Mag-log inคืนนั้นหลังจากเถาซูเหวินแต่งกายให้เจ้านายเพื่อรอรับใช้ท่านโหวเสร็จ นางก็กลับไปยังห้องของตนตามคำบอกของเจ้านาย ซ่งเมิ่งเหยานั่งมองตนเองที่หน้ากระจกอยู่นานจนเวลาล่วงเข้ายามจื่อ แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าท่านโหวอะไรนั่นจะเรียกใช้นางสักที นางยิ้มให้กับตัวเองในกระจก ความจริงร่างนี้ก็นับว่าเป็นหญิงงามมากทีเดียว เช่นนั้นซ่งหรูเอินผู้เป็นพี่สาวของนางคงไม่รู้สึกอิจฉา และคงไม่กลั่นแกล้งนางเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ แต่ซ่งเมิ่งเหยาช่างไม่รู้อะไรเลย ยังมองพี่สาวกับแม่เลี้ยงเป็นคนดีเสมอมา คิดถึงตรงนี้ซ่งเมิ่งเหยาก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ หรือว่า… คนที่วางยาพิษนางจะเป็น…
ขณะที่กำลังขบคิดอยู่นั้นมือข้างขวาก็หยิบต่างหูพลอยสีแดงทับทิมข้างหนึ่งขึ้นมาคลึงเล่นอย่างไม่รู้ตัว กระทั่งต่างหูนั้นมีแสงสีแดงทับทิมวาบขึ้นมาตรงหน้า สมองของนางถึงได้หยุดคิดเรื่องนั้น พลางก้มมองสิ่งที่อยู่ในมือ
ดวงตากลมเบิกกว้างขึ้น ปากของนางทำท่าเอ่ออ่าอยู่หลายคราแต่ไม่มีเสียงพูดออก นี่มันอะไรกัน ทำไมมีเงินอยู่ในต่างหูข้างนี้ถึงหนึ่งล้านตำลึงทอง ที่นางรู้ก็เพราะมันมีตัวเลขบอกไว้อย่างชัดเจน
โอยจะเป็นลม!
มือสั่นเทาวางต่างหูข้างนั้นลงก็หยิบต่างหูอีกข้างขึ้นมาคลึงดู
โอ้! ต่างหูข้างนี้มีจิงโหยวหรือน้ำมันหอมระเหย และเทียนหอมที่นางใช้ในธุรกิจสปาและนวดแผนไทยอยู่เป็นร้อยกลิ่น
ดวงตาของนางทอประกายระยิบระยับ ที่เคยคิดว่าตายไปแล้วก็เอาอะไรไปไม่ได้นางขอกลับคำทั้งสิ้น เช่นนี้นางก็มีเงินไถ่ตนเองแล้วสิ
ไม่นานดวงตาที่กำลังเปล่งประกายอยู่ก็หรี่แสงลงเมื่อนึกขึ้นได้ว่า นางต้องมีที่มาที่ไปของเงินที่จะนำมาไถ่ตัวให้ได้เสียก่อน นางถึงจะมีสิทธิ์ไถ่ตัวออกไปจากจวนฟ่านโหวได้
จะทำอย่างไรดี?
ซ่งเมิ่งเหยาลุกจากตั่งนั่งแล้วเดินไปรื้อหีบสมบัติของตนที่นำมาจากจวนสกุลซ่งด้วยทั้งหมด และแล้วก็ต้องทำหน้าเศร้าเมื่อของทุกชิ้นตีมูลค่าได้เพียงสิบตำลึงเงินเท่านั้น นางเก็บของเข้าที่เดิมด้วยความผิดหวัง แต่ไม่เป็นไรนางต้องหาวิธีไถ่ตัวเองให้ได้
คืนนั้นท่านโหวไม่ได้เรียกใช้งานนาง ซ่งเมิ่งเหยาจึงเปลี่ยนชุดและล้างหน้าใหม่อีกครั้ง ยังดีที่ตอนนี้อยู่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ อากาศจึงค่อนข้างเย็นสบาย แต่ช่วงดึกเช่นนี้ก็ยังหนาวยะเยือกอยู่เหมือนกัน
หลายวันแล้วที่ซ่งเมิ่งเหยาอยู่ในเรือนของตนเองโดยไม่ได้ออกไปไหนหรือยุ่งกับใคร ไม่ต้องออกไปคาราวะเจียงซื่อหรือมารดาสามีเหมือนฮูหยินหรืออนุภรรยาคนอื่น ๆ เพราะนางเป็นแค่สาวใช้ ถึงเวลากินก็มีคนยกอาหารมาให้ครบทั้งสามมื้อ นางรู้สึกสะดวกสบายกว่าตอนที่อยู่จวนสกุลซ่งเสียอีก เป็นอย่างนี้ไปนาน ๆ ก็ดี
ห้าคืนให้หลังท่านโหวก็ยังไม่เรียกสาวใช้อุ่นเตียงเข้าไปปรนนิบัติสักครา ทำให้เจียงซื่อถึงขั้นเป็นเดือดเป็นร้อนแทน หลังบุตรชายคนโตเดินกลับเรือนตนเองแล้ว เจียงซื่อจึงกล่าวออก
“เจ้าว่าแม่ควรทำอย่างไรดี” เจียงเฟยเอ่ยกับบุตรชายคนรอง ที่ตอนนี้มีบุตรแล้วถึงสองคน แต่บุตรชายคนโตยังไม่เคยแม้แต่จะรับอนุภรรยามารับใช้ข้างกาย นางคิดว่าบุตรชายคนโตมีปัญหากับเรื่องนี้แล้ว นางจึงอยู่เฉยไม่ได้
“เมื่อพี่ใหญ่ไม่เรียกใช้ ท่านแม่ก็ส่งนางไปรับใช้เองเลยสิขอรับ เพราะอย่างไรก็เป็นหน้าที่ของนางอยู่แล้ว” ฟ่านจื่อหานเสนอแก่มารดา
“จะดีหรือ” ความจริงวันนั้นเจียงซื่อไปที่จวนสกุลซ่งเพื่อบอกเล่ากับซ่งฮูหยินว่านางอยากได้สาวใช้อุ่นเตียงสักคน ไม่คิดว่าซ่งฮูหยินจะขายคุณหนูรองซึ่งเกิดจากอนุภรรยาให้กับนาง ซ่งฮูหยินยังให้เหตุผลว่าอีกว่าการที่คุณหนูรองได้มีโอกาสรับใช้ท่านโหวก็นับว่ามีวาสนาแล้ว พอนางได้เห็นใบหน้าของซ่งเมิ่งเหยาจึงไม่คิดปฏิเสธ เพราะซ่งเมิ่งเหยางามล้ำกว่าหญิงใดในเมืองหลวงแห่งนี้
“ลองดูก็ไม่เสียหายนะขอรับ”
“ถ้านางโดนไล่ตะเพิดออกมาเล่า” ทุกครั้งที่หาสาวใช้อุ่นเตียงมาให้ บุตรชายคนโตก็มักจะเขวี้ยงปาข้าวของใส่ และสาวใช้คนนั้นก็มักจะโดนไล่ตะเพิดออกมาจนพวกนางเสียขวัญกันหมด แต่นางก็ยังไม่ยอมแพ้ ถึงจะถูกบุตรชายคนโตตำหนิครั้งแล้วครั้งเล่าก็ตาม
“ท่านแม่ก็แค่เปลี่ยนคนใหม่เหมือนที่เคยทำมา” ฟ่านจื่อหานก็จนใจกับพี่ชายเช่นกัน อายุก็ยี่สิบแปดปีแล้วยังไม่มีภรรยาสักคน จะไม่ให้มารดาร้อนใจได้อย่างไร
“เช่นนั้น หลัวมามาให้คนไปตามพ่อบ้านฟู่มาพบข้า” เจียงซื่อบอกกับหญิงชราข้างกาย ถ้านางโดนไล่ออกมาจริง ๆ นางก็แค่รับซ่งเมิ่งเหยาไว้เป็นสาวใช้ในส่วนอื่น และรีบหาคนอื่นมาแทนนาง
“เจ้าค่ะ”
พ่อบ้านฟู่เดินเข้ามาแล้วเจียงซื่อจึงเอ่ยออก “คืนนี้ให้เมิ่งเหยาเข้าไปปรนนิบัติท่านโหว” นางเว้นจังหวะหายใจแล้วกล่าวต่อ “อย่าลืมทำตามที่ข้าบอก”
“ขอรับ”
พ่อบ้านฟู่รับคำแล้วจึงจากไปโดยเร็ว
“หลัวมามาไปเอาของมา” ซ่งเมิ่งเหยาทำให้บุตรชายของนางพอใจ นางย่อมตกรางวัล “เจ้าค่ะ” หลัวมามาเดินไปหยิบของรางวัลที่ได้เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ จากนั้นจึงยื่นให้ซ่งเมิ่งเหยา เจียงซื่อจึงกล่าวออก “ผ้าไหมสามพับนั้นข้ามอบให้แก่เจ้า” วันที่ซ่งเมิ่งเหยาเดินทางเข้ามาในจวนฟ่านโหว พ่อบ้านฟู่ได้มารายงานว่าซ่งเมิ่งเหยาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ค่อนข้างธรรดา เช่นนั้นนางจึงสั่งให้พ่อบ้านฟู่ไปเตรียมข้าวของเครื่องใช้ พร้อมทั้งเสื้อผ้าชุดใหม่ไว้ที่เรือนนาง และนางก็อยากมอบผ้าไหมเหล่านี้ให้นางไปตัดชุดใหม่อีกด้วย “ขอบคุณเจียงซื่อเจ้าค่ะ” ซ่งเมิ่งเหยารับมาด้วยท่าทางสงบนิ่ง แววตาไม่เผยแววตื่นเต้นให้เห็นแม้แต่น้อย เจียงซื่อเข้าใจว่านางช่างเก็บอารมณ์ได้ดี แต่ซ่งเมิ่งเหยากลับคิดว่าตนมีเงินมากพออยู่แล้ว จึงไม่ได้ตื่นเต้นกับผ้าไหมเพียงแค่สามพับ เพียงแต่นางยังไม่สามารถนำเงินออกมาได้ อีกทั้งผ้าสามพับนี้ยังขายไม่ได้ เพราะหากเจียงซื่อรู้เข้าจะดูไม่ดี เช่นนั้นนางคงทำได้เพียงนำไปตัดชุดใหม่เท่านั้น หลายลมหายใจเจียงซื่อจึงกล่าวขึ้นอีก “เจ้าทำให้ท่านโหวนอนหลับสนิททั้งคืน ข้าจึงอยากให้รางวัล
เช้าวันรุ่งขึ้นฟ่านอวิ๋นซีก็ต้องตกใจเมื่อเห็นตนนอนอยู่บนตั่งไม้ตัวเดิมเมื่อคืน อีกทั้งเขายังหลับสนิทได้จนถึงวันใหม่อย่างไม่น่าเชื่อ เป็นไปได้อย่างไร นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีเขามองหาใครบางคนไปทั่วห้องก็พบว่านางไม่อยู่ในห้องแล้ว แสดงว่าเขาหลับสนิทจริง ๆ ตอนนางเดินออกไปยังไม่รู้ตัว วรยุทธ์ที่เคยฝึกมาคงไร้ประโยชน์แล้ว สายตาเหลือบมองไปเห็นถ้วยแก้วใบเล็กที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานที่ไม่ห่างจากตั่งนอนนัก ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นเดินไปดูด้วยความสนใจ มันคือถ้วยเทียนไขนั่นเอง และกลิ่นหอมอ่อน ๆ จากถ้วยแก้วเทียนไขใบนี้ ที่มันยังมีเปลวเทียนสั่นไหวไปมาน้อย ๆ เขาหยิบมันขึ้นมาดูใกล้ ๆ หน้าตาแปลกไปจากเทียนไขที่เขาเคยเห็น เขารู้ว่ามันหอมคล้ายกลิ่นหอมของดอกไม้ แต่บอกไม่ได้ว่าเป็นดอกอะไร มือใหญ่วางมันไว้ดังเดิม และยังปล่อยให้เปลวเทียนไหวเอนส่งกลิ่นอยู่เช่นนั้น กลิ่นหอมนี้ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยพานพบมาก่อน พอได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจากด้านใน สาวใช้ด้านนอกจึงเข้ามาปรนนิบัติเขาดั่งเช่นทุกวัน ไม่วายสาวใช้สองนางนั้นยังทำท่าทีเหนียมอาย ใบหน้าเห่อแดง ฟ่านอวิ๋นซีแค่นยิ้มในใจกับท่าท
ระหว่างรอน้ำมันนวด ซ่งเมิ่งเหยาจึงเตรียมน้ำอุ่นมาล้างเท้าให้เขา อันดับแรกนางถอดเสื้อคลุมให้เขาเหลือเพียงชุดสีขาวตัวบางด้านในเท่านั้น จากนั้นให้เขานั่งลงบนตั่งตัวเดิม พับขากางเกงขึ้นเหนือเข่า ความขาวของขายาว ๆ ที่มีกล้ามเนื้อแน่นหนั่นทำให้ดวงตาของนางพร่ามัวเล็กน้อย ขาวหนอ เนียนหนอ ยาวหนอ ผู้ชายอะไรเซ็กซี่แม้กระทั่งเส้นขน กลิ่นกายก็หอมสะอาดราวกับอาบน้ำวันละสิบรอบ ตาย ๆ นางเป็นคนแพ้ความขาวนางสะบัดใบหน้าไล่ความคิดอุบาทว์พวกนั้นทิ้งไป จากนั้นจึงเริ่มล้างเท้าให้เขาด้วยน้ำหนักมือที่ไม่เบาไม่แรงจนเกินไปแค่มือนุ่ม ๆ กับน้ำอุ่น ๆ สัมผัสกับเท้าของเขาก็รู้สึกผ่อนคลายมากแล้ว อดไม่ได้ที่จะหยิบหมอนใบเล็กมาพิงแผ่นหลังเอาไว้ด้วยท่วงท่าปลอดโปร่งโล่งสบายล้างเท้าเสร็จแล้วนางจึงใช้ผ้าซับเท้าให้แห้ง จากนั้นเดินไปรับจิงโหยวและตะเกียบจากเถาซูเหวิน ซ่งเมิ่งเหยายิ้มให้สาวใช้เล็กน้อยก่อนปิดประตูห้องยังกวาดสายตามองสาวใช้ด้านนอกด้วยแววตานึกขัน เจียงซื่อทำถึงขนาดนี้เชียวหรือ แค่นางมาปรนนิบัตรบุตรชายจำเป็นต้องให้สาวใช้มาสอดแนมเป็นสิบคนสาวใช้คนอื่นที่พ่อบ้านฟู่ให้มาเฝ้าตามคำสั่งของเจียงซื่อตรงหน้าประตูจึงเอ่ยถาม
พ่อบ้านฟู่รับคำสั่งจากเจียงซื่อแล้วก็ให้สาวใช้มาบอกกล่าวซ่งเมิ่งเหยาให้เตรียมตัว ซึ่งนางก็เตรียมตัวอยู่ทุกคืนวันอยู่แล้ว และยังจำได้ทุกอย่างตอนที่ซ่งฮูหยินให้กู้มามามาสอนนาง ว่าสาวใช้อุ่นเตียงมีหน้าที่ต้องทำอย่างไรบ้าง นางส่ายหน้าน้อย ๆ ก่อนเดินออกจากเรือนของตน ไม่คิดว่าตนเองจะต้องมาทำงานแบบนี้ ถึงแม้ตอนอยู่ที่โลกเดิมจะทำธุรกิจที่ทุกคนมองว่ามีความล่อแหลมอยู่บ้าง แต่นางก็ไม่เคยให้ลูกน้องรับงานแบบนี้ เพราะบริษัทของนางมีกฎระเบียบที่เคร่งครัด หากรู้ว่าใครรับงานแบบนี้คนผู้นั้นย่อมโดนให้ออก เพราะนางอยากรักษามาตรฐานบริษัทของตนเอาไว้ “คุณหนูดูแลตัวเองด้วยนะเจ้าคะ” เถาซูเหวินบอกเจ้านาย เพราะนางเองก็ไม่รู้ว่าท่านโหวมีนิสัยเป็นอย่างไรบ้าง “อืม!” ซ่งเมิ่งเหยารับคำแล้วเคาะประตูหน้าห้อง จากนั้นจึงเปิดประตูเข้าไป เท้าน้อย ๆ ที่กำลังจะก้าวออกชะงักเล็กน้อย เมื่อมองเห็นบุรุษรูปงามที่นั่งจิบชาอยู่บนตั่งตัวยาวอย่างสง่าผ่าเผย แผ่นหลังเครียดเคร่งเหยียดตึงอย่างเป็นธรรมชาติ มือข้างหนึ่งยังถือหนังสือค้างไว้ เพียงแค่มองด้านข้างเขายังหล่อขนาดนี้ ชายผู้นั้นเหลือบมองมาที่นา
คืนนั้นหลังจากเถาซูเหวินแต่งกายให้เจ้านายเพื่อรอรับใช้ท่านโหวเสร็จ นางก็กลับไปยังห้องของตนตามคำบอกของเจ้านาย ซ่งเมิ่งเหยานั่งมองตนเองที่หน้ากระจกอยู่นานจนเวลาล่วงเข้ายามจื่อ แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าท่านโหวอะไรนั่นจะเรียกใช้นางสักที นางยิ้มให้กับตัวเองในกระจก ความจริงร่างนี้ก็นับว่าเป็นหญิงงามมากทีเดียว เช่นนั้นซ่งหรูเอินผู้เป็นพี่สาวของนางคงไม่รู้สึกอิจฉา และคงไม่กลั่นแกล้งนางเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ แต่ซ่งเมิ่งเหยาช่างไม่รู้อะไรเลย ยังมองพี่สาวกับแม่เลี้ยงเป็นคนดีเสมอมา คิดถึงตรงนี้ซ่งเมิ่งเหยาก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ หรือว่า… คนที่วางยาพิษนางจะเป็น… ขณะที่กำลังขบคิดอยู่นั้นมือข้างขวาก็หยิบต่างหูพลอยสีแดงทับทิมข้างหนึ่งขึ้นมาคลึงเล่นอย่างไม่รู้ตัว กระทั่งต่างหูนั้นมีแสงสีแดงทับทิมวาบขึ้นมาตรงหน้า สมองของนางถึงได้หยุดคิดเรื่องนั้น พลางก้มมองสิ่งที่อยู่ในมือ ดวงตากลมเบิกกว้างขึ้น ปากของนางทำท่าเอ่ออ่าอยู่หลายคราแต่ไม่มีเสียงพูดออก นี่มันอะไรกัน ทำไมมีเงินอยู่ในต่างหูข้างนี้ถึงหนึ่งล้านตำลึงทอง ที่นางรู้ก็เพราะมันมีตัวเลขบอกไว้อย่างชัดเจน โอยจะเป็นลม! มือสั่นเ
ซ่งเมิ่งเหยาเดินเข้าไปในเรือนก็ต้องแปลกใจ เพราะแม้แต่เรือนสาวใช้จวนโหวยังจัดให้ดีขนาดนี้ ดูแล้วเจียงซื่อคงเป็นคนใจกว้างไม่น้อย “เรือนหลังใหญ่กว่าที่เราเคยอยู่อีกเจ้าค่ะ” เถาซูเหวินดวงตาเป็นประกาย เดิมทีเรือนที่นางเคยอยู่กับนายสาวเป็นเรือนไม้ที่ค่อนข้างเล็ก แต่เรือนหลังนี้มีสองห้องนอน หนึ่งห้องใหญ่หนึ่งห้องเล็ก และยังมีห้องเอนกประสงค์อีกหนึ่งห้องใหญ่ มีห้องอาบน้ำส่วนตัว และเรือนฝั่งทิศตะวันออกยังมีที่ไว้สำหรับนั่งอ่านหนังสือหรือนั่งพักผ่อนหย่อนใจ อีกทั้งยังมีต้นอวี้หลานดอกสีขาวอีกหนึ่งต้นด้วย นี่คล้ายกับเรือนอนุภรรยาอย่างไรอย่างนั้น มุมปากของซ่งเมิ่งเหยายกยิ้มขึ้นด้วยความพอใจ อย่างน้อยที่หลับนอนที่นี่ก็ไม่ได้เหมือนอยู่ในนรกเท่าใดนัก ดีกว่าเรือนพักที่จวนสกุลซ่งด้วยซ้ำ นางเดินกลับเข้าไปในห้องของตนพร้อมเอ่ยกับสาวใช้ “เจ้าเอาของไปเก็บให้เรียบร้อยเถอะ ข้าอยากชำระกายให้หายง่วงสักหน่อย” “เจ้าค่ะ ข้าจะเตรียมชุดให้คุณหนู” ซ่งเมิ่งเหยาถอดเครื่องประดับทุกชิ้นออกจากร่างกาย ความจริงก็มีเพียงแหวนหยกสีเขียวมะกอก ต่างหูพลอยสีแดงทับทิม และปิ่น







