LOGIN“บอกก็ได้ แต่ไม่บอกจะดีกว่านะ อาจิ่วรู้หรือไม่ ขบวนสินค้าแบบนี้เป็นของพ่อค้าเมืองอื่นที่เอาของป่าจากที่อื่นมาขายเช่นกัน พวกเขาเนี่ยแหละทำให้ชาวบ้านแถบชายป่าขายของป่ายาก หรือถูกกดราคา หากถูกปล้นไปก็ดีต่อพวกเราไม่น้อย ส่วนพวกนั้นก็คงจนลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น”
จิ่วเม่ยพยักหน้าเข้าใจ นางรู้ว่าทุกคนล้วนมีด้านสีเทาของตน การที่สองพ่อลูกสกุลเฉินไม่แจ้งบอกกลุ่มพ่อค้าล่วงหน้าก็เป็นสิทธิ์ของพวกเขา หรือการที่กลุ่มพ่อค้าเอาสินค้าของป่ามาขายก็เป็นเรื่องของพวกเขาอีกเช่นกัน การค้าขายนั้นทั้งในยุคโบราณและยุคในอนาคตล้วนไม่ต่างกันมากเลย ใครจะอยู่รอดในกลไกการตลาดก็ขึ้นอยู่กับโชค และกำลังทรัพย์แล้ว หากไม่อยากมีคู่แข่งมากก็ต้องทำสินค้าให้แปลกใหม่ไร้คู่แข่งก็เท่านั้นเอง “เอ่อ ข้าขอลงตรงนี้ไปทำธุระก่อนนะเจ้าคะ เดี๋ยวรีบกลับไป” จิ่วเม่ยขอลงกลางทางนั่นเอง นางอยากจะไปดูหน่อยว่าการปะทะกันระหว่างกลุ่มพ่อค้าและโจรดักปล้นจะเป็นอย่างไรบ้าง ตอนจิ่วเม่ยมาถึงยังจุดที่กลุ่มโจรโพกหน้าดักรออยู่ก่อนหน้า พวกเขาทั้งสองฝ่ายก็ปะทะกันมานานแล้ว มองเห็นชัดเจนว่าฝ่ายโจรต้องชนะแน่ ทั้งรูปแบบการจู่โจมที่เป็นแบบแผนและรวดเร็ว สามารถชนะพวกพ่อค้าที่แม้คนมากแต่ไม่เก่งกาจการปกป้องเท่าใดนักได้ขาดลอย นางหลบอยู่ที่ต้นไม้ข้างทางไม่ไกลจากเส้นทางที่เกิดการปะทะ ความรู้สึกตงิดและสงสัยมากมายทำให้จิ่วเม่ยตัดสินใจลอบขึ้นไปบนรถม้าขนส่งสินค้าที่กำลังจะถูกกลุ่มโจรเคลื่อนตัวไปอย่างเงียบเชียบ รถม้าที่นางแอบอยู่เคลื่อนตัวออกมาแล้ว จิ่วเม่ยก็ใช้มีดเล็กเจาะรูผ้าคลุมให้พอตานางมองรอดออกไปสังเกตเส้นทางการเดินได้ เผื่อไว้สำหรับขากลับด้วย จิ่วเม่ยติดนิสัยต้องหาคำตอบยามนางรู้สึกสงสัยสิ่งใด คราวนี้มันจึงนำนางมายังฐานที่อยู่ของกลุ่มโจรในที่สุด รอจนเสียงฝีเท้าของคนเดินออกห่างไปจนหมดแล้ว นางจึงค่อยออกมา... “ดึกเพียงนี้แล้วอารุ่ยหยุดผ่าฟืนเถอะ...” ป้าเฉินเดินพาหลินหมิงและหลินเมี่ยวมาบ้านของพวกเขา ตั้งแต่ตอนนางมาพาเด็กๆ ไปยันพากลับ ก็เห็นอารุ่ยผ่าฟืนอยู่ไม่หยุด เขาผ่าไม้จนหมดหลังบ้านอย่างไม่หยุดพักจนน่าตกใจ “ข้าจะรอภรรยามาแล้วค่อยหยุด เดี๋ยวนางจะหาว่าสามีอย่างข้าไม่ทำตามคำสั่งของนาง” ป้าเฉินที่เคยคิดว่าสามีของจิ่วเม่ยเชื่อฟังภรรยาจึงเป็นเหตุผลให้ลูกของสหายแต่งให้ แต่พอมาช่วงนี้กลับดูดื้อรั้นผิดปรกติ เมื่อเขาต้องการทำอย่างนั้นสตรีวัยกลางคนอย่างนางก็ไม่คิดขัด ตอนแรกนางกะว่าจะมาบอกข่าวว่าจิ่วเม่ยอาจกลับเร็วกว่าปรกติ เพราะตอนนี้สามีและลูกชายนางมาแล้ว ส่วนสตรีของพวกเขาก็คงตามมาอีกไม่ไกลแน่ “ป้าเฉินกลับไปก่อนเถอะขอรับ พวกเราอยู่กับท่านพ่อได้ เดี๋ยวท่านแม่ก็คงมาแล้ว...” เจ้าตัวน้อยแสนฉลาดเอ่ยบอก ทำให้ป้าเฉินตัดสินใจเดินกลับไปที่บ้านของตนอย่างสบายใจได้ “ให้เมี่ยวเอ๋อร์ช่วยท่านพ่อเรียงไม้นี่ดีไหมเจ้าคะ?” “ได้..” สามพ่อลูกสมัครสมานกันทำงานในระหว่างรอมารดากลับมา ซึ่งไม่นานพวกเขาก็ได้ยินเสียงคนเดินมาจากทางหน้าบ้านแล้ว “แม่จ๋ามาแล้ว...” เด็กน้อยที่ท้องร้องจ๊อกๆ มาสักพักรอมารดามานานวิ่งออกไปทางประตูหน้าบ้านอย่างไม่คิดชีวิต ร้อนใจให้พี่ชายรีบวางของในมือและตามไปเช่นกัน “อาเมี่ยว! เอ๊ะ พี่ชายผู้นี้คือใครกัน ปล่อยน้องสาวข้านะ” หลินหมิงวิ่งตามมาก็เห็นว่าคนมาใหม่ไม่ใช่มารดาแต่เป็นกลุ่มบุรุษที่ถือวิสาสะเปิดประตูรั้วบ้านเข้ามาอีกทั้งยังอุ้มอาเมี่ยวขึ้นจากพื้นอีก คนหวงน้องสาวแน่นอนว่าไม่ยอม เขาวิ่งไปทุบตีเตะต่อยที่ขาของคนอุ้มแต่ก็ถูกชายสองคนขวางไว้และถูกจับมือสองข้างรวบไว้ด้วยกันจนขยับไม่ได้เลย แรงเด็กน้อยไม่สามารถสู้ผู้ใหญ่ได้จริงๆ “ข้ามาพบจิ่วเอ๋อร์ เรียกมาให้หน่อย” “มาพบแม่จ๋าหรือ หรือว่าพี่ชายเป็นสหายแม่จ๋าหรือเจ้าคะ?” จากที่ดิ้นอยู่เมี่ยวเอ๋อร์หยุดตีขาแล้ว นางมองคนที่เอ่ยเรียกชื่อมารดาอย่างสนิทสนมด้วยดวงตากลมโตบ้องแบ้ว ทำให้บุรุษที่กะจะมาหาเรื่องนั้นผ่อนเสียงลงตอบมาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้ “อ้อ เจ้าคือลูกของนางเองหรือ มิคิดว่านอกจากมีสามีแล้วจะมีลูกน่าเกลียดน่าชังอีกด้วย ใช่แล้วข้าเป็นสหายเก่าของนางเอง มารดาเจ้าอยู่หรือไม่?” เมี่ยวเอ๋อร์ไม่ได้ตอบไปทันที ก้อนแป้งน้อยฝ่ายหญิงนิ่งไปชั่วครู่ก่อนตอบ “พี่ชายต้องปล่อยพี่ชายของเมี่ยวเอ๋อร์ก่อน ข้าถึงจะบอกว่ามารดาอยู่ที่ใด” บุรุษที่มาใหม่หยักยิ้มมุมปากก่อนพยักหน้าให้ลูกน้องปล่อยมือที่จับหลินหมิงอยู่ออก แล้วรอฟังคำตอบจากเด็กน้อยช่างต่อรอง ทว่าสิ่งที่เขาได้รับกลับไม่เป็นอย่างที่คิดเสียอย่างนั้น! เมี่ยวเอ๋อร์มองสบตากับหมิงเอ๋อร์ก่อนจะอ้าปากเรียกบิดาเสียงดังพร้อมกัน เวลาผ่านไปเพียงครู่เดียวบุรุษที่ตั้งใจฝ่าฟืนอยู่หลังบ้านก็วิ่งมาหน้าบ้านด้วยสีหน้าตื่นตะลึงทันที อารุ่ยอุตส่าห์จะเล่นตัวรอให้ภรรยามาเห็นเขาทำงานแล้วก็ง้อเขาเสียทีหลังจากปล่อยให้ความรักของภรรยาจางหายมาหลายเดือน แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่มา จวบจนเสียงของเด็กน้อยตะโกนเรียกนั่นล่ะ จึงคิดว่าจะละทิ้งทิฐิยอมมาหาจิ่วเม่ยก่อนก็ได้ ใครจะคิดว่าคนที่เด็กน้อยอยู่ด้วยจะไม่ใช่คนที่เขาคิด แต่เป็นบุรุษชุดแดงแสบตาที่ไหนไม่รู้แทน “โจรอย่างนั้นหรือ? ปล่อยอาหมิงกับอาเมี่ยวนะ!!” ลูกน้องที่ตามมาข้างหลังเข้ามาขวางอารุ่ยที่พุ่งมาแต่ก็ถูกผลักกระเด็นหลายคน เกิดการต่อสู้แบบหมาหมู่อยู่นานนับเค่อในที่สุดอารุ่ยก็ถูกจับมัดข้อมือไขว้หลังและบังคับให้นั่งบนพื้น “สามีของจิ่วเอ๋อร์ก็เท่านี้เอง นางช่างตาต่ำเสียจริง...”"ข้าพบเรื่องยุ่งยากมาเล็กน้อย..." นางเอ่ยพลางเม้มปากเล็กน้อย "และ...โดนพิษกำหนัดเข้าอีกครั้ง"คำพูดของหมิงจูทำให้เฉินอวี่ตัวแข็งค้าง ความเป็นห่วงพุ่งเข้าจู่โจมหัวใจเขาในทันที"เจ้าว่าอะไรนะ! เจ้าได้รับพิษอีกแล้ว? ใครกันกล้าทำเช่นนี้กับเจ้า!"หมิงจูแค่นยิ้มบาง ๆ ท่ามกลางสายตาของเฉินอวี่ที่เต็มไปด้วยความร้อนรน นางเอ่ยเสียงแผ่ว"เรื่องนั้นไม่สำคัญเท่าการแก้พิษ ครานี้ต่างออกไปเพราะ...ข้ารู้ว่าจะหายาแก้จากที่ใด..."ก่อนที่เฉินอวี่จะทันได้เอ่ยสิ่งใด หมิงจูก็พุ่งตัวเข้ามาใกล้ ริมฝีปากนางประทับลงบนริมฝีปากเขาอย่างรวดเร็วและเร่าร้อนสัมผัสที่แผดเผาและเร้าอารมณ์แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายของทั้งสอง เฉินอวี่ที่ตกใจในตอนแรกพลันโอนอ่อนและตอบรับอย่างเต็มใจ เขาโอบแขนรอบตัวนางดึงให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นอย่างโหยหาไม่ต่างกัน"หมิงจู..." เขากระซิบชื่อของนางด้วยเสียงพร่าสองร่างเคลื่อนตัวจากหน้าจวนไปยังห้องนอนของเฉินอวี่ที่ประดับตกแต่งอย่างงดงามแล้ว บัดนี้ภายในห้องเต็มไปด้วยบรรยากาศที่อบอวลด้วยความหวามไหว ผ้าม่านที่ปลิวไสวเบา ๆ จากสายลมยามโพล้เพล้บดบังเงาของคนสองคนที่แนบชิดไม่ห่างกันเลยหมิงจูเอนกายลงบนเตียงนุ่ม ร่าง
31ผลของการกระทำในบ้านร้างนั้น...หมิงจูเดินสำรวจไปตามความมืด นางรู้สึกถึงเสียงฝีเท้าที่พยายามจะเงียบย่างเข้ามาจากด้านหลัง นางหยุดเดินแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบโดยไม่หันไปมอง“เจ้าจะออกมาจากที่ซ่อนหรือให้ข้าไปลากออกมาเอง?”เสียงฝีเท้าชะงักลง ก่อนจะมีเสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นจากมุมมืดที่มาของเสียงฝีเท้านั้น“เจ้านี่ฉลาดเกินไปจริงๆ น่าเสียดายที่ความฉลาดของเจ้าจะใช้ไม่ทันการณ์”บุรุษในชุดดำหลายคนเดินออกมาพร้อมท่อนไม้ในมือหมิงจูยิ้มมุมปาก ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความนิ่งสงบ “เจ้าคิดว่าข้าจะหลงกลแผนตื้นๆ เช่นนี้หรือ?”สีหน้าตระหนกเกิดขึ้นบนหน้ายับย่นของบุรุษชุดดำชั่วครู่ก่อนเปลี่ยนเป็นหยักยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างคนเหนือกว่า“เป็นสตรีอย่าได้ปากเก่งนักเลย แม้เจ้าจะสู้ไม้ในมือพวกข้าได้แต่จะสามารถสู้ธูปปลุกกำหนัดได้หรือไม่นั้นก็ต้องมาดูกัน! หึหึ”อา ใช่แล้ว กลิ่นแรกที่หมิงจูเข้ามานั้นคือกลิ่นหอมอ่อนจนพาลให้นึกถึงคราที่นางถูกพิษกำหนัดของฮ่าวเทียนขึ้นมา เพียงแต่คนละกลิ่นเท่านั้น!ดูท่าแล้วชาวเมืองหลวงยุคนี้เขาจะนิยมจัดการศัตรูด้วยการใช้พิษกำหนัดเสียจนน่ารำคาญสิ้นดีสินะที่เบื้องนอกบ้านร้าง... จวิ้นอี้ยืนร
เฉินอวี่ที่นั่งข้างๆ หมิงจูหัวเราะเบาๆ ดวงตาของเขาจับจ้องใบหน้าที่แดงระเรื่อของหมิงจูด้วยความชอบใจ “ท่านแม่เอ็นดูนางจนลืมบุตรชายคนนี้ไปแล้วกระมัง”ฮูหยินเฉินหันขวับไปหาเฉินอวี่ ตบโต๊ะเบาๆ อย่างหยอกล้อ“หุบปากเจ้าเถอะ! ข้าจะดูแลหมิงจูให้ดีกว่าเจ้า ข้าไม่วางใจให้เจ้าเป็นคนดูแลนางหรอก เจ้าจากจวนไปตั้งหลายปีหากไม่เพราะหมิงจูอยู่ที่เมืองหลวงเจ้าจะกลับบ้านมาไหมเล่า!”หมิงจูหัวเราะคิกออกมาเบาๆ กับบทสนทนาอันเป็นกันเองของสองแม่ลูก นางพยายามคีบอาหารที่พูนชามตัวเองมากินอย่างระมัดระวัง แม้จะมีรอยยิ้ม แต่ในใจก็รู้สึกแปลกประหลาดและไม่คุ้นชินอยู่มากนางไม่ค่อยได้สัมผัสความอบอุ่นของครอบครัวที่แท้จริงเช่นนี้มาก่อน นางไม่คุ้นเคยเสียจนต้องบังคับตัวเองให้ผ่อนคลายตามคำแนะนำของเฉินอวี่ก่อนหน้าเมื่อเวลาล่วงเลยมาจนถึงยามบ่ายหลังทานมื้ออาหารและอยู่คุยเรื่องสัพเพเหระเสร็จแล้วหมิงจูลุกขึ้นคารวะฮูหยินเฉินอย่างนอบน้อม“ข้าต้องกลับแล้วเจ้าค่ะ” หมิงจูกล่าวขึ้นอย่างนุ่มนวล “ร้านที่ตลาดยังรอให้ข้าไปจัดการอยู่”ฮูหยินเฉินยื่นมือไปแตะมือของหมิงจูอย่างอ่อนโยนแต่ไม่วายพยายามยื้อให้อยู่ต่อถึงที่สุด“เหตุใดไม่พักอยู่ที่นี
หมิงจูวางตัวชัดเจนเพื่อตัดโอกาสการเข้ามากอบโกยผลประโยชน์จากนางและคนที่เกี่ยวข้องกับนางแบบเด็ดขาด ก่อนจะหันไปยิ้มบางๆ ยังทางฮูหยินเฉินพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลกว่าเมื่อครู่“ฮูหยินเฉินโปรดเรียกข้าว่าหมิงจูเถอะเจ้าค่ะ การเรียกข้าด้วยแซ่ไป๋นั้น คงไม่เหมาะสมเท่าไรนัก...”คำกล่าวนี้ทำให้เจ้าตระกูลไป๋ที่อยากคืนดีด้วยถึงกับหน้าซีดเผือด จวิ้นอี้กำมือแน่นไม่ต่างจากผู้เป็นมารดาฮูหยินเฉินนั้นมองเรื่องราวนี้แล้วกลับหัวเราะเบาๆ อย่างชอบใจ นางลอบยิ้มมองไปทางบุตรชายด้วยสายตาที่ต่างจากตอนแรก เป็นสายตาชื่นชมและยินดีที่ส่งไปหาเฉินอวี่เพราะเขาทำสิ่งที่นางถูกใจยิ่งนั่นเอง“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะเรียกเจ้าว่าหมิงจูตามที่เจ้าต้องการ...”พูดพร้อมส่งสายตาฉายแววเอ็นดูและพึงพอใจให้ว่าที่ลูกสะใภ้ในอนาคต หลังจากนั้นก็เบนสายตาไปทางคนตระกูลไป๋ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เต็มไปด้วยนัย“ข้าจะให้บ่าวช่วยพาพวกท่านออกไปส่งหน้าจวน เพราะข้าต้องการเวลาอีกมากเพื่อคุยกับแขกพิเศษของตระกูลเฉิน”หมิงจูทำได้เพียงปล่อยให้ฮูหยินเฉินจับมือพาเดินเข้าจวนไป ขณะที่เหล่าคนตระกูลไป๋ได้แต่ยืนแข็งค้างด้วยความอับอายที่ตนถูกไล่ชัดเ
29หลุมพราง“อาอวี่ เจ้าจะไม่แนะนำคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเจ้าหรือ?”เฉินอวี่ยิ้มบางส่งไป รอยยิ้มของเขาเป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกว่าเขามีความรู้สึกนุ่มนวลขึ้นอย่างไม่เคยเป็น เขาหันมามองคนข้างหลังแวบหนึ่งบรรยากาศรอบศาลากลางสวนเต็มไปด้วยอบอุ่นบางอย่างจากท่าทีของเฉินอวี่ยามพูดถึงเรื่องนี้ แต่ในความชื่นฉ่ำนี้กลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดในหัวใจของคนตระกูลไป๋ที่เพิ่งได้ตระหนักถึงความสำคัญของหมิงจูเมื่อตอนสายไป...“ท่านแม่ หลังจากนี้ข้าจะกลับมาจวนอย่างที่ท่านต้องการแล้ว และก็พาสตรีที่ข้าตั้งใจจะใช้ชีวิตคู่ด้วยมาแนะนำให้ท่านรู้จักด้วยขอรับ”ฮูหยินเฉินชะงัก นางเบิกตากว้างหยุดนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกวาดตามองบุตรชายอย่างจับผิดทันที เพราะบุตรชายที่ขอออกไปร่ำเรียนและใช้ชีวิตอิสระมานานหลายปีอยู่ดีดีกลับมาโดยไม่บอกกล่าวพร้อมกับบอกว่ามีสตรีในดวงใจมาแนะนำ เหตุการณ์เช่นนี้จะทำให้นางคิดดีได้อย่างไรหากบุตรชายนางไม่ไปหลงเสน่ห์มารยาสตรีเข้าแล้ว“เจ้าไปถูกตาต้องใจสตรีที่ไหนกัน? มีที่มาจากตระกูลใดคู่ควรที่จะมาดูแลจวนเฉินของเราหรือไม่! หรือถูกเสน่ห์มารยาสตรีขายเรือนร่างหลอกเอาหรือไม่?!”เฉินอวี่เพียงยิ้มบางอย่า
ทางฝั่งสวนดอกไม้ในจวนเฉินท่ามกลางกลิ่นหอมของดอกไม้ในสวน หมิงจูเดินทอดน่องอย่างสบายใจเมื่อหูของนางไม่ต้องรับเสียงหวี่ของแมลงหวี่อันแสนน่ารำคาญแล้ว มือเรียวเอื้อมสัมผัสกลีบดอกไม้พลางคุยกับเยว่ฮวาสารพัดเรื่อง“เจ้าว่าดอกไม้พวกนี้ปลูกไว้นานเท่าใดแล้วนะ สีสดอย่างนี้...คงได้คนดูแลดี”เสียงของหมิงจูแฝงความผ่อนคลาย ขณะที่เยว่ฮวาซึ่งเดินตามหลังพยักหน้าหงึก ๆและคุยจ้อตอบกลับมาอย่างผ่อนคลายไม่แพ้กันแต่เมื่อเดินไปได้ไม่กี่ก้าวนี้ หมิงจูก็เริ่มรู้สึกถึงความเงียบผิดปกติ ไม่มีเสียงฝีเท้าของบ่าวคนสนิทอีกแล้ว นางขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะหยุดเท้าแล้วหันไปมองอย่างสงสัย“เยว่ฮวา? หายไปไหน...”ยังไม่ทันขาดคำ นางก็รู้สึกถึงบางสิ่งที่อบอุ่นโอบรอบเอวเบื้องหลังฝั่งที่นางเพิ่งหันจากมา ก่อนที่ทั้งร่างจะถูกดึงเข้าสู่อ้อมกอดแข็งแรง เสียงทุ้มนุ่มที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหูเบาราวกระซิบ“ข้าคิดว่า...หากดอกไม้ในสวนนี้พูดได้ มันคงยอมหลีกทางให้เจ้าผู้เดียว”“คุณชายอวี่!” หมิงจูร้องไม่ดัง ขณะที่ร่างของนางพยายามดิ้นออกเบาๆ “นี่ท่านกล้าเดินเข้ามากอดข้าเช่นนี้ไม่เกรงใจดอกไม้รอบตัวเลยหรือไร?”“ทำไมต้องใส่ใจดอกไม้ด้วยในเมื่อข้าหล
#####6 สหายเก่าของนางมาเยี่ยมเยียน“ไยเมื่อคืนอยู่ดีดีบิดาก็มานอนกับพวกลูกได้ล่ะขอรับ”เช้านี้เฟยเมี่ยวนึ่งซาลาเปาไส้หมูให้เด็กๆ และผู้ใหญ่กิน หลังกินกันอิ่มแล้ว หลินหมิงก็เอ่ยถามสิ่งที่ตนสงสัยทันที“ก็ภรรยาจ๋าละ...”“บิดาของพวกเจ้าอยากเปลี่ยนที่นอนนับแต่นี้ แม่ฝากพวกลูกดูแลให้ความอบอุ่นเขาด้วยเล่า
5 ค่ำคืนแรกหลังจากสามีของนางฟื้น (ต่อ)ดีที่อารุ่ยที่ไม่รู้เดินมาตอนไหนเข้าไปผลักผู้บุกรุกหน้าหนาปลิวกระเด็นออกนอกบ้านไปเสียก่อน ส่วนจิ่วเม่ยก็วิ่งมาอยู่ระหว่างคนของนางเองและบุรุษที่มาบุกรุกแล้ว สีหน้านางน่ากลัวจนทำให้คนมาใหม่กระถดตัวถอยหลังและหุบปากไปทันทีเลย แต่พอตั้งสติได้ก็รีบลุกขึ้นชี้หน้า“เจ
#####5 ค่ำคืนแรกหลังจากสามีของนางฟื้นนอกจากการที่อารุ่ยฟื้นมาแล้วจะไม่ช่วยแบ่งเบาภาระให้จิ่วเม่ยแล้ว เด็กชายวัยสามปีจอมปลอมผู้นี้ยังสร้างความปวดหัวให้นางเพิ่งอีกเมื่อนางทำแป้งห่อไส้ผักผสมกับไก่ที่เหลือต้มให้ทั้งสามคนกิน ก้อนแป้งน้อยน่ารักทั้งสองกินอย่างเอร็ดอร่อยชื่นใจคนทำยิ่งนัก แต่บิดาของพวกเขา
“เดี๋ยว!”ปั่ก!ในขณะที่จิ่วเม่ยจะเดินผ่านบุรุษสามคนนั้นก็ถูกคว้าจับข้อมือไว้ก่อน แต่หลวนซานได้เพียงสัมผัสชั่ววาบเดียวก็ถูกเจ้าของข้อมือใช้มืออีกข้างตีป๊าบจนชาทั้งแขนเสียแล้ว“ฮูหยินของท่านรู้หรือไม่ ว่าสามีของตนชอบเกี้ยวพาสตรีอื่นไปทั่วเยี่ยงนี้”“ข้าไม่เคยทำเช่นนี้กับสตรีอื่น เจ้าก็รู้ว่าข้าชอบเจ







