสียอีกนะเจ้าคะ”“เขาอาจมีธุระกับบิดาข้าหรือเปล่า”เฟยซายังไม่รู้ว่านางและเฉินเทียนอีใกล้ชิดมากเกินคนรู้จัก เมื่อสักครู่สาวใช้นางพูดถึงชายหนุ่มจึงทำให้เซี่ยจินเย่เกือบปล่อยขนมในมือหล่นตกพื้น“มิใช่เจ้าค่ะ บ่าวเดินเทียวไปแถวเรือนของนายท่านได้ยินพวกบ่าวที่เรือนนั้นคุยเล่นกันว่าคุณหนูรองแม้มีมารดาติดคุก ทว่านางช่างโชคดียิ่งนักที่มีบุรุษสูงศักดิ์ม
“ทะ ท่านแม่เอ่ยสิ่งใดมาน่ะเจ้าคะ ข้ามิเข้าใจ” เซี่ยเจียเฟยเดินเข้าไปกำชายเสื้อสามีตนเองอย่างสับสน พลางส่ายหน้าปฏิเสธหนักแน่นกับสามีตนเอง“ท่านพี่ ข้ามิได้ทำ ข้าโดนท่านแม่รังแกเจ้าค่ะ ฮึก”“หาว่าข้าใส่ความเจ้าหรือ คนอย่างข้าไม่กล้าพูดหากไม่มีหลักฐาน ดูนี่... ใบชาของเรือนอนุทั้งสองคนล้วนเป็นชาที่มีส่วนผสมของยาไร้ทายาท หากไม่ใช่เจ้าซึ่งเป็นสตรีเห็นแก่ตัวแล้วไยในใบชาที่ส่งมาจากส่วนกลางเช่นกันของเรือนเจ้าจึงไม่มีเล่า”“ลูกแม่ นั่น สาวใช้ผู้นั้นสารภาพออกมาแล้วว่าเมียเอกของลูกจ้างให้นางคอยผสมยาพิษลงในใบชาของพวกอนุเพราะนางจำนนด้วยหลักฐาน คนของแม่พบสมุนไพรพิษจำนวนมากซ่อนอยู่ที่ห้องนอนของนาง”ฮูหยินผู้เฒ่าไม่มีทางยอมให้บุตรชายของตนหลงเชื่อวาจาของสตรีที่ทำให้ตระกูลของนางไร้อนาคตเพราะไร้ทายาทอย่างแน่นอนเซี่ยเจียเฟยจำนนโดยหลักฐานอย่างแท้จริง นางทำอันใดผิดพลาดกัน ไยจู่ ๆ แม่สามีจึงมาตรวจสอบโดยที่นางไม่ทันตั้งตัวเช่นนี้เกือบห้าปีแล้วที่นางคอยให้พวกอนุของสามีตนเองกินยาไร้ทายาท เพราะนางกลัวว่าหากภรรยาคนอื่นให้กำเนิดบุตรชายได้ก่อนตนด้วยนางร่างกายอ่อนแอหลังจากให้กำเนิดลูกสาวคนแรกจนมีลูกคนต่อไปยากนางก
บทที่สามสิบเอ็ดพิษไร้ทายาทในชา“ท่านแม่ มีเรื่องอันใดเร่งด่วนเรียกใช้ซินหงหรือเจ้าคะ”เพียะ !ยังไม่ทันได้รับคำอธิบาย อนุสามเดินเข้ามาข้างในเรือนก็ถูกฝ่ามือของหญิงชราตบเข้าเต็มแรงจนหน้าหัน ปรากฏรอยแดงบนพวงแก้ม“ท่านย่าได้โปรดใจเย็นก่อนเจ้าค่ะ สอบถามความให้รู้เรื่องก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ”เซี่ยจินเย่เห็นดวงตาเอ่อล้นด้วยน้ำตาของอนุสามจึงอดรู้สึกสงสารมิได้“เจ้ามันสตรีเลี้ยงเสียข้าวสุก คิดร้ายใช้ยานรกวางยาพิษไร้ทายาทในเรือนข้าอย่างนั้นหรือ ข้าจะตีเจ้าให้ตายไปเสีย นังชั่ว”“ท่านแม่พูดสิ่งใด ซินหงมิเข้าใจ ฮึก ข้าทำสิ่งใดผิดเจ้าคะ”“จินเย่ ยังปกป้องอนุของพ่อเจ้าอีกหรือ ชาที่นางมอบให้เจ้ามีส่วนผสมของยาพิษไร้ทายาท นางต้องการให้เจ้าเป็นหมันน่ะเข้าใจหรือไม่ ถอยออกมาให้ห่างจากนาง”“ฮึก ข้ามิได้ทำเช่นที่ท่านแม่ใส่ร้ายข้า ข้ามิได้ทำเช่นนั้นนะคุณหนูใหญ่”เซี่ยจินเย่โดนสาวใช้ของฮูหยินผู้เฒ่าดึงออกมา“ท่านหมอเจียงบอกว่าในชาของเจ้ามีพิษ เจ้ายังกล้าปฏิเสธอีกหรือ”“ในชาที่อนุสามให้ข้ามีพิษอันใดหรือเจ้าคะท่านหมอ” เซี่ยจินเย่หันมาสอบถามหมอวัยกลางคนให้แน่ชัด“มีส่วนผสมของสมุนไพรที่มีฤทธิ์มิเป็นผลดีต่อการตั้ง
“ท่านอ๋องอย่าโกรธเคืองพี่สาวของหม่อมฉันเลยเพคะ เนื่องจากพี่สาวของหม่อมฉันหน้าตาธรรมดาค่อนไปทางดูมิได้ยิ่ง เกรงว่าจะระคายเคืองสายพระเนตรอันสูงส่งของท่านอ๋องได้เพคะ นางจึงมิชื่นชอบพบปะผู้คนข้างนอก”“อย่างนั้นหรือ”“พะ พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง”ในขณะที่บรรยากาศภายในห้องโถงเยือกเย็นอุณหภูมิราวกับลดต่ำลงอย่างมิอาจทราบสาเหตุได้ ทำให้บุรุษสตรีที่นั่งตัวเกร็งรู้สึกอึดอัดจวนเจียนหายใจไม่ออก จู่ ๆ ก็มีเสียงดังโหวกเหวกโวยวายดังมาจากด้านนอกเรือนห้องโถงเรียกความสนใจจากทุกคน“ข้างนอกเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือท่านพ่อบ้าน”เซี่ยจิ้งยุ่นผุดตัวลุกขึ้นเมื่อได้ยินเสียงแว่วคล้ายเสียงของฮูหยินผู้เฒ่า มารดาของตนเอง“ที่เรือนของฮูหยินผู้เฒ่าเกิดเรื่องแล้วขอรับนายท่าน”“…!!…”“เกิดเรื่องกับท่านแม่หรือ วันนี้มีท่านหมอมาตรวจร่างกายท่านแม่นี่ หรือว่าท่านแม่ข้าป่วยเป็นโรคร้าย”“มิใช่ขอรับ แต่เกิดเรื่อง เอ่อ...” ลูกน้องที่วิ่งไปดูเหตุการณ์วุ่นวายข้างนอกแล้ววิ่งกลับมารายงานเจ้านายเหลือบตามองไปทางแขกผู้มากอำนาจที่กำลังนั่งจ้องเขม็งมาที่เขาเช่นกัน “อะ เอ่อ... ระ เรื่อง...”เซี่ยจิ้งยุ่นมิใช่คนโง่งมขนาดไม่รู้ความนัยจากการกระทำข







