LOGINรถตู้คันสีดำที่หญิงสาวนั่งมากับเขาเคลื่อนเข้ามาจอดที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เมื่อได้รับแจ้งจากทางญาติว่าจะมารับศพของนายชาติชาย เมธาวัฒน์ เจ้าหน้าที่ทางห้องเก็บศพก็พาชายหนุ่มและหญิงสาวไปดูศพของผู้เสียชีวิต โชติกาแทบจะยืนไม่ไหว ก้าวขาแทบไม่ออก เมื่อสิ่งที่เธอพยายามหลีกหนีนั้นสุดท้ายแล้วมันก็เป็นเรื่องจริง
จนเมื่อผ้าคลุมสีขาวถูกเปิดออกและได้เห็นใบหน้าของผู้ตายที่ถูกแช่อยู่ในตู้เก็บศพรอญาติมารับผู้เป็นลูกสาวก็ถึงกับปล่อยโฮออกมาอย่างสุดจะกลั้น ผวาเข้าไปกอดศพผู้เป็นบิดาราวกับคนจะขาดใจ
“คุณพ่อ คุณพ่อขา ลูกกลับมาแล้ว ฮือๆ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ คุณพ่อทำไมไม่รอชาร์มก่อน ฮือ ชาร์มอยากจะไปอยู่กับคุณพ่อ คุณพ่อ ฮือๆ”
เธอเรียกและเขย่าตัวท่าน มองดวงหน้าที่ขาวซีดผ่านม่านน้ำในดวงตาทั้งสองข้างด้วยหัวใจที่แตกสลาย แต่สำหรับอีกคนที่ยืนมองอยู่ข้างๆ กลับรู้สึกว่าภาพตรงหน้าเป็นภาพที่สวยงามถูกใจเขายิ่งนัก ที่วันนี้ ไอ้ฆาตกรที่สังหารบิดาของเขาอย่างเลือดเย็นมันได้ตายลงไปแล้ว
ปรานต์ธรแสยะยิ้มออกมาทั้งที่แววตาเหี้ยมเกรียม ก่อนที่เขาจะเอ่ยบอกกับเธอว่า
“พอได้แล้ว ไม่ว่าคุณจะร้องเรียกพ่อของคุณเท่าไหร่ เค้าก็ไม่มีวันตื่นขึ้นมาพูดกับคุณได้อีกแล้ว”
เอ่ยจบเขาก็หันไปพยักหน้ากับลูกน้องที่ติดตามมาด้วยให้นำศพของนายชาติชายไปที่รถเพื่อประกอบพิธีทางศาสนาตามขั้นตอนต่อไป โดยมีเสียงร้องไห้คร่ำครวญของผู้เป็นลูกสาวเพียงคนเดียวคลอตามไปด้วย
เขาเข้าใจหัวอกของโชติกายามนี้เป็นอย่างดีว่ามันเจ็บปวดทรมานมากแค่ไหนกับการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักหนึ่งเดียวในชีวิต มันคงเหมือนฟ้าถล่มดินทลายลงตรงหน้าเลยสินะ ภาพของบิดาที่นอนจมกองเลือดในวันนั้นยังติดอยู่ในใจเขาไม่อาจลบเลือน ไม่มีเหตุการณ์ใดบ่งบอกให้รู้ล่วงว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้นกับท่าน ทุกอย่างมันเกิดขึ้นในวันที่เขาไม่ทันตั้งตัวอะไรเลย และในตอนนี้ตัวเธอเองก็เช่นกัน
เมื่อมาถึงที่วัดชายหนุ่มก็สั่งคนของเขาให้นำร่างของนายชาติชายเข้าเตาเผาทันที โชติกาไม่สามารถเอื้อนเอ่ยอะไรได้แม้ว่าใจจริงอยากจะให้มีการตั้งสวดพระอภิธรรมศพของบิดาบ้างสักคืน เธอเอาแต่ร้องไห้จนแทบยืนไม่ไหว ดวงตาแดงก่ำทั้งสองข้างได้แต่มองเปลวควันสีดำที่พวยพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า
“ฮือ คุณพ่อ”
ไม่ว่าใครจะตราหน้าบิดาเธอว่าเป็นคนเลวขนาดไหน แต่สำหรับลูกคนนี้ หญิงสาวกลืนก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ในลำคอก่อนจะแหงนหน้าขึ้นมองไปบนท้องฟ้าคล้ายกำลังมองหาบิดาอันเป็นที่รัก ริมฝีปากอิ่มระบายเป็นรอยยิ้มหม่นออกมา บอกกับท่านด้วยหัวใจของเธอว่า
‘คุณพ่อจะเป็นที่รักของลูกเสมอ’
ก่อนที่เจ้าตัวจะแบกรับความเสียใจนั้นไว้ไม่ไหวอีกต่อไป ล้มหมดสติลงในอ้อมแขนอันเย็นชาและแข็งกระด้างของเขา
หญิงสาวรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตัวเองได้กลับมาอยู่ที่คอนโดมิเนียมของเขาแล้ว เมื่อดันกายลุกขึ้นมานั่งในท่าทางที่เหม่อลอยพร้อมกับคิดทบทวนเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ใบหน้าอันซีดขาวของบิดาที่บรรจุอยู่ในหีบห่อพลาสติกกระทั่งเปลวควันที่พวยพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าเธอก็รู้อย่างแน่ชัดแล้วว่านั่นไม่ใช่ความฝัน หากเป็นเรื่องราวอันแสนเลวร้ายและเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของเธอ
หญิงสาวรู้สึกเคว้งคว้างดั่งนั่งเรืออยู่ในกลางมหาสมุทรที่กำลังเผชิญกับมรสุมลูกใหญ่ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาไม่ขาดสาย ดวงตาที่ทอดมองไปเบื้องหน้าอ้างว้างว่างเปล่าราวกับไม่มีความหวังใดๆ หลงเหลืออยู่อีกเลย เธอไม่สามารถยืนหยัดอยู่อย่างเข้มแข็งต่อไปได้ เมื่อความคิดหนึ่งที่อยากจะหลุดพ้นผุดขึ้นมาในหัว ร่างบางจึงลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปในห้องน้ำ ดวงตาที่มีร่องรอยบวมช้ำแดงก่ำมองไปยังแจกันดอกไม้ประดับที่ทำจากแก้วคริสตัล ความคิดชั่ววูบทำให้เธอยื่นมือไปมันขึ้นมา มองอยู่เพียงชั่วอึดใจก่อนจะทุ่มมันลงตกกระแทกกับพื้นจนแตกออกจากกันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยกระจายเกลื่อนพื้นกลายเป็นเศษแหลมคมพร้อมที่จะเป็นอาวุธได้ทันที
เสียงดังเพล้งในห้องนอนทำให้ชายหนุ่มที่นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ด้านนอกได้ยินและเกิดสังหรณ์ใจจึงรีบเข้าไปดูหญิงสาวในห้องทันที เมื่อเปิดประตูเข้ามาก็พบเพียงร่องรอยความว่างเปล่าบนเตียง ไวเท่าความคิดร่างสูงรีบก้าวเท้าเร็วๆ ไปยังห้องน้ำและเปิดประตูหวังจะเข้าไป แต่ทว่าประตูกลับถูกล็อกจากทางด้านใน
“บ้าเอ้ย!”
เสียงสบถออกมาอย่างหัวเสีย ก่อนที่เสียงเข้มจะตะโกนเข้าไป
“ชาร์ม คุณกำลังจะทำอะไร ออกมาคุยกันก่อน ชาร์ม!ชาร์ม! ผมไม่คิดว่าคุณจะเป็นคนขี้ขลาดถึงขนาดยอมฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหาแบบนี้”
หญิงสาวที่กำเศษกระเบื้องไว้ในมือกำลังส่งเสียงสะอื้น หันมองไปยังบานประตูที่มีอีกคนตะโกนเข้ามา
“เปิดประตูแล้วออกมาคุยกับผมเดี๋ยวนี้ ถ้าคุณไม่เปิดผมจะพังมันเข้าไปแล้วจะจัดการกับคุณ ถ้าผมยังไม่ยอมให้คุณตาย คุณก็ยังตายไม่ได้ ได้ยินรึเปล่า ชาร์ม!”
^
^
^
***โปรดติดตามตอนต่อไปด้วยน้า
ส่งกำลังใจมาในรูปแบบคอมเมนต์ให้มนสิหน่อยนะค้าาาา รออ่านยู้วววว ขอบคุณค่า
วันนี้เดิมทีปรานต์ธรต้องออกไปทำงาน ทว่าเขาตื่นสายกว่าปกติจึงตัดสินใจไม่เข้าบริษัท และได้โทรบอกให้พัสสนนำงานที่ค้างมาให้เขาตรวจดูที่คอนโด เมื่อพัสสนเข้ามาภายในห้องผู้บริหารของบริษัท ลี โลจิสติกส์ อีกทั้งยังเป็นเพื่อนของเขาด้วยชายหนุ่มจึงทำตัวปกติ พูดคุยกับปรานต์ธรอย่างผ่อนคลายเป็นกันเองเมื่อไม่ได้อยู่ต่อหน้าพนักงานคนอื่นครั้นเมื่อหมดธุระและเขากำลังจะกลับเข้าบริษัทอีกครั้งในช่วงบ่ายก็บังเอิญได้พบกับโชติกาที่เปิดประตูออกมาจากห้องหนังสือ หญิงสาวเองก็ได้พบกับผู้ชายแปลกหน้าที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ในแววตาฉายความตกใจเล็กน้อย“เอ่อ คือ คุณอยู่ที่นี่เหรอครับ”พัสสนเอ่ยถามกับหญิงสาวในน้ำเสียงสุภาพ มอบรอยยิ้มให้อย่างเป็นมิตรก่อนจะหันกลับไปยิ้มกรุ้มกริ่มกับใครอีกคนที่เดินหน้าเข้มเข้ามาใกล้โชติกายังไม่ทันได้ตอบคำถามนั้น พัสสนก็หันมายิ้มกับเธอแล้วเอ่ยต่อ“ผมชื่อพัสนะครับ ยินดีที่ได้รู้จักคุณ...”ชายหนุ่มหยุดพูดเพื่อให้หญิงสาวแนะนำตัวเองกับเขา ฝ่ายหญิงยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพูดออกมาว่า“ชาร์มค่ะ”“คุณชาร์ม ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ คุณเป็นคนไทยเหรอครับ”“ใช่ค่ะ ฉันเป็นคนไทย”พัสสนคิดว่าสาวสวยคนนี้เป็นผู้หญ
ปรานต์ธรเองก็ไม่รอช้าเขาจัดการดึงปมเชือกที่ผูกรัดเอวหญิงสาวพร้อมกับถอดมันให้หลุดออกจากตัวเธอ ทันทีที่เสื้อคลุมร่วงหลุดลงมากองที่ปลายเท้าชายหนุ่มก็ดันร่างของเธอให้เอนลงไปนอนบนเตียงพร้อมกับร่างของเขาตามทาบทับลงมา ความกระสันซ่านที่กำลังปั่นป่วนอยู่ภายในทำให้เขาอยากทำอะไรบางอย่างกับเธอในสิ่งที่เขาไม่ยอมทำให้ผู้หญิงคนไหนมาก่อน เมื่อร่างกายเธอเป็นของเขาแล้วทำไมเขาจะแตะต้องส่วนอื่นของเธอด้วยเรียวลิ้นไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่เขาควรปรนเปรอให้เธอด้วยไม่ใช่หรือเพื่อเป็นการไม่เอาเปรียบคู่นอนโชติกาเบี่ยงใบหน้าซุกลงกับหมอนพร้อมกับหลับตาลงเมื่อหัวเข่าที่ตั้งชันของเธอทั้งสองข้างถูกฝ่ามือของเขาดันให้แยกออกจากกันกว้าง ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่นกับความซ่านสยิวแม้ว่าเขาจะยังไม่ทันได้ทำอะไรก็ตาม มันคงจะเป็นเหมือนกับเมื่อคืนที่ปรานต์ธรไม่ได้อยากแตะเนื้อต้องตัวส่วนอื่นของเธอนอกจากปลดปล่อยอารมณ์ของเขาให้มันเสร็จๆ แต่ทว่านาทีต่อมาหญิงสาวกลับรู้สึกถึงสายลมอุ่นๆ ที่รินรดอยู่ตรงกลางหว่างขาเธอตอนนี้ และเมื่อผงกศีรษะขึ้นมองก็เห็นว่าใบหน้าของเขากำลังจดจ่ออยู่ตรงส่วนนั้นของเธอเขาเองก็คล้ายว่าพยายามบังคับใจตัวเองอยู่เหมือนกั
หลังจากผ่านการมีความสัมพันธ์ทางกายกันมาแล้ว ใช่ว่าปรานต์ธรจะมีท่าทีเปลี่ยนไป เขายังคงปฏิบัติต่อเธอดังเดิม มีความเย็นชาเคลือบไว้อยู่แบบไหนก็แบบนั้นไม่มีท่าทีอ่อนลง บางครั้งเมื่อมีโอกาสพูดจาให้เธอเจ็บช้ำใจเขาก็พูดมันขึ้นมาโดยไม่นึกถึงจิตใจของเธอ เขาไม่ได้ใช้งานเธอให้ทำอย่างอื่นเลยนอกจากเรื่องบนเตียง เมื่อถึงเวลาที่ต้องกินก็มีแม่บ้านคอยจัดเตรียมอาหารมาวางไว้บนโต๊ะให้เสร็จสรรพ การงานอย่างอื่นไม่ต้องหยิบจับให้มือสากกระด้าง ยามเมื่อเขาเสร็จกิจก็เป็นฝ่ายเดินออกไปจากห้องโดยไม่มีคำพูดใดๆ เอื้อนเอ่ยออกมาเป็นการปลอบประโลมใจหญิงสาวเลยแม้เพียงนิดในตอนพลบค่ำหลังจากที่ร่วมรับประทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อยปรานต์ธรได้เดินแยกออกไปนั่งทำงานอยู่ที่มุมส่วนตัวของเขา ส่วนตัวเธอก็ไปนั่งอ่านหนังสือในอีกห้องหนึ่งโดยไม่ให้ความสนใจอะไรกับเขาอีก เมื่อหญิงสาวเดินออกมาจากห้องนั้นเพื่อจะเข้าไปในห้องนอนส่วนตัว เธอบังเอิญได้ยินเสียงชายหนุ่มคุยโทรศัพท์กับใครคนหนึ่ง น้ำเสียงที่ก้องออกมาจากลำโพงสมาร์ตโฟนที่เขาถืออยู่ในมือแจ่มชัดว่าเป็นเสียงของผู้หญิง ซึ่งกำลังพูดจาสื่อสารโต้ตอบกันโดยใช้ภาษาจีนโชติกาที่เคยเรียนรู้ภาษาจีนม
จากวันนี้ไปนอกจากคุณพัสสน หนุ่มหล่อสไตล์เกาหลีตี๋นิยม แว่นสายตาที่เขาสวมใสปิดบังแววตาที่เฉียบคมนั้นทำให้ชายหนุ่มดูเป็นคนสุขุมลุ่มลึกตอนนี้เขาดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายลูกค้าต่างประเทศ ซึ่งอายุก็รุ่นราวคราวเดียวกับซีอีโอหนุ่ม และแน่นอนว่านับจากนี้สาวๆ ในบริษัทก็จะมีอาหารตาให้มองเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน บางคนถึงกับเอาไปเปรียบเทียบว่าระหว่างผู้จัดการหล่อตี๋ กับซีอีโอหนุ่มใครจะน่ากินมากกว่ากัน และผลคะแนนก็ออกมาสูสีกินกันไม่ลงในเรื่องความหล่อเหลาดูดีของผู้ชายทั้งสองคนนั้น โดยที่ทางฝ่ายปรานต์ธรชนะคะแนนจากสาวๆ ทั้งสิบไป 6:4 คะแนนปรานต์ธรพูดคุยหารือเรื่องงานกับพัสสน ผู้ซึ่งมีความสนิทสนมกับชายหนุ่มมากพอสมควรเพราะทั้งสองเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยที่พัสสนเรียนอยู่ที่ฮ่องกง ก่อนจะเข้ามาทำงานในบริษัทด้านการขนส่งแห่งนี้เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก ร่างสูงสง่าก็ก้าวออกมาพร้อมกับถอดเสื้อสูทพาดไว้บนเคาน์เตอร์บาร์ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแม่บ้านเข้ามาจัดการนำไปแขวนไว้ให้เรียบร้อย มือหนายกขึ้นขยับปมเนกไทให้หลวมเล็กน้อย พร้อมกับปลดกระดุมตรงแขนเสื้อแล้วพับขึ้นมาอยู่ใต้บริเวณข้อศอกเพื่อความคล่องตัว ยามเมื่อเขาเดินเข้าม
ในตอนที่หญิงสาวนอนหลับไปอย่างเหนื่อยล้าอ่อนเพลีย ก่อนฟ้าจะสางชายหนุ่มก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา เขานอนจ้องหน้าหญิงสาวอยู่เป็นนานด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจบอกตัวเองได้ ก่อนจะตัดสินใจลุกเดินออกไปจากห้องทิ้งให้เธอนอนอยู่ตามลำพังครั้นเมื่อโชติการู้สึกตัวลืมตาตื่นขึ้นมาในช่วงสายจัดของวันก็รู้สึกถึงความปวดเมื่อยไปทั่วร่างกายและปวดแปลบบริเวณส่วนนั้นที่ถูกลำกายซึ่งไร้กระดูกหากแต่แข็งแกร่งเสียดสีอยู่ข้างในอย่างไม่ยอมถอดถอนออกมาโดยง่าย ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วนับจากนี้เป็นต้นไป ทั้งอิสรภาพที่ถูกจำกัด ร่างกายที่ต้องรักษาไว้เพื่อเป็นเครื่องบำเรอให้แก่ชายคนนั้น ผู้ซึ่งเป็นผู้ชายคนแรกที่เข้ามามีสัมพันธ์ลึกซึ้งทางกาย ทำให้เธอรู้รสความสุขสันต์รัญจวนที่เกิดขึ้นขณะเมื่อร่างกายถูกโลมเล้าจากทั้งมืออันหนานุ่มรวมถึงริมฝีปากและปลายลิ้นอุ่นชื้นของเขาที่ลากไล้ไปเกือบทุกอณูของร่างกายเธอ มันทั้งตื่นเต้น หวาดกลัว ต่อมาก็แปรเปลี่ยนเป็นความซ่านเสียว รัญจวนใจอย่างถึงที่สุดจนหลงลืมความเป็นตัวของตัวเองไปชั่วขณะเธอจดจำไม่ได้เลยว่าเมื่อคืนนี้ได้ผวาร้องครางครวญให้เขาฟังกี่ครั้งในตอนที่รู้สึกว่ามีบางอย่างแตกซ่านอยู่ข้าง
ทว่านาทีต่อมาเธอก็ต้องลืมตามองดู เมื่อรู้สึกว่าข้อเท้าเรียวทั้งสองข้างถูกจับไว้ ทันใดนั้นก็ถูกเขาจับมันแยกออกจากกันกว้างจนเธอรู้สึกถึงไอเย็นจากอากาศภายในห้องแต่ในร่างกายกลับยิ่งรุ่มร้อนปรานต์ธรเมื่อได้เห็นความงามของอิสตรีนางนี้อย่างชัดเจนเขาก็แทบจะเก็บความหิวกระหายในตัวเธอไว้ไม่อยู่ ไม่อยากจับร่างนั้นมากระแทกกระทั้นอย่างที่ใจมันอยากทำในครั้งแรก แต่เขาจะค่อยๆ เพิ่มระดับลีลาที่ร้อนแรงให้กับเธอขึ้นเรื่อยๆ ชายหนุ่มขยับเข้ามานั่งอยู่ตรงกลางช่องว่างพร้อมกับลำกายที่ผงาดอย่างเต็มที่ โชติกาไม่กล้าแม้แต่จะมองมัน หากเธอก็สามารถรับรู้ถึงความใหญ่โตและแข็งแกร่งผ่านสัมผัสที่เขากำลังใช้มันถูไถกับกลีบเนื้อที่อ่อนนุ่มของเธออยู่ทันทีที่เนื้อสัมผัสเนื้อความเสียวซ่านก็วิ่งพล่านไปทั่วร่างอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้น ร่างบางเปลือยเปล่าไม่อาจทานทนต่อฤทธิ์เสน่หาเธอขยับสะโพกเบาๆ ตามการเสียดสีของเขา พยายามกัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือดเพื่อไม่ให้หลุดเสียงครวญครางออกมา ในขณะที่คนกระทำก็นิ่วหน้าสูดลมหายใจแรงจนเกิดเสียงอื้ออ้าให้ได้ยิน“อืมม์...”มือเรียวที่กอบกุมฐานทรวงอวบอิ่มปัดป่ายหาสิ่งยึดเกาะ ก่อนจะขยุ้มหมอนหนุนใต้ศีร







