เข้าสู่ระบบ#####7 พญามัจจุราช
จิ่วเม่ยสำรวจดูฐานทัพหรือที่อยู่ของโจรปิดหน้าแล้วพอเข้าใจบางอย่างได้ ด้วยความที่ฟ้าเริ่มมืดนางก็กลัวว่าทางออกที่จำไว้จะไม่เหมือนเดิมจึงรีบหนีออกมา อีกทั้งเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าจิ่วเม่ยตอนนี้ไม่ได้เป็นสตรีโสดตัวคนเดียวอีกต่อไป นางมีทั้งสามีและลูกให้เลี้ยงดู ตอนนี้ได้เวลามื้อเย็นนางก็ยังไม่ถึงบ้าน ฝีเท้าที่ใช้เดินเร่งเร็วขึ้นในใจได้แต่หวังว่าเด็กๆ คงไม่หิวจนงอแงนั่นแล เอ๋ ประตูรั้วหน้าบ้านเปิดอยู่แต่ไยนางไม่ได้ยินเสียงเด็กๆ เล่นกันนะ เมื่อครู่จิ่วเม่ยเดินไปหาป้าเฉินที่ปิดบ้านเตรียมนอนไปแล้ว ก็รู้ว่าเด็กๆ อยู่กับอารุ่ยแล้ว หรือว่าจะเข้าไปนอนพักข้างในห้องรอนางกลับมากันนะ นางเดินเข้ามาถึงลานหน้าบ้านก็เจอแต่ร่องรอยไม่ปรกติเสียแล้ว ในมือของจิ่วเม่ยมีมีดเล่มเล็กเตรียมสำหรับจัดการกับผู้บุกรุกที่น่าจะอยู่ในบ้านแล้ว “อ้าว จิ่วเอ๋อร์กลับมาแล้ว ปล่อยให้ข้ารอเสียนาน” บุรุษแปลกหน้าเต็มบ้านเลย ส่วนเจ้าของเสียงและคนที่ยืนหน้าบึ้งก็เป็นคุณชายหลวนซานที่นางเคยเจอที่ตลาดนั่นเอง “เจ้ากำลังทำอันใด...” ดีที่อาหมิงและอาเมี่ยวไปเป็นไร เด็กทั้งสองกินขนมที่จิ่วเม่ยทำไว้อยู่พอเห็นนางมาก็ฉีกยิ้มดีใจและทำท่าจะวิ่งมาทางนางทันที แต่ถูกคนของหลวนซานกันไว้ไม่ให้วิ่งมา “ท่านแม่ พวกลูกไม่เป็นอันใดขอรับ แต่ว่าท่านพ่อ...” อารุ่ยถูกเชือกมัดทั่วตัว มีเพียงสายตาน่าสงสารที่มองมาทางจิ่วเม่ยอย่างมีความหวัง มีผ้าผืนสกปรกผืนหนึ่งถูกยัดใส่ปากเขาไว้ จิ่วเม่ยเดาว่าที่อารุ่ยอยากร้องไห้นั้นไม่ใช่เจ็บกายหรอกแต่เขาขยะแขยงผ้าที่ใส่ในปากเขาต่างหาก บุรุษผู้นี้ไม่กลัวความเหนื่อยแต่เขากลัวสิ่งสกปรก! “เมี่ยวเอ๋อร์น่ารักเหมือนเจ้ายิ่งนัก หากอยากให้นางอยู่สุขสบายมิสู้พานางไปอยู่กับข้าเสีย ส่วนเจ้าก็เป็นอนุ รับรองอยู่สบายกว่ากับเจ้างั่งนี้แน่” “อย่าได้พูดจาไร้สาระต่อหน้าลูกของข้านะ! คุณชายหลวนซานคงไม่ได้มาเยี่ยมเยียนสหายเก่าโดยไม่มีเหตุกระมัง บุตรชายคนโตเช่นท่านหากไม่ตั้งใจดูแลกิจการอาจถูกคนใกล้ตัวแทนที่ได้นะ” จิ่วเม่ยคนเดิมสนิทกับบุรุษผู้นี้มากจนรู้สึกถึงปัญหาของเขาแทบจะหมดกระมัง เขาเป็นบุตรชายคนรองของตระกูลอู๋จริง แต่ด้วยความที่เขาเสียใจจากจิ่วเม่ยจนเปลี่ยนไปเป็นคนละคนทำให้เริ่มเป็นที่ไม่พอใจของบิดาแล้ว ส่วนบุตรชายคนโตก็ขยันหมั่นเพียรจนแทบจะเข้ามาบริหารกิจการทั้งหมด ไม่รู้ว่าจะมีเหลือส่วนแบ่งให้คนรองทำหรือไม่ แน่นอนปัญหานี้หลวนซานเครียดมากจนทำให้หลายปีมานี้เขามีนิสัยเกรี้ยวกราดขึ้นกว่าเก่าก่อน “เมี่ยวเอ๋อร์ไม่ไปนะเจ้าคะ แม่จ๋าก็ไม่ไปใช่ไหมเจ้าคะ” น้ำใสๆ เอ่อคลอเมื่ออาเมี่ยวเข้าใจว่าตนต้องแยกจากพี่ชายและบิดานั่นเอง ทำเอาจิ่วเม่ยรู้สึกอยากบีบคอคนปากพล่อยเสียตอนนี้เลยล่ะ “แน่นอนจ้ะอาเมี่ยว เราจะอยู่ด้วยกัน ว่าธุระของเจ้ามาเถอะ!” “หึ อย่างที่เจ้าว่านั่นแหละ ข้าไม่ได้มาเยี่ยมเยียนมือเปล่า แต่เถ้าแก่ร้านรับซื้อของป่าได้ฝากสารมาถึงเจ้าด้วย ไอ้อี่!” หลวนซานนั่งที่เดิมซึ่งเป็นเก้าอี้ตัวใหญ่สุดในบ้านอันเป็นที่ประจำของอารุ่ย เขาพยักหน้าให้สมุนตัวอ้วนโตไปเอาของบางอย่างมากองตรงหน้าจิ่วเม่ย มันคือของป่าที่นางและลุงเฉินเอาไปขายเมื่อไม่กี่วันก่อนนั่นเอง ทว่าสภาพล้วนดูใช้การไม่ได้แล้วทั้งสิ้น “หมายความว่าอย่างไร?” “เถ้าแก่ร้านฝากข้านำของเหล่านี้มาคืนพวกเจ้า พร้อมขอเงินคืนด้วย เขาบอกว่าสินค้าล้วนใช้การไม่ได้หากไม่คืนเงินมาก็จะไปฟ้องทางการเสีย ในฐานะที่ข้าเป็นสหายสนิทของจิ่วเอ๋อร์จึงช่วยระงับไว้ทัน และอาสามาเจรจาต่อรองให้เอง จึงมาที่นี่แล้วจิ่วเอ๋อร์คิดว่าจะรับผิดชอบอย่างไรดี...” ตอแหลสิ้นดี!!! จิ่วเม่ยมิใช่คนโง่นะ เรื่องเล่าต่างๆ ย่อมไม่ใช่ความจริงแน่ เพราะของป่าเหล่านี้เป็นของนางและลุงเฉินจริงแต่สภาพตอนให้เถ้าแก่ร้านมิใช่อย่างนี้เลย ต้องเป็นคนตรงหน้านี้อยากกลั่นแกล้งนางและไปข่มขู่หรือไม่ก็ใส่ร้ายนางกับเถ้าแก่ร้านแน่ ในความทรงจำของจิ่วเม่ยคนเดิมเคยมีเหตุการณ์คล้ายๆ แบบนี้อยู่เมื่อหลายปีก่อน ทำให้นางไม่ไปตลาดเพื่อขายของอีกเลย พอเจอด้วยตนเองทำเอาความสุขุมของจิ่วเม่ยสลายหายไปในพริบตา ไปสุมในอกจนอยากจะจัดการคนพวกนี้อย่างไม่สนใจว่าเด็กน้อยจะมองอยู่แล้ว “หลวนซาน เจ้าคงคิดว่าจิ่วเม่ยยอมอ่อนข้อให้เจ้าแล้วจะทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้นสินะ ข้าคนนี้คงต้องสั่งสอนเจ้าให้เติบโตอย่างรู้ความหน่อยแล้ว...” “นั่นๆ จะจิ่วอะ อ๊าก!” ลูกสมุนที่หลวนซานนำมาไม่สามารถขวางความเกรี้ยวโกรธของจิ่วเม่ยสายลุยได้ ใครมาขวางก็จะถูกฝ่ามือตบกลับจนหน้าชาหัวสมองมึนเสียทุกคน นางพุ่งไปหาหลวนซานที่นั่งตัวแข็งบนเก้าอี้ของบ้านนางเอง นางตบหน้าเขาจนหันไปอีกฝั่ง หน้าสะบัดคอแทบหลุด เมื่อคนถูกตบจะยกมือขวางหน้าตนก็ต้องถูกสะกัดกั้นด้วยการถูกจิ่วเม่ยจี้จุดทำให้มือสองข้างไร้แรงจนได้แต่นั่งนิ่งรับฝ่ามือนรกสั่งของจิ่วเม่ยเท่านั้น “หากใครเข้ามาขวางข้าสาบานว่า หลวนซานน้อย จะต้องถูกข้าตัดไม่ให้สามารถมีลูกหลานได้อีกแน่!” เท่านั้นแหละ นางก็ลงมือได้อย่างสบายไม่มีใครกล้าขวางแล้ว"ข้าพบเรื่องยุ่งยากมาเล็กน้อย..." นางเอ่ยพลางเม้มปากเล็กน้อย "และ...โดนพิษกำหนัดเข้าอีกครั้ง"คำพูดของหมิงจูทำให้เฉินอวี่ตัวแข็งค้าง ความเป็นห่วงพุ่งเข้าจู่โจมหัวใจเขาในทันที"เจ้าว่าอะไรนะ! เจ้าได้รับพิษอีกแล้ว? ใครกันกล้าทำเช่นนี้กับเจ้า!"หมิงจูแค่นยิ้มบาง ๆ ท่ามกลางสายตาของเฉินอวี่ที่เต็มไปด้วยความร้อนรน นางเอ่ยเสียงแผ่ว"เรื่องนั้นไม่สำคัญเท่าการแก้พิษ ครานี้ต่างออกไปเพราะ...ข้ารู้ว่าจะหายาแก้จากที่ใด..."ก่อนที่เฉินอวี่จะทันได้เอ่ยสิ่งใด หมิงจูก็พุ่งตัวเข้ามาใกล้ ริมฝีปากนางประทับลงบนริมฝีปากเขาอย่างรวดเร็วและเร่าร้อนสัมผัสที่แผดเผาและเร้าอารมณ์แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายของทั้งสอง เฉินอวี่ที่ตกใจในตอนแรกพลันโอนอ่อนและตอบรับอย่างเต็มใจ เขาโอบแขนรอบตัวนางดึงให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นอย่างโหยหาไม่ต่างกัน"หมิงจู..." เขากระซิบชื่อของนางด้วยเสียงพร่าสองร่างเคลื่อนตัวจากหน้าจวนไปยังห้องนอนของเฉินอวี่ที่ประดับตกแต่งอย่างงดงามแล้ว บัดนี้ภายในห้องเต็มไปด้วยบรรยากาศที่อบอวลด้วยความหวามไหว ผ้าม่านที่ปลิวไสวเบา ๆ จากสายลมยามโพล้เพล้บดบังเงาของคนสองคนที่แนบชิดไม่ห่างกันเลยหมิงจูเอนกายลงบนเตียงนุ่ม ร่าง
31ผลของการกระทำในบ้านร้างนั้น...หมิงจูเดินสำรวจไปตามความมืด นางรู้สึกถึงเสียงฝีเท้าที่พยายามจะเงียบย่างเข้ามาจากด้านหลัง นางหยุดเดินแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบโดยไม่หันไปมอง“เจ้าจะออกมาจากที่ซ่อนหรือให้ข้าไปลากออกมาเอง?”เสียงฝีเท้าชะงักลง ก่อนจะมีเสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นจากมุมมืดที่มาของเสียงฝีเท้านั้น“เจ้านี่ฉลาดเกินไปจริงๆ น่าเสียดายที่ความฉลาดของเจ้าจะใช้ไม่ทันการณ์”บุรุษในชุดดำหลายคนเดินออกมาพร้อมท่อนไม้ในมือหมิงจูยิ้มมุมปาก ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความนิ่งสงบ “เจ้าคิดว่าข้าจะหลงกลแผนตื้นๆ เช่นนี้หรือ?”สีหน้าตระหนกเกิดขึ้นบนหน้ายับย่นของบุรุษชุดดำชั่วครู่ก่อนเปลี่ยนเป็นหยักยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างคนเหนือกว่า“เป็นสตรีอย่าได้ปากเก่งนักเลย แม้เจ้าจะสู้ไม้ในมือพวกข้าได้แต่จะสามารถสู้ธูปปลุกกำหนัดได้หรือไม่นั้นก็ต้องมาดูกัน! หึหึ”อา ใช่แล้ว กลิ่นแรกที่หมิงจูเข้ามานั้นคือกลิ่นหอมอ่อนจนพาลให้นึกถึงคราที่นางถูกพิษกำหนัดของฮ่าวเทียนขึ้นมา เพียงแต่คนละกลิ่นเท่านั้น!ดูท่าแล้วชาวเมืองหลวงยุคนี้เขาจะนิยมจัดการศัตรูด้วยการใช้พิษกำหนัดเสียจนน่ารำคาญสิ้นดีสินะที่เบื้องนอกบ้านร้าง... จวิ้นอี้ยืนร
เฉินอวี่ที่นั่งข้างๆ หมิงจูหัวเราะเบาๆ ดวงตาของเขาจับจ้องใบหน้าที่แดงระเรื่อของหมิงจูด้วยความชอบใจ “ท่านแม่เอ็นดูนางจนลืมบุตรชายคนนี้ไปแล้วกระมัง”ฮูหยินเฉินหันขวับไปหาเฉินอวี่ ตบโต๊ะเบาๆ อย่างหยอกล้อ“หุบปากเจ้าเถอะ! ข้าจะดูแลหมิงจูให้ดีกว่าเจ้า ข้าไม่วางใจให้เจ้าเป็นคนดูแลนางหรอก เจ้าจากจวนไปตั้งหลายปีหากไม่เพราะหมิงจูอยู่ที่เมืองหลวงเจ้าจะกลับบ้านมาไหมเล่า!”หมิงจูหัวเราะคิกออกมาเบาๆ กับบทสนทนาอันเป็นกันเองของสองแม่ลูก นางพยายามคีบอาหารที่พูนชามตัวเองมากินอย่างระมัดระวัง แม้จะมีรอยยิ้ม แต่ในใจก็รู้สึกแปลกประหลาดและไม่คุ้นชินอยู่มากนางไม่ค่อยได้สัมผัสความอบอุ่นของครอบครัวที่แท้จริงเช่นนี้มาก่อน นางไม่คุ้นเคยเสียจนต้องบังคับตัวเองให้ผ่อนคลายตามคำแนะนำของเฉินอวี่ก่อนหน้าเมื่อเวลาล่วงเลยมาจนถึงยามบ่ายหลังทานมื้ออาหารและอยู่คุยเรื่องสัพเพเหระเสร็จแล้วหมิงจูลุกขึ้นคารวะฮูหยินเฉินอย่างนอบน้อม“ข้าต้องกลับแล้วเจ้าค่ะ” หมิงจูกล่าวขึ้นอย่างนุ่มนวล “ร้านที่ตลาดยังรอให้ข้าไปจัดการอยู่”ฮูหยินเฉินยื่นมือไปแตะมือของหมิงจูอย่างอ่อนโยนแต่ไม่วายพยายามยื้อให้อยู่ต่อถึงที่สุด“เหตุใดไม่พักอยู่ที่นี
หมิงจูวางตัวชัดเจนเพื่อตัดโอกาสการเข้ามากอบโกยผลประโยชน์จากนางและคนที่เกี่ยวข้องกับนางแบบเด็ดขาด ก่อนจะหันไปยิ้มบางๆ ยังทางฮูหยินเฉินพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลกว่าเมื่อครู่“ฮูหยินเฉินโปรดเรียกข้าว่าหมิงจูเถอะเจ้าค่ะ การเรียกข้าด้วยแซ่ไป๋นั้น คงไม่เหมาะสมเท่าไรนัก...”คำกล่าวนี้ทำให้เจ้าตระกูลไป๋ที่อยากคืนดีด้วยถึงกับหน้าซีดเผือด จวิ้นอี้กำมือแน่นไม่ต่างจากผู้เป็นมารดาฮูหยินเฉินนั้นมองเรื่องราวนี้แล้วกลับหัวเราะเบาๆ อย่างชอบใจ นางลอบยิ้มมองไปทางบุตรชายด้วยสายตาที่ต่างจากตอนแรก เป็นสายตาชื่นชมและยินดีที่ส่งไปหาเฉินอวี่เพราะเขาทำสิ่งที่นางถูกใจยิ่งนั่นเอง“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะเรียกเจ้าว่าหมิงจูตามที่เจ้าต้องการ...”พูดพร้อมส่งสายตาฉายแววเอ็นดูและพึงพอใจให้ว่าที่ลูกสะใภ้ในอนาคต หลังจากนั้นก็เบนสายตาไปทางคนตระกูลไป๋ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เต็มไปด้วยนัย“ข้าจะให้บ่าวช่วยพาพวกท่านออกไปส่งหน้าจวน เพราะข้าต้องการเวลาอีกมากเพื่อคุยกับแขกพิเศษของตระกูลเฉิน”หมิงจูทำได้เพียงปล่อยให้ฮูหยินเฉินจับมือพาเดินเข้าจวนไป ขณะที่เหล่าคนตระกูลไป๋ได้แต่ยืนแข็งค้างด้วยความอับอายที่ตนถูกไล่ชัดเ
29หลุมพราง“อาอวี่ เจ้าจะไม่แนะนำคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเจ้าหรือ?”เฉินอวี่ยิ้มบางส่งไป รอยยิ้มของเขาเป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกว่าเขามีความรู้สึกนุ่มนวลขึ้นอย่างไม่เคยเป็น เขาหันมามองคนข้างหลังแวบหนึ่งบรรยากาศรอบศาลากลางสวนเต็มไปด้วยอบอุ่นบางอย่างจากท่าทีของเฉินอวี่ยามพูดถึงเรื่องนี้ แต่ในความชื่นฉ่ำนี้กลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดในหัวใจของคนตระกูลไป๋ที่เพิ่งได้ตระหนักถึงความสำคัญของหมิงจูเมื่อตอนสายไป...“ท่านแม่ หลังจากนี้ข้าจะกลับมาจวนอย่างที่ท่านต้องการแล้ว และก็พาสตรีที่ข้าตั้งใจจะใช้ชีวิตคู่ด้วยมาแนะนำให้ท่านรู้จักด้วยขอรับ”ฮูหยินเฉินชะงัก นางเบิกตากว้างหยุดนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกวาดตามองบุตรชายอย่างจับผิดทันที เพราะบุตรชายที่ขอออกไปร่ำเรียนและใช้ชีวิตอิสระมานานหลายปีอยู่ดีดีกลับมาโดยไม่บอกกล่าวพร้อมกับบอกว่ามีสตรีในดวงใจมาแนะนำ เหตุการณ์เช่นนี้จะทำให้นางคิดดีได้อย่างไรหากบุตรชายนางไม่ไปหลงเสน่ห์มารยาสตรีเข้าแล้ว“เจ้าไปถูกตาต้องใจสตรีที่ไหนกัน? มีที่มาจากตระกูลใดคู่ควรที่จะมาดูแลจวนเฉินของเราหรือไม่! หรือถูกเสน่ห์มารยาสตรีขายเรือนร่างหลอกเอาหรือไม่?!”เฉินอวี่เพียงยิ้มบางอย่า
ทางฝั่งสวนดอกไม้ในจวนเฉินท่ามกลางกลิ่นหอมของดอกไม้ในสวน หมิงจูเดินทอดน่องอย่างสบายใจเมื่อหูของนางไม่ต้องรับเสียงหวี่ของแมลงหวี่อันแสนน่ารำคาญแล้ว มือเรียวเอื้อมสัมผัสกลีบดอกไม้พลางคุยกับเยว่ฮวาสารพัดเรื่อง“เจ้าว่าดอกไม้พวกนี้ปลูกไว้นานเท่าใดแล้วนะ สีสดอย่างนี้...คงได้คนดูแลดี”เสียงของหมิงจูแฝงความผ่อนคลาย ขณะที่เยว่ฮวาซึ่งเดินตามหลังพยักหน้าหงึก ๆและคุยจ้อตอบกลับมาอย่างผ่อนคลายไม่แพ้กันแต่เมื่อเดินไปได้ไม่กี่ก้าวนี้ หมิงจูก็เริ่มรู้สึกถึงความเงียบผิดปกติ ไม่มีเสียงฝีเท้าของบ่าวคนสนิทอีกแล้ว นางขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะหยุดเท้าแล้วหันไปมองอย่างสงสัย“เยว่ฮวา? หายไปไหน...”ยังไม่ทันขาดคำ นางก็รู้สึกถึงบางสิ่งที่อบอุ่นโอบรอบเอวเบื้องหลังฝั่งที่นางเพิ่งหันจากมา ก่อนที่ทั้งร่างจะถูกดึงเข้าสู่อ้อมกอดแข็งแรง เสียงทุ้มนุ่มที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหูเบาราวกระซิบ“ข้าคิดว่า...หากดอกไม้ในสวนนี้พูดได้ มันคงยอมหลีกทางให้เจ้าผู้เดียว”“คุณชายอวี่!” หมิงจูร้องไม่ดัง ขณะที่ร่างของนางพยายามดิ้นออกเบาๆ “นี่ท่านกล้าเดินเข้ามากอดข้าเช่นนี้ไม่เกรงใจดอกไม้รอบตัวเลยหรือไร?”“ทำไมต้องใส่ใจดอกไม้ด้วยในเมื่อข้าหล
8 งานเลี้ยงฉลอง“โอ๊ย เจ้าเบามือหน่อยเถอะ ไม่เจอกันไม่กี่ปีไยถึงดุดันเพียงนี้ ข้าล่ะสงสารสามีของเจ้าเสียจริง มิรู้เขาดวงตกหรืออย่างไรต้องมามีภรรยาเยี่ยงเจ้า อ้าก! หูๆ หูข้า”พอนางอภัยให้หน่อยก็เริ่มจิกกัดนางเลย อย่างนี้มันต้องโดนจัดการด้วยหยิกจอมพลังของนางแล้ว จิ่วเม่ยเน้นแรงไปที่ใบหูที่เต็มไปด้วยเ
#####8 งานเลี้ยงฉลอง“เอ้า ชนหน่อยเร็ว...”จิ่วเม่ยชูชามเหล้าในมือขึ้นเหนือหัว ในที่สุดก็ได้เวลาผ่อนคลายเสียทีหลังจากที่นางทำกับข้าวมากมาย ทั้งผัด ทั้งทอด และแกง โดยเฉพาะยามนี้น้ำส้มสายชูหมักที่นางเก็บไว้ก็ถึงเวลาเอาออกมาใช้พอดี อาหารหน้าตาน่าลิ้มลองตรงหน้าพร้อมกับเหล้าหลายไหที่หลวนซานเป็นฝ่ายให้ลู
#####7 พญามัจจุราช (ต่อ)“เจ้ารวยแล้ว มีอำนาจแล้วคิดว่าจะกลั่นแกล้งอย่างไรกับคนจนก็ได้อย่างนั้นหรือ... พลั่ก!จิ่วเม่ยต้องลำบากเพียงใดกับการที่เจ้าเพียงไม่พอใจนาง ลูกน้อยของข้าต้องอดมื้อกินมื้อนานเท่าไหร่เพียงเจ้าตัดทางทำมาหากินนาง เจ้ารู้หรือไม่! ปั่ก!นางต้องพยายามออกห่างจากคนที่หวังดีกับนางก็เพี
“บอกก็ได้ แต่ไม่บอกจะดีกว่านะ อาจิ่วรู้หรือไม่ ขบวนสินค้าแบบนี้เป็นของพ่อค้าเมืองอื่นที่เอาของป่าจากที่อื่นมาขายเช่นกัน พวกเขาเนี่ยแหละทำให้ชาวบ้านแถบชายป่าขายของป่ายาก หรือถูกกดราคา หากถูกปล้นไปก็ดีต่อพวกเราไม่น้อย ส่วนพวกนั้นก็คงจนลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น”จิ่วเม่ยพยักหน้าเข้าใจ นางรู้ว่าทุกคนล้วน







