เข้าสู่ระบบที่ภัตตาคารอาหารจีนซึ่งตั้งอยู่ในย่านธุรกิจยามค่ำ นักธุรกิจจากสองครอบครัวที่ฝั่งหนึ่งเป็นชาวฮ่องกงชื่อ มิสเตอร์ปีเตอร์ ลี และอีกฝั่งเป็นชาวไทยชื่อ นายชาติชาย เมธาวัฒน์ ต่างฝ่ายต่างก็พาลูกชายและลูกสาวของตนมาด้วย ในตอนนี้พวกเขากำลังร่วมนั่งรับประทานอาหารเลิศรสหลากหลายเมนูที่เป็นต้นตำรับอาหารฮ่องกงกันอย่างมีความสุข เมื่อถึงเวลาที่ต้องคุยเรื่องสำคัญนักธุรกิจใหญ่ทั้งสองคนจึงให้บอร์ดีการ์ดของตนพาเด็กทั้งสองคนออกไปเดินเล่นที่ด้านนอก โดยผู้เป็นพ่อของหนุ่มน้อยวัย 15 ปี ได้บอกกับลูกชายว่า
“ดูแลน้องดีๆ นะลูก เดี๋ยวพ่อออกไปรับ”
หนุ่มน้อยลูกนักธุรกิจชาวฮ่องกงจึงหันมายิ้มรับกับผู้เป็นพ่อพร้อมกับตอบรับคำบอกนั้นด้วยรอยยิ้ม
“ครับ”
ท่ามกลางสายตาผู้เป็นพ่อของเด็กหญิงวัย 10 ขวบ ที่กำลังมองสองพ่อลูกด้วยแววตาที่ไม่ซื่อสัตย์
“ชาร์ม ออกไปเล่นกับพี่เค้าข้างนอกก่อนนะลูก เดี๋ยวพ่อออกไปรับกลับบ้าน”
เด็กสาวผู้มีใบหน้าที่เห็นเค้าความสวยตั้งแต่เด็กจ้องหน้าผู้เป็นพ่อนิ่ง คล้ายยังไม่คุ้นเคยกับหนุ่มน้อยคนนี้ และไม่อยากออกไป แต่เมื่อได้ยินคำสั่งของผู้เป็นพ่อ เธอจึงขัดไม่ได้ ร่างเล็กในชุดกระโปรงสีขาวยาวคลุมเข่าจึงจำต้องเดินตามหลังเด็กหนุ่มคนนั้นออกไป พร้อมกับพี่เลี้ยงของทั้งสองฝ่าย
ทั้งสองคนเข้ามาอยู่ในห้องรับรองพิเศษอีกห้องหนึ่งที่ได้ถูกจัดเตรียมไว้รออยู่แล้วในอีกทางด้านหนึ่งของร้านอาหาร ครั้นทั้งสองคนเข้ามาอยู่ในห้องด้วยกันตามลำพังโดยมีพี่เลี้ยงยืนคอยดูแลความเรียบร้อยอยู่ข้างนอกหลังผ้าม่านสีแดงบางๆ กั้น หนุ่มน้อยผู้มีใบหน้าหล่อเหลาออกไปทางคนที่มีเชื้อสายจีน แต่แววตาคมเอาแต่จ้องมองเด็กหญิงด้วยรอยยิ้มจึงได้พูดขึ้นเป็นประโยคแรกกับเธอว่า
“ชื่ออะไรเหรอเราอะ”
ดวงตากลมใสที่ฉายแววหวาดกลัวเขาอยู่เล็กน้อยเหลือบมอง ครั้นเห็นรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาตามช่วงวัยนั้นเธอก็หายกลัวเขาลงมาก จึงตอบว่า
“ชื่อชาร์มค่ะ”
เขาเม้มริมฝีปากอมยิ้มพร้อมกับพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะเอ่ยแนะนำตัวเองกับเธอ
“พี่ชื่อปรานต์ธร หรือจะเรียกว่าพี่ปรานต์ก็ได้”
หยุดคำพูดไว้ครู่หนึ่งเพื่อมองหน้าเด็กสาวก่อนเอ่ยต่อด้วยแววตาชื่นชอบอย่างไม่ปกปิดออกมาว่า
“น้องน่ารักจัง มีแฟนรึยัง”
คำถามของเด็กชายวัย 15 ที่เริ่มมีความรู้สึกด้านอารมณ์สนใจเพศตรงข้ามถามกับเด็กหญิงวัย 10 ขวบที่ยังไร้เดียงสา ทำให้เด็กหญิงได้แต่จ้องมองเขาตาแป๋วเงียบๆ
“รู้จักคำว่า ‘แฟน’ มั้ย”
เด็กหญิงส่ายหน้าเบาๆ แล้วเม้มริมฝีปากจิ้มลิ้ม ได้ยินเสียงหัวเราะจากคนถามเบาๆ เช่นกัน ก่อนเขาจะเอ่ยขึ้นมาใหม่
“ตอนนี้คงยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้สินะ หึหึ”
เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะดวงตากลมใสจึงเหลือบขึ้นมองหน้าเขาก่อนจะหลุบมองต่ำ เม้มริมฝีปากอย่างต้องการสงวนคำพูดของเธอไว้อย่างเดิม ก่อนสายตาคู่นั้นจะแลเห็นกำไลหยกงามสีเขียวธรรมชาติดูแวววาวสะท้อนแสงไฟอยู่ข้อมือข้างซ้ายของเขา เด็กสาวจ้องดูมันอยู่อย่างสนใจจนไม่อาจละสายตาได้เลย คล้ายมีบางอย่างสะกดเธอเอาไว้ ตราบเมื่อได้ยินเสียงกังวานของเด็กชายที่เริ่มแตกเนื้อหนุ่มเอ่ยขึ้น
“ชอบเหรอ”
เขาถามเมื่อเห็นเธอจ้องมันนานแล้ว ดวงตาที่สะท้อนความสนใจจึงเหลือบมองเขาอีกครั้ง หากแต่ก็ไม่ตอบอะไรออกมาเอาแต่ทำปากมุบมิบแล้วเบนหน้าไปทางอื่น เฝ้ารอผู้เป็นพ่อมารับออกไปจากห้องนี้
แล้วในนาทีต่อมาข้อมือเล็กที่วางไว้ข้างตัวก็ถูกมือนุ่มของอีกคนจับขึ้นมาพร้อมกับสวมกำไลที่เคยอยู่ในข้อมือของตนให้เธอ จากนั้นจึงเอ่ยว่า
“ตอนนี้อาจจะยังหลวมไปนะ แต่พอชาร์มโตขึ้นมันก็จะใส่ได้พอดี”
เด็กสาวที่ไม่ค่อยพูดได้แต่เบิกตามองเขาด้วยแววฉงน สลับกับมองกำไลหยกที่ตอนนี้เปลี่ยนมาอยู่ในข้อมือตัวเอง เด็กสาวยอมรับว่าเธอชอบกำไลหยกของเขา และกำลังคิดว่าจะให้บิดาผู้ตามใจเธอทุกเรื่องซื้อมันมาให้เป็นของประดับตามประสาเด็กผู้หญิงที่ชอบของสวยงาม แต่ไม่นึกว่าเขาจะมอบมันให้เธอในตอนนี้
“ชอบมั้ย พี่ให้”
นานเป็นอึดใจกว่าจะได้ยินเสียงตอบแผ่วเบาจากสาวน้อยกลับมาว่า
“ชอบค่ะ แต่ไม่เอาก็ได้ เดี๋ยวขอคุณพ่อซื้อให้”
เด็กสาวตอบอย่างเกรงใจ และกำลังจะถอดคืน หากแต่ฝ่ามือนุ่มนิ้วมือทั้งสิบเรียวยาวคล้ายมือของสตรีก็รั้งมือเล็กนั้นไว้ บอกกับเธอว่า
“พี่ให้เป็นของขวัญที่เราได้พบกันครั้งแรก อีกไม่กี่วันพี่ต้องกลับฮ่องกงแล้ว หยกนี้จะทำให้เราได้เจอกันอีก”
คำพูดที่มีนัยยะนั้นยากที่เด็กหญิงในวัยสิบขวบจะเข้าใจความหมายที่แท้จริง อีกอย่างตอนนี้เธอก็ไม่ค่อยฟังที่เขาพูดเพราะสมองมัวแต่จดจ่อ หลงใหลกับเครื่องประดับงดงามชิ้นใหม่ที่ได้จากเขา หนุ่มน้อยเห็นเธอชื่นชอบก็ดีใจ อีกอึดใจต่อมาเด็กสาวจึงเงยหน้าขึ้นมองเขา คราวนี้เธอส่งยิ้มหวานให้ ปรานต์ธรจึงได้เห็นรอยยิ้มที่จะติดตรึงอยู่ในใจเขาไปอีกนาน พร้อมเสียงหวานๆ ของเธอว่า
“ขอบคุณค่ะ”
“พี่อยู่ฮ่องกง โตขึ้นไปหาพี่นะ”
“ค่ะ”
ทั้งคู่เริ่มที่จะพูดคุยทำความรู้จักกันได้ไม่นานทันใดนั้นผู้ติดตามที่เป็นชายวัยกลางคนสวมชุดดำก็วิ่งเข้ามาในห้องแล้วกระชากตัวเด็กผู้ชายออกไป ในขณะที่มือเขากำลังกำแหวนหยกที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันที่ห้อยไว้ในคอ แรงกระชากทำให้เชือกสีแดงเส้นเล็กหลุดจากมือเขา และมันก็ร่วงหล่นลงมาที่พื้นโดยที่เด็กหนุ่มไม่รู้ตัว
“นายน้อยเราต้องรีบไปจากที่นี่”
เสียงแห่งความตื่นกลัวนั้นดังขึ้นพร้อมกับคนที่ดูแลเขามาพาตัวเขาออกไป ในเวลาไล่เลี่ยกันพี่เลี้ยงของฝ่ายเด็กหญิงก็รีบมาคุ้มครองและพาตัวเธอออกไปอยู่ในที่ปลอดภัยให้เร็วที่สุดเช่นกัน แต่ทว่าเด็กหญิงก็ได้ก้มเก็บแหวนหยกวงเล็กนั้นไว้ในกำมือโดยไม่บอกใคร คิดว่าจะวิ่งนำออกไปคืนให้กับเขา แต่ก็ถูกจับแยกไปอีกทางก่อนเธอจะเอ่ยปาก
“วะ แหวน...หล่น”
“เกิดอะไรขึ้นครับลุงจาง คุณพ่อล่ะ”
ชายคนนั้นหันมามองเขาด้วยสีหน้าตึงเครียดปนสลดหดหู่ ก่อนจะรีบบอกความจริง
“นายใหญ่ถูกยิงเสียชีวิตแล้วครับ เราต้องรีบไป”
“คุณพ่อ ทำไม!”
“อีกฝ่ายมันหักหลังเราครับนายน้อย ไม่มีเวลาแล้วเราต้องรีบไป”
ผู้ดูแลบอกด้วยน้ำเสียงร้อนรน ในขณะที่รอบอร์ดีการ์ดอีกส่วนมาคุ้มครองพาทายาทของผู้ล่วงลับหนีไปจากสถานที่อันตรายแห่งนี้
“คุณพ่อ แล้วเราจะทิ้งคุณพ่อไว้ที่นี่เหรอครับ”
“ไม่ทิ้งครับ แต่เราจะกลับมารับ ศพ นายใหญ่ทีหลัง ไปครับนายน้อย”
ชายวัยกลางคนพูดคำว่า ‘ศพ’ ออกมาด้วยความลำบากใจยิ่ง
“ไม่ ผมจะไม่ทิ้งคุณพ่อไว้ที่นี่คนเดียว”
ปรานต์ธรตอบอย่างเด็ดเดี่ยว แววตาคมประดุจแววตาเหยี่ยวไม่มีความขลาดกลัว ทันใดนั้นร่างของหนุ่มน้อยก็พุ่งตรงเข้าไปในห้องอาหารก่อนที่ใครจะห้ามไว้ทันเพื่อไปหาบิดาที่เขาไม่เชื่อว่าจะจากเขาไปแล้ว แต่แล้วภาพที่เห็นก็ทำให้เขาถึงกับช็อก เมื่อคนที่นอนหงายจมกองเลือดอยู่ข้างโต๊ะนั้นเป็นคนที่เขารักที่สุด และคนที่ถือปืนไว้ในมือก็คือคนที่นั่งคุยสรวลเสเฮฮากับเขาเมื่อสักครู่เช่นกัน หากตอนนี้ใบหน้าของคนที่คิดว่าใจดีก็ได้เปลี่ยนเป็นโหดเหี้ยมที่สุด เมื่อมันกำลังเล็งอาวุธที่ประกอบขึ้นจากโลหะที่ใส่ปลอกเก็บเสียงมาที่เขาหมายจะลั่นไกปลิดชีพให้หมดลมหายใจไปพร้อมกับบิดา
“นายน้อย ไปเร็ว!”
หลังจากวันนั้นภาพที่บิดาเสียชีวิตก็ติดแน่นอยู่ในความทรงจำของเด็กหนุ่มจนกระทั่งเติบโตขึ้นมาเป็นชายหนุ่มที่แข็งแกร่ง หลีกเร้นจากการถูกไล่ล่าของนายชาติชาย เมธาวัฒน์ บิดาของโชติกา ผู้หญิงที่เขาต้องกลับมาคิดบัญชีแค้นย้อนหลังกับเธอ!
^
^
^
***โปรดติดตามตอนต่อไปด้วยน้า ถ้าชอบก็คอมเมนต์บอกด้วยนะคะ ขอบคุณค่า
อยากอ่านทุกวัน กดหัวใจให้กันบ้างน้าาาา
วันนี้เดิมทีปรานต์ธรต้องออกไปทำงาน ทว่าเขาตื่นสายกว่าปกติจึงตัดสินใจไม่เข้าบริษัท และได้โทรบอกให้พัสสนนำงานที่ค้างมาให้เขาตรวจดูที่คอนโด เมื่อพัสสนเข้ามาภายในห้องผู้บริหารของบริษัท ลี โลจิสติกส์ อีกทั้งยังเป็นเพื่อนของเขาด้วยชายหนุ่มจึงทำตัวปกติ พูดคุยกับปรานต์ธรอย่างผ่อนคลายเป็นกันเองเมื่อไม่ได้อยู่ต่อหน้าพนักงานคนอื่นครั้นเมื่อหมดธุระและเขากำลังจะกลับเข้าบริษัทอีกครั้งในช่วงบ่ายก็บังเอิญได้พบกับโชติกาที่เปิดประตูออกมาจากห้องหนังสือ หญิงสาวเองก็ได้พบกับผู้ชายแปลกหน้าที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ในแววตาฉายความตกใจเล็กน้อย“เอ่อ คือ คุณอยู่ที่นี่เหรอครับ”พัสสนเอ่ยถามกับหญิงสาวในน้ำเสียงสุภาพ มอบรอยยิ้มให้อย่างเป็นมิตรก่อนจะหันกลับไปยิ้มกรุ้มกริ่มกับใครอีกคนที่เดินหน้าเข้มเข้ามาใกล้โชติกายังไม่ทันได้ตอบคำถามนั้น พัสสนก็หันมายิ้มกับเธอแล้วเอ่ยต่อ“ผมชื่อพัสนะครับ ยินดีที่ได้รู้จักคุณ...”ชายหนุ่มหยุดพูดเพื่อให้หญิงสาวแนะนำตัวเองกับเขา ฝ่ายหญิงยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพูดออกมาว่า“ชาร์มค่ะ”“คุณชาร์ม ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ คุณเป็นคนไทยเหรอครับ”“ใช่ค่ะ ฉันเป็นคนไทย”พัสสนคิดว่าสาวสวยคนนี้เป็นผู้หญ
ปรานต์ธรเองก็ไม่รอช้าเขาจัดการดึงปมเชือกที่ผูกรัดเอวหญิงสาวพร้อมกับถอดมันให้หลุดออกจากตัวเธอ ทันทีที่เสื้อคลุมร่วงหลุดลงมากองที่ปลายเท้าชายหนุ่มก็ดันร่างของเธอให้เอนลงไปนอนบนเตียงพร้อมกับร่างของเขาตามทาบทับลงมา ความกระสันซ่านที่กำลังปั่นป่วนอยู่ภายในทำให้เขาอยากทำอะไรบางอย่างกับเธอในสิ่งที่เขาไม่ยอมทำให้ผู้หญิงคนไหนมาก่อน เมื่อร่างกายเธอเป็นของเขาแล้วทำไมเขาจะแตะต้องส่วนอื่นของเธอด้วยเรียวลิ้นไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่เขาควรปรนเปรอให้เธอด้วยไม่ใช่หรือเพื่อเป็นการไม่เอาเปรียบคู่นอนโชติกาเบี่ยงใบหน้าซุกลงกับหมอนพร้อมกับหลับตาลงเมื่อหัวเข่าที่ตั้งชันของเธอทั้งสองข้างถูกฝ่ามือของเขาดันให้แยกออกจากกันกว้าง ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่นกับความซ่านสยิวแม้ว่าเขาจะยังไม่ทันได้ทำอะไรก็ตาม มันคงจะเป็นเหมือนกับเมื่อคืนที่ปรานต์ธรไม่ได้อยากแตะเนื้อต้องตัวส่วนอื่นของเธอนอกจากปลดปล่อยอารมณ์ของเขาให้มันเสร็จๆ แต่ทว่านาทีต่อมาหญิงสาวกลับรู้สึกถึงสายลมอุ่นๆ ที่รินรดอยู่ตรงกลางหว่างขาเธอตอนนี้ และเมื่อผงกศีรษะขึ้นมองก็เห็นว่าใบหน้าของเขากำลังจดจ่ออยู่ตรงส่วนนั้นของเธอเขาเองก็คล้ายว่าพยายามบังคับใจตัวเองอยู่เหมือนกั
หลังจากผ่านการมีความสัมพันธ์ทางกายกันมาแล้ว ใช่ว่าปรานต์ธรจะมีท่าทีเปลี่ยนไป เขายังคงปฏิบัติต่อเธอดังเดิม มีความเย็นชาเคลือบไว้อยู่แบบไหนก็แบบนั้นไม่มีท่าทีอ่อนลง บางครั้งเมื่อมีโอกาสพูดจาให้เธอเจ็บช้ำใจเขาก็พูดมันขึ้นมาโดยไม่นึกถึงจิตใจของเธอ เขาไม่ได้ใช้งานเธอให้ทำอย่างอื่นเลยนอกจากเรื่องบนเตียง เมื่อถึงเวลาที่ต้องกินก็มีแม่บ้านคอยจัดเตรียมอาหารมาวางไว้บนโต๊ะให้เสร็จสรรพ การงานอย่างอื่นไม่ต้องหยิบจับให้มือสากกระด้าง ยามเมื่อเขาเสร็จกิจก็เป็นฝ่ายเดินออกไปจากห้องโดยไม่มีคำพูดใดๆ เอื้อนเอ่ยออกมาเป็นการปลอบประโลมใจหญิงสาวเลยแม้เพียงนิดในตอนพลบค่ำหลังจากที่ร่วมรับประทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อยปรานต์ธรได้เดินแยกออกไปนั่งทำงานอยู่ที่มุมส่วนตัวของเขา ส่วนตัวเธอก็ไปนั่งอ่านหนังสือในอีกห้องหนึ่งโดยไม่ให้ความสนใจอะไรกับเขาอีก เมื่อหญิงสาวเดินออกมาจากห้องนั้นเพื่อจะเข้าไปในห้องนอนส่วนตัว เธอบังเอิญได้ยินเสียงชายหนุ่มคุยโทรศัพท์กับใครคนหนึ่ง น้ำเสียงที่ก้องออกมาจากลำโพงสมาร์ตโฟนที่เขาถืออยู่ในมือแจ่มชัดว่าเป็นเสียงของผู้หญิง ซึ่งกำลังพูดจาสื่อสารโต้ตอบกันโดยใช้ภาษาจีนโชติกาที่เคยเรียนรู้ภาษาจีนม
จากวันนี้ไปนอกจากคุณพัสสน หนุ่มหล่อสไตล์เกาหลีตี๋นิยม แว่นสายตาที่เขาสวมใสปิดบังแววตาที่เฉียบคมนั้นทำให้ชายหนุ่มดูเป็นคนสุขุมลุ่มลึกตอนนี้เขาดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายลูกค้าต่างประเทศ ซึ่งอายุก็รุ่นราวคราวเดียวกับซีอีโอหนุ่ม และแน่นอนว่านับจากนี้สาวๆ ในบริษัทก็จะมีอาหารตาให้มองเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน บางคนถึงกับเอาไปเปรียบเทียบว่าระหว่างผู้จัดการหล่อตี๋ กับซีอีโอหนุ่มใครจะน่ากินมากกว่ากัน และผลคะแนนก็ออกมาสูสีกินกันไม่ลงในเรื่องความหล่อเหลาดูดีของผู้ชายทั้งสองคนนั้น โดยที่ทางฝ่ายปรานต์ธรชนะคะแนนจากสาวๆ ทั้งสิบไป 6:4 คะแนนปรานต์ธรพูดคุยหารือเรื่องงานกับพัสสน ผู้ซึ่งมีความสนิทสนมกับชายหนุ่มมากพอสมควรเพราะทั้งสองเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยที่พัสสนเรียนอยู่ที่ฮ่องกง ก่อนจะเข้ามาทำงานในบริษัทด้านการขนส่งแห่งนี้เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก ร่างสูงสง่าก็ก้าวออกมาพร้อมกับถอดเสื้อสูทพาดไว้บนเคาน์เตอร์บาร์ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแม่บ้านเข้ามาจัดการนำไปแขวนไว้ให้เรียบร้อย มือหนายกขึ้นขยับปมเนกไทให้หลวมเล็กน้อย พร้อมกับปลดกระดุมตรงแขนเสื้อแล้วพับขึ้นมาอยู่ใต้บริเวณข้อศอกเพื่อความคล่องตัว ยามเมื่อเขาเดินเข้าม
ในตอนที่หญิงสาวนอนหลับไปอย่างเหนื่อยล้าอ่อนเพลีย ก่อนฟ้าจะสางชายหนุ่มก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา เขานอนจ้องหน้าหญิงสาวอยู่เป็นนานด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจบอกตัวเองได้ ก่อนจะตัดสินใจลุกเดินออกไปจากห้องทิ้งให้เธอนอนอยู่ตามลำพังครั้นเมื่อโชติการู้สึกตัวลืมตาตื่นขึ้นมาในช่วงสายจัดของวันก็รู้สึกถึงความปวดเมื่อยไปทั่วร่างกายและปวดแปลบบริเวณส่วนนั้นที่ถูกลำกายซึ่งไร้กระดูกหากแต่แข็งแกร่งเสียดสีอยู่ข้างในอย่างไม่ยอมถอดถอนออกมาโดยง่าย ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วนับจากนี้เป็นต้นไป ทั้งอิสรภาพที่ถูกจำกัด ร่างกายที่ต้องรักษาไว้เพื่อเป็นเครื่องบำเรอให้แก่ชายคนนั้น ผู้ซึ่งเป็นผู้ชายคนแรกที่เข้ามามีสัมพันธ์ลึกซึ้งทางกาย ทำให้เธอรู้รสความสุขสันต์รัญจวนที่เกิดขึ้นขณะเมื่อร่างกายถูกโลมเล้าจากทั้งมืออันหนานุ่มรวมถึงริมฝีปากและปลายลิ้นอุ่นชื้นของเขาที่ลากไล้ไปเกือบทุกอณูของร่างกายเธอ มันทั้งตื่นเต้น หวาดกลัว ต่อมาก็แปรเปลี่ยนเป็นความซ่านเสียว รัญจวนใจอย่างถึงที่สุดจนหลงลืมความเป็นตัวของตัวเองไปชั่วขณะเธอจดจำไม่ได้เลยว่าเมื่อคืนนี้ได้ผวาร้องครางครวญให้เขาฟังกี่ครั้งในตอนที่รู้สึกว่ามีบางอย่างแตกซ่านอยู่ข้าง
ทว่านาทีต่อมาเธอก็ต้องลืมตามองดู เมื่อรู้สึกว่าข้อเท้าเรียวทั้งสองข้างถูกจับไว้ ทันใดนั้นก็ถูกเขาจับมันแยกออกจากกันกว้างจนเธอรู้สึกถึงไอเย็นจากอากาศภายในห้องแต่ในร่างกายกลับยิ่งรุ่มร้อนปรานต์ธรเมื่อได้เห็นความงามของอิสตรีนางนี้อย่างชัดเจนเขาก็แทบจะเก็บความหิวกระหายในตัวเธอไว้ไม่อยู่ ไม่อยากจับร่างนั้นมากระแทกกระทั้นอย่างที่ใจมันอยากทำในครั้งแรก แต่เขาจะค่อยๆ เพิ่มระดับลีลาที่ร้อนแรงให้กับเธอขึ้นเรื่อยๆ ชายหนุ่มขยับเข้ามานั่งอยู่ตรงกลางช่องว่างพร้อมกับลำกายที่ผงาดอย่างเต็มที่ โชติกาไม่กล้าแม้แต่จะมองมัน หากเธอก็สามารถรับรู้ถึงความใหญ่โตและแข็งแกร่งผ่านสัมผัสที่เขากำลังใช้มันถูไถกับกลีบเนื้อที่อ่อนนุ่มของเธออยู่ทันทีที่เนื้อสัมผัสเนื้อความเสียวซ่านก็วิ่งพล่านไปทั่วร่างอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้น ร่างบางเปลือยเปล่าไม่อาจทานทนต่อฤทธิ์เสน่หาเธอขยับสะโพกเบาๆ ตามการเสียดสีของเขา พยายามกัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือดเพื่อไม่ให้หลุดเสียงครวญครางออกมา ในขณะที่คนกระทำก็นิ่วหน้าสูดลมหายใจแรงจนเกิดเสียงอื้ออ้าให้ได้ยิน“อืมม์...”มือเรียวที่กอบกุมฐานทรวงอวบอิ่มปัดป่ายหาสิ่งยึดเกาะ ก่อนจะขยุ้มหมอนหนุนใต้ศีร
ทว่านาทีต่อมาเธอก็ต้องลืมตามองดู เมื่อรู้สึกว่าข้อเท้าเรียวทั้งสองข้างถูกจับไว้ ทันใดนั้นก็ถูกเขาจับมันแยกออกจากกันกว้างจนเธอรู้สึกถึงไอเย็นจากอากาศภายในห้องแต่ในร่างกายกลับยิ่งรุ่มร้อนปรานต์ธรเมื่อได้เห็นความงามของอิสตรีนางนี้อย่างชัดเจนเขาก็แทบจะเก็บความหิวกระหายในตัวเธอไว้ไม่อยู่ ไม่อยากจับร่าง
เขาส่งเสียงเรียกอีกครั้งแล้วรอดูปฏิกิริยาอยู่เพียงอึดใจเดียวเท่านั้น ดวงตาคมปลาบก็สาดแสงแรงกล้าขึ้นมายามมองดูบานประตูห้องน้ำที่ทำด้วยวัสดุราคาแพงค่อนข้างแข็งแรงและทนทาน หากมันก็คงจะไม่ทานทนกับแรงกระแทกหนักๆ ซ้ำๆ เท่าไหร่นัก เมื่อตัดสินใจปรานต์ธรก็รวบรวมพละกำลังทั้งหมดยกเท้าถีบบานประตูจนสุดแรง ครั้ง
15 ปีผ่านไปโชติกา เมธาวัฒน์ ก็ได้เติบโตขึ้นเป็นสาวสวยในอายุครบเบญจเพส จากเด็กสาวผู้มีเค้าความสวยมาตั้งแต่เด็ก ตอนนี้เมื่ออยู่ในวัยสาวสะพรั่งเหมือนดอกไม้ที่เบ่งบานอวดความงดงามเต็มที่ผู้หญิงคนนี้ก็ยิ่งมีความงามที่สะดุดตาผู้คนอีกทั้งหญิงสาวได้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงที่ปร
ภายในห้องของคอนโดมิเนียมหรูซึ่งตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่ในย่านใจกลางเมืองของกรุงเทพฯ ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาคมสัน คิ้วเข้มเหนือดวงตาคมปลาบแววตาแลดูดำมืดหากก็เต็มไปด้วยความมีเสน่ห์น่าดึงดูดอย่างเหลือล้น จมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากหยักได้รูป ผิวขาวสะอ้าน กลิ่นกายหอมละมุน สวมเสื้อเชิ้ตสี







