ANMELDENโชติการู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอยู่บนเตียงนอนสีขาวขนาดใหญ่ ร่างบางค่อยๆ ดันตัวเองให้ลุกขึ้นมานั่งในขณะที่ยังรู้สึกมีอาการมึนศีรษะอยู่เล็กน้อย ครั้นเธอตั้งสติได้ก็หันไปมองสิ่งต่างๆ รอบตัว ก่อนจะมาหยุดสายตาไว้กับเตียงนอนขนาดใหญ่ที่เธอนั่งอยู่ตอนนี้ เมื่อได้พิจารณาใคร่ครวญสภาพภายในห้องนอนนี้แล้วมันไม่เหมือนบรรยากาศภายในห้องพักของโรงแรม แต่คล้ายกับเป็นห้องนอนส่วนตัวของใครบางคนมากกว่า คำถามต่อมาที่ทำให้หญิงสาวหัวใจสั่นรัวกับตนเองนั่นก็คือ เธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ทำไมเธอถึงไม่อยู่ในโรงแรมที่เธอจองห้องพักไว้ ภาพจำครั้งสุดท้ายก่อนที่สติจะเลือนหายไปก็คือเธอได้เข้ามานั่งอยู่ในรถลีมูซีนเพื่อจะเดินทางมายังห้องพักของโรงแรมแล้วไม่ใช่หรือ
ทำไม?
ไวเท่าความคิด ร่างบางก็ได้ถลันลุกจากเตียงเดินเร็วๆ ไปเปิดประตูห้องเพื่อจะออกไปดูว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ แต่เมื่อทันทีที่มือเรียวดึงประตูเข้ามาเพื่อจะออกไปเธอก็ได้พบผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่หน้าห้องตอนนี้
โชติกาเบิกตามองคนตรงหน้าด้วยแววตาตื่นตระหนกตกใจ เพราะไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ผู้หญิงคนนี้ประมาณอายุน่าจะราวสี่สิบกว่าปีแล้ว รูปร่างอวบเล็กน้อย ผิวขาว ใบหน้าลักษณะเหมือนคนจีน รวบผมมวยเก็บเรียบร้อย ยืนอยู่ในชุดแม่บ้าน หล่อนมองเธอในสีหน้าเรียบเฉย หากยังไม่ทันที่เธอจะพูดหรือซักถามคำใดออกมา อีกฝ่ายก็เอ่ยปากขึ้นเสียก่อน
“คุณตื่นแล้วเหรอคะ ดิฉันกำลังจะเข้าไปดูคุณอยู่พอดี”
ประโยคที่ออกจากปากผู้หญิงที่เข้าสู่วัยกลางคนคนนี้เปล่งออกมาเป็นภาษาไทยชัดเจนทุกคำ และน้ำเสียงก็นุ่มน่าฟังซึ่งอาจตรงกันข้ามกับสีหน้าที่ค่อนไปทางดุสักเล็กน้อย
โชติกากระอึกกระอัก ดวงตาที่กลอกมองสิ่งต่างๆ ไปมากำลังบ่งบอกให้รู้ว่าตอนนี้เธอกำลังรู้สึกไม่ปลอดภัย ก่อนดวงตาหวานจะแลสบกับดวงตายาวรีชั้นเดียวของคนตรงหน้า แล้วเอ่ยว่า
“คุณเป็นใคร แล้วฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง...”
เธอเว้นวรรคประโยคไปครู่หนึ่งเมื่อนึกบางอย่างขึ้นมาได้ แล้วจึงเอ่ยต่อมาในสีหน้าที่ดูผ่อนคลายขึ้น “คุณเป็นคนของคุณพ่อฉันใช่มั้ยคะ คุณพ่อรู้ว่าฉันแอบมาที่ฮ่องกงเลยให้คนมาตามฉันกลับ”
ผู้หญิงตรงหน้าเธอเหยียดริมฝีปากเป็นรอยยิ้มออกแวบเดียวก่อนจะตอบ
“ไม่ใช่ค่ะ ดิฉันไม่ใช่คนของคุณพ่อคุณ และคนทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ รวมถึงคนที่สั่งให้พาตัวคุณมาที่นี่ล้วนเป็นศัตรูกับคุณพ่อของคุณค่ะ”
แม่บ้านที่ดูแลความเรียบร้อยในเพนท์เฮาส์นี้เอ่ยกับเธออย่างสุภาพหากน้ำเสียงที่เอ่ยออกมากลับฟังดูเยียบเย็นขึ้นทุกถ้อยความ ทำให้คนฟังถึงกับพูดอะไรไม่ออกชั่วขณะหนึ่ง และไม่เข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายพูดด้วย
“หมายความยังไงคะ ฉันถูกจับตัวมางั้นเหรอ ทำไมพวกคุณต้องจับตัวฉันมา เรียกค่าไถ่งั้นเหรอ พวกคุณรู้ว่าคุณพ่อของฉันเป็นนักธุรกิจอย่างนั้นใช่มั้ย”
“คำถามนี้ ให้คุณไปเอาคำตอบกับคุณปรานต์เองนะคะ”
ชื่อบุคคลที่ถูกกล่าวถึงทำให้หญิงสาวยืนตะลึง ขณะเดียวกันทั้งภาพและน้ำเสียงของใครคนหนึ่งก็กลับดังก้องขึ้นในหัว
“พี่ชื่อปรานต์ธร หรือจะเรียกพี่ปรานต์ก็ได้”
ก่อนที่แม่บ้านจะเดินจากเธอไป หญิงสาวก็ตะโกนประโยคนี้ขึ้นมา
“คุณปรานต์ที่คุณเอ่ยถึง ใช่ปรานต์ธรรึเปล่าคะ”
ร่างของแม่บ้านหยุดชะงัก แต่ก็ไม่ได้หันกลับมามองเธอ โชติกายืนรอฟังคำตอบด้วยใจที่ลุ้นระทึก ก่อนจะได้ยินน้ำเสียงเย็นชาจากคนที่หันหลังคุยกับเธออยู่ตอนนี้ขึ้นมาว่า
“อีกไม่นานคุณก็จะได้รู้เองค่ะ ว่าใช่คนเดียวกับที่คุณว่ารึเปล่า”
เอ่ยจบแม่บ้านก็เดินจากเธอไป ปล่อยทิ้งให้หญิงสาวยืนอยู่ลำพังท่ามกลางความหวั่นกลัวในตอนนี้ คล้ายว่าภายในสถานที่ที่เธอคิดว่าเป็นเพนท์เฮาส์ของใครสักคนมีเธออยู่เพียงคนเดียว หญิงสาวเดินไปเปิดประตูบานเดียวกับที่แม่บ้านเพิ่งเดินออกไป หากมันถูกปิดล็อกจากทางด้านนอกเสียแล้ว กวาดสายตามองไปรอบตัวก็ไม่พบทางออกอื่น แม้แต่ช่องทางระบายอากาศเล็กๆ เธอก็ไม่เห็น ตอนนี้พูดได้ว่าแม้เธอจะมีปีกก็บินหนีออกไปจากห้องกว้างที่ดูหรูหราน่าอยู่นี้ไม่ได้
ร่างบางจึงเดินกลับเข้ามาในห้องนอนเพื่อจะค้นหากระเป๋าเดินทางและของใช้อื่นๆ ของเธอ หากว่าเจอโทรศัพท์มือถือจะได้โทรขอความช่วยเหลือจากบิดาของเธอได้ ทว่าหาเท่าใดก็หาไม่พบทำให้ตอนนี้เธอรู้สึกถึงความสิ้นหวังที่จะหลุดออกไปจากที่นี่ได้ ระหว่างที่นั่งรอโชติกาก็ได้คิดถึงคำพูดของแม่บ้านคนนั้น ว่าคนที่นี่ต่างก็เป็นศัตรูกับบิดาของเธอ มันหมายความว่าอย่างไร และที่พวกเขาจับตัวเธอมาไว้ที่นี่ก็เพื่อจะใช้เธอเป็นเครื่องต่อรองแลกเปลี่ยนอะไรบางอย่างกับบิดาของเธออย่างนั้นใช่หรือไม่
และนี่คือเหตุผลที่บิดาห้ามไม่ให้เธอมาเหยียบที่ฮ่องกง ก็เพราะกลัวจะเกิดเหตุการณ์นี้ใช่ไหม ทว่าตอนนี้มันก็ไม่ทันเสียแล้ว
“คุณพ่อ ชาร์มขอโทษที่ไม่เชื่อฟังคุณพ่อ...ฮือ”
โชติกาเริ่มสะอื้นร้องไห้ออกมาเมื่อความกลัวเข้ามาเกาะกินในหัวใจ ไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเธอบ้าง ร่างบางค่อยๆ ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างอ่อนล้าอีกครั้ง ปล่อยให้น้ำตารินไหล สายตามองเหม่อออกไปยังท้องฟ้าที่เริ่มเป็นสีเข้มลงทุกขณะ มองไม่เห็นแสงแห่งชีวี ตอนนี้มันเป็นเวลาเท่าไหร่แล้วนะ
นาฬิกาสมาร์ทวอทช์ที่เธอสวมก็ถูกถอดออกไปด้วยทำให้ไม่รู้เวลา แต่หากคาดเดาจากสีของท้องฟ้า เทียบกับเวลาล่าสุดที่เธอเดินทางมาถึงฮ่องกงในตอนบ่ายสามโมงเศษกับช่วงเวลาที่เธอหมดสติ ตอนนี้ก็น่าจะประมาณหกโมงเย็นตามเวลาที่นี่
ในขณะที่กำลังนอนจมอยู่กับความรู้สึกผิดของตัวเองที่ไม่เชื่อฟังบิดา ใครคนหนึ่งก็กำลังก้าวเดินเข้ามาภายในห้องด้วยฝีเท้าเบากริบจนหญิงสาวไม่รู้สึกตัว เขาหยุดยืนมองร่างบางที่ทอดตัวนอนตะแคงอยู่บนเตียงเงียบๆ ทำให้ชายหนุ่มมองเห็นส่วนสัดที่ดูยั่วยวนของเธออย่างชัดเจน เริ่มจากเส้นผมสีดำขลับเป็นเงางามราวเส้นไหมที่สยายตัดกับผ้าปูที่นอนสีขาว ลำคอขาวผ่องที่มีลูกผมประปรายตรงท้ายทอย ลาดไหล่เล็กภายใต้เสื้อสีครีมแขนยาว เอวคอดเป็นรูปตัวเอสต่อกับสะโพกกลมกลึงภายใต้กางเกงยีนส์เข้ารูปสีเข้มดูกลมกลึงกันทุกสัดส่วน
หากแต่แววตาของบุรุษที่มองเรือนร่างงดงามของสตรีนางนี้กลับไร้แววเสน่หาราคะใดๆ ในตอนนี้ ที่เห็นลุกโชนอยู่ในดวงตาคมคู่นั้นมีแต่ความเคียดแค้นชิงชังต่อลูกสาวของคนที่มันฆ่าบิดาของเขา และก็ตามไล่ล่าเขาอยู่หลายปี
^
^
^
*** แง น้องชาร์มถูกใครจับตัวมาน้า
วันนี้เดิมทีปรานต์ธรต้องออกไปทำงาน ทว่าเขาตื่นสายกว่าปกติจึงตัดสินใจไม่เข้าบริษัท และได้โทรบอกให้พัสสนนำงานที่ค้างมาให้เขาตรวจดูที่คอนโด เมื่อพัสสนเข้ามาภายในห้องผู้บริหารของบริษัท ลี โลจิสติกส์ อีกทั้งยังเป็นเพื่อนของเขาด้วยชายหนุ่มจึงทำตัวปกติ พูดคุยกับปรานต์ธรอย่างผ่อนคลายเป็นกันเองเมื่อไม่ได้อยู่ต่อหน้าพนักงานคนอื่นครั้นเมื่อหมดธุระและเขากำลังจะกลับเข้าบริษัทอีกครั้งในช่วงบ่ายก็บังเอิญได้พบกับโชติกาที่เปิดประตูออกมาจากห้องหนังสือ หญิงสาวเองก็ได้พบกับผู้ชายแปลกหน้าที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ในแววตาฉายความตกใจเล็กน้อย“เอ่อ คือ คุณอยู่ที่นี่เหรอครับ”พัสสนเอ่ยถามกับหญิงสาวในน้ำเสียงสุภาพ มอบรอยยิ้มให้อย่างเป็นมิตรก่อนจะหันกลับไปยิ้มกรุ้มกริ่มกับใครอีกคนที่เดินหน้าเข้มเข้ามาใกล้โชติกายังไม่ทันได้ตอบคำถามนั้น พัสสนก็หันมายิ้มกับเธอแล้วเอ่ยต่อ“ผมชื่อพัสนะครับ ยินดีที่ได้รู้จักคุณ...”ชายหนุ่มหยุดพูดเพื่อให้หญิงสาวแนะนำตัวเองกับเขา ฝ่ายหญิงยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพูดออกมาว่า“ชาร์มค่ะ”“คุณชาร์ม ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ คุณเป็นคนไทยเหรอครับ”“ใช่ค่ะ ฉันเป็นคนไทย”พัสสนคิดว่าสาวสวยคนนี้เป็นผู้หญ
ปรานต์ธรเองก็ไม่รอช้าเขาจัดการดึงปมเชือกที่ผูกรัดเอวหญิงสาวพร้อมกับถอดมันให้หลุดออกจากตัวเธอ ทันทีที่เสื้อคลุมร่วงหลุดลงมากองที่ปลายเท้าชายหนุ่มก็ดันร่างของเธอให้เอนลงไปนอนบนเตียงพร้อมกับร่างของเขาตามทาบทับลงมา ความกระสันซ่านที่กำลังปั่นป่วนอยู่ภายในทำให้เขาอยากทำอะไรบางอย่างกับเธอในสิ่งที่เขาไม่ยอมทำให้ผู้หญิงคนไหนมาก่อน เมื่อร่างกายเธอเป็นของเขาแล้วทำไมเขาจะแตะต้องส่วนอื่นของเธอด้วยเรียวลิ้นไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่เขาควรปรนเปรอให้เธอด้วยไม่ใช่หรือเพื่อเป็นการไม่เอาเปรียบคู่นอนโชติกาเบี่ยงใบหน้าซุกลงกับหมอนพร้อมกับหลับตาลงเมื่อหัวเข่าที่ตั้งชันของเธอทั้งสองข้างถูกฝ่ามือของเขาดันให้แยกออกจากกันกว้าง ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่นกับความซ่านสยิวแม้ว่าเขาจะยังไม่ทันได้ทำอะไรก็ตาม มันคงจะเป็นเหมือนกับเมื่อคืนที่ปรานต์ธรไม่ได้อยากแตะเนื้อต้องตัวส่วนอื่นของเธอนอกจากปลดปล่อยอารมณ์ของเขาให้มันเสร็จๆ แต่ทว่านาทีต่อมาหญิงสาวกลับรู้สึกถึงสายลมอุ่นๆ ที่รินรดอยู่ตรงกลางหว่างขาเธอตอนนี้ และเมื่อผงกศีรษะขึ้นมองก็เห็นว่าใบหน้าของเขากำลังจดจ่ออยู่ตรงส่วนนั้นของเธอเขาเองก็คล้ายว่าพยายามบังคับใจตัวเองอยู่เหมือนกั
หลังจากผ่านการมีความสัมพันธ์ทางกายกันมาแล้ว ใช่ว่าปรานต์ธรจะมีท่าทีเปลี่ยนไป เขายังคงปฏิบัติต่อเธอดังเดิม มีความเย็นชาเคลือบไว้อยู่แบบไหนก็แบบนั้นไม่มีท่าทีอ่อนลง บางครั้งเมื่อมีโอกาสพูดจาให้เธอเจ็บช้ำใจเขาก็พูดมันขึ้นมาโดยไม่นึกถึงจิตใจของเธอ เขาไม่ได้ใช้งานเธอให้ทำอย่างอื่นเลยนอกจากเรื่องบนเตียง เมื่อถึงเวลาที่ต้องกินก็มีแม่บ้านคอยจัดเตรียมอาหารมาวางไว้บนโต๊ะให้เสร็จสรรพ การงานอย่างอื่นไม่ต้องหยิบจับให้มือสากกระด้าง ยามเมื่อเขาเสร็จกิจก็เป็นฝ่ายเดินออกไปจากห้องโดยไม่มีคำพูดใดๆ เอื้อนเอ่ยออกมาเป็นการปลอบประโลมใจหญิงสาวเลยแม้เพียงนิดในตอนพลบค่ำหลังจากที่ร่วมรับประทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อยปรานต์ธรได้เดินแยกออกไปนั่งทำงานอยู่ที่มุมส่วนตัวของเขา ส่วนตัวเธอก็ไปนั่งอ่านหนังสือในอีกห้องหนึ่งโดยไม่ให้ความสนใจอะไรกับเขาอีก เมื่อหญิงสาวเดินออกมาจากห้องนั้นเพื่อจะเข้าไปในห้องนอนส่วนตัว เธอบังเอิญได้ยินเสียงชายหนุ่มคุยโทรศัพท์กับใครคนหนึ่ง น้ำเสียงที่ก้องออกมาจากลำโพงสมาร์ตโฟนที่เขาถืออยู่ในมือแจ่มชัดว่าเป็นเสียงของผู้หญิง ซึ่งกำลังพูดจาสื่อสารโต้ตอบกันโดยใช้ภาษาจีนโชติกาที่เคยเรียนรู้ภาษาจีนม
จากวันนี้ไปนอกจากคุณพัสสน หนุ่มหล่อสไตล์เกาหลีตี๋นิยม แว่นสายตาที่เขาสวมใสปิดบังแววตาที่เฉียบคมนั้นทำให้ชายหนุ่มดูเป็นคนสุขุมลุ่มลึกตอนนี้เขาดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายลูกค้าต่างประเทศ ซึ่งอายุก็รุ่นราวคราวเดียวกับซีอีโอหนุ่ม และแน่นอนว่านับจากนี้สาวๆ ในบริษัทก็จะมีอาหารตาให้มองเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน บางคนถึงกับเอาไปเปรียบเทียบว่าระหว่างผู้จัดการหล่อตี๋ กับซีอีโอหนุ่มใครจะน่ากินมากกว่ากัน และผลคะแนนก็ออกมาสูสีกินกันไม่ลงในเรื่องความหล่อเหลาดูดีของผู้ชายทั้งสองคนนั้น โดยที่ทางฝ่ายปรานต์ธรชนะคะแนนจากสาวๆ ทั้งสิบไป 6:4 คะแนนปรานต์ธรพูดคุยหารือเรื่องงานกับพัสสน ผู้ซึ่งมีความสนิทสนมกับชายหนุ่มมากพอสมควรเพราะทั้งสองเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยที่พัสสนเรียนอยู่ที่ฮ่องกง ก่อนจะเข้ามาทำงานในบริษัทด้านการขนส่งแห่งนี้เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก ร่างสูงสง่าก็ก้าวออกมาพร้อมกับถอดเสื้อสูทพาดไว้บนเคาน์เตอร์บาร์ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแม่บ้านเข้ามาจัดการนำไปแขวนไว้ให้เรียบร้อย มือหนายกขึ้นขยับปมเนกไทให้หลวมเล็กน้อย พร้อมกับปลดกระดุมตรงแขนเสื้อแล้วพับขึ้นมาอยู่ใต้บริเวณข้อศอกเพื่อความคล่องตัว ยามเมื่อเขาเดินเข้าม
ในตอนที่หญิงสาวนอนหลับไปอย่างเหนื่อยล้าอ่อนเพลีย ก่อนฟ้าจะสางชายหนุ่มก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา เขานอนจ้องหน้าหญิงสาวอยู่เป็นนานด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจบอกตัวเองได้ ก่อนจะตัดสินใจลุกเดินออกไปจากห้องทิ้งให้เธอนอนอยู่ตามลำพังครั้นเมื่อโชติการู้สึกตัวลืมตาตื่นขึ้นมาในช่วงสายจัดของวันก็รู้สึกถึงความปวดเมื่อยไปทั่วร่างกายและปวดแปลบบริเวณส่วนนั้นที่ถูกลำกายซึ่งไร้กระดูกหากแต่แข็งแกร่งเสียดสีอยู่ข้างในอย่างไม่ยอมถอดถอนออกมาโดยง่าย ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วนับจากนี้เป็นต้นไป ทั้งอิสรภาพที่ถูกจำกัด ร่างกายที่ต้องรักษาไว้เพื่อเป็นเครื่องบำเรอให้แก่ชายคนนั้น ผู้ซึ่งเป็นผู้ชายคนแรกที่เข้ามามีสัมพันธ์ลึกซึ้งทางกาย ทำให้เธอรู้รสความสุขสันต์รัญจวนที่เกิดขึ้นขณะเมื่อร่างกายถูกโลมเล้าจากทั้งมืออันหนานุ่มรวมถึงริมฝีปากและปลายลิ้นอุ่นชื้นของเขาที่ลากไล้ไปเกือบทุกอณูของร่างกายเธอ มันทั้งตื่นเต้น หวาดกลัว ต่อมาก็แปรเปลี่ยนเป็นความซ่านเสียว รัญจวนใจอย่างถึงที่สุดจนหลงลืมความเป็นตัวของตัวเองไปชั่วขณะเธอจดจำไม่ได้เลยว่าเมื่อคืนนี้ได้ผวาร้องครางครวญให้เขาฟังกี่ครั้งในตอนที่รู้สึกว่ามีบางอย่างแตกซ่านอยู่ข้าง
ทว่านาทีต่อมาเธอก็ต้องลืมตามองดู เมื่อรู้สึกว่าข้อเท้าเรียวทั้งสองข้างถูกจับไว้ ทันใดนั้นก็ถูกเขาจับมันแยกออกจากกันกว้างจนเธอรู้สึกถึงไอเย็นจากอากาศภายในห้องแต่ในร่างกายกลับยิ่งรุ่มร้อนปรานต์ธรเมื่อได้เห็นความงามของอิสตรีนางนี้อย่างชัดเจนเขาก็แทบจะเก็บความหิวกระหายในตัวเธอไว้ไม่อยู่ ไม่อยากจับร่างนั้นมากระแทกกระทั้นอย่างที่ใจมันอยากทำในครั้งแรก แต่เขาจะค่อยๆ เพิ่มระดับลีลาที่ร้อนแรงให้กับเธอขึ้นเรื่อยๆ ชายหนุ่มขยับเข้ามานั่งอยู่ตรงกลางช่องว่างพร้อมกับลำกายที่ผงาดอย่างเต็มที่ โชติกาไม่กล้าแม้แต่จะมองมัน หากเธอก็สามารถรับรู้ถึงความใหญ่โตและแข็งแกร่งผ่านสัมผัสที่เขากำลังใช้มันถูไถกับกลีบเนื้อที่อ่อนนุ่มของเธออยู่ทันทีที่เนื้อสัมผัสเนื้อความเสียวซ่านก็วิ่งพล่านไปทั่วร่างอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้น ร่างบางเปลือยเปล่าไม่อาจทานทนต่อฤทธิ์เสน่หาเธอขยับสะโพกเบาๆ ตามการเสียดสีของเขา พยายามกัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือดเพื่อไม่ให้หลุดเสียงครวญครางออกมา ในขณะที่คนกระทำก็นิ่วหน้าสูดลมหายใจแรงจนเกิดเสียงอื้ออ้าให้ได้ยิน“อืมม์...”มือเรียวที่กอบกุมฐานทรวงอวบอิ่มปัดป่ายหาสิ่งยึดเกาะ ก่อนจะขยุ้มหมอนหนุนใต้ศีร







