Masuk“คุณหนูจำไม่ได้หรือเจ้าคะว่าเรามาที่จวนฟ่านโหว”
“จวนฟ่านโหว?”
“เจ้าค่ะ ลงมาก่อนเถอะเจ้าค่ะ เดี๋ยวค่อยคุยกัน” เถาซูเหวินที่เข้าใจว่านายของตนเพิ่งตื่นนอนอาจจะทำให้มึนงงอยู่บ้างจึงไม่ได้เอะใจ
ปานตะวันจึงเดินลงจากรถม้าตามหญิงสาวที่หน้าตาจิ้มลิ้มลงมาอย่างช่วยไม่ได้ ผู้หญิงคนนี้ยังเด็กมาก อายุอาจจะเพิ่งสิบสามสิบสี่ปีกระมัง
พอเดินลงมาแล้วจึงได้รู้ว่านี่คือรถม้า คิ้วเรียวขมวดมากขึ้นกว่าเก่า เหตุใดเธอจึงนั่งรถม้ามาได้ ก่อนหน้าไม่ใช่เธอเพิ่งไปเที่ยวกับเพื่อนหรอกหรือ มองชุดสาวใช้แล้วก้มมองชุดตน ในใจพลันร้องขึ้นว่า แย่แล้วเธออยู่ที่ไหนเนี่ย
จากนั้นภาพตอนที่เธอกำลังขับรถไปเที่ยวบนภูเขากับเพื่อนก็ฉายชัดออกมา ตอนนั้นเพื่อนของเธอเป็นคนขับรถ ดวงอาทิตย์กำลังทอแสงผ่านพ้นทิวภูเขาออกมา แล้วก็…
‘ตะวันฉันมองไม่ค่อยเห็นทางเลยว่ะ ทางก็คดเคี้ยวเสียด้วย’ เสียงเพื่อนที่อยู่ด้านหลังพวงมาลัยบอกเธอ
‘ขับช้าลงหน่อยก็ได้นิด’
‘อืม’
สิ้นคำ เธอกับเพื่อนก็ต้องเบิกตากว้าง พร้อมกับเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจสุดขีด ‘อ๊ายยย!’
ใช่ รถของเธอกับเพื่อนแหกโค้ง รถจึงตกเขา เพราะแสงอาทิตย์แยงตาจนทำให้มองไม่เห็นทาง
คิ้วเรียงงามเดี๋ยวคลายเดี๋ยวบีบเข้าหากัน
“คุณหนูเข้าไปในจวนก่อนเถอะเจ้าค่ะ” เถาซูเหวินเรียกนายสาวอยู่หลายครั้งแล้วแต่นางไม่ได้ยิน
ปานตะวันยกมือขึ้นกุมศีรษะตนเอง “แป๊บนึง ฉันปวดหัว” ร่างบอบบางนั่งยอง ๆ ลงช้า ๆ
คราวนี้สาวใช้ขมวดคิ้วบ้าง นี่มันภาษาอะไร? ถึงจะสงสัยแต่ก็อดเป็นห่วงผู้เป็นนายไม่ได้ จากนั้นจึงนั่งลงตาม และมองนางนิ่ง ๆ
ปานตะวันรู้สึกปวดศีรษะเป็นอย่างมาก อยู่ดี ๆ ความทรงจำของผู้หญิงคนหนึ่งที่เธอไม่รู้จักก็ผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด ไม่ใช่สิ ไม่ใช่ความทรงจำของคนอื่น แต่มันเป็นความทรงจำของร่างนี้ต่างหากเล่า
เกิดอะไรขึ้น! ทำไมเธอเข้ามาอยู่ในร่างนี้ได้
ซ่งเมิ่งเหยาลุกขึ้นยืนอย่างช้า ๆ เมื่อรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับร่างนี้ทั้งหมด ไม่น่าเชื่อว่าวิญญาณของนางจะทะลุมิติมาไกลถึงเพียงนี้ ไกลอย่างเดียวไม่พอ ยังย้อนเวลามาอยู่ในยุคโบราณอีก มากกว่านั้นยังต้องกลายเป็นสาวใช้อุ่นเตียงให้แก่บุรุษเย็นชาอย่างฟ่านโหว แต่ที่นางกังวลมากกว่านั้นคือร่างนี้เพิ่งจะอายุเพียงสิบหกปีเท่านั้น
ตอนจากมาอายุสี่สิบสองแล้วยังไม่เคยมีสามีแม้แต่คนเดียว มาอยู่ในยุคนี้สิบหกปีก็จะมีสามีแล้วหรือ
ซ่งเมิ่งเหยาเดินเข้าทางประตูหลังจวน ซึ่งเป็นทางสำหรับบ่าวรับใช้ของจวนใช้งาน จากนั้นก็มีคนเฝ้าประตูไปตามพ่อบ้านมา
พ่อบ้านฟู่ เดินออกมาจึงกล่าวออก “นี่คงเป็นคุณหนูรองแห่งสกุลซ่ง”
ส่วนสาวใช้ของนางยอบกายให้พ่อบ้านคราหนึ่ง ส่วนซ่งเมิ่งเหยาเพียงยิ้มให้พ่อบ้านเล็กน้อยเท่านั้น ในหัวของนางตอนนี้ยังสับสนอยู่มาก เพราะฉะนั้นตอนนี้ใครให้ทำอะไรก็ต้องตามน้ำไปก่อน
“ตามข้ามาเถอะ” พ่อบ้านกล่าว
สองบ่าวนายเดินตามหลังพ่อบ้านเข้าไปโดยไม่พูดอะไร เขาพาทั้งสองเดินเลียบเรือนหลังใหญ่ไปยังด้านหลังสองข้างทางเดินที่ปูด้วยหินเป็นพุ่มไม้หลากหลายสายพันธุ์
พอเลี้ยวเข้าไปในเรือนหลังที่เล็กกว่าเรือนด้านหน้าซึ่งเป็นเรือนไม้ทั้งหลังพ่อบ้านฟู่จึงหยุดเดินแล้วหันกลับมาคุยกับหญิงสาว “พวกเจ้าพักที่เรือนหลังนี้ ส่วนเรือนข้างหน้าเป็นเรือนของท่านโหว หากท่านโหวอยากให้รับใช้จะมีคนมาตามเจ้าเอง”
“เจ้าค่ะ” ซ่งเมิ่งเหยารับคำ
พ่อบ้านปรายตามาทางซ่งเมิ่งเหยา “ส่วนข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดข้าได้จัดการให้ทั้งหมดแล้ว”
“เกรงใจพ่อบ้านแล้ว” ซ่งเมิ่งเหยากล่าว
ให้หลังพ่อบ้านเถาซูเหวินจึงพูดขึ้น “คุณหนูเข้าไปข้างในเถอะเจ้าค่ะ”
“เจ้าเข้าไปก่อนเถอะ ข้าขอยืนดูอะไรสักพัก”
“เจ้าค่ะ”
สาวใช้เดินจากไปแล้ว ซ่งเมิ่งเหยาจึงแหงนหน้ามองต้นไม้ต้นหนึ่งที่ยืนตระหง่านขั้นกลางระหว่างเรือนของเขาและเรือนของนาง มันคือต้นอวี้หลาน ที่กำลังผลิดอกบานเต็มต้นกระทั่งใบเดียวก็ไม่มีให้เห็น กลีบดอกสีขาวอมชมพูของมันส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ กำจายไปทั่วบริเวณ ทำให้ความหดหู่ภายในใจคลายลงได้บ้าง
ซ่งเมิ่งเหยายืนอยู่ใต้ต้นอวี้หลานพักใหญ่พลางคิดในใจ ต่อจากนี้ชีวิตต้องก้าวเดินต่อไปเท่านั้น นางต้องหาทางหาเงินมาไถ่ตนเองให้ได้ แต่ในหนังซื้อสัญญาซื้อขาย นางถูกขายมาในราคาห้าตำลึงเงิน แต่ตอนไถ่ตัวต้องมีเงินถึงหนึ่งร้อยตำลึงเงินถึงจะเป็นอิสระได้ เงินเดือนที่ได้จากการเป็นสาวใช้อุ่นเตียงก็ไม่รู้ว่าจะได้หรือไม่ แล้วนางจะหาเงินที่ไหนมาไถ่ตนเอง ยิ่งคิดยิ่งพาให้เครียด ไม่ยุติธรรมเลยสักนิด
ช่างเถิด! มันคงมีสักวิธีที่จะหาเงินมาได้ นางไม่มีวันเป็นสาวใช้อุ่นเตียงไปตลอดชีวิตหรอก อีกอย่างสิ่งที่นางข้องใจในตอนนี้คือ… ใครเป็นคนวางยาพิษเจ้าของร่างนี้ ยาพิษที่ไร้สีไร้กลิ่น ไร้อาการ สิ่งเดียวที่คนอื่นสามารถมองเห็นได้นั่นก็คืออาการง่วงนอนเท่านั้น เป็นเช่นนี้เองสาวใช้ของนางถึงไม่ได้เอะใจอะไร
ซ่งเมิ่งเหยากวาดสายตามองเรือนด้านหน้าที่เป็นไม้ทั้งหลังด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก จากนั้นจึงหันหลังเดินกลับเข้าไปในเรือนตน
“แต่ข้าก็ยังเป็นห่วงเจ้าอยู่ดี อีกทั้ง…”“อีกทั้งอะไรหรือเจ้าคะ” ดวงตาใสแป๋วจ้องเขาตาไม่กะพริบ“อีกทั้งข้ายังอยากมีบุตรกับเจ้าอีกสักคนสองคน” มีบุตรสามคน เขาคิดว่าคงยังไม่เพียงพอ“ท่านพี่ ไม่มากไปหรือเจ้าคะ” นางทำตาโตพูดขึ้นด้วยความตกใจ ที่โลกปัจจุบันที่นางจากมา มีลูกสามคนก็นับว่ามากแล้วนะ มีคนเดียวก็ทำให้พ่อแม่ยากจนได้เลยทีเดียว“ไม่มาก ห้าคนกำลังพอดี” เขามองภรรยาด้วยสายตาวิงวอน “นะ เหยาเหยา” ฟ่านอวิ๋นซีโน้มใบหน้าลง ริมฝาปากอ้าออกเตรียมงับกลีบปากอันเย้ายวนของภรรยา ซ่งเมิ่งเหยาพริ้มตาลงเตรียมรับการจูบอันดูดดื่มของสามีแต่ก็มีเสียงของสาวใช้ดังขึ้นเสียก่อน “ท่านโหว ฮูหยิน อาหารเตรียมเสร็จแล้วเจ้าค่ะ”ทั้งสองชะงักงัน ซ่งเมิ่งเหยาลืมตาขึ้น ฟ่านอวิ๋นซีหุบปากลงทันควัน สีหน้าบึ้งตึงขึ้นมาทันที พลางกระซิบบอกภรรยา “คืนนี้เจ้าต้องชดเชยให้ข้า”ซ่งเมิ่งเหยายิ้มพรายอย่างขบขัน ตอบว่า “ได้เจ้าค่ะ”คืนนั้นหลังจากส่งลูกเข้านอนกันหมดแล้ว ซ่งเมิ่งเหยานั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าคันฉ่อง มือหยิบต่างหูพลอยสีแดงทับทิบขึ้นมาพิศดูอีกครั้ง จะว่าไปแล้วก็นับว่าเป็นโชคชะตาของนางจริง ๆ ต่างหูคู่นี้เถียนเยว่ซินมารดาของเจ้า
ห้าปีผ่านไปกิจการของซ่งเมิ่งเหยาก็เจริญรุ่งเรืองมากขึ้นตามลำดับ อีกทั้งร้านแลกเงินเลี่ยงรุ่ย กับร้านนวดฮุ่ยเหอ ยังขยายสาขาออกไปยังเมืองต่าง ๆ อีกด้วย ตอนนี้ทั้งสองร้านก็น่าจะมีมากถึงหนึ่งร้อยสาขาแล้ว ซ่งเมิ่งเหยาจึงกลายเป็นสตรีที่ร่ำรวยเป็นอันดับต้น ๆ ของเมืองหลวง จะว่าไปแล้วสมบัติของนางอาจจะมีมากกว่าในท้องพระคลังในวังหลวงเสียอีก เพราะร้านนวดฮุ่ยเหอ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อจิงโหยว และเทียนหอม มิหนำซ้ำยังเอาออกมาใช้โดยไม่มีวันหมดอีกด้วย ยกเว้นเงินในต่างหูอีกข้าง ที่ลดลงตามการใช้จ่ายจริง ซึ่งซ่งเมิ่งเหยาก็แบ่งเงินออกมาเก็บไว้ที่จวนฟ่านโหว และเรือนของนางในหมู่บ้านเฟิ่งหวง ซึ่งตอนนี้กลายเป็นบ้านเดิมของนางไปแล้วทว่ามีจิงโหยวกลิ่นหนึ่งที่นางสกัดเองนั่นก็คือกลิ่นเหมยกุ้ย ซึ่งแหล่งเพาะปลูกขนาดใหญ่ก็อยู่ที่หมู่บ้านเฟิ่งหวง ชาวบ้านต่างดีใจเป็นอย่างมากที่ซ่งเมิ่งเหยามีโครงการปลูกเหมยกุ้ยที่หมู่บ้านแห่งนี้ เพราะชาวบ้านต่างมีงานทำตลอดทั้งปี และนางยังขายจิงโหยวกลิ่นนี้ทั้งปลีกทั้งส่งอีกด้วย ภายหน้าซ่งเมิ่งเหยาวางแผนที่จะปลูก เซียงเหมาหรือตะไคร้ ดอกโม่ลี่หรือดอกมะลิ ดอกไป๋ซานหรือดอกพุดซ้อน ดอ
“ท่านพี่จะทำอะไรเจ้าคะ” ตอนนี้กายเขาร้อนกว่าน้ำพุเสียอีก “ข้าอดอยากมาหลายวันแล้ว” เขาเอ่ยเสียงแหบพร่า แถมปากยังงับยอดอกสีชมพูสลับกันไปมาอย่างหลงใหล “ท่านพี่เดี๋ยวใครก็มาเห็นเข้าหรอกเจ้าค่ะ” ซ่งเมิ่งเหยาพูดออกเสียงสั่นเครือ มองเขาตาปรือ “ไม่มี ข้าสั่งองครักษ์ไว้แล้ว ถ้าใครกล้าเข้ามาก็ให้ฆ่าทิ้งได้เลย” เขาพูดเสียงเรียบคล้ายเป็นเรื่องปกติ ซ่งเมิ่งเหยาเบิกตาโต “ถึงกับฆ่าเชียวหรือเจ้าคะ” “อืม! บังอาจขัดขวางความสุขของข้า” ว่าจบเขาพาร่างนางเข้าไปชิดขอบบ่อ นางยืนหันหลังให้เขา มือบอบบางจับขอบบ่อเอาไว้ “ท่านพี่…” “เงียบเถอะฮูหยิน มังกรใต้ดินของของข้ามันตื่นขึ้นมาแล้ว” แน่นอนว่ามันคงไม่ยอมหลับลงโดยง่าย ซ่งเมิ่งเหยาก็รู้สึกได้เช่นกัน นางคงหนีเขาไม่พ้นแล้ว จากนั้นน้ำพุร้อนในบ่อก็เกิดการกระเพื่อมไหวบางเบา ไอร้อนลอยขึ้นปกคลุมร่างกายทั้งสองคล้ายอยู่บนสวรรค์ บวกกับเสียงครางแผ่วเบาคล้ายมีคล้ายไม่มี เพราะฟ่านโหวพยายามทะนุถนอมร่างกายภรรยาให้มากที่สุด เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อบุตรในครรภ์ ดวงตะวันคล้อยต่ำจนหลบ
หลังจากงานแต่งงานเสร็จสิ้นลง ฟ่านอวิ๋นซีจึงมีเวลามาไต่สวนคดีของซ่งหรูเอินกับน้องชาย วันแรกที่ซ่งจางเหว่ยทราบเรื่องเขาตกใจจนพูดอะไรไม่ออก ที่บุตรชายกับบุตรสาวร่วมมือกันทำร้ายซ่งเมิ่งเหยา ได้แต่แอบนั่งร้องไห้อยู่ในห้องเพียงลำพังอย่างสิ้นหวัง ส่วนซ่งฮูหยินไม่อาจยอมรับจุดจบของบุตรสาวกับบุตรชายอันเป็นที่รักได้ ซึ่งซ่งเนี่ยนเจินก็กำลังเตรียมตัวสอบเป็นขุนนางตามบิดา แต่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นก่อน นางจึงมีอาการคล้ายกับคนเสียสติไปก่อนวันแต่งงานของซ่งเมิ่งเหยาเสียอีก ฟ่านอวิ๋นซียังไม่ทันได้ตัดสินโทษสองพี่น้อง ซ่งหรูเอินก็ชิงปลิดชีพตนเองในคุกไปเสียก่อนเพราะรู้ว่าอยู่ต่อไปก็คงไม่มีชีวิตรอด อีกอย่างนางทำใจไม่ได้ที่ต้องอยู่ในคุกที่สกปรกเช่นนี้ ส่วนซ่งเนี่ยนเจิน ฟ่านอวิ๋นซีก็ตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิต และเซ่าฟานสตรีที่ซ่งเนี่ยนเจินจ้างวานมาลักพาตัวซ่งเมิ่งเหยา นางก็ชิงปลิดชีพตนเองไปแล้วเช่นกันเมื่อนางทราบภายหลังว่าสตรีที่นางลักพาตัวไปคือฮูหยินของฟ่านโหว เพราะนางเองก็รู้ดีว่าคนอย่างผู้บัญชาการฟ่าน ไม่มีทางปล่อยนางไว้แน่ และสาวใช้หลินจิงที่คอยส่งข่าวให้ซ่งหรูเอินก็ถูกขายออกไปอยู่หอโคมเขียวเช่นกัน
ซ่งเมิ่งเหยาเดินเข้าไปในร้านฮุ่ยเหอสาขาสอง โดยมีองครักษ์รออยู่ด้านนอก เพราะซ่งเมิ่งเหยาไม่อยากให้องครักษ์เข้าไปรบกวนความสงบของลูกค้า ขณะที่ซ่งเมิ่งเหยาเข้าไปตรวจสอบร้าน ก็มีลูกค้าผู้หญิงนางหนึ่งกำลังส่งเสียงโวยวายไม่พอใจการนวดของพนักงาน บอกว่ามือหนักเกินไป พนักงานพยายามที่จะไกล่เกลี่ยแต่นางก็ไม่ยอมท่าเดียว จนกว่าจะให้ซ่งเมิ่งเหยามาทำแทน ซ่งเมิ่งเหยาจึงบอกว่านางจะจัดการเอง แต่พอให้หลังพนักงานและสาวใช้คนสนิท ซ่งเมิ่งเหยายังไม่ทันตั้งตัวลูกค้าคนนั้นก็โปะยาสลบที่จมูกนาง และพานางออกไปทางหน้าต่างของร้านได้อย่างง่ายดาย สตรีนางนั้นทำงานว่องไวราวกับเป็นมืออาชีพกว่าองครักษ์จะรู้ตัวว่าภายในร้านเกิดอะไรขึ้นก็ผ่านไปเกือบหนึ่งเค่อแล้ว หัวหน้าองครักษ์สั่งให้ลูกน้องไปแจ้งข่าวแก่ผู้บัญชาการฟ่าน ส่วนตนกับลูกน้องอีกสี่คนตามซ่งเมิ่งเหยาไป“เจ้าว่าอะไรนะ” ฟ่านอวิ๋นซีถามเสียงเกรี้ยวกราด เมื่อรู้ว่าซ่งเมิ่งเหยาโดนลักพาตัวไป“ฮูหยินถูกลักพาตัวไปขอรับ”ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นก็ตกใจเช่นกัน ตามธรรมเนียมช่วงนี้บ่าวสาวห้ามพบเจอหน้ากัน ฟ่านอวิ๋นซีจึงไม่ได้ไปค้างที่เรือนของนางฟ่านอวิ๋นซีกำหมัดแน่นลุกขึ้นอย่างรีบร้อน
สัปดาห์ต่อมายามเซิน หลังจากสอนนักเรียนเสร็จแล้ว ซ่งเมิ่งเหยากำลังจัดเตรียมสินเดิมให้กับตนเอง เพราะอีกไม่ถึงครึ่งเดือนซ่งเมิ่งเหยาก็ต้องเข้าพิธีแต่งงานแล้ว ซ่งฮูหยินไม่ได้มาจัดเตรียมงานช่วย แต่ส่งกู้มามาคนสนิทของนางมาแทน ซึ่งซ่งเมิ่งเหยาก็ไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด เพราะอย่างไรกู้มามาก็ทำอะไรนางไม่ได้อยู่แล้ว และไม่ได้รู้สึกเสียใจที่บิดาและซ่งฮูหยินไม่ได้มาสนใจนาง เพราะซ่งเมิ่งเหยาก็ไม่ได้มีความรู้สึกผูกพันกับคนพวกนั้นเหมือนกัน ส่วนอู่เจียพอทราบว่าซ่งฮูหยินไม่ได้มาช่วยซ่งเมิ่งเหยา นางจึงขออนุญาตมารดาสามีมาช่วยนาง ซ่งเมิ่งเหยากำลังสั่งให้สาวใช้หยิบผ้าไหมหลายพับลงในหีบไม้ จู่ ๆ ก็เกิดอาการเวียนศีรษะ ร่างโอนเอนจนเกือบจะล้มลงไป แต่สาวใช้ช่วยพยุงไว้ได้ทัน “พานางไปนั่งพักก่อน” อู่ซื่อกล่าวออกด้วยความตกใจ แล้วหันไปบอกจูเป่าสาวใช้อีกคน “ให้คนไปตามหมอซูมา” หมอซูหรือซูหมิง คือหมอที่อยู่ในหมู่บ้านเฟิ่งหวง “เจ้าค่ะ” เถาซูเหวินรีบไปหายาดมมาให้นายหญิงของนาง และไล่สาวใช้ในห้องออกไปให้หมด เหลือเพียงอู่เจีย กู้มามา และเถาซูเหวินเท่านั้น ซ่งเมิ่งเ
“ย่อมต้องแน่ใจ เจ้าเขียนตามที่เราบอกเถิด” หลายวันก่อนฮ่องเต้จ้าวเต๋อได้รับจดหมายจากฟ่านอวิ๋นซี เพราะไม่อยากให้ขุนนางคนอื่นจับตามอง เขาจึงไม่ขอเข้าเฝ้าด้วยตนเอง ในจดหมายกล่าวถึงเรื่องระหว่างเขากับสกุลซ่ง และฟ่านอวิ๋นซียังบอกอีกว่าเขาต้องการแต่งงานกับผู้ใด เช่นนั้นฮ่องเต้ผู้มีความเที่ยงธรรม จะขัดใจสห
ทุกคนต่างคาดหวังว่าน่าจะเป็นเรื่องที่นางกำลังจะเปิดร้านนวด แต่ฟ่านอวิ๋นซีกลับบอกกับทุกคนว่า “ความจริงแล้ว นางเป็นเจ้าของร้านแลกเงินเลี่ยงรุ่ยขอรับ” เรื่องนี้เขายังไม่ได้คุยกับนาง แต่เขามั่นใจแล้วว่าเป็นนาง เพื่อให้มารดารับปากเร็วขึ้น เขาจำเป็นต้องเปิดเผยเรื่องนี้“หา…” ทุกคนร้องออกพร้อมกันด้วยความค
ข่าวนี้จึงรู้ไปถึงฟ่านจื่อหานที่ทำงานในวังหลวงเช่นเดียวกัน เขาจึงนำเรื่องนี้มาบอกกับพี่ชาย “เจ้าได้ยินไม่ผิดแน่หรือ” ฟ่านอวิ๋นซีเอ่ยถามน้องชาย ในหัวพลางครุ่นคิด “แน่ขอรับ ขุนนางหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกัน ว่าเรื่องนี้ใต้เท้าซ่งเป็นคนพูดออกมาเอง” ซ่งจางเหว่ยคงคิดว่าตนเป็นฝ่ายเหนือ
เช้าวันรุ่งขึ้นฟ่านอวิ๋นซีก็ต้องตกใจเมื่อเห็นตนนอนอยู่บนตั่งไม้ตัวเดิมเมื่อคืน อีกทั้งเขายังหลับสนิทได้จนถึงวันใหม่อย่างไม่น่าเชื่อ เป็นไปได้อย่างไร นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีเขามองหาใครบางคนไปทั่วห้องก็พบว่านางไม่อยู่ในห้องแล้ว แสดงว่าเขาหลับสนิทจริง ๆ ตอนนางเดินออกไปยังไม่รู้ตัว วรยุทธ์ที่เคยฝึก







