INICIAR SESIÓNปรานต์ธรกลับออกมานั่งอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวของเขาในเพนท์เฮาส์หรูตามลำพังเช่นกัน ชายหนุ่มอยู่ในเครื่องแต่งกายสีดำทั้งชุดนั่งอยู่บนเก้าอี้ในท่วงท่าที่ดูสง่าและทรงอำนาจ หากแต่ใบหน้าคร้ามคมในแบบผู้ชายชาวจีนนั้นกำลังฉายแววครุ่นคิด และกำลังรอการส่งข่าวใหญ่จากลูกน้องอีกฝั่ง ตั้งแต่วันที่เขาต้องหนีหัวซุกหัวซุนจากการตามล่าของบิดาผู้หญิงคนนี้อยู่หลายเดือนในประเทศไทย จนสามารถหลบหลีกคนของนายชาติชายกลับมายังฮ่องกงได้ด้วยการแฝงตัวไปกับเรือขนส่งขยะพลาสติก เป็นช่วงชีวิตที่หาความสุขไม่ได้และสิ้นหวังเหลือเกินเมื่อไม่มีบิดา หลังจากที่ชายหนุ่มได้มาเหยียบที่ฮ่องกงก็ได้ติดต่อขอความช่วยเหลือจากเพื่อนสนิทของบิดาที่เป็นคนที่มีอิทธิพลมากคนหนึ่งในเมือง ชื่อมิสเตอร์ หยวน ชาง เพื่อขอความช่วยเหลือเขาจึงรอดจากการตามล่า จากวันนั้นเป็นต้นมาชายหนุ่มก็เริ่มสานต่อธุรกิจที่บิดาสร้างไว้โดยมีพ่อบ้านจางคอยแนะนำ และเขาก็ตั้งปณิธานข้อหนึ่งไว้ในใจตลอดมาว่า จะต้องทำให้คนที่ฆ่าบิดาของเขาได้ชดใช้สิ่งที่มันทำอย่างสาสม แต่มันก็ต้องใช้เวลาหลายปีที่จะหาทางจัดการกับนายชาติชายได้ เพราะมันก็เป็นคนที่มีอิทธิพลมากคนหนึ่งในประเทศไทย แต่แล้ววันที่เขารอคอยก็มาถึง เขาไม่ต้องมือเปื้อนเลือดฆ่ามันด้วยตัวของเขาเอง เมื่อได้รู้ว่าศัตรูของคนที่มันฆ่าพ่อของเขาก็มีอยู่รอบตัวมันมากมาย พวกทำธุรกิจสีดำขัดใจกันเมื่อไหร่ ไม่มีทางที่จะปล่อยให้อีกฝ่ายอยู่รอดได้ง่ายๆ
ชายหนุ่มเริ่มให้คนของเขาแฝงตัวเข้าไปเป็นลูกสมุนใกล้ชิดของนายชาติชาย และคอยรายงานความเคลื่อนไหวของมันมาให้เขาทราบอย่างแนบเนียนไม่มีใครจับได้ และการที่เขาได้รู้ความเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายก็ย่อมทำให้เขารู้ความเคลื่อนไหวของคนที่เป็นเสมือนหัวใจของมันด้วย นั่นก็คือ ลูกสาว
ปรานต์ธรจึงได้เฝ้าดูและติดตามความเคลื่อนไหวของโชติกาผ่านคนของเขามาตลอดห้าปีด้วยเช่นกัน
ขณะที่ห้วงความคิดกำลังดำดิ่งลงสู่อดีตที่แสนมืดมน พ่อบ้านจางก็เดินเข้ามาหาชายหนุ่มในห้องทำงานด้วยสีหน้าราบเรียบ ก่อนจะรายงานเรื่องที่เขากำลังรอฟังข่าวอยู่ให้ฟังว่า
“นายใหญ่ครับ คนของเขารายงานว่า นายชาติชาย ถูกฆาตรกรรมที่บ้านพักแล้วครับ ตอนนี้ที่ประเทศไทยกำลังเป็นข่าวใหญ่”
คนที่ถูกเรียกว่าเป็นนายใหญ่ยังคงนั่งอยู่ในท่าเดิมไม่ไหวติง หากสีหน้าและแววตาดูเยือกเย็นขึ้น มุมปากหยักยกยิ้มคล้ายว่าเขารอคอยวันนี้มาแสนนาน
ราวหนึ่งชั่วโมงที่ชายหนุ่มหายเงียบไปปล่อยให้หญิงสาวอยู่กับความทรมานใจกับเรื่องราวของบิดาผู้เปรียบเสมือนเทวดาของลูกอย่างเธอ ร่างสูงก็เดินเข้ามาในห้องอีกครั้ง ครั้นดวงตาคมปลาบกวาดมองไปทั่วห้องก็เห็นว่าร่างบางกำลังนั่งกอดเข่าซุกตัวอยู่ในมุมหนึ่งตรงผนังกระจก ใบหน้ามีร่องรอยคราบน้ำตาที่ยังไม่แห้งหมาด ดวงตากับปลายจมูกโด่งเล็กแดงก่ำ เมื่อเขาเดินเข้ามาหยุดยืนใกล้ๆ จึงได้ยินเสียงถอนสะอื้นเบาๆ ของเธอ
ปรานต์ธรมองผู้หญิงที่ดูบอบบางน่าทะนุถนอมคนนี้ด้วยหัวใจที่ด้านชา เขาไม่รั้งรอที่จะบอกข่าวเรื่องบิดาของเธอให้ทราบ
“ผมมีเรื่องไม่ดีนักมาบอกคุณให้รู้”
น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยขึ้น ทำให้คนที่นั่งอยู่ในอาการเหม่อลอยรีบหันกลับมามองโดยเร็วด้วยแววตาสั่นระริก ชายหนุ่มจ้องมองเธอนิ่งงันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงต่อมา พร้อมกับก้มหน้ากดเปิดคลิปวิดีโอที่กำลังเป็นข่าวโด่งดังในประเทศไทยเกี่ยวกับการตายของนักธุรกิจใหญ่ให้เธอดู
“เรื่องอะไร”
เสียงถามสั่นเครือเหมือนหัวใจของเธอที่สั่นสะท้านในยามนี้
“เรื่องพ่อของคุณไง”
“คุณพ่อ นี่คุณทำอะไรคุณพ่อของฉัน”
ร่างบางผวาลุกยืนขึ้นมาถลึงตาจ้องมองเขาอย่างเกรี้ยวกราด ส่งผลให้คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าแค่นยิ้ม
“ผมจะทำอะไรพ่อของคุณได้ ผมก็ยืนอยู่ตรงนี้ไง”
พูดจบ เขาก็ยื่นโทรศัพท์มาตรงหน้าเธอขณะที่คลิปข่าวกำลังรายงาน ทันทีที่โชติกาได้เห็นว่าผู้สื่อข่าวกำลังรายงานเรื่องบิดาของเธอว่าได้เสียชีวิตลงแล้วที่บ้านพักก็ทำให้เธอถึงกับช็อกพร้อมกับกรีดร้องออกมาราวคนสติแตก พร้อมกับเขวี้ยงปาโทรศัพท์ในมือของเขาไปกระแทกกับผนังจนมันแตกออกจากกันเป็นเสี่ยง ริมฝีปากสั่นระริกตะโกนร้องออกมาว่า
“ไม่จริง ไม่จริง คุณพ่อ...ฮือ”
แล้วร่างนั้นก็ล้มฟุบลงต่อหน้าเขา ปรานต์ธรเข้าไปโอบรับร่างเธอไว้ในท่าทางที่แข็งกระด้าง แววตาเย็นชาเหมือนคนไร้ความรู้สึกจับมองดวงหน้าซีดขาวอย่างไร้ความเห็นใจใดๆ
เมื่อ 15 ปีก่อน เขาก็เจ็บปวดหัวใจแบบนี้เหมือนกัน
^
^
^
วันนี้เดิมทีปรานต์ธรต้องออกไปทำงาน ทว่าเขาตื่นสายกว่าปกติจึงตัดสินใจไม่เข้าบริษัท และได้โทรบอกให้พัสสนนำงานที่ค้างมาให้เขาตรวจดูที่คอนโด เมื่อพัสสนเข้ามาภายในห้องผู้บริหารของบริษัท ลี โลจิสติกส์ อีกทั้งยังเป็นเพื่อนของเขาด้วยชายหนุ่มจึงทำตัวปกติ พูดคุยกับปรานต์ธรอย่างผ่อนคลายเป็นกันเองเมื่อไม่ได้อยู่ต่อหน้าพนักงานคนอื่นครั้นเมื่อหมดธุระและเขากำลังจะกลับเข้าบริษัทอีกครั้งในช่วงบ่ายก็บังเอิญได้พบกับโชติกาที่เปิดประตูออกมาจากห้องหนังสือ หญิงสาวเองก็ได้พบกับผู้ชายแปลกหน้าที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ในแววตาฉายความตกใจเล็กน้อย“เอ่อ คือ คุณอยู่ที่นี่เหรอครับ”พัสสนเอ่ยถามกับหญิงสาวในน้ำเสียงสุภาพ มอบรอยยิ้มให้อย่างเป็นมิตรก่อนจะหันกลับไปยิ้มกรุ้มกริ่มกับใครอีกคนที่เดินหน้าเข้มเข้ามาใกล้โชติกายังไม่ทันได้ตอบคำถามนั้น พัสสนก็หันมายิ้มกับเธอแล้วเอ่ยต่อ“ผมชื่อพัสนะครับ ยินดีที่ได้รู้จักคุณ...”ชายหนุ่มหยุดพูดเพื่อให้หญิงสาวแนะนำตัวเองกับเขา ฝ่ายหญิงยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพูดออกมาว่า“ชาร์มค่ะ”“คุณชาร์ม ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ คุณเป็นคนไทยเหรอครับ”“ใช่ค่ะ ฉันเป็นคนไทย”พัสสนคิดว่าสาวสวยคนนี้เป็นผู้หญ
ปรานต์ธรเองก็ไม่รอช้าเขาจัดการดึงปมเชือกที่ผูกรัดเอวหญิงสาวพร้อมกับถอดมันให้หลุดออกจากตัวเธอ ทันทีที่เสื้อคลุมร่วงหลุดลงมากองที่ปลายเท้าชายหนุ่มก็ดันร่างของเธอให้เอนลงไปนอนบนเตียงพร้อมกับร่างของเขาตามทาบทับลงมา ความกระสันซ่านที่กำลังปั่นป่วนอยู่ภายในทำให้เขาอยากทำอะไรบางอย่างกับเธอในสิ่งที่เขาไม่ยอมทำให้ผู้หญิงคนไหนมาก่อน เมื่อร่างกายเธอเป็นของเขาแล้วทำไมเขาจะแตะต้องส่วนอื่นของเธอด้วยเรียวลิ้นไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่เขาควรปรนเปรอให้เธอด้วยไม่ใช่หรือเพื่อเป็นการไม่เอาเปรียบคู่นอนโชติกาเบี่ยงใบหน้าซุกลงกับหมอนพร้อมกับหลับตาลงเมื่อหัวเข่าที่ตั้งชันของเธอทั้งสองข้างถูกฝ่ามือของเขาดันให้แยกออกจากกันกว้าง ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่นกับความซ่านสยิวแม้ว่าเขาจะยังไม่ทันได้ทำอะไรก็ตาม มันคงจะเป็นเหมือนกับเมื่อคืนที่ปรานต์ธรไม่ได้อยากแตะเนื้อต้องตัวส่วนอื่นของเธอนอกจากปลดปล่อยอารมณ์ของเขาให้มันเสร็จๆ แต่ทว่านาทีต่อมาหญิงสาวกลับรู้สึกถึงสายลมอุ่นๆ ที่รินรดอยู่ตรงกลางหว่างขาเธอตอนนี้ และเมื่อผงกศีรษะขึ้นมองก็เห็นว่าใบหน้าของเขากำลังจดจ่ออยู่ตรงส่วนนั้นของเธอเขาเองก็คล้ายว่าพยายามบังคับใจตัวเองอยู่เหมือนกั
หลังจากผ่านการมีความสัมพันธ์ทางกายกันมาแล้ว ใช่ว่าปรานต์ธรจะมีท่าทีเปลี่ยนไป เขายังคงปฏิบัติต่อเธอดังเดิม มีความเย็นชาเคลือบไว้อยู่แบบไหนก็แบบนั้นไม่มีท่าทีอ่อนลง บางครั้งเมื่อมีโอกาสพูดจาให้เธอเจ็บช้ำใจเขาก็พูดมันขึ้นมาโดยไม่นึกถึงจิตใจของเธอ เขาไม่ได้ใช้งานเธอให้ทำอย่างอื่นเลยนอกจากเรื่องบนเตียง เมื่อถึงเวลาที่ต้องกินก็มีแม่บ้านคอยจัดเตรียมอาหารมาวางไว้บนโต๊ะให้เสร็จสรรพ การงานอย่างอื่นไม่ต้องหยิบจับให้มือสากกระด้าง ยามเมื่อเขาเสร็จกิจก็เป็นฝ่ายเดินออกไปจากห้องโดยไม่มีคำพูดใดๆ เอื้อนเอ่ยออกมาเป็นการปลอบประโลมใจหญิงสาวเลยแม้เพียงนิดในตอนพลบค่ำหลังจากที่ร่วมรับประทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อยปรานต์ธรได้เดินแยกออกไปนั่งทำงานอยู่ที่มุมส่วนตัวของเขา ส่วนตัวเธอก็ไปนั่งอ่านหนังสือในอีกห้องหนึ่งโดยไม่ให้ความสนใจอะไรกับเขาอีก เมื่อหญิงสาวเดินออกมาจากห้องนั้นเพื่อจะเข้าไปในห้องนอนส่วนตัว เธอบังเอิญได้ยินเสียงชายหนุ่มคุยโทรศัพท์กับใครคนหนึ่ง น้ำเสียงที่ก้องออกมาจากลำโพงสมาร์ตโฟนที่เขาถืออยู่ในมือแจ่มชัดว่าเป็นเสียงของผู้หญิง ซึ่งกำลังพูดจาสื่อสารโต้ตอบกันโดยใช้ภาษาจีนโชติกาที่เคยเรียนรู้ภาษาจีนม
จากวันนี้ไปนอกจากคุณพัสสน หนุ่มหล่อสไตล์เกาหลีตี๋นิยม แว่นสายตาที่เขาสวมใสปิดบังแววตาที่เฉียบคมนั้นทำให้ชายหนุ่มดูเป็นคนสุขุมลุ่มลึกตอนนี้เขาดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายลูกค้าต่างประเทศ ซึ่งอายุก็รุ่นราวคราวเดียวกับซีอีโอหนุ่ม และแน่นอนว่านับจากนี้สาวๆ ในบริษัทก็จะมีอาหารตาให้มองเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน บางคนถึงกับเอาไปเปรียบเทียบว่าระหว่างผู้จัดการหล่อตี๋ กับซีอีโอหนุ่มใครจะน่ากินมากกว่ากัน และผลคะแนนก็ออกมาสูสีกินกันไม่ลงในเรื่องความหล่อเหลาดูดีของผู้ชายทั้งสองคนนั้น โดยที่ทางฝ่ายปรานต์ธรชนะคะแนนจากสาวๆ ทั้งสิบไป 6:4 คะแนนปรานต์ธรพูดคุยหารือเรื่องงานกับพัสสน ผู้ซึ่งมีความสนิทสนมกับชายหนุ่มมากพอสมควรเพราะทั้งสองเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยที่พัสสนเรียนอยู่ที่ฮ่องกง ก่อนจะเข้ามาทำงานในบริษัทด้านการขนส่งแห่งนี้เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก ร่างสูงสง่าก็ก้าวออกมาพร้อมกับถอดเสื้อสูทพาดไว้บนเคาน์เตอร์บาร์ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแม่บ้านเข้ามาจัดการนำไปแขวนไว้ให้เรียบร้อย มือหนายกขึ้นขยับปมเนกไทให้หลวมเล็กน้อย พร้อมกับปลดกระดุมตรงแขนเสื้อแล้วพับขึ้นมาอยู่ใต้บริเวณข้อศอกเพื่อความคล่องตัว ยามเมื่อเขาเดินเข้าม
ในตอนที่หญิงสาวนอนหลับไปอย่างเหนื่อยล้าอ่อนเพลีย ก่อนฟ้าจะสางชายหนุ่มก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา เขานอนจ้องหน้าหญิงสาวอยู่เป็นนานด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจบอกตัวเองได้ ก่อนจะตัดสินใจลุกเดินออกไปจากห้องทิ้งให้เธอนอนอยู่ตามลำพังครั้นเมื่อโชติการู้สึกตัวลืมตาตื่นขึ้นมาในช่วงสายจัดของวันก็รู้สึกถึงความปวดเมื่อยไปทั่วร่างกายและปวดแปลบบริเวณส่วนนั้นที่ถูกลำกายซึ่งไร้กระดูกหากแต่แข็งแกร่งเสียดสีอยู่ข้างในอย่างไม่ยอมถอดถอนออกมาโดยง่าย ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วนับจากนี้เป็นต้นไป ทั้งอิสรภาพที่ถูกจำกัด ร่างกายที่ต้องรักษาไว้เพื่อเป็นเครื่องบำเรอให้แก่ชายคนนั้น ผู้ซึ่งเป็นผู้ชายคนแรกที่เข้ามามีสัมพันธ์ลึกซึ้งทางกาย ทำให้เธอรู้รสความสุขสันต์รัญจวนที่เกิดขึ้นขณะเมื่อร่างกายถูกโลมเล้าจากทั้งมืออันหนานุ่มรวมถึงริมฝีปากและปลายลิ้นอุ่นชื้นของเขาที่ลากไล้ไปเกือบทุกอณูของร่างกายเธอ มันทั้งตื่นเต้น หวาดกลัว ต่อมาก็แปรเปลี่ยนเป็นความซ่านเสียว รัญจวนใจอย่างถึงที่สุดจนหลงลืมความเป็นตัวของตัวเองไปชั่วขณะเธอจดจำไม่ได้เลยว่าเมื่อคืนนี้ได้ผวาร้องครางครวญให้เขาฟังกี่ครั้งในตอนที่รู้สึกว่ามีบางอย่างแตกซ่านอยู่ข้าง
ทว่านาทีต่อมาเธอก็ต้องลืมตามองดู เมื่อรู้สึกว่าข้อเท้าเรียวทั้งสองข้างถูกจับไว้ ทันใดนั้นก็ถูกเขาจับมันแยกออกจากกันกว้างจนเธอรู้สึกถึงไอเย็นจากอากาศภายในห้องแต่ในร่างกายกลับยิ่งรุ่มร้อนปรานต์ธรเมื่อได้เห็นความงามของอิสตรีนางนี้อย่างชัดเจนเขาก็แทบจะเก็บความหิวกระหายในตัวเธอไว้ไม่อยู่ ไม่อยากจับร่างนั้นมากระแทกกระทั้นอย่างที่ใจมันอยากทำในครั้งแรก แต่เขาจะค่อยๆ เพิ่มระดับลีลาที่ร้อนแรงให้กับเธอขึ้นเรื่อยๆ ชายหนุ่มขยับเข้ามานั่งอยู่ตรงกลางช่องว่างพร้อมกับลำกายที่ผงาดอย่างเต็มที่ โชติกาไม่กล้าแม้แต่จะมองมัน หากเธอก็สามารถรับรู้ถึงความใหญ่โตและแข็งแกร่งผ่านสัมผัสที่เขากำลังใช้มันถูไถกับกลีบเนื้อที่อ่อนนุ่มของเธออยู่ทันทีที่เนื้อสัมผัสเนื้อความเสียวซ่านก็วิ่งพล่านไปทั่วร่างอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้น ร่างบางเปลือยเปล่าไม่อาจทานทนต่อฤทธิ์เสน่หาเธอขยับสะโพกเบาๆ ตามการเสียดสีของเขา พยายามกัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือดเพื่อไม่ให้หลุดเสียงครวญครางออกมา ในขณะที่คนกระทำก็นิ่วหน้าสูดลมหายใจแรงจนเกิดเสียงอื้ออ้าให้ได้ยิน“อืมม์...”มือเรียวที่กอบกุมฐานทรวงอวบอิ่มปัดป่ายหาสิ่งยึดเกาะ ก่อนจะขยุ้มหมอนหนุนใต้ศีร







