Mag-log inซ่งเมิ่งเหยาเดินเข้าไปในเรือนก็ต้องแปลกใจ เพราะแม้แต่เรือนสาวใช้จวนโหวยังจัดให้ดีขนาดนี้ ดูแล้วเจียงซื่อคงเป็นคนใจกว้างไม่น้อย
“เรือนหลังใหญ่กว่าที่เราเคยอยู่อีกเจ้าค่ะ” เถาซูเหวินดวงตาเป็นประกาย เดิมทีเรือนที่นางเคยอยู่กับนายสาวเป็นเรือนไม้ที่ค่อนข้างเล็ก แต่เรือนหลังนี้มีสองห้องนอน หนึ่งห้องใหญ่หนึ่งห้องเล็ก และยังมีห้องเอนกประสงค์อีกหนึ่งห้องใหญ่ มีห้องอาบน้ำส่วนตัว และเรือนฝั่งทิศตะวันออกยังมีที่ไว้สำหรับนั่งอ่านหนังสือหรือนั่งพักผ่อนหย่อนใจ อีกทั้งยังมีต้นอวี้หลานดอกสีขาวอีกหนึ่งต้นด้วย นี่คล้ายกับเรือนอนุภรรยาอย่างไรอย่างนั้น
มุมปากของซ่งเมิ่งเหยายกยิ้มขึ้นด้วยความพอใจ อย่างน้อยที่หลับนอนที่นี่ก็ไม่ได้เหมือนอยู่ในนรกเท่าใดนัก ดีกว่าเรือนพักที่จวนสกุลซ่งด้วยซ้ำ
นางเดินกลับเข้าไปในห้องของตนพร้อมเอ่ยกับสาวใช้
“เจ้าเอาของไปเก็บให้เรียบร้อยเถอะ ข้าอยากชำระกายให้หายง่วงสักหน่อย”
“เจ้าค่ะ ข้าจะเตรียมชุดให้คุณหนู”
ซ่งเมิ่งเหยาถอดเครื่องประดับทุกชิ้นออกจากร่างกาย ความจริงก็มีเพียงแหวนหยกสีเขียวมะกอก ต่างหูพลอยสีแดงทับทิม และปิ่นปักผมสีชมพูที่ท่านแม่มอบให้เท่านั้น ส่วนเครื่องประดับอย่างอื่นที่นำมาด้วยก็มีไม่มากนัก เพราะถึงแม้เถียนเยว่ซินจะเป็นที่โปรดปราณของสามี แต่เรื่องของเรือนหลังย่อมเป็นหน้าที่ของซ่งฮูหยินทั้งหมด
ร่างเปลือยเปล่าก้าวขาลงแช่น้ำในอ่างไม้ด้วยท่าทางผ่อนคลาย หลายวันมานี้ร่างกายของนางตึงเครียดมาตลอด บางครั้งการมาอยู่ที่นี่อาจจะดีกว่าอยู่ที่จวนสกุลซ่งก็เป็นได้ อยู่ที่นั่นต้องทนให้ซ่งฮูหยินและบุตรสาวคนโตคอยกลั่นแกล้งในยามที่สบโอกาส แม้ซ่งเมิ่งเหยาจะไม่ค่อยรู้ตัวว่าโดนรังแกก็ตาม
คิดมาถึงตรงนี้แล้วก็อดเสียดายชีวิตในโลกเดิมไม่ได้ ก่อนหน้าปานตะวันเคยเป็นเจ้าของธุรกิจสปาและนวดแผนไทยที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย นับว่าเป็นเศรษฐีนีก็ว่าได้ เธอมีเงินฝากเกือบพันล้านในบัญชี แต่ดูตอนนี้สิ เงินติดตัวยังมีไม่ถึงสองตำลึงเงิน
คนงามส่ายหน้าน้อย ๆ ให้กับความไม่แน่นอนของชีวิต เช่นนี้แหละที่เขาบอกว่า ‘ตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้’
ชำระกายเสร็จซ่งเมิ่งเหยาก็เดินออกไปจากห้องอาบน้ำให้สาวใช้ผัดหน้าทำผมใหม่ให้อีกครั้ง
ปักปิ่นอันเดิมเสร็จนางจึงลุกขึ้น
“คุณหนูไม่สวมเครื่องประดับอย่างอื่นหรือเจ้าคะ”
“ไม่ต้อง ข้าไม่ค่อยชอบเครื่องประดับ” เดิมทีที่อยู่โลกเดิมปานตะวันก็ไม่เคยสวมเครื่องประดับติดตัวอยู่แล้ว เหตุผลเพราะเธอรู้สึกว่ามันน่ารำคาญ แต่พอนึกขึ้นได้ว่าชอบต่างหูแบบหนีบสีแดงทับทิม นางจึงบอกสาวใช้อีกครั้ง “เช่นนั้นข้าจะใส่เพียงต่างหูคู่นี้ก็พอ” ต่างหูคู่นั้นไม่ได้เป็นแบบห้อยระย้า นางจึงพอใส่ได้บ้าง คงไม่น่ารำคาญเกินไป
“เจ้าค่ะ”
เถาซูเหวินมองตามเจ้านายด้วยแววตาฉงน เหตุใดนางจะไม่ชอบเครื่องประดับเล่า เพราะก่อนหน้านี้นางยังเคยร่ำไห้ด้วยความทุกข์ระทม เพราะหลังจากมารดาเสียชีวิตไปแล้ว ซ่งเมิ่งเหยาก็ไม่เคยได้เครื่องประดับจากฮูหยินใหญ่เลย อย่างมากก็มีเพียงปิ่นเงินกับผ้าไม่กี่พับเท่านั้น ส่วนของที่ว่าหรูหรามีราคาก็มีเพียงต่างหูสีแดงทับทิมคู่นั้นที่ราคาไม่ถึงสองตำลึงเงินด้วยซ้ำ และก็เป็นครั้งแรกที่ซ่งเมิ่งเหยาหยิบออกมาใส่
มือเล็กขาวเนียนหยิบหนังสือที่อยู่ในห้องนอนขึ้นมาเล่มแล้วเล่มเล่า ซ่งเมิ่งเหยาได้แต่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย นางอยากรู้จริง ๆ ว่าเป็นความคิดของใคร เห็นว่านางเป็นสาวใช้ห้องข้าง หนังสือก็มีแต่เกี่ยวกับเรื่องอย่างว่าอย่างเดียว ไม่คิดจะให้นางอ่านอย่างอื่นเลยหรือไง
ซ่งเมิ่งเหยาถอนหายใจออกมาหลายสาย จากนั้นจึงเดินไปเอนกายตรงระเบียงเพียงตัวเปล่า จะให้นางอ่านหนังสือพวกนั้นได้อย่างไร ไม่ใช่ว่านางเหนียมอาย แต่เรื่องพรรค์นั้นนางรู้ทั้งหมดแล้ว ถึงไม่เคยมีสามี แต่อายุสี่สิบสองก็ไม่นับว่าไร้เดียงสาแล้ว เช่นนั้นหนังสือพวกนั้นจึงไม่จำเป็นสำหรับนางอีกต่อไป นางไม่ใช่คนโอ้อวดแต่อย่างใด แต่นางมีท่ายากมากกว่าในหนังสือพวกนั้นเสียอีก อีกทั้งก่อนจะมาที่จวนฟ่านโหวแห่งนี้ กู้มามาคนสนิทของซ่งฮูหยินยังสอนนางมาหลายกระบวนท่า
ถึงมื้อเที่ยงพ่อบ้านจึงให้สาวใช้นำอาหารมาให้ ซ่งเมิ่งเหยาจึงฝากสาวใช้ไปบอกพ่อบ้านฟู่ว่า ขอตำราอย่างอื่นที่นอกเหนือจากที่มีอยู่ในห้องของนางสักสี่ห้าเล่ม ซึ่งสาวใช้ก็ทำหน้างง แต่ซ่งเมิ่งเหยารู้ว่าพ่อบ้านฟู่ต้องเข้าใจ
สาวใช้จากไปแล้วเถาซูเหวินจึงเอ่ยขึ้น “หนังสือพวกนั้นทำไมหรือเจ้าคะคุณหนู”
“ไม่มีอะไร ข้าแค่เคยอ่านพวกมันแล้วก็เท่านั้น” นางพูดออกด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยราวกับเป็นเรื่องปกติ
เถาซูเหวินทำท่าครุ่นคิด หนังสือในห้องนั้นมีเป็นสิบเล่มเชียวนะ คุณหนูของนางกลับบอกว่าเคยอ่านทั้งหมดแล้ว จะเป็นไปได้อย่างไร แต่ก็ช่างเถอะถึงอย่างไรเถาซูเหวินก็อ่านหนังสือไม่ออก เช่นนั้นนางจึงไม่คิดจะเปิดหนังสือพวกนั้นเสียด้วยซ้ำ
หลังจากนั้นไม่นานพ่อบ้านจึงให้สาวใช้นำหนังสือเล่มใหม่มาให้นาง ซ่งเมิ่งเหยาจึงนั่งอ่านหนังสือและจิบชาไปพลาง ๆ ยามละสายตาจากหนังสือก็มองอวี้หลานฮวาตรงหน้าอย่างมีความสุข ถือว่าเป็นชีวิตที่ดีไม่น้อย เวลาที่มีความสุเช่นนี้ต้องรีบตักตวงเอาไว้ให้นานที่สุด เพราะอนาคตของนางเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก
“หลัวมามาไปเอาของมา” ซ่งเมิ่งเหยาทำให้บุตรชายของนางพอใจ นางย่อมตกรางวัล “เจ้าค่ะ” หลัวมามาเดินไปหยิบของรางวัลที่ได้เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ จากนั้นจึงยื่นให้ซ่งเมิ่งเหยา เจียงซื่อจึงกล่าวออก “ผ้าไหมสามพับนั้นข้ามอบให้แก่เจ้า” วันที่ซ่งเมิ่งเหยาเดินทางเข้ามาในจวนฟ่านโหว พ่อบ้านฟู่ได้มารายงานว่าซ่งเมิ่งเหยาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ค่อนข้างธรรดา เช่นนั้นนางจึงสั่งให้พ่อบ้านฟู่ไปเตรียมข้าวของเครื่องใช้ พร้อมทั้งเสื้อผ้าชุดใหม่ไว้ที่เรือนนาง และนางก็อยากมอบผ้าไหมเหล่านี้ให้นางไปตัดชุดใหม่อีกด้วย “ขอบคุณเจียงซื่อเจ้าค่ะ” ซ่งเมิ่งเหยารับมาด้วยท่าทางสงบนิ่ง แววตาไม่เผยแววตื่นเต้นให้เห็นแม้แต่น้อย เจียงซื่อเข้าใจว่านางช่างเก็บอารมณ์ได้ดี แต่ซ่งเมิ่งเหยากลับคิดว่าตนมีเงินมากพออยู่แล้ว จึงไม่ได้ตื่นเต้นกับผ้าไหมเพียงแค่สามพับ เพียงแต่นางยังไม่สามารถนำเงินออกมาได้ อีกทั้งผ้าสามพับนี้ยังขายไม่ได้ เพราะหากเจียงซื่อรู้เข้าจะดูไม่ดี เช่นนั้นนางคงทำได้เพียงนำไปตัดชุดใหม่เท่านั้น หลายลมหายใจเจียงซื่อจึงกล่าวขึ้นอีก “เจ้าทำให้ท่านโหวนอนหลับสนิททั้งคืน ข้าจึงอยากให้รางวัล
เช้าวันรุ่งขึ้นฟ่านอวิ๋นซีก็ต้องตกใจเมื่อเห็นตนนอนอยู่บนตั่งไม้ตัวเดิมเมื่อคืน อีกทั้งเขายังหลับสนิทได้จนถึงวันใหม่อย่างไม่น่าเชื่อ เป็นไปได้อย่างไร นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีเขามองหาใครบางคนไปทั่วห้องก็พบว่านางไม่อยู่ในห้องแล้ว แสดงว่าเขาหลับสนิทจริง ๆ ตอนนางเดินออกไปยังไม่รู้ตัว วรยุทธ์ที่เคยฝึกมาคงไร้ประโยชน์แล้ว สายตาเหลือบมองไปเห็นถ้วยแก้วใบเล็กที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานที่ไม่ห่างจากตั่งนอนนัก ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นเดินไปดูด้วยความสนใจ มันคือถ้วยเทียนไขนั่นเอง และกลิ่นหอมอ่อน ๆ จากถ้วยแก้วเทียนไขใบนี้ ที่มันยังมีเปลวเทียนสั่นไหวไปมาน้อย ๆ เขาหยิบมันขึ้นมาดูใกล้ ๆ หน้าตาแปลกไปจากเทียนไขที่เขาเคยเห็น เขารู้ว่ามันหอมคล้ายกลิ่นหอมของดอกไม้ แต่บอกไม่ได้ว่าเป็นดอกอะไร มือใหญ่วางมันไว้ดังเดิม และยังปล่อยให้เปลวเทียนไหวเอนส่งกลิ่นอยู่เช่นนั้น กลิ่นหอมนี้ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยพานพบมาก่อน พอได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจากด้านใน สาวใช้ด้านนอกจึงเข้ามาปรนนิบัติเขาดั่งเช่นทุกวัน ไม่วายสาวใช้สองนางนั้นยังทำท่าทีเหนียมอาย ใบหน้าเห่อแดง ฟ่านอวิ๋นซีแค่นยิ้มในใจกับท่าท
ระหว่างรอน้ำมันนวด ซ่งเมิ่งเหยาจึงเตรียมน้ำอุ่นมาล้างเท้าให้เขา อันดับแรกนางถอดเสื้อคลุมให้เขาเหลือเพียงชุดสีขาวตัวบางด้านในเท่านั้น จากนั้นให้เขานั่งลงบนตั่งตัวเดิม พับขากางเกงขึ้นเหนือเข่า ความขาวของขายาว ๆ ที่มีกล้ามเนื้อแน่นหนั่นทำให้ดวงตาของนางพร่ามัวเล็กน้อย ขาวหนอ เนียนหนอ ยาวหนอ ผู้ชายอะไรเซ็กซี่แม้กระทั่งเส้นขน กลิ่นกายก็หอมสะอาดราวกับอาบน้ำวันละสิบรอบ ตาย ๆ นางเป็นคนแพ้ความขาวนางสะบัดใบหน้าไล่ความคิดอุบาทว์พวกนั้นทิ้งไป จากนั้นจึงเริ่มล้างเท้าให้เขาด้วยน้ำหนักมือที่ไม่เบาไม่แรงจนเกินไปแค่มือนุ่ม ๆ กับน้ำอุ่น ๆ สัมผัสกับเท้าของเขาก็รู้สึกผ่อนคลายมากแล้ว อดไม่ได้ที่จะหยิบหมอนใบเล็กมาพิงแผ่นหลังเอาไว้ด้วยท่วงท่าปลอดโปร่งโล่งสบายล้างเท้าเสร็จแล้วนางจึงใช้ผ้าซับเท้าให้แห้ง จากนั้นเดินไปรับจิงโหยวและตะเกียบจากเถาซูเหวิน ซ่งเมิ่งเหยายิ้มให้สาวใช้เล็กน้อยก่อนปิดประตูห้องยังกวาดสายตามองสาวใช้ด้านนอกด้วยแววตานึกขัน เจียงซื่อทำถึงขนาดนี้เชียวหรือ แค่นางมาปรนนิบัตรบุตรชายจำเป็นต้องให้สาวใช้มาสอดแนมเป็นสิบคนสาวใช้คนอื่นที่พ่อบ้านฟู่ให้มาเฝ้าตามคำสั่งของเจียงซื่อตรงหน้าประตูจึงเอ่ยถาม
พ่อบ้านฟู่รับคำสั่งจากเจียงซื่อแล้วก็ให้สาวใช้มาบอกกล่าวซ่งเมิ่งเหยาให้เตรียมตัว ซึ่งนางก็เตรียมตัวอยู่ทุกคืนวันอยู่แล้ว และยังจำได้ทุกอย่างตอนที่ซ่งฮูหยินให้กู้มามามาสอนนาง ว่าสาวใช้อุ่นเตียงมีหน้าที่ต้องทำอย่างไรบ้าง นางส่ายหน้าน้อย ๆ ก่อนเดินออกจากเรือนของตน ไม่คิดว่าตนเองจะต้องมาทำงานแบบนี้ ถึงแม้ตอนอยู่ที่โลกเดิมจะทำธุรกิจที่ทุกคนมองว่ามีความล่อแหลมอยู่บ้าง แต่นางก็ไม่เคยให้ลูกน้องรับงานแบบนี้ เพราะบริษัทของนางมีกฎระเบียบที่เคร่งครัด หากรู้ว่าใครรับงานแบบนี้คนผู้นั้นย่อมโดนให้ออก เพราะนางอยากรักษามาตรฐานบริษัทของตนเอาไว้ “คุณหนูดูแลตัวเองด้วยนะเจ้าคะ” เถาซูเหวินบอกเจ้านาย เพราะนางเองก็ไม่รู้ว่าท่านโหวมีนิสัยเป็นอย่างไรบ้าง “อืม!” ซ่งเมิ่งเหยารับคำแล้วเคาะประตูหน้าห้อง จากนั้นจึงเปิดประตูเข้าไป เท้าน้อย ๆ ที่กำลังจะก้าวออกชะงักเล็กน้อย เมื่อมองเห็นบุรุษรูปงามที่นั่งจิบชาอยู่บนตั่งตัวยาวอย่างสง่าผ่าเผย แผ่นหลังเครียดเคร่งเหยียดตึงอย่างเป็นธรรมชาติ มือข้างหนึ่งยังถือหนังสือค้างไว้ เพียงแค่มองด้านข้างเขายังหล่อขนาดนี้ ชายผู้นั้นเหลือบมองมาที่นา
คืนนั้นหลังจากเถาซูเหวินแต่งกายให้เจ้านายเพื่อรอรับใช้ท่านโหวเสร็จ นางก็กลับไปยังห้องของตนตามคำบอกของเจ้านาย ซ่งเมิ่งเหยานั่งมองตนเองที่หน้ากระจกอยู่นานจนเวลาล่วงเข้ายามจื่อ แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าท่านโหวอะไรนั่นจะเรียกใช้นางสักที นางยิ้มให้กับตัวเองในกระจก ความจริงร่างนี้ก็นับว่าเป็นหญิงงามมากทีเดียว เช่นนั้นซ่งหรูเอินผู้เป็นพี่สาวของนางคงไม่รู้สึกอิจฉา และคงไม่กลั่นแกล้งนางเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ แต่ซ่งเมิ่งเหยาช่างไม่รู้อะไรเลย ยังมองพี่สาวกับแม่เลี้ยงเป็นคนดีเสมอมา คิดถึงตรงนี้ซ่งเมิ่งเหยาก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ หรือว่า… คนที่วางยาพิษนางจะเป็น… ขณะที่กำลังขบคิดอยู่นั้นมือข้างขวาก็หยิบต่างหูพลอยสีแดงทับทิมข้างหนึ่งขึ้นมาคลึงเล่นอย่างไม่รู้ตัว กระทั่งต่างหูนั้นมีแสงสีแดงทับทิมวาบขึ้นมาตรงหน้า สมองของนางถึงได้หยุดคิดเรื่องนั้น พลางก้มมองสิ่งที่อยู่ในมือ ดวงตากลมเบิกกว้างขึ้น ปากของนางทำท่าเอ่ออ่าอยู่หลายคราแต่ไม่มีเสียงพูดออก นี่มันอะไรกัน ทำไมมีเงินอยู่ในต่างหูข้างนี้ถึงหนึ่งล้านตำลึงทอง ที่นางรู้ก็เพราะมันมีตัวเลขบอกไว้อย่างชัดเจน โอยจะเป็นลม! มือสั่นเ
ซ่งเมิ่งเหยาเดินเข้าไปในเรือนก็ต้องแปลกใจ เพราะแม้แต่เรือนสาวใช้จวนโหวยังจัดให้ดีขนาดนี้ ดูแล้วเจียงซื่อคงเป็นคนใจกว้างไม่น้อย “เรือนหลังใหญ่กว่าที่เราเคยอยู่อีกเจ้าค่ะ” เถาซูเหวินดวงตาเป็นประกาย เดิมทีเรือนที่นางเคยอยู่กับนายสาวเป็นเรือนไม้ที่ค่อนข้างเล็ก แต่เรือนหลังนี้มีสองห้องนอน หนึ่งห้องใหญ่หนึ่งห้องเล็ก และยังมีห้องเอนกประสงค์อีกหนึ่งห้องใหญ่ มีห้องอาบน้ำส่วนตัว และเรือนฝั่งทิศตะวันออกยังมีที่ไว้สำหรับนั่งอ่านหนังสือหรือนั่งพักผ่อนหย่อนใจ อีกทั้งยังมีต้นอวี้หลานดอกสีขาวอีกหนึ่งต้นด้วย นี่คล้ายกับเรือนอนุภรรยาอย่างไรอย่างนั้น มุมปากของซ่งเมิ่งเหยายกยิ้มขึ้นด้วยความพอใจ อย่างน้อยที่หลับนอนที่นี่ก็ไม่ได้เหมือนอยู่ในนรกเท่าใดนัก ดีกว่าเรือนพักที่จวนสกุลซ่งด้วยซ้ำ นางเดินกลับเข้าไปในห้องของตนพร้อมเอ่ยกับสาวใช้ “เจ้าเอาของไปเก็บให้เรียบร้อยเถอะ ข้าอยากชำระกายให้หายง่วงสักหน่อย” “เจ้าค่ะ ข้าจะเตรียมชุดให้คุณหนู” ซ่งเมิ่งเหยาถอดเครื่องประดับทุกชิ้นออกจากร่างกาย ความจริงก็มีเพียงแหวนหยกสีเขียวมะกอก ต่างหูพลอยสีแดงทับทิม และปิ่น







